น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 14-1 : ร้อนใจดังไฟสุมทรวง

ชื่อตอน : ตอนที่ 14-1 : ร้อนใจดังไฟสุมทรวง

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2559 21:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14-1 : ร้อนใจดังไฟสุมทรวง
แบบอักษร

เหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บไม้หมอนสร้างรางรถไฟเมื่อคืนวานทำเอาเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วพิษณุโลก เช้าวันนี้มีแต่คนสาปแช่งคนร้ายที่หวังทำลายทรัพย์สินของหลวงที่ล้วนแต่จะทำประโยชน์ต่อแผ่นดิน ทำเอาที่อำเภอและตำรวจกองตระเวนต้องวุ่นตามหาคนร้ายต้องทำงานกันอย่างหนัก

หลวงดำรงเดินตรวจความเสียหายของคลังไม้ที่เกิดเหตุอย่างสงสัย ...ส่วนที่เก็บไม้หมอนรถไฟไว้ปลอดภัยดี แต่ส่วนที่เสียหายมีเพียงแค่โกดังเก็บเครื่องมือซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิ่งใดเสียหายจนใช้การไม่ได้ ...คล้ายกับว่าการวางเพลิงครั้งนี้เป็นการป่วนเมืองและล่อเสือออกจากถ้ำมากกว่า

“เรียนคุณหลวงขอรับ นายตำรวจที่ออกไปตามจับคนร้ายแจ้งว่ายังจับคนร้ายไม่ได้ และหลวงสุรเดชโดนยิงบาดเจ็บขอรับ”

“ตามหมอไปรักษาหรือยัง?”

หลวงดำรงถามเสียงเครียด ตัวเขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยตอนวิ่งเข้าไปดับเพลิง แต่คาดไม่ถึงว่า ผู้เป็นเพื่อนที่วิ่งตามคนร้ายออกไปจะโดนยิงจนบาดเจ็บ....แสดงว่าโจรพวกนี้มีปืนหรือ....พวกมันเอาปืนมาจากไหนกัน?

“เรียบร้อยแล้วขอรับ แผลไม่สาหัสมาก แต่ก็ต้องพักหลายวันขอรับ”

“เอ็งไปที่บ้านของนายแม่ของข้า จัดหาหยูกยาที่ดีที่สุดเอาไปให้ที่เรือนหลวงสุรเดชด้วย เสร็จธุระจากที่นี่แล้วข้าจะแวะไปเยี่ยมหลวงเดชที่เรือน”

พันทนายรับคำก่อนจะรีบไปเอายาตามที่หลวงดำรงสั่ง คล้อยหลังไปไม่นานหลวงไกรฤทธิ์ก็เดินมาหาด้วยหน้าตาที่ดูไม่ค่อยสบายใจนัก

“ดำรง ข้ามีอะไรจักให้เอ็งดู เอ็งมากับข้าสักเดี๋ยวได้หรือไม่”

สิ่งที่หลวงไกรฤทธิ์ตั้งใจนำมาให้เพื่อนดูนั้น เป็นเพียงโลหะชิ้นเล็กๆที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองสหายต่างตาโตก็คือ โลหะนั้นไขว้กันคล้ายสัญลักษณ์ของผู้เข้ารีตและเป็นสิ่งที่คณะคาทอลิกมักสวมใส่กันประจำ

“ถ้าว่ากันตามเหตุจูงใจแล้ว คณะคาทอลิกเองก็มีเหตุผลไม่น้อย เพราะได้รับแรงกดดันจากทั้งบรรดาขุนนางและชาวบ้าน แต่การกระทำแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ดีแต่จะทำให้คนต่อต้านมากยิ่งขึ้น”

หลวงไกรฤทธิ์วิเคราะห์เสียงเครียด แน่นอนว่าเศษโลหะชิ้นนี้ แม้จะชิ้นเล็ก แต่ก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ เมื่อวานที่นัดประชุมที่อำเภอสถานการณ์ก็ยังตึงเครียดและยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องที่ดินที่จะสร้างโรงเรียนเลย และเมื่อมีประเด็นลอบวางเพลิงเข้ามาเกี่ยวด้วยเช่นนี้ ...ทำให้ชนวนขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้น

“ตอนนี้ข้าสำรวจโกดังทั้งหมดแล้ว ไม่มีส่วนใดเสียหาย การก่อสร้างทางรถไฟยังสามารถทำต่อได้ เพียงแต่เรื่องนี้มันทำให้ข้าสงสัย”

“เอ็งสงสัยเรื่องใดหรือ...”

