น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 16-2 : มีแต่ตัวจริงทั้งนั้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 16-2 : มีแต่ตัวจริงทั้งนั้น

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2559 23:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16-2 : มีแต่ตัวจริงทั้งนั้น
แบบอักษร

ขวัญชีวีรู้ดีว่านับจากนี้ ชายหนุ่มจะเป็นอะไรไปไม่ได้จนกว่าจะให้กำเนิดท่านทวดหาญกับท่านทวดมิ่ง ดังนั้นหญิงสาวจึงเข้ามาปรนนิบัติดูแลหลวงสุรเดชเช่นเดิม เช้านี้อาการของชายหนุ่มดีขึ้น หากสีหน้าที่อิดโรยบ่งบอกว่าตัวชายหนุ่มเองก็นอนไม่ค่อยจะหลับสักเท่าไหร่นัก

หลวงสุรเดชไม่ปริปากพูดเรื่องเมื่อคืนกับเธออีก ชายหนุ่มขรึมลงไปจนบ่าวไพร่ต่างไม่กล้าเข้าหน้า ขวัญชีวีจึงต้องเป็นคนเข้ามาเช็ดตัวให้หลวงเดชเอง ชายหนุ่มมองมือนุ่มที่ตั้งใจเช็ดตัวเขาอย่างระวัง .... แม้ตัวเขาอยากจะปัดมือหล่อนทิ้งให้สมกับที่หล่อนปฏิเสธเขาอย่างไม่ใยดี แต่อีกใจหนึ่งก็โหยหา ...หากหล่อนไม่อาทรใยจึงต้องใส่ใจกันเพียงนี้

“ยังเจ็บแผลอยู่หรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่แล้ว....”

“แผลเริ่มแห้งแล้ว อีกไม่กี่วันน่าจะหายดี คุณหลวงจะได้ลองขยับแขนได้”

ขวัญชีวีเอ่ยอย่างยินดี แววตาเปี่ยมไปด้วยความจริงใจที่คุณหลวงมองสบทีไรก็ไม่เห็นถึงมูลเหตุที่หล่อนจะตัดเยื่อใยเขาเลย 

“หล่อนคงดีใจสินะที่ไม่ต้องลำบากมาดูแลฉันอีก”

“ดิฉันเต็มใจดูแลคุณหลวงเสมอ และจะดีใจก็เพียงแค่คุณหลวงหายดีเท่านั้นล่ะเจ้าค่ะ”

“หล่อนเต็มใจที่จะดูแลฉันจริงๆหรือ”

แววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อที่มองสบมานั้นทำให้ขวัญชีวีไม่กล้าที่จะตอบรับอันใดไป ด้วยรู้ดีว่าความหมายของคำถามไม่ใช่ต้องการเพียงแค่คำตอบที่ว่า ...ใช่ หรือ ไม่ใช่

 

“คุณหลวงเจ้าคะ นายแม่ทิพย์กับคุณหนูเดือนมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”

บ่าวด้านนอกคลานเข่าเข้ามารายงานเบาๆ ก่อนจะรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อดวงตาเข้มของผู้เป็นเจ้าของเรือนเริ่มส่งประกายไม่พอใจฉายวูบออกมา ขวัญชีวีเก็บผ้าและอ่างน้ำเตรียมลุกออกไปอีกคน หากหลวงสุรเดชรีบเอ่ยรั้งเอาไว้

“ประเดี๋ยวก่อน...หล่อนช่วยพยุงฉันออกไปดีกว่า ฉันยังเดินไม่ถนัดนัก”

ขวัญชีวีขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินไม่ถนัดหรือ? เมื่อวานก็เห็นเดินคล่องดีแล้ว คุณหลวงจะมาไม้ไหนอีกกันแน่ ...แม้จะยังคลางแคลงใจ แต่หญิงสาวก็ส่งของในมือต่อให้บ่าวไพร่ และเข้าไปหาหลวงสุรเดชแต่โดยดี

ดังนั้น เมื่อนายแม่ทิพย์และแม่เดือนหันมาอีกที จึงพบว่า มีหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังโอบประคองหลวงสุรเดชออกมาจากห้องนอนของชายหนุ่ม นายแม่ทิพย์นั้นจ้องมองไปที่หญิงแปลกหน้าคนนั้นอย่างไม่วางตา หล่อนเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน ทำไมถึงกล้ามาพักร่วมเรือนกับหลวงสุรเดชเช่นนี้

หลวงสุรเดชเมื่อทรุดนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็พนมมือไหว้มารดาของเพื่อน พลางหันไปรับไหว้แม่เดือนที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่ข้างๆกัน

