น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 22 : สัจจะสาบานแห่งหลวงสุรเดช

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 : สัจจะสาบานแห่งหลวงสุรเดช

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ต.ค. 2559 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 : สัจจะสาบานแห่งหลวงสุรเดช
แบบอักษร

เสียงไก่ขันยามเช้าตรู่ดังแว่วมาเป็นระยะๆ ขวัญชีวีกระพริบตาอย่างง่วงงุนก่อนขยับจะลุกขึ้นตามความเคยชิน หากยังไม่ทันได้ลุกอ้อมแขนคนนอนข้างๆที่ยังโอบประคองเธอไว้ก็ตวัดรัดเธอเอาไว้แนบอก หลวงสุรเดชจุมพิตขมับหญิงสาวที่ยังดิ้นยุกยิกไม่ยอมหยุด ก่อนจะถามเสียงแหบพร่าอย่างคนที่เพิ่งตื่นนอน

“จะรีบลุกไปไหน เพิ่งจะย่ำรุ่ง ตะวันยังไม่ขึ้นเลย”

 “จะไปเตรียมของใส่บาตรไงคะ ปรกติเราก็ใส่กันทุกวัน”

“วันนี้ไม่ใส่วันนึง...ฉันง่วง...เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอน”

คนพูดไม่พูดเปล่า ยังส่งสายตาวิบวับราวกับขอคำยืนยันจากพยานปากเอกอย่างเธอ แก้มหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงปลั่งก่อนที่จะลามไปทั้งหน้า ขวัญชีวีคร้านจะต่อปากต่อคำ เพราะพูดไปก็ดีแต่เข้าตัว คุณหลวงหนุ่มหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี

“นอนต่ออีกหน่อยเถิด...วันนี้ฉันตั้งใจจะพาหล่อนไปถวายเพลพระที่วัดใหญ่ จักได้ให้ท่านพระครูดูฤกษ์ยามให้ด้วยเสียเลย... เจ้าว่าดีหรือไม่”

“ตามใจคุณหลวงสิคะ”

“ตามใจฉันจริงหรือ....” คุณหลวงถามพลางยิ้มกริ่ม ดวงตาคมดุบัดนี้ฉายแววเจ้าเล่ห์ที่กว่าหญิงสาวจะรู้ตัวก็ตกหลุมพรางของดวงตาพราวระยับนั้นเสียแล้ว ......

 

นางขาวเกณฑ์บรรดาบ่าวไพร่ให้ถือพานหุ้มของคาวหวานลงเรืออย่างเรียบร้อย รอจนหลวงสุรเดชจับจูงมือขวัญชีวีเดินเคียงคู่กันมาอย่างรักใคร่ เท่านี้นางขาวก็ยินดีจนน้ำตาปริ่ม เห็นทีคุณหลวงคงจะลงหลักปักฐานได้เสียที และยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ที่เลือกคุณขวัญของเธอ

“วันนี้ฉันจะพาหล่อนไปกราบขอพรท่านพระครู ให้ท่านอวยพรให้พวกเราจะได้เริ่มต้นชีวิตด้วยกัน ครองคู่กันอย่างราบรื่น”

หลวงสุรเดชเอ่ยกับหญิงสาวขณะที่เรือล่องตามลำน้ำน่าน ขวัญชีวีได้แต่ยิ้มตอบต่อสิ่งที่หลวงสุรเดชกำลังทำเพื่อเธอ หากขวัญชีวีจะบอกว่าไม่คิดถึงเรื่องแต่งงานก็คงจะเป็นการโกหก ผู้หญิงทุกคนย่อมวาดฝันถึงวันสำคัญวันนั้นกับคนที่ตนเองรัก แต่สำหรับเธอแล้ว ...มโนสำนึกกำลังเตือนสติเธอ .... ผู้ชายคนนี้เป็นของวรรณสิริ

 

