น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 19 : คลั่งเพราะรัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 : คลั่งเพราะรัก

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2559 20:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 : คลั่งเพราะรัก
แบบอักษร

หลวงดำรงออกแรงกระชากหน้าต่างจนพัง ก่อนจะปีนข้ามหน้าต่างย่างสามขุมเข้ามาหาหญิงสาวที่ยืนตกใจจนหน้าซีด ชายหนุ่มกระชากแขนวรรณสิริอย่างแรงจนหญิงสาวเสียหลักถลาเข้าไปชนตัวเขา แต่หลวงดำรงไม่ใส่ใจพลางตะคอกถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงโกรธจัด

 “พี่ถามว่าเจ้าทำอันใด...เจ้าชมมะนาด ทำไมเจ้าถึงมีไอ้ยาบ้าๆพรรค์นี้อยู่ เจ้าจะเอามันไปทำไม”

“ฉันเจ็บ...ปล่อยฉันนะไอ้บ้า ปล่อยสิโว้ย!”

วรรณสิริพยายามสะบัดแขนให้เป็นอิสระจากอีกฝ่าย แต่หลวงดำรงที่ขณะนี้โกรธจนแทบจะเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวดำ ไม่แม้แต่จะคลายมือที่กำแน่น ซ้ำยังลากตัวหญิงสาวออกไปที่เรือของตนที่จอดแอบอยู่ ก่อนจะออกคำสั่งฝีพายเสียงเข้ม

“พาข้ากลับไปบ้านท่านตา แล้วเอ็งพายเรือกลับไปบอกท่านเจ้าคุณศักดิเดชว่าวันนี้คุณหนูชมมะนาดจะพักที่เรือนท่านปู่น้อย”

“นายจะฉุดกระชากลากถูฉันไปแบบนี้ไม่ได้นะ ปล่อยฉัน...ฉันมีธุระที่ต้องทำ”

“พี่ขอเตือนให้เจ้าหยุดพูดนะชมมะนาด ถ้าขืนยังพูดให้พี่โกรธมากไปกว่านี้พี่ไม่รับรองความปลอดภัยของเจ้าแน่”

ดวงตาที่ราวกับมีไฟปะทุอยู่ภายในที่จ้องมาแทบจะกินเลือดกินเนื้อนั้น ทำเอาวรรณสิริได้แต่หุบปากเงียบแต่มือก็ยังไม่วายพยายามแกะมือชายหนุ่มที่กำมือเธอแน่นจนข้อปูดโปนไปหมด นางพุดรีบตะลีตะลานลงเรือมาพร้อมคุณหนูของตน แต่อีกใจหนึ่งก็ยังกังวล หรือตนควรจะหลบไปแจ้งหลวงไกรฤทธิ์หรือท่านเจ้าคุณ อย่างน้อยคุณหนูของเธอจะได้ไม่โดนพายุอารมณ์ของหลวงดำรงเช่นนี้

 

ทันทีที่เรือเทียบท่าเรือนท่านพระยาฤทธิ์รงค์วานิช หลวงดำรงจึงยอมปล่อยมือของหญิงสาวให้เป็นอิสระ ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวที่ยืนรอแถวนั้นเสียงเฉียบขาด

“เอานางพุดไปโบย”

นางพุดน้ำตากลบตาหากไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขัดขืน วรรณสิริรีบก้มลงมาโอบกอดบ่าวพี่เลี้ยงของตนไว้ พลางตวาดใส่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างขัดเคือง

“คุณจะบ้าไปแล้วเหรอ จะเอาพี่เลี้ยงของฉันไปโบยได้อย่างไร พี่พุดเป็นคนของฉันคุณไม่มีสิทธิ์สั่งโบยเขา”

“ทำไมพี่จะสั่งโบยไม่ได้ ...บ่าวที่ส่งเสริมให้นายตัวเองทำเรื่องเสื่อมเสียเสื่อมทรามแบบนั้น พี่ไม่ฆ่ามันตายคามือก็ดีเท่าไหร่แล้ว!”

หลวงดำรงตวาดเสียงก้องจนบ่าวที่เหลือก้มหน้าหลบกันหมด หากวรรณสิริเชิดหน้าขึ้นจ้องตอบอย่างหมดความอดทนเช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ฆ่าฉันนี่ ...เพราะคนที่อยากได้ยานั่น ก็คือ ฉัน! ไม่เกี่ยวกับคนอื่น”

“เจ้าทำแบบนั้นทำไมกันชมมะนาด ทั้งๆที่เจ้าก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่าไอ้เดชมันกำลังจะแต่งงานกับน้องสาวของพี่ แต่เจ้ายังคิดจะทำอย่างนั้นหรือ”

“ใช่ ...เพราะคนที่จะได้แต่งงานกับหลวงสุรเดชคือ ฉัน...ต้องเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น”

วรรณสิริพูดพลางชี้นิ้วมาที่ตนเอง แววตาที่สบประสานกันนั้นต่างความรู้สึกโดยสิ้นเชิง อีกฝ่ายหนึ่งมีแต่ความกรุ่นโกรธ ในขณะที่อีกฝ่ายเต็มไปด้วยความรวดร้าว