“กระผมขอบพระคุณนายแม่เหลือเกินที่จัดหาหยูกยามาให้ไม่ได้ขาด”

“แค่พ่อเดชหายดี แม่ก็ดีใจแล้ว แล้วนี่กินข้าวกินยาแล้วหรือยัง แม่เดือนเขาเตรียมยาชุดใหม่มาให้ด้วย”

นายแม่ทิพย์หันไปสะกิดบุตรสาวที่มัวแต่เหลือบมองผู้หญิงอีกคนที่นั่งเยื้องไปทางด้านหลัง หลวงสุรเดชเห็นสายตาของแม่เดือนแล้วก็เลยถือโอกาสแนะนำเสียเลย

“อ้อ กระผมนี่แย่จริง... นี่แม่ขวัญ ขอรับ หล่อนเป็นญาติ ขึ้นมาจากพระนครมาช่วยกระผมดูแลบ้านช่องขอรับ”

ขวัญชีวีกระพุ่มมือไหว้ผู้สูงวัยอย่างนอบน้อม แม้จะอึดอัดกับสายตาใคร่รู้ของทั้งสองคน แต่เธอก็ยังเบาใจที่อย่างน้อยหลวงสุรเดชก็ยังไว้หน้าเธอด้วยคำว่า... ญาติ

“งั้นหรือ อายุคงรุ่นราวคราวเดียวกับแม่เดือนกระมัง ดีแล้วหากต่อไปแม่เดือนตบแต่งเข้ามาอยู่ที่นี่ จะได้มีเพื่อนคอยช่วยเหลือดูแล”

“ใครจะตบ...ใครจะแต่งกับใครหรือเจ้าคะ”

เสียงหวานใสที่ดังแทรกขึ้นมาก่อนตัวนั้น ขวัญชีวีไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร ในขณะที่นายแม่ทิพย์ตะลึงไปกับผู้มาใหม่...หญิงสาวร่างอรชรที่มีใบหน้าหวานราวจันทร์วันเพ็ญ ปากคอคิ้วคางผิวพรรณก็ผุดผ่องราวดอกบัวขาวกลางสระทิพย์ที่ว่ากันว่าถอดแบบมาจากคุณหญิงเพ็ญที่เคยเป็นนางรำหลวงเก่า และนายแม่ทิพย์พอจะได้ยินกิตติศัพท์มาอยู่บ้างว่า “แม่ชมมะนาด” ลูกสาวของเจ้าคุณศักดิเดชนั้นงามจนลือไปทั่วคุ้งน้ำน่าน พอวันนี้ได้เห็นตัวจริงแล้วจึงพอจะเข้าใจอยู่ว่า...หมู่นี้ทำไมลูกชายคนเดียวของท่านถึงหมั่นแวะไปหาเพื่อนรักอย่างหลวงไกรฤทธิ์ที่บ้านบ่อยนัก

วรรณสิริเดินตรงเข้ามาที่วงสนทนาแบบไม่รอให้ใครเชิญ แต่ก็ยังไม่ลืมยกมือไหว้นายแม่ทิพย์ที่ตอนนี้หายตะลึงแล้ว แต่กลับสงสัยมากกว่าว่า แม่ชมมะนาดมาโผล่ที่เรือนหลวงสุรเดชได้อย่างไร

“อิฉันแวะมาเยี่ยมเยียนหลวงเดชเจ้าค่ะ เจ้าคุณพ่อกับคุณหญิงแม่ฝากผลไม้มาให้บำรุงร่างกาย แต่เมื่อครู่พอดีอิฉันไม่ทราบว่ากำลังคุยกันอยู่ เลยพรวดพราดขึ้นมา ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”

วรรณสิริโปรยยิ้มที่คนคุ้นเคยกันทราบดีว่า เจ้าหล่อนโปรยยิ้มพิฆาตก่อนจะลงมือเชือด ซึ่งแน่นอนว่าวันนี้เหยื่อจะเป็นใครไปได้นอกจากแม่เดือน....ที่ตอนนี้หน้าเจื่อนลงอีกเท่าตัวเพราะเจอแต่ผู้หญิงไม่ธรรมดารอบๆตัวหลวงสุรเดชทั้งนั้น

“อ้าว เจอกันอีกแล้วแม่เดือน คราวก่อนเจอกันที่ตลาดเห็นนัดกับพี่ไกรว่าจะไปหาที่บ้านไม่ใช่หรือ แล้วทำไมวันนี้มาโผล่ที่เรือนหลวงสุรเดชได้ล่ะ”

