น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 20 : ผิดฝาผิดตัว

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 : ผิดฝาผิดตัว

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2559 22:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 : ผิดฝาผิดตัว
แบบอักษร

วรรณสิริกรีดร้องออกมาอย่างขวัญเสีย เมื่อหลวงดำรงเหวี่ยงเธอเข้ามาปะทะกับเตียงใหญ่กลางห้องนอน ในขณะที่เจ้าตัวหันไปลงกลอนแถมยังยืนกอดอกขวางประตูทางออกเอาไว้ วรรณสิริมองไปรอบๆเห็นหน้าต่างบานสูงอยู่ใกล้ แต่เท่าที่เธอจำได้ บ้านหลังนี้ยกสูงเกือบสามเมตร ถ้าเธอกระโดดหน้าต่างหนีออกไปไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่นอน

“พี่จะให้โอกาสเจ้านะเจ้าชมมะนาด....เลิกล้มความคิดเรื่องแต่งงานกับหลวงสุรเดชเสีย”

ปรกติวรรณสิริไม่เคยกลัวคำขู่ หากตอนนี้หลวงดำรงทำตัวเหมือนพร้อมจะคลั่งได้ตลอดเวลา หญิงสาวจึงเลือกที่จะพยักหน้าเอาตัวรอดไป

“ไปนั่งบนเตียงนั่น....” หลวงสุรเดชชี้นิ้วประกอบเพื่อกำกับพิกัดไม่ให้คลาดเคลื่อน ครั้นชมมะนาดยังไม่ขยับ ชายหนุ่มแค่ทำท่าก้าวขา หญิงสาวก็กระโดดขึ้นไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยแต่โดยดี

“ดี!...พี่ให้โอกาสเจ้า นั่งตรองเรื่องที่คิดจะทำวันนี้ให้ดีชมมะนาด ...วันนี้เจ้าทำผิดร้ายแรงเหลือเกิน หากเจ้ายังคิดเองไม่ได้ วันนี้ก็ไม่ต้องออกไปข้างนอก ....นั่งดีๆ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หลับตาลง แล้วตั้งสติสูดลมหายใจเข้าลึกๆ...แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกยาวๆ”

หลวงดำรงพูดพลางเดินกำกับให้หญิงสาวทำตามที่เขาบอก ครั้นเห็นหญิงสาวยังนั่งตัวเกร็งจึงแกล้งเอามือตบที่เสาหัวเตียง ก่อนจะขู่เสียงเข้ม

“นั่งสมาธิใครเขานั่งเกร็งกันแบบนี้ หากมัวหวาดระแวงพี่เช่นนี้เจ้าจะมีสติคิดได้อย่างไร”

“ใครมันจะไปคิดอะไรออก ถ้านายมาเดินวนๆให้ฉันหวาดระแวงอย่างนี้ จู่ๆก็ลากฉันเข้ามาโยนโครมลงในห้องนี่ ใครจะมีอารมณ์นั่งสมาธิได้ก็บ้าไปแล้ว”

“ทีบอกให้ทำเรื่องดีๆละคิดไม่ออก ทีตอนคิดเรื่องพิเรนทร์ละไม่รีรอ สุมหัวกันทั้งนายทั้งบ่าว เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำอะไรลงไปเจ้าชมมะนาด”

คนพูดไม่พูดเปล่าหากยังตบเสาเตียงขู่ไปด้วย หากวรรณสิริไม่ขวัญอ่อนขนาดนั้น พอตั้งหลักได้หญิงสาวก็ต่อปากต่อคำสวนกลับไปทันที

“ฉันก็มีเหตุผลของฉัน คุณต่างหากที่ควรถามตัวเอง...รู้ตัวหรือเปล่าว่าวันนี้ทำอะไรลงไป ...ทำตัวบ้าอาละวาดใส่ฉันแบบนี้ แทนที่จะพูดคุยกันดีๆ แบบสันติน่ะเป็นไหม”

วรรณสิริเถียงอย่างโมโห ครั้นเห็นใบหน้าเคร่งเครียดของหลวงดำรงที่จ้องเขม็งอยู่ใกล้ๆจึงรีบก้มหน้าหลบหลับตาปี๋ ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก ... เขาอยากจะรู้ความคิดของหล่อนจริงๆ ว่าอะไรดลใจถึงได้คิดทำเรื่องพิเรนทร์เช่นนี้

หลวงดำรงทรุดนั่งลงข้างกายหญิงสาว พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานขึ้นแทนการขู่เช่นเคย

 “ชมมะนาด เล่าให้พี่ฟังได้หรือไม่ .... ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้”

คราวนี้วรรณสิริค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยที่เมื่อครู่จ้องเธอราวจะพ่นไฟได้ แปรสภาพเป็นนิลคู่งามที่เปล่งประกายห่วงหาอาทรเช่นเคย วรรณสิริจึงขยับเปลี่ยนจากท่านั่งสมาธิ มาเป็นนั่งห้อยขาลงข้างเตียง ก่อนจะเอ่ยตอบซ้ำคำเดิม....

