น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 13-2 : ถ้าหากว่าฉันกำลังจะหายไป

ชื่อตอน : ตอนที่ 13-2 : ถ้าหากว่าฉันกำลังจะหายไป

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน , พีเรียด

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2559 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13-2 : ถ้าหากว่าฉันกำลังจะหายไป
แบบอักษร

หลังจากที่ขวัญชีวีต้องเผชิญหน้ากับผู้เป็นทั้งเจ้านายเก่าและเพื่อนเก่าอย่างวรรณสิริแล้ว แม้จะลำบากใจในการช่วยเหลือหญิงสาว แต่ขวัญชีวีก็คลายกังวลมากขึ้น อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังพอเห็นทางออกอยู่บ้าง หญิงสาวตัดสินใจวางภาระเกี่ยวกับตระกูลหาญวานิชลงชั่วครู่ เพราะในขณะนี้ทายาทตัวจริงมารับช่วงต่อแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นจะต้องกดดันตัวเองมากเกินไป

ดังนั้นในช่วงเดือนที่ผ่านมาเธอจึงใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายภายใต้ชายคาและความดูแลของหลวงสุรเดช ด้วยมุมมองชีวิตแบบใหม่ การทำงานเป็นลูกมือของชายหนุ่มไม่ยากเย็นอะไร เพียงแต่ออกจะติดไปทางสบายมากจนเกินไปก็เท่านั้น จนขวัญชีวีคิดว่า เธอชักจะชินกับการเป็นผู้ตามมากจนเกินไปเสียแล้ว ...และหากวรรณสิริคิดจะเปิดกิจการทำงานในยุคนี้ขึ้นมาจริงๆ เธอจะตัดใจลาขาดกับหลวงสุรเดชได้ทันทีหรือไม่ หญิงสาวก็ยังไม่สามารถให้คำตอบแก่ตัวเองได้เช่นกัน

ขวัญชีวีวางปากกาในมือลงอย่างระวังไม่ให้หมึกเลอะ หญิงสาวลุกขึ้นบิดตัวคลายเมื่อย พลางทอดสายตาไปยังทิวไม้ที่พลิ้วไสวตามแรงลมอย่างใจลอย ....เธอกำลังทำตัวเป็นไม้อ่อนเอนลู่ลมอยู่หรือเปล่าหนอ ตั้งแต่มีหลวงสุรเดชเข้ามาในชีวิต..เธอคล้ายกลับกลายไปเป็นเด็กอีกครั้ง ....ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องแข่งขัน ขอแค่มีมือคู่นี้ของหลวงสุรเดชประคองอยู่ เธอสามารถเดินต่อไปได้แม้ตอนหลับตา ... ชายหนุ่มสามารถทำได้อย่างวาจาที่เคยเอ่ยปากไว้กับเธอ ...เขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดี และที่นี่คือบ้านของเธอ...

ขวัญชีวียิ้มให้กับความสบายใจของตัวเอง .... ตัวเธอชักจะถูกหลวงสุรเดชเอาอกเอาใจจนเสียนิสัยเข้าไปทุกทีแล้ว ....

บ่าวพี่เลี้ยงเดินตามหาหญิงสาวมาที่ห้องหนังสือ ครั้นเห็นหญิงสาวยืนชมนกชมไม้ ก็ค่อยคลานเข้ามาหาขวัญชีวี ก่อนจะรายงานเสียงอ่อนน้อม

“คุณหลวงกลับมาแล้วเจ้าค่ะ คุณขวัญจะให้บ่าวเรียกสำรับเลยหรือไม่เจ้าคะ”

“ยังดีกว่า ... รอคุณหลวงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยตั้งเถิด”

นางขาวรับคำก่อนจะถอยออกไป ขวัญชีวีจึงเก็บอุปกรณ์การทำงาน ก่อนจะเดินไปพบหลวงสุรเดชที่ชานพักด้านนอก

 

หลวงสุรเดชมองใบหน้าที่ผ่องใสของหญิงสาวที่กำลังเดินมาหาตนด้วยความแช่มชื่น ..หลังจากที่ขวัญชีวีได้พบกับชมมะนาด หล่อนก็มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป แต่บอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง รู้แต่เพียงว่าหล่อนไม่ได้ทำหน้าเหมือนไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลาอีกแล้ว และดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่ได้ตั้งกำแพงระหว่างกันกับเขาอีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้หลวงสุรเดชพอใจเป็นอย่างมาก และมักจะชอบให้หล่อนอยู่ในสายตา และไม่อยากจะห่างเรือนไปไหนไกลๆ

“เย็นนี้ฉันจะต้องไปประชุมกับคณะคาทอลิกเรื่องสร้างโรงเรียนที่อำเภอ หล่อนพอจะไปช่วยเป็นล่ามและคอยจดบันทึกให้พวกฉันได้หรือไม่”

“ได้สิเจ้าคะ เดี๋ยวฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเดี๋ยวเดียวค่ะ”

