น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 25 : เงื่อนงำผู้ร้ายตัวจริง!

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 : เงื่อนงำผู้ร้ายตัวจริง!

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2559 22:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 : เงื่อนงำผู้ร้ายตัวจริง!
แบบอักษร

หลวงไกรฤทธิ์และมิสเตอร์โรแบร์แจ้งผลการเจรจาซื้อที่ดินกับชาวบ้านให้ทุกคนรับรู้ หลวงสุรเดชและหลวงดำรงที่ตามขึ้นมาทีหลังจึงทันได้ยินแต่เพียงตอนท้าย

“พวกเราจะเริ่มสร้างโรงเรียนได้ทันที กระผมเลยจะมาปรึกษาเกี่ยวกับการจัดหาอุปกรณ์และทุนการก่อสร้างทั้งหมดขอรับ”

“เรื่องนี้ท่านลุงของกระผมท่านแจ้งไว้นานแล้วว่าจะให้ทุนมาสร้างโรงเรียนเองขอรับ” หลวงสุรเดชแจ้งเรื่องที่ท่านลุงของเขา “เจ้าคุณศรีสุริยานุวัตร์” ที่เป็นข้าหลวงใหญ่ที่มณฑลพิษณุโลกนี้ ได้เคยเปรยๆไว้กับเขาเอง ...ท่านเจ้าคุณศักดิเดชเห็นชอบด้วย เรื่องนี้จึงตกไป  

“ส่วนเรื่องไม้เรื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย ทางอำเภอจะเป็นคนช่วยหาเองขอรับ แต่คงต้องไหว้วานหลวงดำรงด้วย เพราะนายแม่คงหาซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนได้สะดวกกว่า”

หลวงไกรฤทธิ์ออกปากกับผู้เป็นเพื่อนซึ่งกว้างขวางด้านค้าขายทุกประเภท

“ข้าจะเรียนนายแม่ให้” หลวงดำรงรับคำสั้นๆ ซึ่งทำให้ที่ประชุมได้แต่เบาใจที่ในที่สุดโรงเรียนก็จะได้สร้างตามกำหนดเสียที

...........................................................................................................................................

หากแล้ววันต่อมา ชาวบ้านละแวกนั้นก็จะถูกปล้นสะดมและเผาที่ดินที่จะขายเพื่อข่มขู่และสร้างความตื่นตระหนก หลวงสุรเดชถูกตามตัวไปยังที่เกิดเหตุทันควัน ร่องรอยการปล้นและการเผาไฟไล่ที่ยังสดๆร้อนๆ หลวงไกรฤทธิ์ที่ตามหลวงสุรเดชมาด้วย เห็นเงื่อนงำไม่ชอบมาพากล ....ทันทีที่สรุปว่าจะสร้างโรงเรียนที่นี่ ชาวบ้านก็โดนปล้น แล้วก็มีการเผาไล่ที่กันทันทีอย่างนั้นหรือ

“ข้าว่าพวกเราต้องดัดหลังพวกมันบ้าง หาไม่โรงเรียนไม่มีทางสร้างได้แน่” หลวงไกรฤทธิ์เอ่ยอย่างเคร่งเครียด นับตั้งแต่เขาดูแลเรื่องสร้างโรงเรียนมานี้ มีเหตุการณ์วุ่นวายเพื่อขัดขวางไม่ให้โรงเรียนสร้างได้สำเร็จตลอด หากยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ก็คงยากที่จะสร้างโรงเรียนได้เสร็จสำเร็จ

“ท่านลุงข้าให้ที่มาผืนหนึ่ง...เอ็งเอาไปบอกมิสเตอร์โรแบร์เถิดว่าให้มาสร้างโรงเรียนที่นั่น ก็ให้มันรู้ไปว่า ไอ้พวกโจรชั่วมันจะกล้าเผาที่และไปปล้นบ้านท่านเจ้าคุณศรีสุริยานุวัตร์!

