น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 27 : คำอธิษฐานด้วยน้ำตา

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 : คำอธิษฐานด้วยน้ำตา

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2559 16:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 : คำอธิษฐานด้วยน้ำตา
แบบอักษร

ท่านพระครูเข้าฌานสมาธิ ถอดจิตมาช่วยเหลือหลวงสุรเดช และหญิงสาวอีกสองคน ที่กำลังอยู่ระหว่างภพแห่งความเป็นและความตาย ร่างทิพย์ของหลวงสุรเดชนั้นเรื่อเรืองด้วยประกายรัศมีสีขาวพร่าง ....ประกายแห่งผู้ทำความดีอันยิ่งใหญ่ ผู้สละชีพเพื่อชาติและแผ่นดิน

“เจริญพรเถิดโยม”

หลวงสุรเดชหันกลับมาตามเสียงของท่านพระครู ก่อนจะหันไปจับจูงขวัญชีวีและวรรณสิริมากราบพระผู้มาโปรดพร้อมกัน

“หลวงพ่อ พวกกระผมหลงทางขอรับ ไม่ทราบว่าจะไปทางไหนดี ที่นี่ไม่มีอะไรเลย”

หลวงสุรเดชพูด พลางจ้องมองขวัญชีวีอย่างห่วงใย ตัวเขานั้นต่อให้ลำบากตรากตรำแค่ไหนย่อมได้เสมอ หากสำหรับขวัญชีวีแล้ว เขาไม่อยากให้เธอต้องมาเผชิญเรื่องราวลำบากใดๆเลย

“ปล่อยสีกาขวัญเธอไปเสียคุณหลวง....เธอจะกลับไปที่ทางแห่งเธอ”

“ท่านพระครูหมายความว่ากระไรหรือขอรับ”

หลวงสุรเดชถามอย่างงงงัน ปล่อยขวัญชีวีไปอย่างนั้นหรือ...

“โยมคุณหลวงและสีกาขวัญนั้นไม่เคยมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน ไม่ว่าจะอาตมาจะพยายามช่วยเหลือโยมเท่าใด หากแรงสัจจาอธิษฐานของผู้รักษาและสร้างคุณต่อแผ่นดินนั้นศักดิ์สิทธิ์นัก หากคุณหลวงเดชยังไม่ยอมหยุดฝืนชะตา ย่อมต้องพบเจอเรื่องยุ่งยาก...และสร้างกรรมต่อเนื่องไปไม่จบสิ้น”

หลวงสุรเดชและขวัญชีวีนิ่งงันไปอย่างเสียใจ ถึงอย่างไรในชาตินี้ภพนี้คุณหลวงก็ต้องเป็นของชมมะนาด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

“กระผมไม่คิดถอนคำสาบาน หากวันนี้ไม่ใช่วันของกระผม แต่กระผมจะรอ...”

“โอกาสไม่มีอีกเป็นครั้งที่สองแล้วนะโยมคุณหลวง การฝืนชะตาทุกครั้งย่อมมีผลกระทบใหญ่หลวง การที่โยมเปลี่ยนแปลงอดีตในวันนี้ ย่อมส่งผลถึงอนาคตข้างหน้า การที่โยมขวัญชีวีย้อนกลับมาในอีกร้อยกว่าปีนี้ก็เพื่อแก้ไขให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิม หากคุณหลวงจะฝืนกฎแห่งกรรมอีกครั้ง พวกโยมอาจต้องพบจุดจบอยู่ที่นี่”

“แล้วจะแก้ไขได้ทันหรือไม่เจ้าคะ” วรรณสิริถาม ถึงอย่างไรเธอก็ยังห่วงครอบครัวเธอ

“โยมถามอาตมาไม่ได้ดอก ต้องถามคุณหลวงโน่น ว่าจะยอมกลับมาเดินตามเส้นทางเดิมหรือไม่”

เมื่อท่านพระครูว่าอย่างนั้น วรรณสิริจึงหันไปคาดคั้นกับหลวงสุรเดชแทน

“ว่าอย่างไรเจ้าคะคุณหลวง คิดให้ดีนะเจ้าคะ สิ่งที่คุณหลวงทำในวันนี้จะส่งผลต่อพวกเราในอนาคต คุณหลวงอาจไม่เข้าใจ แต่พวกฉันที่อยู่ที่นั่นจะเป็นอย่างไร”

“หล่อนกลัวอันใด”

“ถ้าไม่มีหาญวานิชล่ะ ถ้าไม่มีหาญวานิชครอบครัวฉันก็จะไม่มี ฉันก็จะไม่ได้เกิดนะซี”

“หล่อนก็กลับไปสร้างเสียสิ จำเป็นต้องเป็นฉันด้วยหรือถึงจะเป็นหาญวานิช ต้นตระกูลฉันล้วนเป็นทหารสืบเชื้อสายกันมาแต่กรุงธนบุรี ไม่เคยมีบรรพบุรษใดชื่อวานิชเลยสักคน จะมีก็แต่ชื่อหาญเท่านั้น”

วรรณสิริถึงกับหน้าหงาย นี่สินะถึงเรียกเส้นผมบังภูเขา “นามสกุลหาญวานิช” ถูกตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ นี่ยังรัชกาลที่ อยู่เลย เธอจะแต่งงานกับใครก็ได้ขอแค่ให้ตอนตั้งสายสกุล เป็นชื่อ หาญวานิชก็พอ

“แต่คุณทวดหาญหน้าเหมือนคุณหลวงไม่ใช่หรือเจ้าคะ ถ้าไม่ใช่ลูกคุณหลวงแล้วจะทำได้อย่างไร”

