น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 14-2 : ชมโฉมนางสีดา

ชื่อตอน : ตอนที่ 14-2 : ชมโฉมนางสีดา

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2559 21:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14-2 : ชมโฉมนางสีดา
แบบอักษร

ตลอดทางที่ล่องเรือนั้น วรรณสิรินั่งหันหลังให้กับชายหนุ่มอย่างขัดเคือง ....ในใจวรรณสิรินั้น เธอย้ำคิดแต่จะหาวิธีแก้แค้นเขาแบบไหนดีถึงจะสาแก่ใจเธอที่สุดกัน  ตรงข้ามกับหลวงดำรงที่กำลังเพลินตากับผิวนวลผ่องที่พ้นสไบนางมา  ผมที่ยาวเคลียบ่ากำลังไล้ผิวที่ลาดไหล่ของเจ้าหล่อน จนเขาอยากจะเอื้อมมือไปปัดผมดกดำนั้นไปให้พ้นผิวเนียนนั้นยิ่งนัก

“ พิศพักตร์ผ่องพักตร์ดังจันทร     พิศขนงโก่งงอนดังคันศิลป์

  พิศเนตรดั่งเนตรมฤคิน             พิศทนต์ดั่งนิลอันเรียบ

  พิศโอษฐ์ดั่งหนึ่งจะแย้มสรวล    พิศนวลดังสีมณีฉาย

  พิศปรางดั่งปรางทองพราย        พิศกรรณคล้ายกลีบบุษบง”

                                                                 *****(บทชมโฉมนางสีดา จากเรื่องรามเกียรติ์ )*****

เครดิตจาก : http://writer.dek-d.com/kamonpon/story/view.php?id=478533

เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยลอยฝากลมมา พร้อมกับบรรยากาศที่เป็นใจ สายลมเย็นที่พัดเอื่อยๆทำให้วรรณสิริค่อยคลายหงุดหงิด จึงยอมหันไปคุยกับพ่อหนุ่มเสียงนุ่มด้านหลัง

“ไพเราะจังเลยค่ะ แปลว่าอะไรเจ้าคะ”

“กระไร หล่อนแปลไม่ออกรึ”

หลวงดำรงเก้อเขินกับอาการหันมาถามเอาตรงๆของเจ้าหล่อน ....แหม เผลอคิดดังไปหน่อยเดียว ขืนแปลให้ฟังเดี๋ยวก็จะมาโวยวายทีหลังว่าเขาจีบเจ้าหล่อนไหมเนี่ย

“มองหน้าเจ้าดุจดั่งดวงจันทรา             มองดวงตาคิ้วคมดังคันศร

ดวงตาใสดุจกวางไพรในดงดอน           ไรฟันงามงอนดังนิลมณี

ริมฝีปากเจ้าแย้มยิ้มอิ่มใจพี่                  แก้มเจ้านี้นวลผ่องดังทองศรี

           ผิวเนียนนวลอวลใจไร้ราคี                    ขอพี่นี้รับขวัญเจ้าทุกเช้าเย็น

(ผู้เขียน ประดับยศ : แต่ง)

นางพุดหน้าแดงจรดใบหู สาบานว่าคุณหลวงดำรงไม่ใช่แค่แปล แต่ยังกล้าแต่งกลอนจีบเจ้านายหล่อนซึ่งๆหน้า นี่คุณหนูไม่อายม้วนตกเรือไปแล้วหรือไร

หากวรรณสิริที่กำลังเข้าคอร์สเรียนวิชาภาษาไทยอย่างขะมักเขม้น ยังคงยิ้มรับพลางตั้งใจฟังเสียงนุ่มที่เอ่ยเอื้อน กลอนบทนี้เธอค่อยฟังออกพอรู้เรื่องหน่อย

“สุดยอดเลยไปค่ะ ขนาดแปลยังแปลได้เป็นกลอนขนาดนี้ คุณหลวงต้องเรียนวิชาภาษาไทยได้เกรด 4 แน่ๆ กลอนบทนี้คุณหลวงแต่งเองหรือเจ้าคะ”    

“ไม่ใช่...เป็นกลอนจากเรื่องรามเกียรติ์ ....แต่ใจคอหล่อนจะแค่เอ่ยชมฉันเท่านั้นรึ”

“เจ้าค่ะ ก็คุณหลวงท่องบทกลอนไพเราะดี หรือคุณหลวงจะเอาทิปด้วย?”