หลวงสุรเดชเอ่ยน้ำเสียงเด็ดขาด พลางกลับไปเตรียมพร้อมที่โรงพักกองตระเวน งานนี้เขาจะล้อมจับพวกโจรให้ได้....

 

หลวงสุรเดชเดินนำเพื่อนทั้งสอง ได้แก่หลวงไกรฤทธิ์และหลวงดำรงเข้าไปกราบเจ้าคุณศรีสุริยานุวัตร์ นับตั้งแต่มาประจำที่พิษณุโลกนี้ ชายหนุ่มแทบไม่ได้เยื้องกรายมากราบท่านลุงนัก ด้วยไม่อยากให้ชาวบ้านเอาไปเล่าลือว่า ตัวเขาเป็นหลานท่านข้าหลวงใหญ่  ชายหนุ่มทำเพื่อตัดความรำคาญเรื่องคำครหาที่ว่าเขาใช้อำนาจบาตรใหญ่เพื่อกินตำแหน่งหัวหน้ากองตระเวนที่พิษณุโลกนี้   

แต่วันนี้หลวงสุรเดชเข้ามากราบผู้เป็นลุง ก่อนจะเอ่ยทวนความให้ท่านได้ทราบ

“กระผมเอาที่ที่ท่านลุงมอบให้นำไปให้ อาจารย์บุญต๋วน และคณะมิชชันนารีของมิสเตอร์โรแบร์ นำไปสร้างโรงเรียนขอรับ”

“ที่ดินริมน้ำนั้นน่ะหรือ .... ลุงอุตส่าห์ตั้งใจมอบให้เจ้าเป็นของขวัญ ให้เจ้าไว้สร้างเรือนหอ แต่หากเจ้าตั้งใจทำเพื่อส่วนรวมแล้ว ลุงก็ไม่ขัดศรัทธา”

หลวงไกรฤทธิ์และหลวงดำรงมองหน้ากันอย่างตกใจที่เพื่อนยอมทุ่มทุนขนาดนี้ คงไม่ได้คิดจะประชดที่คุณหญิงแม่ไม่ให้แต่งงานใช่มั้ย ..ที่ดินริมน้ำของแพงนะนั่น!

 “กระผมยินดีทำเพื่อบ้านเมืองเราขอรับ อีกอย่างชาวบ้านล้วนเดือดร้อนจากโจรที่คอยก่อความวุ่นวาย หลานจึงอยากจับพวกมันมาลงโทษให้เร็วที่สุด แต่จะให้ชาวบ้านมาเสี่ยงด้วยไม่ได้แล้ว ที่ผืนนั้นเหมาะที่สุดแล้วขอรับ”

“ทำตามที่เจ้าเห็นสมควรเถิด...ลุงไม่ว่ากระไร เอานี่ลุงให้สมทบร่วมบุญสร้างโรงเรียนนะ”

เจ้าคุณศรีสุริยานุวัตร์ให้เด็กไปนำหีบเหล็กใส่เงินมาให้ผู้เป็นหลาน คราวนี้คุณหลวงทั้งสามกราบลงพร้อมกัน

“กระผมกราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณแทนเด็กๆและชาวบ้านทุกคนขอรับ กระผมสัญญาว่าโรงเรียนแห่งแรกในพิษณุโลกนี้จักต้องสร้างให้สำเร็จจงได้ขอรับ”

หลวงไกรฤทธิ์ยืนยันหนักแน่น ก่อนจะกราบลาท่านเจ้าคุณเพื่อไปเตรียมพร้อมแผนที่จะดักจับโจรในคืนนี้

...............................................................................................................................................