“ทำไมกันชมมะนาด ....ทำไม.... เจ้าไม่มีไมตรีต่อพี่สักนิดเลยหรือ”

หลวงดำรงมองหญิงสาวด้วยแววตาเจ็บปวด ที่ผ่านมาเขาไม่เคยปิดบังความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อชมมะนาดเลย แม้ว่าเจ้าหล่อนจะร้ายแสนร้ายต่อนายแม่และน้องสาวของเขา แต่สำหรับเขาแล้ว หลวงดำรงคิดเสมอว่าหล่อนอาจจะเห็นเขาเป็นคนพิเศษ หล่อนให้ความไว้วางใจ ให้ความสนิทสนม แต่พอมาวันนี้สิ่งที่เขาเห็นทำให้ชายหนุ่มขาดสติ หล่อนคิดบ้าอะไรอยู่...ถึงกับจะยอมเอาตัวเข้าแลกเพียงเพื่อได้แต่งงานกับหลวงสุรเดชอย่างนั้นหรือ

“เจ้ารักเขาหรือชมมะนาด... พี่ถามว่าเจ้ารักเขาหรือ!

วรรณสิริไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ จึงได้แต่หลบแววตาตัดพ้อนั้น .... หญิงสาวบอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่กล้าสู้หน้าชายหนุ่ม แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะประกาศตัวอยู่เสมอว่าจะแต่งงานกับหลวงสุรเดช แต่หญิงสาวก็ไม่เคยมีท่าทีสนิทสนมกับใคร แม้แต่หลวงสุรเดชที่เจ้าตัวประกาศลั่นๆว่าจะแต่งงานด้วย ก็ยังไม่แม้แต่จะอยู่ตามลำพังด้วยกัน แต่ในขณะที่หลวงดำรงนั้น วรรณสิริบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกเช่นไร รู้เพียงอย่างเดียวว่า เธอไว้ใจเขาและเชื่อมั่นในตัวของเขา แม้กระทั่งในวันที่เขาลากเธอมาตวาดลั่นๆในวันนี้ เธอก็ยังไม่ได้หลบหนีไปไหน เพราะในใจนั้นรู้ดีว่า หลวงดำรงจะไม่มีวันทำร้ายเธอ ....แต่เธอกลับทำร้ายทุกคนรอบๆตัวเขา ไม่เว้นแม้แต่ตัวชายหนุ่มเอง

“ถ้าฉันบอกว่าใช่ นายจะยกเลิกงานแต่งงานระหว่างหลวงสุรเดชกับน้องสาวนายหรือเปล่า”

“นี่ยังไม่เลิกคิดเรื่องบ้าๆพวกนี้อีกหรือ”

“ฉันไม่เลิก และก็จะไม่ยอมแพ้ด้วย ...ถึงแม้วันนี้แผนฉันต้องล้มเหลวเพราะว่านายเข้ามาขัดขวาง แต่ถ้าฉันมีโอกาสฉันก็จะทำอีก จนกว่าฉันจะได้แต่งงานกับหลวงสุรเดช”

“นี่หรือ คือคำตอบที่พี่เพียรถามเจ้าว่า มีเรื่องใดให้พี่ช่วยเจ้าได้หรือไม่ นี่เองสินะ....ที่เจ้าบอกว่าพี่ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้!”

หลวงดำรงตัดพ้ออย่างรวดร้าว เขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องทั้งหมดจะกลายมาเป็นแบบนี้ วันที่หญิงสาวที่เขารักจะกล้าลั่นวาจาออกมาว่าจะแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น โดยเฉพาะผู้ชายคนนั้นเป็นทั้งเพื่อนและเป็นทั้งคนที่น้องสาวของเขารักและจะแต่งงานด้วยจริงๆ

ความโกรธทำเอาชายหนุ่มขาดสติ รู้ตัวอีกทีเขาก็ลากเจ้าหล่อนขึ้นเรือนไปแล้ว บ่าวบนเรือนวิ่งกันวุ่น อ้ายมั่นบ่าวคนสนิทของพระยาฤทธิ์รงค์วานิชรีบวิ่งไปรับหน้าพลางเอ่ยเตือนเสียงละล่ำละลัก

“คุณหลวงขอรับ ท่านพระยากับคุณหญิงไปเรือนท่านข้าหลวง อีกครู่คงกลับ กระผมว่าคุณหลวงรอท่านพระยาที่ชานนี่ก่อนเถิดขอรับ”

“ถ้าท่านตากลับมาเมื่อใดให้ไปเรียกข้า ข้าจะเข้าไปรอที่ห้องข้า”

หลวงดำรงสั่งจบก็ลากตัววรรณสิริหายเข้าห้องไป วรรณสิริสะบัดเต็มแรงหากหลวงดำรงตัวใหญ่กว่าเธอมาก ไม่ว่าเธอจะกัดจะหยิกอย่างไรก็ไม่ปล่อยมือเธอเลย ครั้นนางพุดถลาจะเข้าไปช่วยก็โดนผลักออกมา คราวนี้นางพุดไม่รอช้าหันไปบอกไอ้มั่นทั้งน้ำตา

“เอ็งไปกับข้าทีเถิด ข้าจะไปเรียนท่านเจ้าคุณกับคุณหญิง”

......................................................................................................................................