ขวัญชีวีหยุดทุกความคิดลงเมื่อเรือเทียบที่ท่าน้ำหน้าวัดใหญ่ ...หลวงสุรเดชฉุดมือหญิงสาวให้ขึ้นจากเรืออย่างระวัง วันนี้ที่วัดคนค่อนข้างพลุกพล่าน และการที่หลวงสุรเดชเดินเคียงคู่กับเธอมายามเพลเช่นนี้ ย่อมเป็นที่จับตาและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู

หลวงสุรเดชคลานเข่านำหญิงสาวเข้าไปกราบท่านพระครูหน้าผากจรดพื้น ก่อนจะช่วยกันถวายเพลพระทั้งหมด 10 รูป ขวัญชีวีก้มหน้าจรดอกรับน้ำมนต์ที่สาดซัดจากท่านพระครู ทุกหยาดหยดแห่งน้ำศักดิ์สิทธิ์คล้ายเหนี่ยวนำประจุขั้วบวก-ลบหมุนเวียนรอบๆตัวเธอ จนเธอได้ยินเสียงเปรี๊ยะๆดังอยู่รอบกาย ครั้นเมื่อเธอเหลือบมองไปยังหลวงสุรเดช อีกฝ่ายนั่งนิ่งคล้ายไม่ได้ยินเสียงอะไร ขวัญชีวีจึงไม่ได้ปริปากบอกถึงเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอ

หลวงสุรเดชพนมมือกราบหลวงพ่ออีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทำบุญเรียบร้อยแล้ว

“วันนี้กระผมพาแม่ขวัญมากราบขอพรท่านพระครูขอรับ”

“...พรใดก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับกรรมดีที่เรากระทำดอกโยมคุณหลวง มนุษย์เรานั้น หากคิดดี พูดดี และปฏิบัติดีแล้ว ย่อมอำนวยผลแต่สิ่งดีเสมอ ...พรอาตมาย่อมสัมฤทธิ์หากคุณหลวงมุ่งทำสิ่งดี อาตมาคงอวยพรได้แค่นี้”

 “ส่วนโยม.....” ท่านพระครูเบือนสายตามาทางหญิงสาวที่นั่งพับเพียบอยู่เคียงข้างหลวงสุรเดช ขวัญชีวีก้มลงกราบท่านพระครูก่อนขานรับ

“เจ้าคะหลวงพ่อ”

“....หน้าที่และความรับผิดชอบนั้นเป็นของคู่กัน .... การใดๆเมื่อกระทำแล้ว ก็ต้องรับผลแห่งกรรมนั้น...ไม่ว่าอย่างไรก็หลีกหนีไม่พ้นไม่ว่ากรรมนั้นจะดีหรือร้าย...”

หลวงพ่อเอ่ยคล้ายคติสอนใจ หากขวัญชีวีรู้สึกเหมือนกับว่า หลวงพ่อต้องการบอกกับเธอโดยตรง...ผลแห่งกรรมอย่างนั้นหรือ?

 หญิงสาวก้มกราบท่านพระครูอีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะกลับกุฎิไป พร้อมๆกับที่หลวงสุรเดชก้มลงกราบด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มรอจนบ่าวไพร่เก็บของเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยไปชวนขวัญชีวีไปนำพานพุ่มดอกไม้และธูปเทียนไปกราบองค์หลวงพ่อพุทธชินราชด้านในวิหาร

“กราบหลวงพ่อพุทธชินราชด้วยกันนะแม่ขวัญ”

หลวงสุรเดชสวดมนต์เสียงทุ้มกังวานน่าฟัง ก่อนจะตั้งจิตอธิษฐานกล่าวสัจจะวาจาต่อหน้าองค์พระพุทธชินราช

“หลวงพ่อพุทธชินราชเป็นพยาน กระผม พันตำรวจตรีหลวงสุรเดชพิทักษ์ชน ลูกหลานแห่งตระกูลทหารหาญสืบเชื้อสายบรรพบุรุษมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ข้าขอสาบานต่อหน้าองค์หลวงพ่อ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ข้าจักรักและครองคู่กับแม่ขวัญชีวี แต่เพียงผู้เดียว...ทุกชาติไป”