หลวงดำรงมองเศษโลหะในมือของเพื่อน ก่อนจะเฉลยออกมาสั้นๆ

“สงสัยว่าใครจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุดอย่างไรเล่า”

...................................................................................................................................................................

 

ขวัญชีวีค่อยๆเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้กับหลวงสุรเดชเพื่อลดไข้โดยระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้โดนแผล เพราะแผลจากการผ่าเอากระสุนออกมีอาการบวมและอักเสบ จนขวัญชีวีได้แต่กังวลใจ การผ่าตัดในสมัยนี้มีความเสี่ยงจากอาการแทรกซ้อนสูงเพราะไม่มีห้องปลอดเชื้อสำหรับผ่าตัด อีกทั้งอุปกรณ์ก็ออกแนวบ้านๆ แม้ว่าเธอจะพยายามเอาอุปกรณ์ทำแผลทุกชิ้นฆ่าเชื้อโรคด้วยการแช่ในน้ำเดือด แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี

“คุณขวัญเจ้าคะ พันทนายเอายามาให้สำรับหนึ่งเจ้าค่ะ บอกว่าจากหลวงดำรงให้นำมาให้จากบ้านของนายแม่ทิพย์เจ้าค่ะ”

“งั้นพี่ขาวรีบเอาไปต้มเถิด เดี๋ยวฉันจะได้เอาให้คุณหลวงกิน”

“เจ้าค่ะ แล้วคุณขวัญจะให้อิฉันตั้งสำรับเลยหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ต้องยุ่งยากหรอกจ้ะพี่ขาว ฉันยังไม่หิว”

“แต่คุณขวัญก็ต้องกินอะไรบ้างนะเจ้าคะ มัวแต่ห่วงคุณหลวง คุณขวัญเองล้มเจ็บไปอีกคนละแย่แน่นะเจ้าคะ”

ขวัญชีวีไม่ตอบโต้อะไรกับคำพูดของพี่เลี้ยงตรงหน้า สำหรับเธอมันคงเกินกว่าคำว่า “เจ็บป่วยธรรมดาๆ” ไปเสียแล้ว เพราะเธอไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดกับเธอได้อย่างไร .... จู่ๆเธอก็วูบหายและอีกไม่กี่นาทีต่อมาคุณหลวงก็กลับเรือนด้วยร่างอาบเลือด และพอหลวงสุรเดชผ่านพ้นนาทีชีวิต เธอก็กลับเป็นปรกติ ....คล้ายกับชีวิตของเธอถูกผูกเอาไว้กับชีวิตกับคุณหลวงตำรวจผู้นี้ ...หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณเทียดผู้ชาย ต้นตระกูลของหาญวานิช....

“ถ้าอย่างนั้นพี่ขาวก็ไปตามคนให้มาเฝ้าคุณหลวงสักครู่ ฉันขอไปอาบน้ำผลัดผ้าสักเดี๋ยว ถ้าพี่ขาวต้มยาเสร็จแล้วก็เอามาให้คุณหลวงดื่มได้เลยนะจ๊ะ”