วรรณสิริถามอย่างงุนงง หรือคนสมัยนี้ต้องแจกทิปนักขับกลอนเหมือนแจกทิปนักร้องในยุคเธอหรือเปล่า แต่หลวงดำรงหน้าม้านไปแล้ว แม้จะไม่เข้าใจว่าทิปคืออะไร แต่เมื่อสาวเจ้าไม่ขวยเขินเขาก็หมดอารมณ์จะกลายร่างเป็นสุนทรภู่ต่อ นี่ขนาดเขาหันไปข้างหลัง บ่าวในเรือลำโน้นยังอายม้วนต้วน แต่เจ้าหล่อนนี่กลับไม่มีอาการแม้แต่นิด นี่หล่อนโง่จริงๆหรือแกล้งโง่กันแน่

เมื่อเรือเทียบท่าเรียบร้อยดีแล้ว หลวงดำรงก็ขึ้นไปยืนรอรับแม่สาวคนซื่อของเขา คราวนี้ชายหนุ่มไม่แกล้งรังแกหล่อนอีก แต่รีบหันไปกำชับบ่าวไพร่ในเรือเสียงเข้ม

“เอ็งเอาเรือของข้ากลับไปที่เรือน บอกแม่เดือนว่ายังไม่ต้องพานายแม่มาเยี่ยมหลวงสุรเดชวันนี้ บอกไปว่าข้าจะพามาด้วยตัวเองวันหลัง”

 “ขอรับ ...แล้วจะให้กระผมพายเรือมารับคุณหลวงที่นี่อีกหรือไม่ขอรับ”

“ไม่ต้อง...เดี๋ยวข้าหาหนทางกลับเอง”

วรรณสิริยืนรอหลวงดำรงสั่งความบ่าวไพร่อย่างร้อนใจ แม้จะนึกขอบคุณสวรรค์อยู่บ้างที่หลวงดำรงเปลี่ยนใจไม่ให้น้องกับแม่มาหาหลวงสุรเดชที่นี่วันนี้ แต่ถึงอย่างไรปัญหาใหญ่ที่รอเธอสะสางก็ยังไม่หายไปอยู่ดี ...

 

“คุณขวัญเจ้าคะ หลวงดำรงกับคุณชมมะนาดมาเจ้าค่ะ”

ขวัญชีวีวางมือจากการป้อนยาคนป่วย หลวงสุรเดชที่ตอนนี้รู้สึกตัวแล้ว แต่ยังอ่อนเพลียมากเอ่ยกับหญิงสาวสั้นๆ

“ไปเชิญพวกเขามาเถิด ฉันอยากพบกับหลวงดำรงอยู่พอดี”

“แต่คุณหลวงยังเจ็บมากอยู่นะคะ”

“ฉันมีเรื่องสำคัญต้องหารือกับหลวงดำรงน่ะ แค่ครู่เดียว... แล้วฉันจะรีบกินยาแล้วนอนพักอย่างที่หล่อนบอกแน่”

หลวงสุรเดชยืนยันพลางพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง หญิงสาวจึงเข้ามาช่วยประคองพลางหาหมอนมาหนุนให้ด้านหลัง ก่อนจะเดินออกจากห้องมาตามที่หลวงสุรเดชต้องการ

ขวัญชีวีลงมาต้อนรับหลวงดำรงและชมมะนาดถึงท่าน้ำ หญิงสาวยกมือไหว้หลวงดำรงก่อน พลางเอ่ยเชื้อเชิญขึ้นเรือน

“เชิญคุณหลวงบนเรือนเถิดเจ้าค่ะ หลวงเดชท่านต้องการพบ”

วรรณสิริรอจนหลวงดำรงเดินขึ้นเรือนไปเรียบร้อยแล้วจึงลากขวัญชีวีไปยังอีกด้านที่ปลอดบ่าวไพร่ ซ้ำยังหันไปกำชับพี่เลี้ยงที่คอยตามมาอีกด้วย

“พี่พุดคอยดูไว้ให้ฉันด้วยนะจ๊ะ อย่าให้ใครเข้ามารบกวนฉันกับคุณขวัญ”

