น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 17 : ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 : ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2559 00:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 : ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล
แบบอักษร

วรรณสิริมองอาการวางท่าเป็นแม่ยายของหลวงสุรเดชแล้วก็แอบเบ้ปากในใจ นายแม่ทิพย์ดูเหมือนต้องการจะกันท่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้หลวงสุรเดชในระยะ 2 เมตร โดยเฉพาะกับขวัญชีวีที่เธอสังเกตเห็นว่าหลายครั้งที่นายแม่ทิพย์เจาะจงใช้คำพูดบ่งบอกชัดเจนว่า ในวันข้างหน้าขวัญชีวีจะเป็นได้แค่หัวหน้าแม่บ้าน ไม่มีสิทธิ์เผยอขึ้นเป็นเมียบ่าวหรือเมียรองใดๆเด็ดขาด

“นี่ยัยขวัญ เธอเปลี่ยนใจมาอยู่บ้านฉันได้ตลอดเวลานะ ฉันเห็นอาการนายแม่ทิพย์แล้วคงยากที่จะอยู่ร่วมกันในบ้านนี้ได้โดยไม่ตีกันตายก่อนน่ะ นี่ขนาดเพิ่งเจอกันวันแรก ป้าแกยังชูคอวางท่าขนาดนี้ วันต่อๆไปเธอไม่มีทางอยู่ได้สงบสุขแน่”

วรรณสิริเอ่ยเตือนพลางหันไปลอบมองนายแม่ทิพย์และแม่เดือนที่ยังนั่งคุยกับหลวงสุรเดชอยู่ ขวัญชีวีเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงความหมายที่นายแม่ทิพย์แสดงออก แต่เธอคิดว่าเธอบริสุทธิ์ใจพอ .... และเธอคงไม่อยู่ที่นี่หากหลวงสุรเดชแต่งงาน ไม่ว่าจะกับวรรณสิริหรือกับใครก็ตาม

“แล้วคุณวรรณจะกลับเลยหรือคะ ดิฉันยังอยากจะปรึกษาคุณเรื่องแผนที่เราเคยคุยกันไว้เมื่อวานนี้”

“เรื่องนี้ล่ะที่ฉันลากเธอมาที่นี่ .... ฉันนอนคิดมาทั้งคืนแล้ว วันนี้ละฉันจะเผด็จศึก”

“คุณวรรณ!....“

ขวัญชีวีร้องอุทานเสียงดัง จนวรรณสิริต้องรีบเอามืออุดปาก ก่อนจะกระซิบดุเสียงเขียว

“จะร้องเสียงดังทำไม เธอเตรียมตัวไว้ให้พร้อมล่ะ ฉันจะไปหาซื้อยาที่ตลาด ถ้าได้ยามาแล้วฉันจะให้นางพุดเอามาให้เธอ เธอก็จัดการเอาใส่น้ำหรืออาหารก็ได้ ให้คุณหลวงกินซะ ฉันจะไปรอที่เรือนแพริมน้ำของคุณหลวงที่ฟากท่าอาบน้ำ เธอก็อย่าลืมจัดการหลอกล่อคุณหลวงให้ลงมาหาฉันที่นั่นด้วย”

วรรณสิริบอกแผนการไปหน้าก็ซีดลงไปเรื่อยๆ แม้เจ้าตัวจะทำปากกล้า หากในใจแล้วเธอก็หวาดหวั่นไม่แพ้กัน ขวัญชีวีกุมมือที่เย็นชืดของผู้เป็นทั้งเพื่อนและญาติที่เหลือเพียงคนเดียวของเธอเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยให้กำลังใจทั้งๆที่ตัวเองก็รู้สึกใจหายวูบราวกับกำลังจะสูญเสียของสำคัญในชีวิตของตนไปเช่นกัน

“เข้มแข็งเอาไว้นะคะคุณวรรณ ดิฉันรู้ดีว่าคุณต้องเสียสละมากแค่ไหนเพื่อพวกเราและหาญวานิชทุกคน...แม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกใจเราหรือใครๆ ...แต่สำหรับดิฉัน...คุณกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องค่ะ”

