Finland (ช้อย)

กลับมาอัพใหม่แล้วนะคะ สำหรับเรื่อง "แสงสว่างแห่งรัก" ที่ห่างหายไปนาน หวังว่านักอ่านที่รักทุกท่านคงจะยังไม่ลืม ปั้น นนท์ ภีม กันนะคะ จะพยายามอัพให้สม่ำเสมอเหมือนกับเรื่องที่ผ่าน ๆ มาค่ะ ช้อยจะปล่อยให้อ่านฟรีจนกว่าจะจบถึงติดเหรียญค่ะ

Chapter 9 : ไม่เข้าใจตัวเอง...!!

ชื่อตอน : Chapter 9 : ไม่เข้าใจตัวเอง...!!

คำค้น : finland,ช้อย, yaoi,ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,ธีร์ปิง,รุจ,คิว,หื่น,เด็กแว้นที่รัก,Love you my bad boy,คนคุก,ดอม,คุณ,NC20+,SM,กุมหัวใจมังกร,เล้ง,มังกรม,รักร้ายสไตล์ลูกทุ่ง,เรือง,ครูกานต์,ภูมิ,ขม,แสงสว่างแห่งรัก,the light of love,นนท์,ปั้น,ภีม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 43

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2560 07:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 9 : ไม่เข้าใจตัวเอง...!!
แบบอักษร

 

ภีม.................................

 

ผมได้คุยกับเด็กที่ชื่อนนท์นั่นแล้วตอนที่เค้านั่งรถไปกับผมสองต่อสอง เค้าก็เป็นเด็กดีนะก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ดูเหมือนจะมองโลกในแง่ดีด้วยซ้ำ พูดน้อยถามคำตอบคำ อาจเป็นเพราะตาไม่เห็นด้วยเลยไม่รู้จะคุยอะไร  แต่ผมมาสะดุดตอนที่เค้ามาจับมือผมเพื่อรับเครื่องบันทึกเสียงไป ทำไมใจผมเต้นแรง อยู่ ๆ มันก็เป็นขึ้นมาผมก็ยังแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน 

 

จนกระทั่งผมได้มาส่งนนท์ที่บ้าน และที่สำคัญผมได้เบอร์โทรของนนท์มาแล้วด้วย ตอนที่เค้าให้ผมดูแผนที่บ้านเค้าผมเลยกดเบอร์ผมแล้วโทรออก ว่าแต่ทำไมพอได้เบอร์ของนนท์มาแล้ว ผมกลับไม่อยากจะเอาให้ไอ้ม่อน ไอ้ม่อนมันก็ถามผมบ่อย ๆ ว่าผมได้เบอร์นนท์แล้วหรือยัง ผมก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด ปกติแล้วผมจะใช้เวลาไม่มากในการขอเบอร์สาว ๆ ให้กับมัน

 

พอผมกลับมาถึงคอนโด ผมก็เห็นแผนพลาสติกสี่เหลี่ยมตกอยู่ที่เบาะ คงเป็นของนนท์ที่ทำตกไว้ เป็นอุปกรณ์อะไรซักอย่างในการเขียนการอ่านของเค้านั่นแหล่ะ ผมไม่รู้จัก ผมเลยเก็บไว้ที่เกะรถ เผื่อวันหลังจะได้เอาไปคืน

 

ตอนนี้ผมก็ทำสำเร็จได้เบอร์นนท์มาแล้วก็น่าจะปลีกตัวออกมาจากกลุ่มของหยีสักที แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกับไม่อยากเดินออกมา ยังอยากอยู่ใกล้ ๆ  ผมไม่รู้ว่าที่อยากจะอยู่ใกล้นั้น ใกล้หยีหรือว่าใกล้ใครกันแน่ ในเมื่อผมก็ไม่ได้ชอบหยี คิดกับหยีแค่น้องสาวเท่านั้น

 

“หวัดดีค่ะพี่ภีม”   หยียิ้มแป้นให้กับผมเมื่อเห็นผมเดินเข้าไปหา

 

“พี่ภีมไม่มีเรียนเหรอคะ...?”  หยีถามผมขึ้น

 

“วันนี้ไม่อยากเรียน เซ็ง ๆ ไงไม่รู้”  ผมบอกกับหยีไป แต่ตาผมกลับมองนนท์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการอ่านหนังสืออยู่ เค้าไม่ได้สนใจอะไรผมเลยซักนิด ผมเข้าไปนั่งใกล้ๆ หยี

