น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 13-1 : เบาะแสเดียวที่ต้องตามหา

ชื่อตอน : ตอนที่ 13-1 : เบาะแสเดียวที่ต้องตามหา

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2559 00:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13-1 : เบาะแสเดียวที่ต้องตามหา
แบบอักษร

ตลอดทางขากลับบ้านนั้นวรรณสิรินั่งครุ่นคิดเรื่องที่ขวัญชีวีบอกอย่างตั้งใจ ...ประเด็นที่ว่าให้คิดถึงอะไรก็ได้ที่จะเป็นเบาะแสถึงคุณเทียดผู้ชาย เท่าที่เธอเคยเห็นรูปภาพสีน้ำมันของตระกูลหาญวานิชในห้องทำงานของคุณพ่อของเธอ วรรณสิริคิดว่าเธอจำหน้าท่านทวดหาญกับท่านทวดมิ่งได้ ส่วนหนึ่งนั้นด้วยท่านทวดมิ่งหน้าตาคล้ายชมมะนาดและคล้ายกับเธอประเด็นนี้ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ต่อการสืบเท่าไหร่จึงตัดออกไป แต่ประเด็นสำคัญคือ ท่านทวดหาญนั้น ...เธอคิดว่าหน้าคุ้นๆ ...

“ก่อนกลับบ้านเจ้าอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างหรือไม่เจ้าชมมะนาด อุตส่าห์ได้ออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกทั้งที”

เสียงหลวงไกรฤทธิ์ฝ่าความคิดเธอเข้ามา ทำให้วรรณสิริต้องเงยหน้าขึ้นมาคุยกับผู้เป็นพี่ชาย

“ก็อยากไปอยู่นะเจ้าคะ แต่ไม่ทราบว่าจะไปที่ไหนดี น้องจำอะไรไม่ได้เลย เหมือนไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน”

“ถ้าอย่างนั้นลองไปเที่ยวที่ตลาดดีหรือไม่”

“ก็ดีเจ้าค่ะ แต่น้องเบื่อนั่งเรือแล้ว ที่พิษณุโลกนี่มีการเดินทางแบบอื่นบ้างหรือไม่เจ้าคะ”

วรรณสิริแกล้งถามหน้าตาย ...ก็ถ้าเธอจะเริ่มต้นกิจการขนส่งแล้วละก็เรื่องเส้นทางและการเดินทางย่อมเป็นหัวใจสำคัญ

“มี...ก็รถไฟอย่างไรเล่าแต่ยังสร้างไม่เสร็จ เห็นหลวงดำรงขึ้นมาที่พิษณุโลกแล้ว อีกไม่นานคงสร้างทางรถไฟให้มาถึงที่นี่ นอกจากนี้ก็มีโดยสารม้าบ้าง เกวียนบ้าง แต่ทางเรือจะมากที่สุด เจ้าอยากลองนั่งรถม้าหรือ”

“เจ้าค่ะ ...อยากลองไปทางบกดูบ้าง ล่องเรือมากๆเดี๋ยวคุณแม่กลัวเรือล่มแล้วจะพาลไม่ได้ออกมาเที่ยวอีกเจ้าค่ะ”

“เจ้าเล่ห์แบบนี้ ระวังคุณแม่รู้ทันแล้วจะไม่อนุญาต”

“น้องมีพี่ไกรอยู่จะกลัวอันใดอีกเล่าเจ้าคะ”

วรรณสิริใช้ลูกไม้ประจบประแจงจนพี่ชายที่แสนดีหน้าบานเป็นจานเชิง และแน่นอนว่าประโยคถัดมาของหลวงไกรฤทธิ์คือ การรับปากในการเที่ยวครั้งต่อไป

“ถ้าหากพี่ไม่ยุ่งก็จะพอเจ้าตระเวนเที่ยวได้ดอก แต่ช่วงนี้งานล้นมือนักไหนจะเรื่องตั้งโรงเรียน เรื่องคดีความ ยังดีที่หลวงสุรเดชมาช่วยดูแลคณะคาทอลิกและมิชชันนารี ไม่อย่างนั้นพี่คงไม่ได้ว่างพาเจ้าเที่ยวเล่นเช่นวันนี้”

“ทำไมพี่ไกรถึงงานมากนักเจ้าคะ ทำงานสังกัดไหนหรือ”