วรรณสิริบีบมือของขวัญชีวีแน่น แผนนี้เธอไม่อยากจะเอามาใช้เลย แต่ดูจากทีท่าของนายแม่ทิพย์ที่หวังครองตำแหน่งแม่ยายหลวงสุรเดชไม่ปล่อยแล้ว เธอจำเป็นต้องใช้จริงๆ

“ขอบใจนะขวัญ แล้วก็ฉันเสียใจจริงๆ... ฉันเองถ้าเลือกได้ ฉันก็ไม่อยากทำแบบนี้เลย”

วรรณสิริโอบกอดเพื่อนเอาไว้แทนคำขอโทษทั้งหมด ขวัญชีวีได้แต่ลูบหลังอีกฝ่ายเบาๆ แม้จะพยายามห้ามใจตัวเองแล้ว แต่หญิงสาวก็ยังรู้สึกใจหายอย่างช่วยไม่ได้.... หมดเวลาระหว่างเธอกับหลวงสุรเดชแล้ว

“คุณหนูเจ้าคะ เรือมาแล้วเจ้าค่ะ”

นางพุดเดินมาตามนายสาวของตัวเอง หากยังไม่ทันจะเดินไปลงเรือ หลวงดำรงก็โผล่พรวดเข้ามาแทรกกะทันหัน

“จะกลับแล้วหรือเจ้าชมมะนาด ให้พี่ไปส่งเจ้าดีหรือไม่”

“คงไม่รบกวนหลวงดำรงหรอกเจ้าค่ะ พวกอิฉันจะเลยไปเที่ยวเล่นที่ตลาด เชิญคุณหลวงไปธุระได้ตามสบาย”

วรรณสิริตัดรอนอย่างไม่ใยดี หากหลวงดำรงยังคงไม่ยอมแพ้

“พี่กำลังจะไปธุระที่ตลาดพอดีเทียว อย่างนั้นเราไปด้วยกันเลยเถิด”

“แล้วไม่รอกลับพร้อมนายแม่ทิพย์กับแม่เดือนหรือเจ้าคะ”

“ตอนมาไม่ได้มาพร้อมกันเสียหน่อย พี่ไปกับเจ้าดีแล้ว เป็นสาวเป็นแส้จะไปเที่ยวเตร่ตามลำพังได้อย่างไร”

วรรณสิริมองมาที่ขวัญชีวีเป็นเชิงกังวล หากขวัญชีวีรีบส่ายหน้าเบาๆ วรรณสิริจึงจำใจต้องไปกับหลวงดำรงเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตนัก แต่ก่อนลงเรือวรรณสิริก็แอบไปกระซิบกับบ่าวคนสนิทให้รีบแยกไปซื้อยาเพื่อนำมาให้ขวัญชีวี ส่วนเธอจะถ่วงเวลาหลวงดำรงไว้เอง

.....................................................................................................................................................

หลวงดำรงพายเรือเองด้วยใบหน้ายิ้มย่องผ่องใส ไม่รู้วันนี้แม่นวลละอองของเขาใจดีอย่างไรจึงยอมออกมานั่งเรือเล่นกับเขาเช่นนี้ หลวงดำรงจึงสั่งให้พวกบ่าวไพร่ แยกลงอีกลำหนึ่งไปที่ตลาดก่อน ส่วนตัวเองพาหญิงสาวพายเรือมาจนถึงหน้าวัดใหญ่

“ลงมาไหว้พระกันก่อนเถิด ตั้งแต่เจ้ากลับมาที่พิษณุโลกนี้ได้เข้ามากราบองค์หลวงพ่อพุทธชินราชหรือยัง”

วรรณสิริเงยหน้ามองไปยังอุโบสถหลังใหญ่ตรงหน้า พลางส่ายศีรษะเบาๆ หญิงสาวส่งมือให้หลวงดำรงฉุดเธอขึ้นจากเรือ ก่อนจะเอ่ยเสียงเหี่ยวเฉา

“มาไหว้พระก็ดีเหมือนกันค่ะ จะได้ขอขมาลาโทษ ขออโหสิกรรมกันไปทีเดียวเลย”

