น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 24 : ทิ้งไว้กลางทาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 : ทิ้งไว้กลางทาง

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2559 20:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 : ทิ้งไว้กลางทาง
แบบอักษร

ขวัญชีวีแอบหนีออกจากเรือนหลวงสุรเดชไปโดยไร้จุดหมาย หญิงสาวตัดขาดกับทุกสิ่งและหวังจะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง จนเวลาผ่านไปนับเดือน เธอก็ได้เจอกับคนรู้จักเป็นคนแรก

“กุ๊ดมอนิ่ง มิสขวัญชีวี”

เสียงทักทายสำเนียงไทยปนอังกฤษ ทำให้ขวัญชีวีหันกลับไปยังที่มาของเสียง ร่างสูงของมิสเตอร์โรแบร์โบกมือทักทายเธออย่างยินดี

“ดีใจจังที่เจอคุณ รู้หรือเปล่าว่า ผมคิดถึงเสียงหวานๆเวลาแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษของคุณมากขนาดไหน ช่วงที่คุณไม่เข้าประชุมนี่ผมไม่มีไฟในการทำงานเลย”

ขวัญชีวียิ้มกว้างให้กับคำหยอกเย้านั้น พลางถามกลับเมื่อเห็นชายหนุ่มถือของเดินพะรุงพะรังคนเดียว

“แล้วคุณมาทำอะไรแถวนี้คะ ที่นี่มันหลังวัดจุฬามณี คนจากคาทอลิคอย่างคุณไม่น่าจะพักอยู่แถวนี้นะ”

“ผิดแล้วๆ ผมกำลังจะมาติดต่อซื้อที่ข้างหลังวัดนี่ต่างหาก นี่ผมกำลังจะเอาของพวกนี้ไปผูกมิตรกับชาวบ้าน คุณไปช่วยผมแปลหน่อยสิ ได้มั้ยครับมิส”

“ได้สิคะ ฉันกำลังเบื่อๆที่ไม่มีอะไรทำอยู่พอดี”

ขวัญชีวีเดินตามร่างสูงนั้นไปแต่โดยดี ก่อนที่จะเข้าไปทักทายกับชายชราวัยเกือบหกสิบที่ยืนรอกับภรรยาอยู่หน้าบ้าน ขวัญชีวีเป็นด่านหน้าเข้าไปทักทายสองคุณลุงคุณป้าผู้อารี

“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า หนูมากับมิสเตอร์โรแบร์คนนี้ค่ะ เขาวานให้หนูมาช่วยเป็นล่ามคอยแปล พวกเราจะได้คุยกันรู้เรื่องอย่างไรคะ”

“ดีเลยแม่หนู เมื่อวานพ่อโย่งนี่พูดอะไรโช้งเช้งป้าฟังไม่เข้าใจ มาๆมาคุยกันในบ้านก่อนเถิด”

ขวัญชีวีเดินตามสองเจ้าของบ้านเข้าไป โดยมีโรแบร์ตามไปปิดท้าย ชายหนุ่มพยายามอย่างมากที่จะอธิบายว่า การมีโรงเรียนนั้นดีอย่างไร หากอธิบายไปได้สองคำ ชายหนุ่มก็พ่นภาษาอังกฤษออกมา ขวัญชีวีจึงแปลกำกับให้เสียเลย

“เขาจะสร้างโรงเรียนที่ให้เด็กมาเรียนได้ทั้งผู้หญิงผู้ชายค่ะ และจะให้ค่าจ้างเมื่อมาเรียนด้วย ตอนเปิดสอน เค้าก็จะให้ชาวบ้านเลือกว่าจะให้เด็กมาเรียนในฤดูไหนค่ะ ถ้าเป็นฤดูที่ต้องทำสวนหรือทำนา เขาก็จะปิดการเรียนการสอน และเปิดให้เรียนอีกครั้งตอนที่หมดฤดูทำนาปีแล้วค่ะ”

“เรียนแล้วจะเอาไปทำอะไรเล่านังหนู พวกเรามันก็ชาวบ้านตาดำๆ ไอ้ครั้นจะเรียนไปพวกเด็กๆก็ต้องมาทำนาอยู่ดี”

“เราเรียน เพื่อเราจะได้รู้ในสิ่งใหม่ๆ เรียนเพื่อให้เราได้ฝึกคิด และรู้ทันคนอื่นเขาอย่างไรเล่าจ๊ะลุง แม้เราจะทำนา หากอีกหน่อยเราก็ต้องเอาไปขายเขา ถ้าเราไม่เรียน เราจะรู้หรือว่าเขาโกงเราไหม เขาให้เงินเราเท่าใด เราให้เด็กๆไปรู้ไว้จะได้ไม่เสียเปรียบเขาอย่างไรเล่าจ๊ะลุง”