หญิงสาวตกปากรับคำอย่างไม่ลังเล ถึงอย่างไรเธอก็รู้สึกติดหนี้บุญคุณหลวงสุรเดชอยู่ไม่น้อย หากมีเรื่องใดที่หลวงสุรเดชไหว้วานและเธอสามารถทำให้ได้ หญิงสาวจึงไม่เคยคิดที่จะปฏิเสธเขาเลยสักครั้งเดียว

แต่ในขณะที่หลวงสุรเดชนั้นคิดตรงกันข้าม ... ในใจเพียรคิดแต่จะหางานหรือหาข้ออ้าง เพื่อจะทำทุกอย่างให้หล่อนอยู่กับเขาไปนานๆ

............................................................................................................................................................

สถานที่ที่หลวงสุรเดชใช้ประชุมนั้น คือที่ว่าการอำเภอ ซึ่งนอกจากคณะคาทอลิกและหลวงสุรเดชแล้ว ยังมีข้าราชการอีกหลายสังกัดเข้าร่วม โดยเฉพาะตัวแทนจากพระนครที่เข้าร่วมอย่างครบครัน และงานนี้หลวงดำรงถึงแม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ก็ยังอุตส่าห์แวะมาหาเพื่อนรักอย่างหลวงสุรเดช ที่คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ด้วย

“วันนี้ทางเราจะเริ่มปรึกษาหารือเรื่องที่ดินที่เราจะสร้างโรงเรียน คณะคาทอลิกและอาจารย์บุญต๋วนได้เข้าไปเจรจาขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนหลายแห่ง แต่ไม่มีใครยอมขายที่เลย ทำให้ตอนนี้แผนที่เราจะสร้างโรงเรียนต้องเลื่อนออกไป เราจึงอยากให้ทางฝั่งของหลวงไกรฤทธิ์ช่วยประสานเรื่องหาที่ดินอีกแรงหนึ่ง”

มิสเตอร์โรแบร์ ตัวแทนฝั่งคณะคาทอลิกเป็นผู้เปิดประเด็นการประชุม และจากคำขอร้องนั้น ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากฝั่งขุนนางไทย โดยเฉพาะขุนพิชิตชยากรที่ตอบโต้อีกฝ่ายทันที

“ทางเราแจ้งต่อพวกท่านหลายครั้งแล้วว่าที่การตั้งโรงเรียนที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำไร่ไถนากันทั้งนั้นเด็กๆเองก็เป็นกำลังสำคัญของครอบครัวที่จะช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน คนที่จะเรียนนั้นมีอย่างจำกัด และที่สำคัญเด็กๆผู้ชายที่นี่ส่วนใหญ่แล้วมักจะบวชเรียนที่วัด เราไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงเรียนของคาทอลิกขึ้นแต่อย่างใด”

“แต่ถึงอย่างไรการได้เล่าเรียนจะทำให้เด็กมีวิชาความรู้ติดตัว และไม่สำคัญด้วยว่าจะต้องเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย และที่สำคัญเราตั้งใจที่จะสอนให้เด็กๆเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีและมีวิชาความรู้ไว้เลี้ยงตัวเองได้ เราไม่เห็นว่าการสร้างโรงเรียนจะไม่เกิดประโยชน์ได้อย่างไร”

มิสเตอร์โรแบร์โต้เถียงอย่างไม่ยอมแพ้ และเรื่องทำท่าว่าจะลุกลามบานปลาย เมื่อมีนายตำรวจสองคนวิ่งเข้ามารายงานหลวงสุรเดช และหลวงดำรง

“คุณหลวงขอรับ มีพวกผู้ร้ายจุดไฟเผาคลังเก็บไม้หมอนสร้างรางรถไฟขอรับ ตอนนี้ชาวบ้านกำลังช่วยกันดับไฟอยู่ คุณหลวงรีบไปดูเถิดขอรับ”

หลวงดำรงแจ้นออกไปตั้งแต่ได้ยินว่าเผาไม้หมอนแล้ว งานนี้เขาคงต้องเขียนรายงานเจ้ากรมรถไฟอ่วมแน่ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ หลวงสุรเดชกำลังจะขยับตามออกไป หากนึกขึ้นได้ว่าขวัญชีวียังอยู่ที่นี่ จึงหันมากำชับหญิงสาว

“ฉันจะไปดูเหตุทางด้านหลวงดำรง หล่อนกลับเรือนไปเสียก่อน ฉันจะให้พันทนายไปส่ง”

“คุณหลวงระวังตัวด้วยนะคะ”

หลวงสุรเดชพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องให้พาหญิงสาวกลับบ้านพัก ในขณะที่ตัวเองวิ่งตามหลวงดำรงไปอย่างเร่งร้อน

............................................................................................................................................