ขวัญชีวีหันไปห่มผ้าแพรผืนบางให้คุณหลวงอย่างเบามือ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆที่เธอจะต้องเข้ามาข้องเกี่ยวกับหลวงสุรเดชผู้นี้ ...แต่เธอก็มีน้ำใจไมตรีที่ดีต่อคุณหลวงด้วยใจจริง ที่ผ่านมาผู้ชายคนนี้ช่วยเหลือเธอไว้มากมายเหลือเกิน จนหญิงสาวรู้สึกติดค้างและอยากตอบแทนเขาด้วยความปรารถนาดีทั้งหมดที่มีที่เธอสามารถจะมอบให้เขาได้

ขวัญชีวีได้แต่ภาวนา ขอให้เขาหายดี....และถ้าหากเป็นไปได้ เธอไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้ต้องมาเกี่ยวข้องกับตระกูลหาญวานิชเลยจริงๆ

...............................................................................................................................................

หลวงไกรฤทธิ์กลับบ้านมาพร้อมๆกับหลวงดำรงที่ขอตามมา “ปรึกษาราชการ”กันต่อ ซึ่งเจ้าคุณศักดิเดชเองก็ได้ข่าวลอบวางเพลิงที่โกดังเก็บไม้หมอนสร้างทางรถไฟเช่นกัน ทั้งยังเป็นกังวลเรื่องนี้จึงไม่ได้ขัดสองหนุ่ม แถมยังร่วมวงสนทนาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนเวลาล่วงเลยเป็นบ่ายคล้อยวงราชการก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา

วรรณสิรินั่งรอในห้องทั้งวันและหมายมาดที่จะฝากความหวังไว้ที่หลวงไกรฤทธิ์ที่จะพาเธอไปหาขวัญชีวีที่เรือนของหลวงสุรเดชก็ได้แต่หงุดหงิด เธออยากเจอกับขวัญชีวีก่อนที่แม่เดือนหน้ามนนั่นจะไปตัดหน้า ....ถึงอย่างไรนาทีนี้ขวัญชีวีย่อมมีภาษีดีกว่าทุกคนที่เธอรู้จัก และเธอจะไม่ปล่อยให้แม่เดือนคว่ำเดือนหงายนี่มางาบหลวงสุรเดชไปเด็ดขาด

วรรณสิริมีอาการกระวนกระวายจนทนไม่ไหวออกมาจากห้องและตรงมาหาผู้เป็นมารดาด้วยใบหน้าทุกข์ร้อนแบบที่ไม่ต้องใช้มารยาเลย จนคุณหญิงเพ็ญอดเอ่ยถามบุตรสาวคนเดียวไม่ได้

“เจ้าเป็นอะไรไปหรือเจ้าชมมะนาด แม่เห็นเจ้าอยู่ไม่สุขราวนั่งบนกองไฟ”

 “ลูกมีธุระกับพี่ไกรเจ้าค่ะ แต่นานแล้วพี่ไกรยังไม่เสร็จงานเสียที ลูกเลยร้อนใจ”

“ธุระอันใด ให้แม่ช่วยเจ้าแทนได้หรือไม่”

“ได้สิเจ้าคะ ลูกอยากไปเยี่ยมเยียนหลวงสุรเดช เห็นพวกบ่าวพูดกันว่าคราวนี้เจ็บหนัก ลูกเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ตอบแทนที่หลวงเดชเคยช่วยเรา คุณแม่เห็นดีด้วยกับลูกหรือไม่เจ้าคะ”

วรรณสิริยกทั้งเหตุผลและคำอ้อนวอนมาเจรจากับคุณหญิงเพ็ญ ซึ่งมีท่าทีว่าจะเห็นดีเห็นงามด้วย

“ถ้าจะไปเยี่ยมหลวงเดชเจ้าไปกับพี่ก็ได้นี่ชมมะนาด”

วรรณสิริหันไปตามทิศทางของเสียงที่ดังขึ้นด้านหลังเธอ ร่างสูงเพรียวและแววตาเจ้าเล่ห์ภายใต้คิ้วเฉียงนั้นทำเอาเธอตกใจจนอ้าปากค้าง เจ้าคนนี้มันบ่าวที่เธอไล่ตีที่เรือนพระยาฤทธิ์รงค์วานิชนี่นา