 

“ไอ้ไมค์กับแก้มล่ะ...?”  ผมถามหาเพื่อน ๆ ของหยี

 

“อ่อ พวกมันไปพบอาจารย์ค่ะ”  หยีบอก ผมได้แต่พยักหน้ารับ แต่ตาผมดันไปเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเข้า  คอขาว ๆ ของนนท์เป็นรอยจ้ำแดง ๆ เห็นได้ชัดถึงแม้จะเป็นรอยที่จางแล้วก็ตาม ผิวขาวของนนท์ยากที่จะปกปิด แต่พอเห็นแล้วทำไมผมรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เหมือนโดนหยามหน้า รู้ทั้งรู้ว่ารอยนั่นใครเป็นคนทำ  ผมพยายามกดอารมณ์พูดคุยกับหยีเรื่องอื่น แต่ตาเจ้ากรรมก็ยังคอยชำเรืองมองรอยนั่นอยู่เสมอ เพราะนนท์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมมองอยู่ เป็นเหี้ยอะไรของกูวะเนี่ย...?  ผมได้แต่หัวเสียกับตัวเอง

 

“พี่ภีมเดี๋ยวหยีไปซื้อน้ำมาให้นะคะ นนท์เดี๋ยวเราซื้อน้ำมาให้”  หยีบอกกับผม

 

“ขอบใจนะ”  นนท์ยิ้มบอกกับหยี ถึงจะเห็นว่านนท์ยิ้มก็เถอะ แต่ใจผมก็ยังไม่พอใจอยู่เหมือนเดิม ยิ่งนนท์ทำเหมือนเมินเฉยกับผมด้วยแล้ว ผมแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่

 

“ไม่คิดจะทักกันเลยรึไง...?”  ผมทนไม่ไหวจริง ๆ

 

“ขอโทษครับ ผมคิดว่าพี่ไปกับหยีซะอีก”  นนท์เอ่ยขึ้น ค่อยโล่งขึ้นมาหน่อย ลืมไปว่าเค้ามองไม่เห็น ประเด็นคือทำไมต้องโล่ง ...????

 

ผมเอาแต่มองนนท์ที่กำลังใช้นิ้วสัมผัสไปที่อักษรเบรลล์อยู่นาน การที่ได้มองคนที่ไม่สามารถมองเห็นว่าเรากำลังแอบมองอยู่ มันยิ่งทำให้เคลิ้มเหมือนกับได้ใจ มองได้แบบไม่ละสายตา

 

“ไม่เหนื่อยมั่งหรือไง...?”   แล้วผมก็ถามขึ้นเพราะเห็นเค้าทีไรก็อ่านแต่หนังสือ

 

“เรื่องอะไรครับ..?”   นนท์เงยหน้าขึ้นถามผม

 

“ก็เอาแต่อ่านหนังสืออยู่แบบนี้”  

 

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ ผมไม่เหมือนกับคนอื่นต้องเรียนหนักเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า”   แล้วนนท์ก็ยิ้มบอกกับผม  ยิ้มอีกแล้ว ทำไมต้องยิ้มให้บ่อย ๆ ด้วยนะ ยิ้มทีหัวใจผมแม่งก็เต้นแรงที

 

“นนท์...!!”   แล้วเสียงมารก็ดันมาขัดจังหวะขึ้น  ไอ้เหี้ยปั้นรีบปรี่เดินเข้ามา สายตาที่มันมองผมแม่งไม่เป็นมิตรเอาซะเลย ผมก็ไม่ชอบหน้ามันซักเท่าไหร่  ผมเหลือบไปมองรอยที่คอนนท์ยิ่งทำให้ไม่พอใจขึ้นมาอีก

 

“มาแล้วเหรอปั้น...?”  นนท์เอ่ยถามมันขึ้น

 

“ไปทานข้าวกันเถอะ”   ว่าแล้วมันก็รีบช่วยนนท์เก็บของทำเหมือนไม่อยากให้นนท์อยู่ตรงนี้

 

“ผมยาวอีกแล้วนะ เย็นนี้จะพาไปตัด”  แล้วมันก็บอกกับนนท์  ผมเห็นมันค่อย ๆ เอามือเสยผมนนท์ขึ้น แม่งทำไมมันจี๊ดวะ...?

