น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 16-1 : แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม

ชื่อตอน : ตอนที่ 16-1 : แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2559 23:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16-1 : แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม
แบบอักษร

 

 หลังจากที่ยืนรอส่งแขกผู้มาเยือนทั้งสองคน จนเรือของคุณหนูวรรณสิริออกจากท่าน้ำไปแล้ว ขวัญชีวีก็ยังไม่กลับขึ้นเรือนไป หญิงสาวหวนนึกถึงสิ่งที่วรรณสิริย้ำนักย้ำหนากับเธอว่าเธอจะไม่ปล่อยให้เสียเวลาอีกต่อไป

“ฉันต้องการแต่งงานกับหลวงสุรเดชให้เร็วที่สุด เธอต้องร่วมมือกับฉันกำจัดแม่เดือนเพ็ญสวยเย็นเห็นกระจ่างนั่น แม่นั่นเป็นก้างชิ้นใหญ่ของเรา และที่สำคัญดันเป็นน้องสาวของหลวงดำรงด้วย ฉันรับมือกับหลวงดำรงไม่ไหวแน่ เราต้องใช้แผนทิ้งไพ่ใบสุดท้ายกันแล้วล่ะ”

“แต่คุณหลวงยังบาดเจ็บอยู่นะคะ คุณวรรณชะลอไว้ก่อนสักหน่อยไม่ดีกว่าหรือคะ”

“ไม่ได้ เธอก็ได้ยินนี่ หลวงดำรงนัดแนะแล้วว่าจะพาแม่กับน้องมาหาหลวงสุรเดชที่นี่พรุ่งนี้ ...อีกไม่นานถ้าแม่ของหลวงสุรเดชรู้ข่าวก็ต้องรีบขึ้นมาที่พิษณุโลกแน่ ฉันกลัวว่าถ้าบรรดาแม่ๆเจอกัน แล้วจะตกลงจับสองคนนี้คลุมถุงชน แล้วฉันจะทำยังไง”

วรรณสิริคร่ำครวญอย่างจนปัญญา ส่วนหนึ่งเพราะเคยเห็นหน้าค่าตาของศัตรูหัวใจมาแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็อยากตัดไฟแต่ต้นลมด้วย วรรณสิริไม่ไว้ใจหลวงสุรเดช ... ถ้าเธอไม่รีบจัดการ เธอสังหรณ์ว่าหลวงสุรเดชจะจัดการทุกอย่างก่อนเธอ...โดยเฉพาะเรื่องของขวัญชีวี ...ซึ่งสิ่งเหล่านี้วรรณสิริไม่ได้ปริปากเอ่ยให้ขวัญชีวีได้รับรู้ 

 

ขวัญชีวีที่ไม่รู้ความในใจของเพื่อนเก่าก็ยังคงนั่งใจลอยครุ่นคิดเรื่องของแม่เดือน จนพระจันทร์ส่องสว่างกลางท้องฟ้า หลวงสุรเดชที่เห็นหญิงสาวหายไปนานก็เดินลงมาตามเองอย่างเป็นห่วง ครั้นเมื่อเห็นเจ้าตัวยังนั่งใจลอยมองสายน้ำทั้งมืดๆเช่นนั้นก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

“ทำไมยังไม่ขึ้นเรือนอีก มานั่งมืดๆตรงนี้ทำไม”

ขวัญชีวีหันมาสบตาอิดโรยของคนป่วย แล้วจึงค่อยลุกมาช่วยพยุงให้ชายหนุ่มนั่งที่ศาลา ก่อนที่ตัวเองจะขยับไปนั่งอีกฟาก พลางตอบคำถามของคุณหลวงที่ยังรอฟังคำตอบจากเธอ

  “ฉันมัวคิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะค่ะ คุณหลวงต่างหากที่มาตรงนี้ทำไมคะ”

“ก็มาตามคนไปป้อนยาอย่างไรเล่า นังขาวมันต้มมาหลายรอบแล้ว แต่หาตัวคนป้อนไม่เจอเสียที”

แม้จะมืดสลัว แต่ขวัญชีวีก็เห็นแววตาที่ส่งประกายวาววามนั้นเป็นอย่างดี แม้จะดูอิดโรยอยู่บ้างหากยังแฝงแววยั่วเย้าเอาไว้บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ดี

“คุณหลวงทานเองก็ได้นี่คะ จะต้องคอยให้ฉันป้อนทำไม”

“ก็จะได้กินยาให้ครบอย่างไรเล่า ...ทั้งยารักษาโรคและยาใจ”