“นาย....นี่นายมาที่บ้านฉันได้ยังไง ...แล้วกล้าดียังไงมานับญาติกับฉัน”

วรรณสิริหันมาเหวี่ยงวีนทันที คราวที่แล้วหมอนี่ปล่อยหมาไล่เธอจนเธอตกน้ำ แถมยังเหน็บเธอว่าเป็นลูกหมาตั้งสามรอบ แถมเมื่อหลายวันก่อนยังมากวนประสาทเธอที่สวนนั่นอีก วันนี้มาถึงเรือนชานคงต้องต้อนรับกันหนักหน่อย

“ออกไปเลยนะ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย พวกบ่าวผู้ชายไปไหนกันหมด มาไล่ไอ้บ้านี่ไปที”

คุณหญิงเพ็ญนั้นกำลังตกใจอาการโวยวายเสียงดังของลูกสาวจึงยังไม่ทันได้ห้ามปราม ในใจนั้นได้แต่นึกเวทนาบุตรสาว...โธ่..แม่ชมมะนาดของแม่ อาการกำเริบอีกแล้วหรือลูก...

“เอ๊า! คนเขาอุตส่าห์หวังดี ได้ยินว่าจะไปบ้านเจ้าเดชมัน พี่ก็อุตส่าห์อาสาจะพาไป เพราะเป็นทางผ่านไปบ้านพี่พอดี แต่นี่กลับมาต่อว่าต่อขานกันเช่นนี้ พี่ก็ได้แต่เสียใจนัก”

“ลามปาม...ตัวเองเป็นแค่บ่าวกล้ามาต่อปากเล่นหัวกับเจ้านายขนาดนี้เลยรึ...คุณแม่...คุณแม่ต้องจัดการให้ลูกนะเจ้าคะ...ไอ้คนผู้นี้ครั้งก่อนที่เจอที่บ้านท่านปู่น้อย มันเข้ามาจะทำร้ายลูก จนลูกตกน้ำเกือบจมน้ำตายอีกรอบเลยเจ้าค่ะ”

“พี่เป็นคนช่วยเจ้าขึ้นจากน้ำต่างหากเล่าเจ้าชมมะนาด ตอนนั้นเจ้าตัวสั่นราวกับลูกนกตกน้ำ พี่นี่ใจคอไม่ดีเลย”

จากลูกหมา กลายเป็นลูกนก ....ใครว่าผู้ชายแหลไม่เป็น หลวงดำรงนี่แหละตัวพ่อ... คราวที่แล้วหล่อนซัดเขาเสียหลายตุ้บ วันนี้ไม่เอาคืนก็อย่ามาเรียกข้าว่า หลวงดำรง!

วรรณสิริลุกขึ้นจะออกงิ้วบนเรือนแล้ว หากคุณหญิงเพ็ญไม่รีบคว้าข้อมือบุตรสาวเอาไว้ พลางปรามเสียงเข้มอย่างที่ไม่เคยใช้กับลูกสาวคนโปรดมาก่อนเลย

“ชมมะนาด หยุดเหลวไหลเสียที ...นี่หลวงดำรงอย่างไรเล่า พวกเจ้าสนิทสนมกันตั้งแต่เล็กเหตุไฉนจึงแกล้งทำเป็นจำกันไม่ได้”

“หลวงดำรง คนนี้น่ะหรือเจ้าคะหลวงดำรง”

วรรณสิริหันไปคาดคั้นกับมารดา คุณหญิงเพ็ญได้แต่พยักหน้ารับ ...หญิงสาวเปลี่ยนสีหน้าทันที ไม่ใช่บ่าว แต่เป็นพี่ชายของยัยเดือนคว่ำเดือนหงายนั่น งั้นก็สวยซี้...