ขวัญชีวีออกจะงุนงงกับท่าทีลุกลี้ลุกลนของเพื่อนเก่า ครั้นเมื่อปลอดคนแล้ววรรณสิริก็เปิดฉากทันที

“ฉันตามหาคุณเทียดผู้ชายเจอแล้ว”

“พูดจริงหรือคะคุณวรรณ โชคดีจัง!แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อดีคะ”

“ปัญหาคือ คุณเทียดมีคู่หมายอยู่แล้ว เธอกับฉันต้องร่วมมือกันเขี่ยแม่นั่นให้พ้นทาง แล้วเธอต้องช่วยฉันรวบหัวรวบหางเขาให้เร็วที่สุด”

“ได้ค่ะ ว่าแต่เขานี่ เขา?...เป็นใครกันคะ”

“หลวงสุรเดช ที่นอนเจ็บอยู่บนเรือนนั่นไง”

แม้ว่าวรรณสิริจะพูดเสียงเบาๆ แต่ขวัญชีวีรู้สึกว่า เสียงนั้นดังไม่ต่างจากฟ้าผ่า คุณเทียดพ่อของท่านทวดหาญกับท่านทวดมิ่งคือ หลวงสุรเดชอย่างนั้นหรือ....

“คุณวรรณแน่ใจแล้วหรือคะ ว่าเป็นหลวงสุรเดชแน่ๆไม่ผิดตัว”

100% ถ้าเธอจำภาพสีน้ำมันที่แขวนไว้ที่ผนังห้องทำงานคุณพ่อของฉันได้ เธอก็จะเข้าใจ ท่านทวดมิ่งหน้าเหมือนคุณชมมะนาดคุณแม่ของท่าน แต่ท่านทวดหาญหน้าเหมือนหลวงสุรเดช โดยเฉพาะดวงตาที่ดุอย่างกับเสือนั่นเหมือนกันเป๊ะๆ จะเป็นอะไรไปได้นอกจากท่านเป็นพ่อลูกกัน”

ขวัญชีวีนึกย้อนไปถึงวันที่เธอเข้าไปเปลี่ยนรูปที่ห้องท่านประธาน เธอยังจำได้ดีว่า ดวงตาคู่นั้นของท่านทวดหาญจ้องมองและดึงดูดเธอราวกับต้องมนตร์ ...ดวงตาที่แทบจะเป็นพิมพ์เดียวกับหลวงสุรเดชผู้นั้นจริงๆ ความจริงนี้กระแทกจิตใจของหญิงสาวอย่างจัง ....สุดท้ายหลวงสุรเดชก็เกี่ยวข้องกับหาญวานิชจริงๆ คนที่จะเป็นกุญแจไขให้เธอกลับไปยังโลกของเธอ อยู่ใกล้แค่เอื้อมมาตลอด

“แล้วดิฉันต้องทำยังไงคะ....” ขวัญชีวีถามด้วยน้ำเสียงแห้งโหยราวกับคนหมดเรี่ยวแรง แต่ดูเหมือนวรรณสิริจะไม่ได้สังเกตเพราะมัวแต่ครุ่นคิดแต่เรื่องของตัวเอง

“ฉันคิดว่า พวกเราต้องร่วมมือกันทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามประวัติที่เคยเป็นในตระกูลของฉัน เพราะถ้าหากมีอะไรผิดเพี้ยนไป พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเราบ้าง”

ขวัญชีวีมองสบตากับผู้เป็นทั้งเพื่อนเก่าและเจ้านายอย่างสับสน เธอควรจะสลัดความคิดฟุ้งซ่านและความรู้สึกไร้สาระทั้งหมดออกไปเสีย ถึงอย่างไรเธอเองก็ไม่มีตัวตนที่นี่ ... ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ...ไม่เคยมีตั้งแต่แรกแล้ว

 

“ตราบใดที่ท่านทวดหาญและท่านทวดมิ่งยังไม่เกิด อนาคตทุกอย่างมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น ดังนั้นวิธีเดียวที่จะรับประกันได้ว่าในอนาคตจะมีพวกเราสองคน” วรรณสิริชี้นิ้วที่อกตัวเองและชี้มายังเธอ ราวกับประกาศคำประกาศิต

 

“ฉันต้องแต่งงานและมีลูกกับหลวงสุรเดชให้เร็วที่สุด!

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น