“เพราะว่าฉันต้องแต่งงานกับหลวงสุรเดช”

หลวงดำรงข่มโทสะทั้งหมดลงอย่างยากเย็น หากโมโหไปดีแต่จะทะเลาะกันแล้วก็จะจบลงที่ความร้าวฉานเช่นเดิม ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มต้องการ

“ทำไม....”

“มันเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก พูดไปคุณก็ไม่เข้าใจ”

“แล้วถ้าพี่บอกว่า ...พี่จะเป็นคนไปบอกนายแม่ให้ยกเลิกงานแต่งเอง หากเจ้าสามารถบอกถึงเหตุจำเป็นที่เจ้าบอกพี่มาตามจริงได้ ...เจ้าจะว่าอย่างไร”

หลวงดำรงเอ่ยคำมั่นเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน นั่นทำให้วรรณสิริลังเลใจ และหลวงดำรงไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดมือไป

“พี่เป็นลูกชายคนโต ตอนนี้ท่านพ่อของพี่สิ้นไปแล้ว และพี่เป็นผู้สืบสกุลต่อไป ดังนั้นนายแม่จะไม่เพิกเฉยต่อความต้องการของพี่อย่างแน่นอน .... ขอเพียงเจ้าพูดความจริงออกมา พี่ให้สัญญาว่าจะไม่มีงานแต่งงานระหว่างแม่เดือนและหลวงเดช....”

“คุณพูดจริงหรือ?”

หลวงดำรงพยักหน้ายืนยัน หญิงสาวครุ่นคิดเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยความจริงออกไป

“ถ้าฉันไม่ได้แต่งงานอยู่กินกับหลวงสุรเดชและมีลูกชายสองคน ชื่อหาญและมิ่ง ฉันและทุกๆคนในตระกูลหาญวานิชจะหายไปจากโลกนี้ทั้งหมด!

สิ้นคำพูดของหญิงสาวเสียงระเบิดเปรี้ยงก็ดังสนั่นหวั่นไหว....ท้องฟ้าภายนอกสว่างวาบเป็นสีแดงฉานเห็นเด่นชัดแม้ในยามย่ำค่ำสนธยา....

 

...........................................................................................................................................................

 

ขวัญชีวีเดินวนกลับไปกลับมาในห้องอย่างพยายามห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง หลังจากที่บอกให้คุณหลวงไปเรือนแพริมน้ำตามที่ได้นัดหมายกับวรรณสิริแล้ว มโนกรรมกำลังทำร้ายจิตใจตัวเธอเองอย่างที่สุด หญิงสาวพยายามไม่คิดไม่นึกถึงว่าตอนนี้หลวงสุรเดชจะเจอกับวรรณสิริหรือยัง และหากทุกอย่างเป็นไปตามที่วรรณสิริวางแผนเอาไว้.... ขวัญชีวียกมือขึ้นกดที่หน้าอก เธอกลั้นสะอื้นจนแทบหายใจไม่ออก ความเจ็บปวดที่ใจกลับยิ่งทวีคูณเมื่อรู้ดีว่าเธอกำลังจะสูญเสียสิ่งที่รักไป...

“ฉันรักผู้ชายคนนี้ไม่ได้...ไม่ได้เด็ดขาดขวัญชีวี” หญิงสาวห้ามตัวเองทั้งๆที่น้ำตากำลังเอ่อล้นออกมา

แม้หญิงสาวจะเคยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ ... เธอควรจะอยู่ในโลกอดีตแห่งนี้อย่างโดดเดี่ยว แต่ผู้ชายคนนั้นก็ก้าวเข้ามาในชีวิตเธอ มาเป็นที่พึ่งพา มาเป็นความหวังของชีวิต และมาเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวหัวใจเธอขณะนี้ .... แม้ว่าจะรู้ใจตัวเอง ... แต่เธอก็ไม่สามารถไขว่คว้าผู้ชายคนนี้เอาไว้ได้... ไม่มีสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้นสำหรับเธอ....

 

เสียงห้าวทุ้มที่สนทนาด้านนอกชาน ทำให้ขวัญชีวีรีบปาดน้ำตาทิ้ง .... ใครกล้าขึ้นมายุ่มย่ามบนเรือนยามวิกาลกัน  หญิงสาวค่อยๆแง้มประตูออกดูเป็นช่องแคบๆ..ก่อนจะเปิดออกกว้างเมื่อเห็นชัดว่าผู้ที่อยู่ข้างนอกคือใคร

“คุณหลวง...ทำไมมาอยู่ตรงนี้คะ”

ขวัญชีวีถามอย่างตกตะลึง ใบหน้าผ่องของชายหนุ่มในชุดกางเกงแพรที่คาดว่าคงเพิ่งอาบน้ำเสร็จหันมามองอย่างสงสัย

“ฉันมาเดินรับลมนะซี หล่อนถามทำไมหรือ”

ขวัญชีวีบอกไม่ถูกว่าตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไรมากกว่ากัน ระหว่างโล่งใจหรือกังวลใจ แต่ที่สำคัญคือหญิงสาวหยุดตัวเองไม่ให้เดินไปหาหลวงสุรเดชไม่ได้ ....