“เอ็งแน่ใจหรือว่าพวกโจรมันจะมา”

หลวงดำรงกระซิบถามเพื่อนทั้งหลวงไกรฤทธิ์และหลวงสุรเดช ที่ซุ่มรออยู่ด้วยกัน ที่ดินริมน้ำของท่านเจ้าคุณนี้มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มรื่นเย็นสบาย เรือนไม้หลังเล็กที่ปลูกไว้ ยกสูงรับลมจากแม่น้ำได้อย่างเต็มที่ หากบรรดาคุณหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนล้วนไม่มีใครใส่ใจ เนื่องด้วยล่วงมาจนเย็นย่ำแล้ว พวกโจรก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาก่อเหตุวุ่นวายอันใด

“ข้าว่ามันต้องมาแน่นอน ถ้าหากเจ้าไกรฤทธิ์ไม่ลืมที่จะเอาไปป่าวประกาศที่อำเภอจนทั่ว”

“เออ ไม่ลืมดอก ข้าบอกให้เจ้าพนักงานรับทราบทุกคนแล้ว ปิดประกาศด้วย พอใจหรือยัง”

หลวงไกรฤทธิ์ตอบกลับหลวงสุรเดชอย่างหงุดหงิด เขาไม่ชอบใจนักที่หลวงสุรเดชเพ่งเล็งมาที่คนของเขาว่าเป็นคนร้าย ....โจรจะมาจากข้าราชการได้อย่างไรกัน

ในขณะที่กำลังเถียงกันอยู่นั้น ขวดแก้วบรรจุน้ำมันก๊าดก็ถูกขว้างเข้ามาจากฝั่งต้นไม้ใหญ่ ขวดที่ติดไฟอยู่แล้วเมื่อเจอกับน้ำมันและบ้านไม้ ไม่นานก็ลุกติดไฟท่วม

“พวกมันอยู่ตรงโน้น ตามมันไป”

หลวงสุรเดชร้องสั่ง พลางวิ่งนำเจ้าหน้าที่ตำรวจตามติดคนร้ายไป ......หลวงดำรง หลวงไกรฤทธิ์ ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ววิ่งก็กระจายตัวล้อมจับพวกโจรทันที

เสียงปืนที่ดังขึ้น ทำให้หลวงไกรฤทธิ์กังวล พวกโจรฮึดสู้อย่างนั้นหรือ ....ในสวนที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาทึบ บวกกับยามโพล้เพล้เช่นนี้หลวงสุรเดชวิ่งตามคนร้ายเข้าไปมีแต่จะเสียเปรียบ

“ไอ้เดชถอยกลับมาก่อน พวกมันมีเท่าใดก็สุดรู้ อย่าเพิ่งใจร้อน”

หากหลังที่วิ่งนำอยู่ไวๆนั้นไม่ฟังเสียง ชายหนุ่มพุ่งกระโจนปะทะกับกลุ่มไอ้โม่งทันควัน มือข้างที่ว่างกระชากโม่งไหมพรมออกเต็มแรง ก่อนจะร้องอุทานอย่างตกใจ

“ขุนพิชิต!

สิ้นคำเรียกขานชื่อ ลูกกระสุนก็ถูกยิงออกมาทันที จนหลวงสุรเดชทรุดล้มลง

“ท่านไม่ควรล้ำเส้นเลย หลวงสุรเดช ที่ผ่านมาข้าแค่สร้างความวุ่นวายเล็กน้อย หวังให้พวกต่างชาตินั้นยอมล้มเลิกและออกไปจากพิษณุโลก แต่พวกท่านกลับคุ้มครองมัน แถมยังสนับสนุนพวกมันให้สร้างโรงเรียนอีก จะให้พวกนั้นมายึดบ้านเมืองเราหรืออย่างไร”

ขุนพิชิตชยากรเอ่ยเสียงกร้าว พลางเดินมาหาหลวงสุรเดชที่กุมหน้าอกเอาไว้อย่างเจ็บปวด

“ข้าไม่อยากทำเช่นนี้เลย แต่ข้าจะปล่อยให้ท่านที่รู้เรื่องข้าไปบอกผู้อื่นไม่ได้”

“งั้นก็ไปด้วยกันเถิดขุนพิชิต”