คำพูดกำกวมของวรรณสิริทำให้นายแม่ทิพย์ขมวดคิ้ว ...แม่นี่ทำไมถึงพูดจาคล้ายจะใส่ไคล้ให้แม่เดือนว่านัดเจอกับหลวงไกรฤทธิ์ต่อหน้าหลวงสุรเดช ...หรือว่าช่วงที่เธอไปอยู่ที่นครสวรรค์ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเด็กๆกัน

หลวงสุรเดชนั่งมองการสนทนาระหว่างหญิงสองวัยอย่างงุนงง วันนี้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นเป้าหมายของผู้มาเยือนทั้งสองฝ่าย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นายแม่ทิพย์และชมมะนาด เพราะอีกสองสาว อย่างขวัญชีวีและแม่เดือนนั่นนั่งปิดปากเงียบเสียจนเขาอดสงสารไม่ได้

“กระผมว่า นานนานครั้งจะได้เจอกันพร้อมหน้า ก็เชิญรับประทานอาหารร่วมกันดีกว่านะขอรับ แม่ขวัญไปสั่งความในครัวให้ทีเถิด”

 “แม่เดือนแน่ะ เจ้าไปช่วยแม่ขวัญที เรื่องงานบ้านงานเรือน เราต้องหัดดูแลนะลูกจะได้คุมบ่าวไพร่ได้”

นายแม่ทิพย์ไม่ปล่อยให้โอกาสงามหลุดมือ ขวัญชีวีหน้าเสียไปเล็กน้อยกับการออกตัวของนายแม่ทิพย์ หากก็รีบกลบเกลื่อนได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่แม่เดือนนั้นได้แต่ก้มหน้าทำตามคำสั่งของมารดา ปล่อยให้อีกสามคนที่นั่งอยู่มีสีหน้าที่แตกต่างกันไป นายแม่ทิพย์สาสมใจ ในขณะที่วรรณสิริโกรธจนควันออกหู ยัยมนุษย์ป้าคนนี้ประกาศสงครามกับเธอชัดๆ

หลวงสุรเดชมองตามขวัญชีวีไปอย่างเป็นกังวล วันนี้นายแม่ทิพย์มาเพื่อต้องการแสดงถึงฐานะของตัวเอง เช่นนี้แล้วขวัญชีวีจะรู้สึกอย่างไร และที่สำคัญหล่อนจะหาเรื่องเป็นฝ่ายตีจากเขาไปหรือไม่ เรื่องเมื่อวานก็ยังคุยกันไม่เข้าใจ ความวัวยังไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรกแท้ๆ

“เจ้าชมมะนาดมาที่เรือนนี้บ่อยหรือ เห็นก่อนหน้านี้เจ้าคุณศักดิเดชหวงนักหวงหนาแทบจะไม่ให้ออกจากเรือนไปไหน"

 “เจ้าค่ะ หลวงเดชเคยมีบุญคุณช่วยเหลืออิฉันไว้ ครั้นเมื่อหลวงเดชได้เจ็บได้ไข้อิฉันก็ควรต้องมาตอบแทน หากหลวงเดชต้องการให้น้องทำสิ่งใดตอบแทนก็อย่าได้เกรงใจนะเจ้าคะ น้องยินดี “ตอบแทนบุญคุณ” หลวงเดชด้วยชีวิต”

วรรณสิริจงใจตอบคำถามนายแม่ทิพย์อย่างชัดถ้อยชัดคำ พลางหันไปยืนยันกับหลวงสุรเดชที่ยังนั่งปะติดปะต่อเรื่องราวตามอยู่ ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น ปล่อยให้สงครามระหว่างสาวสองวัยดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีกรรมการคนใหม่เข้ามาห้ามมวย

“นายแม่ รอนานหรือไม่ขอรับ ....พอดีลูกแวะไปส่งรายงานเข้ากรมเลยมาช้าไปสักนิด”

หลวงดำรงเข้ามาทรุดนั่งข้างมารดา พลางหันไปยิ้มทักทายแม่สาวผิวสวยของเขาที่ดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก

“เอ็งมาพอดีเลยดำรง ข้ากำลังจนมุม เอ้ย ...กำลังคุยกันสนุกอยู่เลย กินข้าวมาหรือยังล่ะ ข้าให้แม่ขวัญไปเตรียมสำรับกับข้าวมาแล้วล่ะ”

หลวงสุรเดชพูดยังไม่ทันขาดคำ ขวัญชีวีและแม่เดือนก็เดินนำบ่าวไพร่ที่ขนสำรับทยอยมา แต่จากที่ชายหนุ่มสังเกตสีหน้าแต่ละคนแล้ว ดูท่าอาหารมื้อนี้คงจะไม่อร่อยถูกปากเสียเป็นแน่

 

.....................................................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น