หลังจากที่พันทนายพายเรือมาส่งขวัญชีวีที่เรือนพักแล้ว หญิงสาวก็ได้แต่นั่งรอคุณหลวงที่ชานด้านนอกอย่างกระวนกระวาย หญิงสาวบอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แต่มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเตือนเธอว่า เธอไม่ควรปล่อยให้หลวงสุรเดชออกไปแบบนั้น

และในขณะที่เธอกำลังร้อนใจ จู่ๆขวัญชีวีก็รู้สึกตาพร่าคล้ายกับจะเป็นลม แต่พอหญิงสาวกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบพัดมากระพือให้อาการทุเลานั้น หญิงสาวก็พบว่าแขนทั้งสองข้างของเธอโปร่งใสคล้ายกับจะมองทะลุไปได้ และยังไม่ทันที่ขวัญชีวีจะตั้งสติกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เสียงดังโหวกเหวกก็แทรกขึ้นมา พร้อมๆกับร่างของนายตำรวจสองคนกำลังแบกหลวงสุรเดชที่เลือดท่วมขึ้นเรือนมา!

“คุณหลวงเป็นอะไร ไปโดนอะไรมา”

ขวัญชีวีถามละล่ำละลักพลางจัดที่ทางให้นายตำรวจทั้งสองวางร่างสะบักสบอมของหลวงสุรเดชลง

“คุณหลวงโดนผู้ร้ายยิงเอาขณะที่กำลังไล่ตามจับขอรับ หลวงดำรงเจ็บเล็กน้อย แต่หลวงเดชโดนยิงที่หัวไหล่ขวาขอรับ กระผมให้คนไปตามหมอมาแล้ว อีกครู่คงจะมาถึง”

นายตำรวจเอ่ยยังไม่ทันขาดคำดี ชายวัยห้าสิบเศษก็ถือล่วมยาเดินขึ้นเรือนมา ขวัญชีวีรีบถอยห่างให้ผู้เป็นหมอรักษาได้สะดวก แต่แขนทั้งสองของเธอดูเหมือนจะยังคงโปร่งแสงได้อยู่ และอาการประหลาดนี้ก็เหมือนกับว่าเธอจะเห็นเพียงแค่คนเดียว เพราะคนอื่นๆไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่ว่านี้เลยสักคน

“ให้คนไปต้มน้ำร้อนมาที ข้าจะผ่าเอากระสุนออก หล่อนไปเตรียมผ้าสะอาดมาไว้เยอะๆด้วย”

ชายสูงวัยหันมาบอกขวัญชีวีที่ยังยืนรีรออยู่อย่างทำอะไรไม่ถูก หญิงสาวแม้จะยังตกใจหากพยายามตั้งสติและรีบทำตามที่หมอชราบอก ทั้งขวัญชีวีและบ่าวไพร่ในเรือนวิ่งวุ่นกันทั้งคืน จนกระทั่งเช้าคุณหลวงจึงค่อยรู้สึกตัวขึ้น หากยังอ่อนเพลียอยู่จึงหลับไปอีกครั้ง

ขวัญชีวีเดินมาส่งนายแพทย์ชราผู้รักษาหลวงสุรเดชเอาไว้ถึงหน้าเรือน หญิงสาวยกมือไหว้นอบน้อมในขณะที่นางขาวไปเตรียมเงินส่งให้ลูกมือของคุณหมอด้านหลัง

“อิฉันขอบพระคุณคุณหมอมากนะเจ้าคะที่ช่วยรักษาคุณหลวง”

“ไม่เป็นไร ช่วงนี้อย่าให้แผลโดนน้ำ ระวังเรื่องจับไข้ด้วย แล้วก็อย่าให้กินของแสลง ไม่เช่นนั้นแผลจะไม่ทุเลา เดี๋ยวเย็นนี้ข้าไปหาซื้อยาในเมืองก่อน แล้วจะเอามาให้และจะแวะมาดูแผลอีกครั้ง”

ขวัญชีวียกมือไหว้คุณหมอตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะให้พี่ขาวเดินไปส่งชายสูงวัยที่ท่าน้ำ เมื่อลับตาผู้คนแล้ว หญิงสาวก็ยกมือทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นมาดูแล้วก็ต้องประหลาดใจ แขนของเธอกลับมาเป็นปรกติแล้ว ทั้งๆที่เมื่อคืนยังโปร่งใสราวกับจะหายไป....

“หายไปอย่างนั้นเหรอ....หรือว่าฉันกำลังจะหายไปอย่างนั้นเหรอ”

 

ขวัญชีวีมองแขนตัวเองราวกับเป็นของประหลาด คำถามนี้เธอไม่สามารถตอบตัวเองได้ เพราะคำตอบที่ได้รับในใจนั้นกลับกลายเป็นคำถามอีกข้อหนึ่งขึ้นมาแทน ...ถ้าหากในวันนี้เธอเลือกได้ เธอยังอยากจะหายไปหรืออยากจะอยู่ที่นี่ต่อกันแน่.....   

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น