จบคำสาบานของคุณหลวงหนุ่ม จู่ๆก็มีแสงสว่างวาบบาดตา ขวัญชีวีรู้สึกเหมือนโลกจะหมุนกลับตาลปัตร เธอหันกลับไปเห็นช่างภาพคนหนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปให้ลูกค้าชาวต่างชาติ รอบๆตัวเธอคล้ายจะมีผู้คนแน่นขนัด แต่ละคนแต่งตัวล้ำสมัยไม่ต่างจากยุคที่เธอจากมา หากเพียงหญิงสาวกะพริบตาอีกครั้ง รอบตัวก็กลับเงียบสงบเหมือนเดิม ด้านนอกมีเพียงผู้คนที่เข้ามาไหว้พระและคณะชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวพร้อมกับอุปกรณ์ถ่ายภาพขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่มาของแสงแฟลชที่แสบจ้าเมื่อครู่

“เป็นอันใดไปหรือแม่ขวัญ หน้าเจ้าดูซีดเซียวคล้ายจะเป็นลม”

ขวัญชีวีส่ายหน้าน้อยๆ ในใจนั้นหวาดหวั่นเสียจนหัวใจเต้นผิดปรกติ ....ทำไมจู่ๆเธอก็เห็นภาพในยุคปัจจุบันของเธอ ครั้งก่อนนี้ที่เธอเห็นภาพนิมิต นิมิตนั้นฉายห้วงเวลาตอนที่ภาพสีน้ำมันหล่นทับเธอและดึงเธอกลับมาที่นี่ ...หลังจากนั้นไม่นานเธอได้พบกับคุณวรรณสิริจนนำไปสู่กุญแจไขปริศนาการย้อนกลับมาที่นี่ ...และในวันนี้ ภาพนิมิตที่เธอเห็น...กลับเป็นห้วงเวลาในยุคปัจจุบัน ... นิมิตในครั้งนี้หมายความว่าอะไรกันแน่?

 

ตลอดเวลาที่นั่งเรือกลับเรือน ขวัญชีวีมีอาการเหม่อลอยอย่างผิดปรกติ แม้หลวงสุรเดชจะถามไถ่หากหญิงสาวก็ได้แต่ยืนยันว่าสบายดี ...คุณหลวงหนุ่มจึงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อดึงความสนใจของหญิงสาว

“เย็นนี้มีงานวัดในละแวกคุ้งน้ำ หล่อนอยากไปหรือไม่” คุณหลวงหนุ่มเอ่ยชวนอย่างเอาใจ หากคนตรงหน้ากลับปฏิเสธอีกครั้ง

ตอนนี้ขวัญชีวีเหมือนถูกเปิดสวิชต์ เธอไม่อยากไปไหน นิมิตที่เธอเห็นเป็นปมปริศนาใหญ่ที่เธอต้องการไขให้กระจ่าง ...คำที่ท่านพระครูเอ่ยวนเวียนเข้ามาในหัวอีกครั้ง ...หรือผลแห่งกรรมกำลังจะบังเกิดในไม่ช้านี้!

 

ขวัญชีวีมองผู้ชายคนเดียวในชีวิตเธอ หลวงสุรเดช คนที่เธอพยายามห้ามใจแล้ว แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นบ่วงรัก ถึงแม้จะรู้ดีว่าเส้นทางรักระหว่างตนและคุณหลวงอาจไม่ได้ราบรื่นและโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เธอก็อยากจะเชื่อหัวใจตัวเอง ...เลือกที่จะรักผู้ชายคนนี้ แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าจะอยู่กับเขาได้อีกนานเท่าไหร่กัน

 

“อยู่คุยกันที่ศาลานี้ก่อนเถิดแม่ขวัญ”