ขวัญชีวีค่อยๆอธิบายด้วยความจริงใจ ในยุคต่อๆมาการศึกษาล้วนเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากในสมัยนี้จะมีโรงเรียนเกิดขึ้นได้ เธอก็ยินดีจะช่วยอย่างเต็มใจ

 ด้วยอัธยาศัยอันดีของขวัญชีวี ที่ตามมิสเตอร์โรแบร์เข้าไปคุยกับชาวบ้านหลายๆคน ทำให้การเจรจาซื้อที่ครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ชาวบ้านหลายคนยอมขายที่ให้เพื่อให้มิสเตอร์โรแบร์นำไปสร้างโรงเรียน และสนับสนุนให้ลูกหลานของตนไปเรียนหนังสือ

 

ครั้นเมื่อหลวงไกรฤทธิ์เข้ามาพบมิสเตอร์โรแบร์ที่โบสถ์คาทอลิกอีกครั้ง จึงได้รู้ว่ามิสเตอร์โรแบร์นั้นได้พบปะกับขวัญชีวี จึงรีบนำข่าวนี้ไปบอกชมมะนาดน้องสาว

“พี่ไกรอย่าเพิ่งไปบอกใครนะเจ้าคะว่าเจอแม่ขวัญ โดยเฉพาะหลวงสุรเดช”

“ทำไมเล่า ไอ้เดชมันกินไม่ได้นอนไม่หลับ สั่งลูกน้องให้ตามหาแม่ขวัญอยู่เป็นเดือนแล้ว เจ้าไม่สงสารเขาหรือ”

“ไม่เจ้าค่ะ หลวงเดชควรได้รับบทเรียนบ้าง ถ้าให้น้องเดา ที่แม่ขวัญต้องหนีไปเช่นนี้ก็คงเพราะเรื่องแม่เดือนเป็นแน่ หากเขายังจัดการเรื่องที่ค้างคาอยู่ไม่ได้ น้องก็ไม่คิดจะบอกเขาดอกว่าแม่ขวัญอยู่ที่ใด”

วรรณสิริปฏิเสธอย่างไม่ใยดี  แต่หลวงไกรฤทธิ์ไม่เห็นด้วยกับผู้เป็นน้องนัก

“เจ้าเองจะไปโทษแม่เดือนฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนัก พี่ว่าเจ้าควรจะเห็นใจแม่เดือนบ้าง หลังจากเกิดเรื่องที่แม่ขวัญหนีไป หลวงเดชเองก็แทบจะตัดขาดกับฝ่ายนั้นแม้แต่คุณหญิงแม่ยังยอมแพ้ นี่เจ้าดำรงก็พยายามหาทางแก้ไข ไปคุยกับนายแม่อยู่ แม่เดือนที่ไม่รู้เรื่องของผู้ใหญ่แต่กลับต้องมารับกรรมเช่นนี้ ก็ยิ่งน่าสงสาร”

วรรณสิริมองค้อนผู้เป็นพี่ชายที่ออกจะทำตัวเป็นพระเอ๊กพระเอกมากเกินไป ก่อนจะตัดบทเข้าเรื่องสำคัญ

“เจ้าค่า น้องทราบแล้วว่าแม่เดือนไม่ผิด คราวนี้พาน้องไปหาแม่ขวัญเถิด น้องอยากเจอเพื่อนแล้ว”

 

วรรณสิริตามหลวงไกรฤทธิ์มาที่ชุมชนเล็กๆหลังวัดจุฬามณี จนได้ทราบว่าขวัญชีวีอาศัยอยู่กับหญิงชราคนหนึ่งที่เมตตาช่วยเหลือเธอตอนที่เธอไปเป็นลมอยู่ข้างทาง หลวงไกรฤทธิ์เมื่อพาน้องสาวมาส่งแล้ว ก็เลี่ยงออกไปข้างนอก ปล่อยให้สองสาวคุยกันตามลำพัง

“เธอหนีออกมา..ทำไมไม่ไปอยู่กับฉัน ออกมาอยู่ข้างนอกนี่ทำไม”