“อ้อ...หลวงดำรง คนที่ลูกได้ยินมาว่า หลวงให้มาดูแลการก่อสร้างรถไฟที่นี่แต่โกดังดันถูกวางเพลิงนั่นหรือเจ้าคะ ทำงานไม่รอบคอบแบบนี้จะถูกไล่ออกหรือเปล่าเจ้าคะ”  

“ชมมะนาด! หยุดก้าวร้าวพี่เขาบัดเดี๋ยวนี้”

เสียงราวฟ้าผ่าที่เป็นคำประกาศิตนี้ดังมาจากเจ้าคุณศักดิเดช ที่เข้ามาทันได้ยินคำพูดของลูกสาวพอดี วรรณสิริรีบหลบไปข้างหลังมารดา แม้ว่าตั้งแต่อยู่ที่นี่เธอจะไม่กลัวใคร แต่ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็กลัวอยู่คนเดียว คือเจ้าคุณศักดิเดชนี่ละ

“ไม่เป็นไรขอรับเจ้าคุณลุง น้องยังเด็ก กระผมไม่ถือสา”

“ได้อย่างไรกันพ่อดำรง โตจนเป็นสาวขนาดนี้แล้วยังไม่ระวังกิริยาคำพูด อีกหน่อยคงไม่มีใครอยากมาสู่ขอไปเป็นแม่ศรีเรือนเขาดอก”

“ก็ถ้าเจ้าคุณลุงไม่หวงลูกสาวขนาดหนักจนข่าวแพร่ไปทั่วเมืองพิษณุโลก กระผมว่าคงมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาที่เรือนจนหัวกะไดไม่แห้งแน่ขอรับ”

เจ้าคุณศักดิเดชหัวเราะให้กับคำเล่าลือเกินจริงนั้น ใครจะรู้ความในใจที่แท้จริงของผู้เป็นพ่อกัน....เจ้าคุณสบตากับคุณหญิงผู้เป็นภรรยาอย่างเข้าใจประเด็นเดียวกัน จนหลวงดำรงที่นั่งจับผิดอยู่สังเกตเห็นได้ .... หรือว่า เรื่องที่เขาลือกันนั้นจะมีอะไรปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้อีก

“กระผมเห็นทีจะต้องลากลับก่อนแล้ว ไว้โอกาสหน้ากระผมจะพาแม่เดือนกับนายแม่เข้ามากราบท่านเจ้าคุณและคุณหญิงนะขอรับ”

“ฝากความระลึกถึงแม่ทิพย์ด้วย ไม่ได้เจอกันเสียนาน ตอนนี้กลับมาอยู่ที่พิษณุโลกแล้วหรือ”

“มาอยู่ชั่วคราวขอรับ ตอนนี้ที่บ้านยังอยู่ที่นครสวรรค์ เพราะโรงสีใหญ่อยู่ที่นั่น หากรถไฟสร้างถึงพิษณุโลกเสร็จเมื่อไหร่คงจะย้ายกลับมาขอรับ”

“เถิด...ยังดีที่ไฟไหม้คราวนี้ไม่เสียหายมาก ไม่เช่นนั้นแล้วการก่อสร้างรถไฟคงล่าช้าไปอีก”

หลวงดำรงได้แต่ยิ้มรับคำรำพึงรำพันนั้นของท่านเจ้าคุณศักดิเดช ก่อนจะหันไปถามหญิงสาวที่ยังหลบอยู่ด้านหลังมารดา

“แล้วเจ้าล่ะเจ้าชมมะนาด ยังอยากจะไปเยี่ยมหลวงเดชกับพี่หรือไม่”

วรรณสิริหันไปสบตาผู้เป็นพ่อกับพี่ชาย ที่ต่างพร้อมใจกันเมินเธอทั้งคู่ ....งานนี้เธอคงหัวเดียวกระเทียมลีบแน่

“ไปก็ได้เจ้าค่ะ”

“ไปไม่ได้ ....จนกว่าจะกราบขอโทษที่เจ้าล่วงเกินพี่เขาเสียก่อน”