“พี่ทำอยู่ที่อำเภอ ที่นั่นงานทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องกัน อย่างเช่นหากตำรวจจับผู้ร้ายได้ ก็ต้องส่งตัวมาให้งานไต่สวนความสืบคดีที่อำเภอ หรืออย่างถ้าคณะมิชชันนารีจะตั้งโรงเรียนสร้างวัด หรือจะทำอันใดทุกอย่างก็ต้องมาทำที่อำเภอกันแทบทั้งสิ้น ตอนนี้งานมากแม้จะมีคนช่วยหากปั่นป่วนนัก โดยเฉพาะเรื่องโรงเรียน แบ่งกันเป็นสองฝ่าย ต่างยุ่งยากใจ”

“ทำไมถึงต้องยุ่งยากด้วยเล่าเจ้าคะ มีโรงเรียนให้เด็กๆได้เรียนหนังสือล้วนเป็นสิ่งดี เหตุไฉนจึงไม่สร้าง”

“ก็เป็นโรงเรียนสอนศาสนาอย่างไรเล่า จึงยุ่งยากอยู่”

“ทีคนไทยยังให้พระสอนหนังสือได้เลยนี่เจ้าคะ นี่บาทหลวงก็คงสอนหนังสือได้เช่นกัน ถ้าทำข้อตกลงกันดีๆ อธิบายให้ชาวบ้านได้เข้าใจ น้องว่าถึงอย่างไรพวกเราคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาคงไม่เข้ารีตกันหมดดอกค่ะ”

หลวงไกรฤทธิ์ถึงขั้นตบเข่าฉาด ....พลางยิ้มแย้มชมเชยน้องสาวของตนอย่างภูมิใจ

“ใครว่าน้องสาวพี่สติวิปลาสกัน ออกจะสมองเพชรถึงขนาดนี้ เอาเถิดพี่จะลองทำอย่างที่เจ้าว่า การได้เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านน่าจะดีที่สุดนั่นแล”

วรรณสิริพยักหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ อย่างน้อยการที่เธอได้ออกไอเดียใช้ความคิดอะไรใหม่ๆบ้างคงจะพอแก้เบื่อในยุคนี้ได้ไม่น้อย อันที่จริง หากเธอได้ลองทำกิจการของตัวเองดูสักอย่างตามที่ขวัญชีวีแนะนำคงจะดี การได้ติดต่อกับผู้อื่น อาจจะช่วยให้เธอเข้าถึงเบาะแสของการตามหาคุณเทียดผู้ชายอีกแรง ...

“เอาละถึงแล้ว แวะตลาดเสียหน่อย จะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง”

ในขณะที่พูดหลวงไกรฤทธิ์ก็ทำท่าทีมีพิรุธอย่างน่าสงสัย ชายหนุ่มเดินลัดเลาะผ่านร้านรวงต่างๆอย่างรวดเร็ว  จนกระทั่งเดินผ่านร้านขายผ้าแห่งหนึ่งจู่ๆคุณหลวงพี่ชายก็หยุดเดินกระทันหันจนวรรณสิริเบรกแทบไม่ทัน

“พี่ไกร ไม่เจอกันเสียนานเลยนะเจ้าคะ” เสียงหวานใสทักทายมาก่อน จนวรรณสิริต้องหันไปมองที่มาของเสียง เจ้าของน้ำเสียงหวานใสนั้นมีรูปร่างแบบบาง ใบหน้านวลออกกลมเล็กน้อยหากดูจิ้มลิ้มรับกับริมฝีปากนิดจมูกหน่อยราวกับตุ๊กตาของเจ้าหล่อน

หลวงไกรฤทธิ์ยกมือรับไหว้หญิงสาวพลางเอ่ยตอบรับเสียงทักทายนั้นอย่างแผ่วเบา “แม่เดือน....”

 “ชมมะนาดก็มาด้วยนี่เอง ดีจริงที่ได้เจอกันที่นี่ นายแม่บ่นถึงอยู่ทีเดียวว่าอยากเจอ วันพรุ่งอิฉันกับนายแม่ว่าจะเข้าไปกราบท่านเจ้าคุณและคุณหญิงป้าที่เรือนอยู่ทีเดียวเจ้าค่ะ”

วรรณสิริได้แต่ยิ้มตอบแม่สาวเสียงหวานหน้ามนตรงหน้า...พลางจับตาดูท่าทีเพื่อจะได้ไม่ปล่อยไก่ แม่ตุ๊กตานี่คงเป็นคนรู้จักของครอบครัวเธอถึงได้ทักทายเผื่อแผ่ไปถึงที่บ้านด้วย และคงจะสนิทสนมเป็นอันดีกับคุณพี่ไกร อันนี้วรรณสิริเดาจากท่าทีของชายหนุ่มที่ยืนเขินจนทื่อเป็นท่อนไม้ ซึ่งวรรณสิริได้แต่กลอกตาใส่ลับหลัง ใบ้กินขนาดนี้...แอบหลงรักสาวเจ้าแหงๆ