วรรณสิริตวัดถามเสียงห้วน หญิงสาวไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมผู้เป็นทั้งเพื่อนและญาติคนนี้ไม่ไปขอความช่วยเหลือจากเธอ ทั้งๆที่เธอเคยเอ่ยปากบอกหลายครั้งแล้ว

“ฉันไม่มีหน้าไปพบคุณหรอกค่ะคุณวรรณ ที่ฉันต้องหนีออกจากบ้านนั้น คุณก็คงรู้แล้วว่าเป็นเพราะอะไร”

“อย่าบอกนะว่า เพราะเรื่องที่หลวงเดชรักเธอและจะแต่งเธอเป็นเมียแทนฉันนะเหรอ”

ขวัญชีวีพยักหน้า พลางตอบเสียงเครืออย่างรู้สึกผิด

“ฉันขอโทษค่ะ ทั้งๆที่ฉันก็รู้ดีอยู่แล้วว่าหลวงเดชคือคนที่คุณวรรณต้องการจะแต่งงานด้วย แต่ฉันกลับ....”

“ฟังนะขวัญชีวี” วรรณสิริเอ่ยขัด พลางกุมมือเพื่อนอย่างจริงใจ

“ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับหลวงสุรเดชเลยแม้แต่น้อย แต่ที่ฉันต้องให้เธอช่วยฉันต่างๆนานา เพราะฉันต้องการรักษาประวัติตระกูล ไม่ให้อนาคตของหาญวานิชของฉันต้องบิดเบือนไป ไม่ใช่เพราะฉันรักอีตาคุณหลวงเดชนั่น แต่เพราะฉันจำเป็นต้องทำ....บอกตามตรงนะ ถ้าสมัยนี้ทำเด็กหลอดแก้วได้ ฉันจะเดินไปหาหมอทันทีเลย ส่วนอีตาคุณหลวงนั่นจะมีเมียสักกี่คน ฉันก็ไม่เดือดร้อน” 

วรรณสิริสบตาเปิดเผย พลางยืนยันกับขวัญชีวีที่ยังร้องไห้ไม่หยุด วรรณสิริจึงเอื้อมมือมากอดเพื่อน พลางลูบหลังเบาๆอย่างปลอบประโลม

“กลับไปอยู่กับฉันเถอะขวัญ เรื่องอื่นๆก็ปล่อยมันไป เราค่อยไปหาทางแก้ไขด้วยกันดีกว่า”

...................................................................................................................................................

หลวงไกรฤทธิ์พาน้องสาวและขวัญชีวีกลับเรือนท่านเจ้าคุณศักดิเดชอย่างไม่สบายใจ ...ถ้าไอ้เดชรู้เข้ามันตามมาถลกหนังหัวเขาแน่ พาเมียมันหนีอย่างนี้มีกี่ชีวิตก็ไม่คุ้ม....

และดูเหมือนฟ้าจะไม่เข้าข้างชายหนุ่ม เพราะยังไม่ทันจะได้ขึ้นเรือน บรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ก็อยู่กันพร้อมหน้า ทั้งหลวงสุรเดช หลวงดำรง ขุนพิชิตชยากร มิสเตอร์โรแบร์ และเจ้าคุณพ่อของเขา

“แม่ขวัญ!”

หลวงสุรเดชอุทานอย่างยินดี ก่อนจะดึงหญิงสาวมากอดไว้ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองมา ขวัญชีวีพยายามจะผลักคนตัวโตออกห่าง หากชายหนุ่มรัดไว้แน่น พลางกล่าวเสียงร้าวรานใจ

“หล่อนหนีไปทำไมกัน ....รู้หรือไม่ว่าฉันตามหาหล่อนเจียนคลั่ง ทำไมถึงไม่รอฉัน”

 

ท่านเจ้าคุณศักดิเดชทนให้ตัวเองเป็นแมลงหวี่แมลงวันต่อไปไม่ไหว จึงชักชวนไทยมุงที่เหลือขึ้นเรือนไปแทน

“พวกเราขึ้นไปคุยกันบนเรือนเถิด เดี๋ยวค่อยให้หลวงเดชตามไป”

บรรดาขุนนางที่อยากเห็นละครสดต่อก็แอบเสียดาย แต่งานต้องมาก่อน วันนี้มิสเตอร์โรแบร์นำผลการเจรจาเรื่องที่ดินมารายงานความสำเร็จ เพื่อเริ่มสร้างโรงเรียนได้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจะมัวช้าไม่ได้ ....ยกเว้นหลวงดำรง ก็เขาทำงานกรมรถไฟนี่ ยืนดูต่อได้!