หลวงสุรเดชเอ่ยขึ้นเมื่อเรือถึงบ้านโดยสวัสดี ขวัญชีวีเดินตามชายหนุ่มไปนั่งที่ศาลา แม้จะรู้ดีว่าตัวเองทำตัวผิดสังเกตใจลอยและครุ่นคิดมากจนเกินไป แต่ตอนนี้เธอหวาดกลัว ...กลัวสิ่งที่ตัวเองยังคาดเดาไม่ได้ และไม่รู้จะคิดหาคำอธิบายอย่างไรหากชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นมา

“หล่อนคิดอะไรอยู่หรือแม่ขวัญ ฉันเห็นหล่อนทำหน้าเหมือนกับคิดอะไรไม่ตกตั้งแต่กลับจากวัดแล้ว”

ขวัญชีวีเงยหน้ามองคุณหลวงหนุ่มอยู่เนิ่นนาน หญิงสาวเอื้อมมือไปสัมผัสข้างแก้มของชายหนุ่ม นิ้วเรียวนุ่มของเธอไล้ไปตามแนวกรามที่ได้รูปของเขา ดวงตาเข้มดุดันที่มักจะจ้องมองเธอด้วยความสนเท่ห์บัดนี้ส่งประกายหวานอย่างชัดเจน..ขวัญชีวีรู้สึกเหมือนหัวใจบีบรัดไปหมดจนเธอวูบไหว ...ใบหน้านี้เธอจะจำเขาได้หรือไม่...ถ้าหากเธอไม่ได้อยู่กับเขาอีก

“ฉันไม่ควรจะรักคุณเลย...ไม่ควรเลย” แม้หางเสียงจะสั่นเครือ หากแววตาที่ทอสบมานั้นหวานซึ้งไม่ต่างกัน คุณหลวงจับมือน้อยที่ไล้อยู่ข้างแก้มเขามาจูบเบาๆ

“ไม่มีสิ่งใดไม่ควร หากหัวใจฉันมอบรักให้ นั่นคือ ชีวิตของฉัน....ทุกยามที่เราได้อยู่ด้วยกันนับจากนี้ไป จะเป็นดั่งคำมั่นสัญญาว่า...ข้าจะรักแต่เจ้าเพียงผู้เดียว...ขวัญชีวี”

ในยามนี้เธอไม่อยากจะคิดอะไรอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวซบซุกใบหน้าตัวเองลงกับอกกว้างของผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจ  ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร....เธอยินดีจะละทิ้งศักดิ์ศรีและยินยอมที่จะฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับเขาเพียงผู้เดียว

 

หลวงสุรเดชถอดแหวนก้อยสีทองสุกปลั่งประดับมรกตน้ำงามสวมให้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเจ้าหล่อน พลางกระซิบคำหวานด้วยเสียงห้าวที่วันนี้ทุ้มหวานจนเธอจารจำไว้ในส่วนลึกสุดของหัวใจ

“แหวนก้อยนี้พี่ให้ไว้รับขวัญ..ดวงชีวันขวัญพี่อย่าลับหาย

ด้วยใจพี่รักเจ้ามิรู้คลาย  ขวัญอย่าหน่ายอยู่เป็นขวัญชีวีเอย”

 

 

สองแขนของหลวงสุรเดชโอบกอดหญิงสาวเอาไว้ พลางโยกตัวเอนไกวคล้ายจะปลอบประโลม ...ขวัญชีวีซึมซับความรู้สึกทั้งหมดที่คุณหลวงหนุ่มถ่ายทอดมาให้ ...ในใจอบอุ่นคลายความกังวลใดๆอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวรับรู้ได้ว่า ขอเพียงแค่ได้อยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายตรงหน้านี้...ไม่ว่าต่อไปจะมีความทุกข์แค่ไหน สองมือนี้จะปัดเป่าทุกข์ในใจให้เธอไปตลอดกาล...

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น