หลวงสุรเดชทำหน้าอ่อนใจ ...พลางตำหนิขวัญชีวีและวรรณสิริตรงๆ

“ถ้าพวกหล่อนพูดความจริงกับฉันสักนิด เรื่องจะไม่ลุกลามบานปลายถึงเพียงนี้  เจ้ารอให้ฉันแต่งงานมีลูกกับแม่ขวัญ  หล่อนก็มาเลือกเอาละกันว่าลูกชายคนไหนของฉันหน้าเหมือนฉันที่สุด แล้วหล่อนค่อยมาขอไปเป็นลูกก็ได้ ....ในเมื่อหล่อนกับแม่ขวัญก็สนิทสนมกัน บ้านช่องก็ไปมาหาสู่กันสะดวก ลูกฉันจะมีแม่สองคนก็ไม่เห็นจะกระไร”

วรรณสิริหน้าม้าน เธอรู้สึกเสียความเชื่อมั่นไปมากมาย หลวงดำรงก็เคยพูดกับเธอคล้ายๆเช่นนี้

ท่านพระครูที่ยืนฟังมานาน ส่ายหัวน้อยๆให้กับความดื้อดึงของชายหนุ่มตรงหน้า พลางกล่าวเตือนสติ

“ถึงอย่างไรก็ฝืนชะตา ดีแต่จะสร้างกรรมใหม่ไปซ้ำเติมกรรมเก่า สิ่งที่โยมคุณหลวงกล่าวมานั้นหาใช่ความถูกต้อง แต่เป็นการเลี่ยงบาลี แม้จะคล้ายเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม ถึงอย่างไรอนาคตย่อมต้องเปลี่ยนแปลง วัฎสงสารของมนุษย์ล้วนแต่เป็นเช่นนี้ต้องวนเวียนชดใช้กรรมทั้งเก่าและใหม่ แล้วจะหลุดพ้นบ่วงกรรมได้เช่นไร”

“หากกระผมต้องเลือกกลับไปเป็นแบบเดิม หรือ จะยอมฝืนเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะได้อยู่กับแม่ขวัญ กระผมคงไม่ถอยหลังแล้วขอรับ”

“แม้ว่าผลของการฝืนกระทำของโยม จะทำให้ไม่ได้เห็นหน้าเด็กคนนี้ก็ตามอย่างนั้นหรือ”

หลวงพ่อชี้ไปยังพื้นที่ว่างข้างตัวขวัญชีวี ทารกตัวแดงกำลังร้องไห้จ้า หลวงสุรเดชเขม้นมองอย่างตกตะลึงก่อนจะหันไปมองหญิงสาวข้างตัว

“นี่หล่อนกำลังจะมีลูกให้ฉันอย่างนั้นหรือ” หลวงสุรเดชถามเสียงสั่น สองมือกำแน่นอย่างข่มใจรอฟังคำตอบ ครั้นเมื่อขวัญชีวีพยักหน้า....ชายหนุ่มต้องหลับตาตั้งสติอยู่ครู่ใหญ่ หากเขาถอยตอนนี้ ทุกอย่างจะกลับไปเริ่มจากศูนย์ใหม่ ....ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องเลือกอย่างเด็ดขาดเสียที ...

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กระผมจะไม่ยอมกลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้วขอรับ....”

“หากโยมตัดสินใจเช่นนั้น อาตมาก็คงได้แต่ช่วยโยมได้เพียงเท่านี้ สัจจาธิษฐานของผู้ทำคุณเพื่อแผ่นดินย่อมศักดิ์สิทธิ์เสมอ อาตมาขอเจริญพร”

หลวงพ่อทอดผ้าไปยังชมมะนาดเพียงผู้เดียว หากเด็กทารกตัวน้อยเมื่อครู่คลานเตาะแตะมาจับเท้าท่านพระครูไว้ ... ท่านเพ่งดวงจิตอยู่ครู่ก็เอ่ยพึมพำอย่างมีเมตตา

“ดวงจิตผู้มีบุญมาเกิด... อาตมาย่อมไม่อาจฝืนชะตา”

หลวงพ่อสวดมนต์เสียงกังวาน ก่อนที่จิตของทั้งสามจะวูบหายลับไป หลวงสุรเดชหันมามองเมียรักเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะเสียใจที่ไม่สามารถอยู่ดูแลลูกเมียตัวเองได้แต่คงต้องหักใจ

“ตัวพี่อาภัพนัก ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูอุ้มชูเจ้ากับลูก แม้แต่ตัวเจ้าพี่ก็ยังช่วยคุ้มครองไม่ได้ ....ขอจงรักษาตัวด้วย”

“คุณรอฉันนะคะ ....”

“ฉันจะคอยหล่อนเสมอ ...” คุณหลวงเอ่ยคำมั่นสัญญา พลางโอบกอดหญิงสาวเอาไว้อย่างแสนรัก

“ชาตินี้สุดกำลังวาสนาพี่แล้ว ในอดีตที่แล้วมาเราไม่มีบุพเพสันนิวาสต่อกัน พี่อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเจ้า แต่พี่สาบาน...นับจากนี้ทุกชาติไป พี่จะเกิดมาเพื่อเจ้าคนเดียว”

คุณหลวงฝากรอยจูบแผ่วเบาไว้ที่หน้าผากขวัญ ก่อนจะกระซิบเอ่ยถ้อยคำสัญญาที่หนักแน่นประหนึ่งดุจคำสาบาน

“พี่รักเจ้า...เจ้าขวัญชีวีของพี่เอย...”

 

.......................................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น