น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 23-2 : ล้มงานหมั้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 23-2 : ล้มงานหมั้น

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ต.ค. 2559 20:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23-2 : ล้มงานหมั้น
แบบอักษร

หลวงดำรงพอจะคาดเดาได้เมื่อนางพุดมาตามเขาให้ไปพบเจ้านายสาวของมัน ชมมะนาดที่นั่งรอพบเขานั้นออกจะร้อนรนไม่น้อย .หลังจากที่รู้ข่าวว่าคุณหญิงแม่ของเจ้าเดชจะขึ้นมาจัดการเรื่องตบแต่งด้วยตัวเอง

“ฉันมีวิธีล้มงานแต่งของหลวงเดชกับแม่เดือนแล้ว”

“ทำอย่างไร”

“ก็ฉันจะให้คุณไปเป็นพยานไงว่าเห็นฉันกับหลวงสุรเดชอยู่ที่เรือนแพด้วยกัน”

“แต่ใครๆก็รู้ทั้งนั้นว่า เจ้าอยู่กับพี่ ไม่ใช่ไอ้เดช”

ขวัญชีวีอ้าปากค้างกับคำโต้เถียงที่เผ็ดร้อนนั้น หลวงดำรงนี่แสดงออกอย่างชัดเจนทีเดียวว่า คงจะไม่ยอมล้มงานแต่งของน้องเพื่อให้วรรณสิริได้แต่งกับหลวงเดชแน่ แต่ถ้าแต่งกับตัวเองคงไม่รีรอ

 “ก็ไหนคุณว่า ถ้าฉันบอกความจริงคุณ คุณจะช่วยล้มงานแต่งหลวงเดชกับน้องคุณไง”

“มันใต้ข้อแม้ที่ว่าถ้ามันเป็นความจริงไม่ใช่หรือ นี่เจ้าอาจจะพูดเท็จเพื่อหลอกพี่ก็ได้”

“คุณอย่ามายอกย้อนนะผิดคำพูดนะ ฉันไม่มีเวลาแล้ว ถ้าคุณหญิงแม่ของหลวงสุรเดชขึ้นมาละก็ ฉันก็อดแต่งงานกันพอดี”

“ก็ไม่เห็นต้องแต่ง...ถึงอย่างไรไอ้เดชมันก็ไม่แต่งกับเจ้าแน่” หลวงดำรงพูดพลางชายตาไปหาขวัญชีวี ที่ร้อนตัวขึ้นกระทันหัน

“ฉันเป็นพยานให้คุณหนูได้นะคะว่าเธอพูดจริง พวกเราไม่ใช่คนที่นี่”

“แต่พวกหล่อนก็ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้นี่ว่าเรื่องที่พวกหล่อนกังวลจะเกิดขึ้นจริง บางทีนะชมมะนาดหากเจ้าลองแต่งงานกับคนอื่นดู จะได้รู้ว่าสิ่งที่เจ้าพูดมานั้นจริงหรือไม่”

“คุณต้องเห็นฉันตายก่อนใช่ไหมถึงจะเชื่อ”

วรรณสิริสวนกลับอย่างโกรธเกรี้ยว หากหลวงดำรงตัดบทอย่างเฉียบขาด พลางสวนกลับอย่างหมดความอดทนเช่นกัน

“เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเองชมมะนาด ... พี่ก็อยากรู้นักว่า หากที่ที่เจ้าจากมานั้นระบุว่าเป็นพี่ที่แต่งงานกับเจ้าแทน เจ้าจะกระตือรือร้นถึงเพียงนี้หรือไม่!”

.............................................................................................................................

หลังจากนายแม่ทิพย์โทรเลขหาคุณหญิงแก้วผู้เป็นมารดาของหลวงสุรเดชแล้ว อีกอาทิตย์ต่อมาคุณหญิงแก้วก็ขึ้นมาพิษณุโลก และทันทีที่ได้เจอหลวงสุรเดชผู้เป็นลูกชาย คุณหญิงแม่แก้วก็จัดการเปิดฉากอบรบลูกชายชุดใหญ่ ก่อนจะปิดท้ายแบบรวบรัดให้จัดงานหมั้นระหว่างแม่เดือนกับหลวงเดชให้เร็วที่สุด

“กระผมไม่หมั้นไม่แต่งทั้งนั้นขอรับ”

เสียงหลวงสุรเดชดังลั่นชนิดที่ขวัญชีวีที่แอบฟังอยู่ในห้องยังได้ยิน บ่าวไพร่ในเรือนถูกไล่ลงไปหมด แม้แต่ขวัญชีวีหลวงสุรเดชก็ไม่อนุญาตให้มาร่วมฟัง ...ส่วนหนึ่งเพราะเกรงว่าหญิงสาวจะเสียใจยิ่งกว่าเดิม เพราะหลังจากที่ขวัญชีวีได้เจอกับมารดาเขาเป็นครั้งแรก แม่ของชายหนุ่มไม่แม้แต่จะชายตาแลราวกับหญิงสาวไม่มีตัวตน

คุณหญิงแก้วพินิจลูกชายเพียงคนเดียวด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเชือดเฉือน

“ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ไม่แต่งไปตลอดเถิด หากวันใดเจ้ากลับคำขึ้นมา แม้จะเป็นคนไปล้มงานแต่งเจ้าเอง”