 

ปึ้ง...!!  ผมตบโต๊ะเสียงดัง  นนท์รีบเงยหน้าขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้ว

 

“เป็นเหี้ยอะไร...?”  แล้วไอ้ปั้นมันก็ถามผม

 

“แค่หมั่นไส้ มีไรมั้ยวะ...?”  ผมยักคิ้วกวนตีนบอกกับมันไป มันมองหน้าผมอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ผมก็จ้องมันกลับเหมือนกัน  แล้วมันก็พานนท์เดินจากไปด้วยท่าทางที่ไม่พอใจ แม่งไอ้นี่กวนส้นตีน....!!!

 

พอผมเห็นที่ไอ้เหี้ยปั้นมันทำกับนนท์แบบนั้นแล้ว ทำไมผมรู้สึกอิจฉาขึ้นมา อยากทำเหมือนกับมันบ้าง อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยสนใจความรู้สึกของใครมาก่อน แต่พอมาเห็นไอ้เหี้ยปั้นมันคอยดูแลนนท์แบบนั้นแล้ว มันเลยมีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมา

 

“กูไม่ยอมแพ้มึงหรอกไอ้เหี้ยปั้น...!!”   ผมได้แต่มองตามหลังมันไป

 

.................................................

 

นนท์.........................

 

หลายวันต่อมา  หลังจากที่ผมกลับมาจากมหาลัย ผมกำลังกวาดบ้านอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงฝีเท้าแม่วิ่งเข้ามาในบ้าน

 

“นนท์แย่แล้ว พ่อถูกคนร้ายชิงทรัพย์...!!”   ไม้กวาดผมหล่นจากมือไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินที่แม่บอกผมทำอะไรไม่ถูก มองอะไรก็ไม่เห็นได้แต่หันรีหันขวาง

 

“แล้วพ่อเป็นยังไงบ้างครับแม่...?”  ผมรีบถามแม่ไปด้วยความเป็นห่วงพ่อ

 

“ตำรวจเค้าโทรมาบอกแม่ ให้แม่รีบไปที่โรงพยาบาล นนท์อยู่บ้านเองได้นะลูก”   แม่บอกกับผมด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก คงตกใจมาก

 

“ผมอยู่ได้ครับแม่ แม่รีบไปหาพ่อเถอะ”  ผมบอกแม่ไป ตอนนี้ผมได้แต่ยืนสั่นทำอะไรไม่ถูก ภาวนาขอให้พ่ออย่าเป็นอะไรมาก ผมเคยฟังข่าวว่าแท็กซี่โดนปล้นอยู่บ่อย ๆ ไม่คิดว่าจะมาเจอกับพ่อตัวเอง ตอนนี้ผมเป็นห่วงพ่อมาก

 

“นนท์มีอะไร..? เห็นป้าวิ่งหน้าตื่นกลับมาจากตลาด”   ปั้นรีบเข้ามาหาผม

 

“ปั้น พ่อโดนโจรปล้น”  ผมน้ำตาคลอบอกกับปั้นไป ปั้นรีบเข้ามากอดผมเอาไว้แน่น

 

“ลุงอาจไม่เป็นอะไรมากก็ได้นะนนท์ อย่าเพิ่งคิดมาก รอฟังข่าวจากป้ากันดีกว่านะ”   ปั้นพยายามปลอบผม

 

“เราเป็นห่วงพ่อ”  ผมสะอื้นบอกกับปั้นไป 

 

“ไม่เป็นไร เราอยู่นี่แล้ว”  ปั้นลูบหลังปลอบผมเบา ๆ 

 

ผมไม่เป็นอันทำอะไร ได้แต่นั่งรอฟังข่าวจากแม่ นี่ก็นานมากแล้วทำไมแม่ยังไม่โทรมาบอกอะไรกับผม

 

“ปั้นตอนนี้กี่โมง...?”   ผมถามกับปั้น

 

“หกโมงเย็น”    แม่ไปก็ชั่วโมงแล้วนี่ ทำไมถึงได้เงียบ ผมเริ่มใจไม่ดีขึ้นมา

 

ซักพักก็มีเสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้น

 

“เรารับแทนให้เอง”   ปั้นรีบรับโทรศัพท์แทนผม 

 

“ครับป้า ผมจะอยู่เป็นเพื่อนนนท์เองครับ ป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”   ผมได้ยินที่ปั้นคุยกับแม่

 

“นนท์ ป้าโทรมาบอก ลุงไม่เป็นอะไรแล้วนอนพักที่โรงบาลซักสามสี่วันก็กลับบ้านได้”  ปั้นบอกกับผม  ผมถอนหายใจยาวโล่งอกขึ้นมาทันที