เสียงเจ้าคุณศักดิเดชลอยฝ่าอากาศมา วรรณสิริได้แต่คับแค้นใจ ยิ่งพอสบตาวาวๆอย่างผู้ชนะของหลวงดำรงแล้ว หญิงสาวอยากจะสะบัดหน้าเดินหนีเข้าห้องไปจริงๆ

“น้องขออภัยเจ้าค่ะ”

หลวงดำรงกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ หล่อนยังแสร้งยกมือไหว้ผ่านหลังมารดาตัวเองมา คล้ายกับไม่อยากยกมือไหว้เขา ... จะฟ้องเจ้าคุณศักดิเดชอีกรอบดีหรือไม่นะ....อย่าดีกว่า งานนี้สะสางส่วนตัวน่าจะเหมาะกว่ากระมัง

“ไม่เป็นไร พี่ยกโทษให้ ...เรารีบไปกันเถิด ขากลับจะได้ไม่เย็นนัก”

หลวงดำรงกราบลาเจ้าคุณและคุณหญิงเพ็ญ ก่อนจะเดินนำหญิงสาวไปที่ท่าน้ำ ....โดยหางตายังทันตวัดเห็นสาวเจ้าทำหน้ากระเง้ากระงอดเดินตามหลังมา พร้อมกับนางพุดบ่าวพี่เลี้ยง ....

“เจ้ามานั่งกับพี่ที่เรือนี่ ส่วนบ่าวให้ไปเรืออีกลำหนึ่ง”

หลวงดำรงยืนรอกำชับบ่าวเสียงเข้ม นางพุดทำท่าว่าจะเลี่ยงไปตามคำสั่ง หากวรรณสิริรีบค้านเสียงหลง

“ทำไมจะต้องให้พี่พุดไปนั่งลำอื่นแล้วฉันต้องนั่งกับนายตามลำพังด้วย”

“อ้าว ก็ถ้าไม่เอาเรือไปสองลำ ขากลับพี่ไม่ต้องพายกลับมาส่งเจ้าอีกหรือ ให้บ่าวพายไปอีกลำนั่นแหละดีแล้ว ขากลับจะได้แยกย้าย ....หรือเจ้าอยากกลับพร้อมพี่”

หลวงดำรงส่งสายตากรุ้มกริ่มมายังแม่สาวหน้าหวานอย่างอดไม่ได้ ก็หล่อนแหย่สนุกนัก...น่าแกล้งจะตาย

“งั้นก็รีบๆไปได้แล้วเจ้าค่ะ ลีลามากเสียจริง”

หลวงดำรงทำตามคำสั่งของแม่สาวปากร้ายแต่หน้าหวานนั้นแต่โดยดี ครั้นก้าวลงเรือได้แล้วชายหนุ่มก็ยื่นมือไปรอรับ วรรณสิริก็อยากจะหยิ่งอยู่หรอก แต่เธอมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับน้ำ จึงยอมยึดมืออีกฝ่ายแต่โดยดี แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับแกล้งฉุดมือเธอ จนวรรณสิริเสียหลักถลาเข้าไปในอ้อมแขนอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว

“นี่นาย! นายแกล้งฉันใช่มั้ย”

“ใช่....หรือถ้าหล่อนจะเรียกว่า ...เอาคืน...ฉันก็ไม่ว่า”

หลวงดำรงต่อปากต่อคำกับหญิงสาวทั้งๆที่ยังรวบเอวเธอไว้ในอ้อมกอด ทำทีคล้ายไม่สนใจบ่าวไพร่ที่มองอยู่รอบๆ จนวรรณสิริที่ทั้งหยิกทั้งข่วนจนแขนเขาเป็นลายพร้อย จึงยอมคลายอ้อมแขนและนั่งลงแต่โดยดี นางพุดนั้นนั่งอึ้งราวกับเป็นใบ้...หลวงดำรงนี่ก็ช่างกระไร นี่ขนาดที่บ้านของคุณหนูเองแท้ๆ คอยดูเถิดอีพุดจะหาทางบอกคุณหญิงเพ็ญกับท่านเจ้าคุณศักดิเดชให้ได้

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น