สองแขนของหญิงสาวตวัดโอบรอบเอวของผู้ชายคนที่เธอพร่ำเตือนตัวเองว่าไม่ควรเข้าใกล้เขา ..ขวัญชีวีกอดเขาด้วยหัวใจทั้งหมดของเธอก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป

“ฉันทำไม่ได้....ฉันขอโทษจริงๆค่ะ”

“หล่อนเป็นอะไรแม่ขวัญ ร้องไห้ทำไม”

หลวงสุรเดชเอ่ยถามอย่างห่วงใย พลางยกมือขึ้นโอบประคองหญิงสาวตอบอย่างปลอบประโลม หล่อนเป็นอันใดกัน....เหตุไฉนจึงต้องร่ำไห้ใหญ่โตเช่นนี้

“ฉันทำผิดต่อทุกคน ต่อให้ฉันตายไปฉันก็ชดใช้ให้ไม่หมด”

ขวัญชีวีพูดพลางสะอื้นจนตัวโยน ชายหนุ่มจึงโอบกระชับคนในอ้อมแขนมากขึ้นกว่าเดิม แม้เขาจะไม่เข้าใจถึงสาเหตุหรือเรื่องราวใดๆ แต่การที่หล่อนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเขาเองทั้งน้ำตาเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก...

“จะไม่มีใครตายทั้งนั้นแม่ขวัญ หล่อนทำอันใด...เล่าให้ฉันฟังได้หรือไม่”

“ฉันทำผิดตั้งแต่ต้น ฉันไม่ควรตามคุณมาที่พิษณุโลก ฉันไม่ควรอยู่กับคุณที่นี่ ฉันไม่ควรเจอกับคุณชมมะนาด ฉันน่าจะยอมรับชะตากรรมยอมขายตัวไปเป็นทาสตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจอย่างตอนนี้”

ขวัญชีวีคร่ำครวญอยู่กับอกเขา ...หลวงสุรเดชดันตัวหญิงสาวออกห่าง ก่อนจะถามอย่างงุนงงพลางใช้สายตาคาดคั้น

“เสียใจ...อย่างนั้นหรือ”

ขวัญชีวีสบตาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเปิดเผยความรู้สึกในใจทั้งหมดที่มี .... พลางเอ่ยตอบอย่างคนที่แพ้ใจตนเองอย่างสิ้นเชิง

“ใช่ค่ะ ฉันเสียใจ เพราะฉันรักคุณ.........ไม่ได้”

หัวใจหลวงสุรเดชโลดขึ้นแล้วก็วูบลงอย่างรวดเร็ว ...รักไม่ได้อย่างนั้นหรือ?

“ทำไมถึงไม่ได้....ฉันไม่ดีพอที่หล่อนจะรักหรืออย่างไร หรือมีใครมาห้ามปรามอะไรหล่อน”

“ฉันไม่มีสิทธิ์ต่างหากละคะ คุณถูกกำหนดมาไม่ใช่เพื่อฉัน แต่เพื่อคุณหนู....”

“ไม่มีใครรู้อนาคตดอกแม่ขวัญ” หลวงสุรเดชตัดบทก่อนที่หล่อนจะพูดจบ ชายหนุ่มประคองใบหน้าเรียวเล็กที่บัดนี้เต็มไปด้วยน้ำตาอาบสองแก้มไว้ด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม พลางมองประสานสายตาที่หวาดหวั่นนั้นราวกับจะถ่ายทอดความในใจทั้งหมดให้หญิงสาวได้รับรู้

“ฉันเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่ง....ชีวิตคนเราหว่านเมล็ดของกรรมใดไว้ อนาคตย่อมได้กรรมนั้น ... ดังนั้นในทุกช่วงเวลาแห่งชีวิตของฉัน...ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาล้วนเกิดจากความตั้งใจ..ไม่มีความบังเอิญ  หัวใจของฉันก็เช่นกัน ...ถ้าฉันไม่รู้แน่แก่ใจแล้ว ฉันไม่มีวันที่จะมอบหัวใจรักนั้นแก่ใคร....”

“ฉันจะตาย ... ถ้าคุณฝืนอนาคต”

หลวงสุรเดชใช้ปลายนิ้วไล้น้ำตาให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน พลางส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ยอมรับฟังและไม่เชื่อในสิ่งที่หญิงสาวพูด

“จะไม่มีใครตายทั้งนั้น ....ฉันจะปกป้องหล่อนด้วยชีวิต ด้วยหัวใจของฉันเอง...”

เสียงกระซิบสุดท้ายแว่วหายไปพร้อมๆกับริมฝีปากที่จรดลงอย่างแผ่วเบาทว่าอ่อนหวาน ...วินาทีนี้ไม่มีชื่อของวรรณสิริ ไม่มีคำว่าหาญวานิช แม้แต่ชีวิตตัวเองที่จะมีต่อไปหรือไม่ในอนาคต หญิงสาวไม่ได้สนใจมันอีกต่อไป ...วินาทีนี้ เธอเลือกที่จะเชื่อและฟังเพียงอย่างเดียว เสียงของหัวใจของผู้ชายตรงหน้า และเสียงหัวใจตัวเอง....

............................................................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น