“นายแม่ขึ้นมาจากนครสวรรค์นานแล้วหรือ” หลวงไกรฤทธิ์ยังคงถามแบบถนอมคำ แต่แม่เดือนก็ดูจะเต็มใจตอบ

“เจ้าค่ะ เห็นว่าจะมาดูที่ทางที่พิษณุโลก เผื่อขยายกิจการโรงสีมาตั้งที่นี่ แต่อันที่จริงแล้วคงอยากขึ้นมาดูว่าที่ลูกสะใภ้เสียมากกว่าเจ้าค่ะ เห็นจดหมายไปเล่าว่าถูกใจสาวที่เมืองพิษณุโลกนี่ จนแทบจะเพ้อคลั่ง”

แม่เดือนเผาหลวงดำรงผู้เป็นพี่ชายอย่างขบขัน หารู้ไม่ว่าตอนนี้คนที่จะเพ้อคลั่งแทนนั้นคือคุณหลวงหนุ่มตรงหน้า ...ใบหน้าจิ้มลิ้มตอนนี้อิ่มเอมไปด้วยความสุขยามพูดถึงครอบครัว  หลวงไกรฤทธิ์อดยิ้มตอบแม่เดือนไปด้วยไม่ได้...ยามหล่อนที่ยิ้มแย้มช่างจำนรรจาน่ารักยิ่งนัก ...

“พี่ไม่ยักรู้ว่ามันไปถูกใจสาวที่ไหนเข้า แต่เอาเถิดหากพี่เจอตัวคงจะจับตัวมาถามไถ่เสียที”

ระหว่างที่รอสองหนุ่มสาวเจรจาพาทีกัน วรรณสิริก็เลี่ยงไปเดินดูผ้าที่วางเรียงรายให้เลือกชม เท่าที่หญิงสาวเห็นในร้านรวงตลาดนี้ ร้านขายผ้าแห่งนี้ดูจะเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุด ดูจากคนที่เข้ามาเลือกล้วนแต่แต่งกายงดงาม และมีผู้แวะเวียนมาไม่ได้ขาด บางทีเธอควรจะผูกมิตรไว้กับร้านค้าใหญ่เพื่อสอบถามตามหาตัวคุณเทียดได้ง่ายขึ้น

“จะว่าไปที่ร้านผ้าแห่งนี้มีลูกค้ามากหน้าหลายตา เคยมีลูกค้าที่มาจากตระกูลที่ชื่อหาญวานิชหรือไม่”

วรรณสิริเอ่ยถามขึ้นหลังจากเดินชมรอบร้านแล้ว แม่เดือนหันมามองสหายตั้งแต่เด็กอย่างแปลกใจ

“ลูกค้าชื่อหาญวานิชหรือ ไม่คุ้นเลย แต่ที่พิษณุโลกนี้ไม่มีใครชื่อนี้ดอก”

“ขุนน้ำขุนนางไม่มีใครชื่อคล้ายๆนี้เลยหรือ”

วรรณสิริยังไม่ยอมเลิกล้ม หากแม่เดือนยังยืนยันหนักแน่น

“ไม่มีแน่นอน เพราะถ้าหากเป็นชื่อที่คล้ายๆกันนี้ คงจะมีแต่ท่านตาที่ได้บรรดาศักดิ์ เป็นพระยาฤทธิ์รงค์วานิช เท่านั้น หรือที่ทางบ้านเจ้าเรียกท่านปู่น้อยอย่างไรเล่า”

แม่เดือนยังคงมองมาอย่างคลางแคลงใจ ชมมะนาดในวันนี้ดูแปลกๆอย่างไรชอบกล หากยังเห็นแก่ที่สนิทสนมกันมาจึงได้แต่เก็บเงียบไว้ หลวงไกรฤทธิ์เห็นว่าวงสนทนาชักไม่ราบรื่นจึงตัดใจยอมถอย  

“ถ้าอย่างนั้นฝากเรียนนายแม่ด้วยว่า หากเข้าไปที่เรือนวันใดจะเตรียมข้าวแช่ไว้คอย วันนี้ฉันต้องขอตัวก่อนสักครู่ บ่ายมากแล้วคงเถลไถลต่อไม่ได้”