หลวงสุรเดชกัดฟันยิงสวนไปพร้อมๆกับที่ขุนพิชิตลั่นไกจนทรุดลงไปทั้งคู่ หลวงดำรงและหลวงไกรฤทธิ์ที่ได้ยินเสียงปืนดังถี่ๆก็ร้อนรน ครั้นวิ่งมาเจอผู้เป็นเพื่อนนอนนิ่งอยู่เคียงข้างขุนพิชิตก็ยิ่งใจหาย

“ไอ้เดช! ทำใจดีๆไว้ไอ้เดช เอ็งอย่าเพิ่งหลับ”

หลวงดำรงเข้ามาทรุดลงข้างตัวเพื่อน พลางตบหน้าเรียกสติ หลวงสุรเดชขยับลืมตาขึ้นพลางขยับปากเอ่ยพูดอย่างยากเย็น

“ไอ้พิชิต มันเป็นคนบงการทั้งหมดเรื่องเผาที่ ปล้นชาวบ้าน เอ็งดูทีมันตายหรือยัง”

“ช่างหัวมันเถิด ข้าจะพาเอ็งไปหาหมอ แข็งใจหน่อย”

หลวงดำรงกับหลวงไกรฤทธิ์เข้ามาแบกเพื่อนก่อนจะรีบพายเรือไปยังเรือนพักที่ใกล้ที่สุดทันที ทิ้งธุระเรื่องขุนพิชิตและโจรให้กับตำรวจที่ตามจับกลุ่มโจรไว้ทั้งหมด 

 

วรรณสิริพาขวัญชีวีที่รบเร้าจะมาเรือนพักของหลวงสุรเดชอย่างร้อนใจ หลังจากที่หญิงสาวได้ยินข่าวเรื่องของคุณหลวงยกที่ดินให้โรแบร์ไปสร้างโรงเรียนแล้วก็สังหรณ์ใจไม่ดี ขวัญชีวีตัดสินใจมารอฟังข่าวการจับกุมโจรที่บ้านหลวงเดชด้วย แต่ในขณะที่พายเรือมา ทั้งคู่มองเห็นอาการประหลาดซึ่งกันและกันจนสังหรณ์ว่าอาจเกิดเรื่องราวไม่ดีกับหลวงเดช

“ทำไมพวกเราถึงคล้ายๆจะโปร่งแสงอย่างนี้ล่ะขวัญ เกิดอะไรขึ้น”

“ครั้งก่อนฉันก็เป็นอย่างนี้ ตอนที่คุณหลวงโดนยิง ฉันเป็นห่วงเขาค่ะคุณวรรณ กลัวมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่”

“ตายจริง....แล้วทีนี้พวกเราจะทำยังไง เกิดถ้าคุณหลวง.....”

วรรณสิริหยุดพูดแค่นั้น เพราะขวัญชีวีทำหน้าคล้ายกับจะขาดใจตาย ทั้งคู่ขึ้นเรือนไปรอที่ชานอย่างร้อนใจ ไม่นานหลวงดำรงและหลวงไกรก็แบกร่างหลวงเดชที่ถูกยิงสาหัสขึ้นเรือนมา พลางส่งต่อให้หมอที่รอท่าอยู่แล้ว

 ขวัญชีวีก็ถลาเข้าไปหาทั้งน้ำตา หลวงเดชที่ใกล้สิ้นสติเต็มทีแล้วเห็นหน้าเมียก็ใจกระตุก หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างยินดี

“แม่ขวัญ หล่อนกลับมาหาฉันหรือ”

“เจ้าค่ะ คุณหลวงต้องไม่เป็นอะไรนะคะ ห้ามเป็นอะไรนะคะ”

ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มให้อย่างแสนรักก่อนจะหมดสติไป....พร้อมๆกับที่ชมมะนาดที่จู่ๆก็กรีดร้องขึ้นก่อนจะล้มลงกองที่พื้นพร้อมๆกับขวัญชีวี!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น