 

“ป้าฝากเราให้ดูแลนาย” 

 

“ไม่เป็นไรเราอยู่เองได้”   ผมบอกกับปั้นไป ผมเคยอยู่คนเดียวบ่อย ๆ ตอนแม่ไปขายของพ่อไปขับแท็กซี่

 

“ได้ไง เราเป็นห่วงนายนะ”  ผมรู้ว่าถึงผมจะห้ามปั้นยังไงก็ไม่เป็นผลอยู่ดี

 

นับจากพรุ่งนี้ไปผมคงต้องไปเรียนเอง เพราะพ่อคงไปส่งผมไม่ได้

 

“แล้วนายจะไปเรียนยังไง...?”  เผอิญปั้นถามขึ้นมาพอดี

 

“เราก็ไปเองสิ เราชินกับเส้นทางจากบ้านไปป้ายรถเมล์มาเป็นสิบปีแล้วนะปั้น”  ผมบอกกับปั้นไป

 

“ไม่เอาเราจะไปส่งนายทุกวันเอง”   ปั้นบอกกับผม

 

“ปั้น....!!”   ผมเรียกปั้นด้วยน้ำเสียงที่ห้วน ผมไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นักที่ปั้นพยายามช่วยเหลือผมตลอด ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่เรื่องบางเรื่องที่ผมทำเองได้ผมก็อยากทำ ทำไมต้องไปรบกวนคนอื่นอยู่เสมอ ผมก็มีมือมีเท้าเหมือนกันไม่ใช่ว่าผมอวดเก่งหรืออะไร คนพิการทุกคนต่างพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่มีใครอยากเป็นภาระของอื่นไปตลอดชีวิต

 

“เราขอโทษ เราแค่เป็นห่วงนาย”   ปั้นพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

 

“อะไรที่เราพอจะทำเองได้เราก็อยากจะทำนะปั้น อีกหน่อยพอเราเรียนจบ เราก็ต้องทำงานจะให้นายมาช่วยอยู่แบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก”  ผมอธิบายให้ปั้นฟัง

 

“ถ้าวันไหนเรียนพร้อมกันก็ไปด้วยกันได้นี่”  ผมรู้ว่าปั้นเป็นห่วงผม แค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว แต่ผมก็ไม่อยากจะกวนปั้นในทุก ๆ เรื่อง

 

เช้าวันต่อมา ผมต้องไปเรียนเองเพราะปั้นมีเรียนบ่าย

 

“เดินไปหน้าปากซอยเองได้แน่นะลูก”  แม่เอ่ยถามผมขึ้น

 

“ได้ครับแม่ เส้นทางนี้ผมเดินมาเป็นสิบปีแล้วนะครับ”   ผมยิ้มบอกกับแม่ไป  แล้วผมก็เดินออกจากบ้านพร้อมกับไม้เท้าคู่ใจเพื่อไปขึ้นรถเมล์ ตลอดทางจะมีคนที่เดินสวนไปมาคอยบอกเสมอว่าข้างหน้ามีอะไร ให้เดินระวังอะไร จนมาถึงป้ายรถเมล์ผมจำเสียงเจ้าของร้านขายกาแฟที่อยู่ใกล้ ๆ กับป้ายรถเมล์ได้  ซักพักผมได้ยินรถเมล์เข้ามาจอดที่ป้าย

 

“ไป xx ผ่านมหาลัย xx”   ผมได้ยินเสียงกระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอก  ผมค่อย ๆ ใช้ไม้เท้ากวัดแกว่งเพื่อที่จะเดินขึ้นบันได แต่แล้วก็มีกระเป๋ารถเมล์เข้ามาช่วยจับแขนผมให้เดินขึ้นรถ พอมาถึงหน้ามหาลัย กระเป๋ารถเมล์ก็บอกกับผมพร้อมกับช่วยพาผมเดินลงจากรถอีกครั้ง 

 

วันแรกของการมาเรียนเองก็ผ่านไปได้ด้วยดี ผมต้องปรับตัวทุกอย่าง ใช้หูฟังจำให้ได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เพื่อที่จะไม่ให้เป็นภาระของคนอื่นมากจนเกินไป

 

 

 

...........................................................

To be continue.......................

...........................................................

 

 

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาตลอดนะคะ

1 เม้น = 1 กำลังใจ

ขอบคุณค่า

 

 

finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}