ขวัญชีวีอดหัวเราะเบาๆไม่ได้กับมุขแสนจะเชยของคุณตำรวจยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว แต่คนที่นั่งตรงข้ามกับจ้องมองใบหน้าที่แย้มยิ้มนั้นอย่างเผลอไผล และโดยที่ไม่ทันรู้ตัว คุณหลวงหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าพลางใช้มือข้างซ้ายที่ไม่เจ็บของตนแตะประคองแก้มนวลเอาไว้

“ฉันอยากให้หล่อนยิ้มให้ฉันแบบนี้ทุกๆวัน ได้หรือไม่”

“คุณหลวงพูดเหมือนกับว่าที่ผ่านมาฉันไม่ค่อยยิ้ม”

“ฉันไม่สนอดีตที่ผ่านมา แต่ฉันกำลังถามหล่อนถึงอนาคตต่อไปในวันข้างหน้าต่างหาก หล่อนจะยิ้มให้ฉันแบบนี้ทุกๆวันได้หรือไม่”

เสียงทุ้มที่ปรกติมักจะพูดไม่ค่อยหวานหู วันนี้กลับเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ขวัญชีวีเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มแล้วก็ใจเต้นผิดจังหวะ เพราะใบหน้าเจ้าของดวงตาคมดุที่วันนี้เปล่งประกายวาวหวานทั้งสองดวงนั้นอยู่ใกล้เสียเหลือเกิน

 “ฉันเป็นคนที่ไม่มีทั้งอดีตแล้วก็อนาคตค่ะ คุณหลวงอย่ามาคาดหวังอะไรกับฉันเลย”

ดวงตาที่เมื่อครู่ยังเปล่งประกายหวาน ค่อยๆหม่นแสงลง มือที่แตะประคองแก้มนวลก็พลอยตกลงข้างตัวด้วย หลวงสุรเดชมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

“จะให้ฉันตีความหมายในสิ่งที่หล่อนพูดมาว่าอย่างไรดี ฉันออกจะไม่เข้าใจหล่อนจริงๆ”

“ดิฉันมีเรื่องที่ต้องทำค่ะ เลยไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงวันข้างหน้า เพราะแม้แต่ตัวดิฉันเองยังไม่รู้ว่าอนาคตที่ว่าของตัวเองจะยังมีอยู่ไหม ดิฉันจึงอยากให้คุณหลวงลองมองหาอนาคตอื่นที่ดีกว่า”

หลวงสุรเดชจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายราวกับจะค้นหาความจริงจากแววตามากกว่าคำพูดที่เจ้าหล่อนเพิ่งเอ่ยออกมา ก่อนจะแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง

“อนาคตที่ดีกว่าอย่างนั้นหรือ สองสามวันมานี้หล่อนสนิทสนมกับเจ้าชมมะนาดเป็นอย่างดี คงไม่คิดจะให้ฉันเลือกอนาคตที่ว่านี้ดอกกระมัง”

ขวัญชีวีนิ่งแทนการตอบรับ หลวงสุรเดชจึงได้แต่ขัดใจ หล่อนรู้ทุกอย่างแต่ยังเลือกที่จะยัดเยียดเขาให้กับหญิงอื่น นี่หล่อนไม่เคยคิดจะรักใคร่ห่วงใยเขาบ้างหรืออย่างไร

“ฉันไม่เคยคิดเอ่ยปากพูดเรื่องนี้กับใคร หากหล่อนให้คำตอบฉันไม่ได้ ก็อย่าเอ่ยถึงคนอื่นเสียดีกว่า เพราะที่ฉันพูดกับหล่อน นั่นก็หมายความว่า หล่อนคือคนเดียวที่ฉันหมายถึง!

หลวงสุรเดชหันมามองหญิงสาวที่ยังนั่งก้มหน้านิ่ง ก่อนจะตัดใจไม่พูดสิ่งใดออกมา ...เท่านี้ก็มากพอแล้ว หากหล่อนไม่คิดจะอยู่กับเขา คำว่ารักจะมีความหมายใด?

ชายหนุ่มตัดสินใจเดินขึ้นเรือนไปเพียงลำพัง ทิ้งขวัญชีวีให้นั่งสะอื้นอยู่ในอก เธอเองก็ไม่มีทางเลือก เพราะอนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว เธอไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงซึ่งอาจจะทำให้ชีวิตเธอและคนในตระกูลหาญวานิชต้องเปลี่ยนแปลงไป...เธอฆ่าทุกคนในหาญวานิชไม่ได้!

..............................................................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น