ก้าวแรกที่เธอข้ามธรณีประตูวัดเข้ามา จู่ๆวรรณสิริก็รู้สึกขนลุกเกรียว วัดใหญ่ในยามบ่ายเช่นนี้แทบไม่มีผู้คนเข้ามาเลย และไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือหูฝาด เพราะจู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงสวดมนตร์ดังแว่วขึ้นรอบๆด้าน

“คุณหลวงได้ยินเสียงพระสวดหรือไม่เจ้าคะ”

“เสียงพระสวดหรือ ไม่มีดอก พระจะทำวัตรสวดมนตร์ตอนสี่โมงเย็นโน่น อย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย มากราบพระนี่มาพี่จะจุดธูปให้”

หลวงดำรงว่าพลางฉุดมือหญิงสาวให้นั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มจัดการจุดเทียนจุดธูปบูชาพระอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะส่งธูปในมือให้หญิงสาว วรรณสิริรับมาถือประนมไหว้พลางเงยหน้าตั้งจิตอธิษฐาน ...

“... หลวงพ่อเจ้าขา...ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจให้ลูกเลือกเดินในทางที่ถูกด้วยเถิดเจ้าค่ะ ....ลูกยอมแลกทั้งชีวิตของลูกเพื่อตระกูลหาญวานิชและครอบครัวของลูกทุกคน อย่าให้ทุกคนในอนาคตข้างหน้าต้องพังพินาศเพราะลูกเลยนะเจ้าคะหลวงพ่อ”

วรรณสิริก้มกราบหน้าผากจรดพื้น น้ำตารินร่วงลงอย่างเจ็บปวดและสับสนในใจ ....เธอทำถูกแล้วใช่หรือไม่?

หลวงดำรงรอจนหญิงสาวกราบพระเรียบร้อยจึงเอ่ยถามเสียงเบา

“ทุกข์ใจอันใดหรือ...บอกพี่ได้หรือไม่”

น้ำเสียงที่ห่วงหาอาทรอย่างจริงใจทำให้วรรณสิริยิ่งร้อนรน เธอกำลังจะทำลายอนาคตชีวิตครอบครัวของแม่เดือน น้องสาวของชายหนุ่มตรงหน้าเธอคนนี้

“ฉัน...ฉันไม่อยากทำ...ไม่อยากทำเลยจริงๆ”

น้ำเสียงร้อนรนระคนเสียใจ ทำให้หลวงดำรงเอื้อมมือมากุมมือนุ่มของหญิงสาวไว้ พลางเอ่ยอย่างหนักแน่น

“ฟังพี่นะชมมะนาด หากมีสิ่งใดที่ทำให้เจ้าทุกข์ใจ จงบอกพี่ ....ต่อให้พี่ต้องแลกด้วยชีวิต พี่ก็จักจัดการมิให้เจ้าต้องทุกข์อีกสักน้อย”

“ฉันกำลังจะทำให้คนอีกมากมายต้องทุกข์ใจ ต้องเสียใจเพราะตัวฉันเอง ...แต่ฉันไม่ได้อยากทำเลยนะคะ แต่ฉันไม่มีทางเลือก ไม่มีทางเลือกอื่นเลยจริงๆ”

วรรณสิริสารภาพน้ำตานองหน้า ในใจนั้นอยากหนีไปให้พ้นๆจากที่นี่  ปัดภาระความรับผิดชอบทั้งหมดทิ้งไป อยากจะใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับคนที่รักเธอและคนที่เธอรัก ....แววตาที่ราวกับคนหลงทางนั้นทำเอาหลวงดำรงจิตใจสั่นไหว หล่อนกำลังเผชิญปัญหาใดอยู่กัน ทำไมจึงดูเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้ 

“ฟังพี่เจ้าชมมะนาด ...บอกพี่มาพี่จะจัดการทุกปัญหาให้ อย่าเก็บมันไว้คนเดียว”

“คุณช่วยฉันไม่ได้ ....คุณช่วยฉันไม่ได้หรอก ...คุณทวดไม่ได้หน้าเหมือนคุณ คุณช่วยฉันไม่ได้ ...ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วย”