 

ขวัญชีวีรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวราวกับจะจับไข้ หญิงสาวขนลุกเกรียวไม่หยุดตั้งแต่หัวจรดเท้า หากเธอต้องทำตามแผนที่นัดกันไว้กับชมมะนาด คุณหลวงหลังจากที่รับประทานมื้อเย็นเป็นต้มจืดฝีมือเธอแล้วก็ออกมาเดินย่อยที่ศาลาท่าน้ำ หญิงสาวถือชาร้อนตามมาให้พลางเอ่ยเสียงเบา

“ชาร้อนเจ้าค่ะคุณหลวง”

“ขอบใจ....” หลวงสุรเดชเอ่ยพลางรับแก้วจากมือของหญิงสาว นับตั้งแต่ขวัญชีวีมาอยู่กับเขาเพิ่งมีวันนี้ที่เจ้าหล่อนดูมีท่าทีที่แปลกไป

“จะว่าไปแล้วหล่อนก็อยู่กับฉันมานานพอควรแล้ว เลิกคิดเรื่องจะย้ายออกไปพักที่อื่นหรือยัง”

“ฉันยังหางานอื่นไม่ได้นี่คะ”

“นึกว่าเจ้าชมมะนาดจะชวนหล่อนไปทำงานด้วยที่เรือนท่านเจ้าคุณเสียอีก” หลวงสุรเดชดักคอคล้ายกับรู้เรื่องอะไรบางอย่างมา หากเจ้าตัวรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน

“ทำงานกับฉันน่ะดีที่สุดแล้ว หรือหล่อนว่าไม่ดีตรงไหน”

“ไม่ดีตรงที่งานน้อย แล้วก็ต้องคอยอยู่กับคุณหลวงตลอดเวลาไงคะ”

“แต่ฉันว่าดี เพราะฉันชอบให้หล่อนอยู่ในสายตา อีกอย่างฉันก็ชินเสียแล้วกับการที่มีหล่อนอยู่ด้วยกัน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยด้วยว่าตัวฉันจะชินอะไรกับหล่อนหลายๆอย่าง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้หล่อนทั้งแปลกประหลาด ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆที่ฉันเคยได้เจอ”

“ฉันยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ...บางเรื่องที่คุณหลวงเองก็ยังไม่รู้...ไม่รู้จักฉันดีพอ”

“แค่ไหนถึงเรียกว่ารู้จักกัน คนบางคนต่อให้พบเจอกันทั้งชีวิตก็ใช่ว่าจะรู้จักกันดี แต่สำหรับหล่อนฉันไม่สนใจว่าจะรู้จักหล่อนดีหรือไม่ เพราะว่าฉันไม่ได้อยากรู้ทุกเรื่อง แต่ฉันอยากให้หล่อนอยู่กับฉันต่างหาก”

คุณหลวงประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน หล่อนหนีจากการเป็นทาส มาอยู่ในความดูแลของเขาจนบัดนี้ คุณหลวงไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตั้งแต่วินาทีแรกที่หล่อนมาหลบอยู่บนเรือของเขา...หล่อนเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาแต่เพียงผู้เดียว  .   

 

“วันนี้แผลคุณหลวงแห้งดีแล้ว อิฉันว่าคุณหลวงไปอาบน้ำที่ฟากท่าสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ ไม่ได้อาบมาหลายวันแล้ว”

หลวงสุรเดชหันมาจ้องใบหน้าผู้พูดที่วันนี้ออกจะแดงปลั่งผิดปรกติ แก้มสองข้างซับสีเรื่อขับผิวนวลของเจ้าตัวจนใบหน้าหวานนั้นน่าดูกว่าเคย

“ถ้าหล่อนคิดว่าตัวฉันเหม็น ฉันจะไปอาบก็ได้ ไปเตรียมผ้าผลัดมาให้ฉันด้วย”

“ถ้าเช่นนั้นอิฉันจะเอาไปไว้ที่เรือนแพนะเจ้าคะ คุณหลวงอาบเสร็จจะได้ไปผลัดได้เลย”

“ตามใจเถิด...”

หลวงสุรเดชยื่นแก้วชาเปล่าส่งคืนให้ขวัญชีวีก่อนจะเดินตรงไปยังท่าอาบน้ำอย่างที่พูดเมื่อครู่ หญิงสาวถอนใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันมากังวลกับอาการร้อนๆหนาวๆของตัวเอง ...นี่ตัวเธอโดนฤทธิ์ของยานั่นแล้ว แต่ทำไมคุณหลวงถึงไม่มีอาการเลยก็ไม่รู้ทั้งๆที่กินแกงจืดถ้วยนั้นเยอะกว่าเธอ ....แบบนี้คงต้องฝากความหวังไว้ที่คุณวรรณสิริเสียแล้ว

..............................................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น