หลวงสุรเดชกำมือแน่นอย่างขัดใจ หากมารดาเขาเองก็เป็นคนจริงไม่แพ้ใคร ถ้าได้ตั้งใจทำอันใดแล้ว ยากที่จะเลิกล้ม นิสัยนี้ถูกถ่ายทอดมายังบุตรชายคนเดียวด้วย ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มตั้งใจที่จะตบแต่งขวัญชีวีเป็นเมียแล้ว เขาก็จะหาวิธีทำให้จงได้

“แม่รู้ว่าพ่อเดชรักแม่ขวัญชีวี หากลูกต้องตรองดู เมียเองก็มีส่วนสำคัญในการเป็นช้างเท้าหลัง เมียแต่งที่ดีสำหรับแม่ ย่อมต้องมีความเหมาะสมกันหลายๆประการ ทั้งสมหน้าสมตา สมฐานะชาติตระกูลเรา หากวันข้างหน้าเจ้าก้าวหน้าทางการงาน เมียยิ่งต้องสำคัญ และ แม่ก็คิดว่าไม่มีใครดีไปกว่าแม่เดือน ”

“แต่ลูกอยากให้แม่ขวัญตบแต่งมาเป็นเมียเสียให้ถูกต้องตามประเพณี”

“แม่ก็ไม่ได้ห้ามปราม หากลูกแต่งกับแม่เดือนแล้ว จะแต่งแม่ขวัญมาเป็นเมียอีกคนก็ย่อมได้ หากพวกเจ้ารักกันจริงก็ควรต้องยอมอ่อนข้อให้กันบ้างไม่ใช่หรือ”

คุณหญิงแก้วค่อยตะล่อมหวานล้อมบุตรชาย หากในใจนั้นหมายมาด ..ต้องหาทางเฉดหัวไล่นางผู้หญิงมักง่ายคนนั้นไปเสียให้เร็วที่สุด

หลวงสุรเดชเก็บคำมารดามาคิด ....จึงลองมาคุยกับขวัญชีวี โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือ ปมที่หญิงสาวฝังใจ

“แม่ขวัญ ฉันอยากให้หล่อนเห็นแก่ฉัน แม้ว่าฉันจะต้องแต่งงานกับแม่เดือน แต่ฉันก็รักหล่อนแต่เพียงผู้เดียว เรื่องหมั้นหมายนี้คุณแม่ฉันขอร้องเอาไว้ และท่านเองก็ยอมอ่อนข้อให้ถึงเพียงนี้แล้ว ฉันจะทำให้ผู้ใหญ่ลำบากใจก็คงไม่ดีนัก”

“ฉันเข้าใจสิ่งที่คุณหลวงพูดเป็นอย่างดีค่ะ แต่เรื่องนี้ฉันคงยอมทำเพื่อคุณไม่ได้จริงๆ คุณแม่คุณพูดถูกเรื่องผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาของคุณในอนาคตควรดีกว่าฉัน อย่างน้อยฉันก็เห็นว่าคุณชมมะนาดนั้นเหมาะสมกับคุณมากกว่าแม่เดือน หากคุณหลวงจะแต่งกับใครสักคนจริงๆ ก็แต่งกับคุณชมมะนาดเถิดค่ะ ถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายของดิฉันก็แล้วกัน”

ขวัญชีวีพูดทั้งน้ำตานองหน้า หากหลวงสุรเดชยิ่งฟังยิ่งหงุดหงิด

“ทำไมหล่อนต้องเอ่ยถึงคนอื่น เรากำลังคุยกันเรื่องของเราไม่ใช่หรือ”

“มันไม่ควรมีเรื่องของเราตั้งแต่แรกค่ะ ฉันไม่ควรคิดอะไรเกินฐานะเกินตัว คนที่มาจากคนหนีทาสอย่างฉัน ไม่ควรตีเสมอเจ้านาย แค่คุณแม่คุณท่านยอมให้ฉันเป็นเมียบ่าวก็ดีถมไปแล้ว ...คุณคงจะคิดอย่างนี้สินะคะ”

“ไม่ใช่เช่นนั้น ฉันก็แค่อยากอยู่กับหล่อน ไม่เคยคิดถึงเรื่องทาสไพร่อันใดเลย”

“แต่ฉันคิด และก็รับไม่ได้ที่ตัวเองจะต้องยอมกินน้ำใต้ศอกผู้หญิงอีกคนไปชั่วชีวิต...ดิฉันเคยบอกคุณหลวงเอาไว้แล้วว่า หากดิฉันมีลู่ทางเมื่อใดจะขอแยกไปลงหลักปักฐานเอง วันนี้ขอลาเลยแล้วกันนะเจ้าคะ”

ขวัญชีวีเอ่ยลาอย่างเด็ดเดี่ยว หลวงสุรเดชผวามากอดหญิงสาวเอาไว้ทั้งตัว พลางเอ่ยอย่างใจหาย

“อย่าได้เอ่ยว่าจะไปจากฉันอีกเป็นครั้งที่สอง ฉันจะไม่ยอมให้หล่อนจากไปไหน ...ได้ยินหรือไม่”

ขวัญชีวีไม่ตอบคำถามใดๆกับคุณหลวง หากในใจเธอรู้ดีว่า ...เธอจะตอบตัวเองเช่นไร

 

 

...................................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น