วรรณสิริหมดซึ่งความควบคุมตัวเองจนลืมระมัดระวังคำพูด ...หญิงสาวจึงรีบเดินหนีออกจากวัดไปทันที หลวงดำรงพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวหากก็ยังไม่เข้าใจจึงได้แต่ตามออกไปเพื่อเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร พี่ไม่เข้าใจ”

“หมายความว่า ไม่มีใครช่วยอิฉันได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ คุณหลวงพาอิฉันกลับเถิดเจ้าค่ะ”

วรรณสิริเอ่ยตัดบท พลางดึงสติตัวเองกลับมาอีกครั้ง เธอไม่น่าสติหลุดจนลืมตัวขนาดนี้เลย ยังดีที่หลวงดำรงไม่ได้คาดคั้นต่อ เพียงแต่มองมาอย่างห่วงใยเท่านั้น

“ชมมะนาด เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าพี่เป็นห่วงเจ้า”

วรรณสิริเงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาใสกระจ่างภายใต้คิ้วพาดเฉียงนั้น แววตาคู่นี้ที่ไม่เคยมองเธอด้วยความคลางแคลงเลย นับตั้งแต่วันที่เธอฟื้นขึ้นมา ทุกครั้งที่เธอเห็นเขา ไม่ว่าเธอจะทำตัวพาลหรือร้ายกาจแค่ไหน แววตาคู่นี้ก็ไม่เคยเคลือบแฝงสิ่งอื่นใดนอกจากความจริงใจที่มอบให้เธอ ....ดังนั้นเธอจึงรู้สึกผิดและเสียใจเหลือเกิน ที่ต้องทำร้ายสิ่งที่เขารัก

“สักวันหนึ่ง ฉันจะตอบแทนน้ำใจของคุณค่ะ ...หลวงดำรง”

...........................................................................................................................................

หลวงสุรเดชนั่งคุยอยู่กับนายแม่ทิพย์และแม่เดือนจนบ่ายคล้อย นายแม่ทิพย์จึงเอ่ยปากขอลากลับ แต่ยังไม่วายทิ้งท้ายถึงว่าที่ลูกเขยที่นั่งหน้าเฝื่อนฟังอย่างคอตก

“ที่แม่ขึ้นมาพิษณุโลกครั้งนี้ พ่อเดชคงรู้แล้วกระมังว่ามาด้วยเรื่องใด อีกไม่กี่วันแม่แก้วของพ่อเดชก็คงจะตามขึ้นมาสมทบ พ่อเดชเตรียมตัวต้อนรับเอาไว้ให้พร้อมด้วยแล้วกัน”

ขวัญชีวีเองก็ได้ยินเต็มสองหู และเห็นถึงอาการกระอักกระอ่วนใจของคุณหลวงตำรวจของเธอ ... คงยากจะขัดใจกันกระมัง เป็นห่วงก็แต่คุณวรรณสิริ งานนี้คงเจอแม่สามีไม่หมูเสียแล้ว!

 

“คุณขวัญเจ้าคะ....บ่าวเองเจ้าค่ะนางพุด”

ขวัญชีวีที่นั่งใจลอยอยู่ริมน้ำสะดุ้งสุดตัว เมื่อนางพุดพายเรือเทียบเข้ามาอย่างเร่งรีบ แม่บ่าวสุดซื่อสัตย์ล้วงห่อกระดาษสีน้ำตาลยัดใส่มือหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยกำชับตามที่ได้รับคำสั่งมา

“จัดการได้เลยเจ้าค่ะ คุณหนูกับอิฉันจะรอที่เรือนแพริมน้ำที่ท่าอาบตอนพลบค่ำ”

 

นางพุดพูดรัวเร็ว ก่อนจะรีบพายจ้ำออกไป ทิ้งให้ขวัญชีวีมองห่อยาในมืออย่างชั่งใจ ก่อนจะกำไว้แน่นอย่างตัดสินใจเด็ดขาด โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า หลวงสุรเดชยืนมองท่าทีลับๆล่อๆของทั้งสองคนอยู่บนชานไม่ห่างไปนัก!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น