“พวกเราไปคุยกันที่เรือนแพเถิดเจ้าค่ะ” วรรณสิริเอ่ยตัดบท พลางเดินนำอีกสามคนไป ...ยังไม่ทันจะได้นั่งกันดี หลวงสุรเดชก็โพล่งออกมา

“ฉันจะพาแม่ขวัญกลับเรือน”

“ไม่ได้ค่ะ”

วรรณสิริกับขวัญชีวีเอ่ยขึ้นพร้อมกัน และเป็นวรรณสิริที่เอ่ยแย้งเสียงเข้ม

“แม่ขวัญจะอยู่กับอิฉันที่นี่ นับจากนี้ไปหล่อนจะเป็นน้องสาวของอิฉัน คุณหลวงไม่มีสิทธิ์ลากเธอไปไหนมาไหนตามใจได้อีกแล้ว”

“แต่แม่ขวัญเป็นเมียฉัน หล่อนไม่มีสิทธิ์พรากผัวพรากเมียเขาเช่นกัน”

วรรณสิริอ้าปากค้างหันไปมองขวัญชีวี ....มิน่าถึงรู้สึกผิดจัง ถามนิดถามหน่อยก็ร้องไห้ ไอ้เราก็นึกว่าแค่รักกันเฉยๆ เวรกรรม...นี่ต่อไปเธอจะไม่เชื่อแล้วนะ ไหนใครบอกคนโบราณไม่นิยมชิงสุกก่อนห่ามไง ...อ้ออีตาหลวงเดชคงต้องยกเว้น อีตานี่เลยวัยห่ามแล้ว เรียกได้ว่าเกือบจะเน่าคาต้นอยู่แล้วมั้ง

“คุณหลวงจะมาอ้างเช่นนี้ไม่ถูกนัก เพราะยังไม่ได้ตบแต่งให้เรียบร้อย จะมาว่าว่าฉันพรากผัวพรากเมียไม่ได้”

“ข้าเองก็เห็นด้วยกับเจ้าชมมะนาด เอ็งยังไม่ทำเรื่องให้มันถูกต้อง จะฝืนพาแม่ขวัญไปให้เกิดเรื่องซ้ำรอยอีกหรือไร”

หลวงดำรงที่ทำหน้าที่เป็นผู้ชมอยู่นานเอ่ยแทรกขึ้นบ้าง ทางนายแม่และน้องสาวเขาเสียหน้ากลับมานั่งซึมอยู่บ้านหลายเพลา ถ้าขืนมันยังไม่เคลียร์เขานี่แหละจะเคลียร์กำปั้นกับมันเอง

หลวงสุรเดชมองสบตาผู้เป็นเพื่อน ครั้นเห็นแววเอาจริงจึงค่อยยอมอ่อนลง

“ข้าจะให้คุณหญิงแม่ไปคุยกับนายแม่เอ็ง ข้าจะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น หากแม่ขวัญเป็นเมียตบแต่งออกหน้าไม่ได้ ก็ไม่ต้องแต่งกับใครให้มันรู้แล้วรู้รอดไป”

วรรณสิริหันไปมองผู้เป็นเพื่อนพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ....แบบนี้จะโอเคมั้ย

“แล้วคุณหนูชมมะนาดเล่าคะ”

“เรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวล ฉันจะหาทางแก้ไขเอง” วรรณสิริเอ่ยปากรับคำ ทั้งๆที่ในใจยังกลัดกลุ้ม หลวงดำรงจับสังเกตการพูดคุยระหว่างชมมะนาดและขวัญชีวีแล้วก็พลอยคิดหนักไปอีกคน ....หรือว่าสิ่งที่ชมมะนาดเคยเล่าให้เขาฟังจะเป็นเรื่องจริง หญิงสาวทั้งคู่จึงออกอาการวิตกเกี่ยวกับหลวงสุรเดชขนาดนี้

“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงอย่างที่เจ้าชมมะนาดว่า ให้แม่ขวัญอยู่ที่เรือนท่านเจ้าคุณนี่ละ ส่วนเอ็งก็ไปจัดการเรื่องของเอ็งเสีย”

หลวงดำรงกล่าวสรุปปิดการประชุม พลางหันไปเอ่ยกับเพื่อนรักเสียงเครียด

“ส่วนเอ็งตามไอ้ไกรขึ้นเรือนไปได้แล้ว หมดปัญหาเรื่องรักแล้วก็ต้องมาจับโจรต่อกันละวะ”

   

 

.................................................................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น