วรรณสิริจึงได้แต่รับลูกของพี่ชายทำเนียนลากลับบ้านทั้งๆที่เพิ่งเดินเที่ยวตลาดได้ไม่กี่ร้าน...ช่วยไม่ได้ เธอยังต้องการเวลาตั้งสติ ตอนนี้โจทย์ชีวิตของเธอยากมากเกินกว่าจะใช้สัญชาตญาณในการดำเนินชีวิตได้ ...เธอต้องหาทางตามหาคุณเทียดให้พบ แต่ในยุคนี้กุลสตรีจะออกจากบ้านแต่ละทียากอย่างกับนักเรียนประจำ นี่ถ้าขวัญชีวียอมมาอยู่กับเธอจะได้แท็คทีมกันออกตระเวนได้ ...แต่อยู่กันคนละบ้านแบบนี้ แถมสมัยนี้ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือเลยแล้วจะแอบติดต่อกันได้ยังไง ...คิดแล้วก็ยิ่งโมโห ... ยัยขวัญชีวีจอมดื้อด้าน แล้วทีนี้ใครจะช่วยฉัน!

...........................................................................................................................................

วรรณสิริต้องพิสูจน์ตัวเองนานนับเดือน กว่าที่ทางบ้านจะยอมปล่อยให้เธอออกมาเผชิญโลกภายนอกอีกครั้ง ตอนนี้หญิงสาวพอจะเข้าใจหัวอกคนอยู่โรงพยาบาลบ้าอยู่รำไร ...เพราะแม่ชมมะนาดคนใหม่นี้ดูจะเป็นที่ห่วงใยของบิดามารดาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคุณหญิงเพ็ญที่กลัวฝังใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางเรือ ...แล้วบ้านเธออยู่ริมน้ำ ถ้าไม่ให้สัญจรทางเรือเพราะกลัวเรือล่ม เธอคงไม่ได้ออกจากบ้านกันพอดี

“คุณแม่เจ้าคะ ลูกอยากออกไปพูดคุยกับเพื่อนบ้าง หรือไปเที่ยวตลาดบ้าง นี่นานเป็นเดือนแล้วนะเจ้าคะที่ลูกอยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลย”

วรรณสิริใช้ไม้อ้อนประจบมารดา หากคุณหญิงเพ็ญกลับเพิกเฉย จนหญิงสาวท้อแท้ไปเอง ก่อนจะเดินลงไปเตะฝุ่นเล่นที่สวนดอกไม้ด้านล่าง

วรรณสิริเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยอย่างแสนเบื่อหน่าย นี่ถ้าเธอได้ออกไปที่ตลาดพบเจอผู้คนบ้างคงจะดีไม่น้อย อย่างน้อยเธอก็จะได้ตามหาคนที่หน้าคล้ายบรรพบุรุษเธอบ้าง

“คนหน้าคล้าย...คนหน้าคล้าย โอ๊ย...เพิ่งได้เจอผู้คนไม่เท่าไหร่จะรู้ได้อย่างไรกัน”

วรรณสิริหยิบกิ่งไม้ในมือขว้างไปส่งๆ หากสักพักก็มีเสียงโอดโอยดังออกมา

“โอ้ย...ใครปาอะไรใส่หัวข้าวะ”

คนพูดลุกขึ้นอย่างมีน้ำโห หากเมื่อหันมาเห็นคนขว้างก็หุบปากได้ทันควัน ...วรรณสิริมองชายร่างสูงตรงหน้าอย่างตกใจ ...ไอ้หมาบ้านี่!

“นายมาอยู่นี่ได้ยังไง เป็นบ่าวบ้านท่านปู่น้อยไม่ใช่หรือ”

หลวงดำรงคลำหัวป้อยๆ ก่อนจะแถไปเรื่อยตามน้ำ ...นี่หล่อนยังแกล้งจำเขาไม่ได้อยู่อีกหรือ หรือว่าพอโตแล้วเขาหล่อขึ้นผิดหูผิดตาจนหล่อนจำไม่ได้ แต่ทีตัวเขาเองยังจำหล่อนได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ...แม้ว่าโตแล้วเจ้าหล่อนจะสวยผุดผาดถึงขนาดเขาเก็บไปนอนฝันอยู่หลายวันก็ตาม

“กระผมมากับเจ้านายขอรับ วันนี้ท่านเจ้าคุณศักดิเดชและหลวงไกรนัดให้มาปรึกษาราชการกันที่นี่”

หลวงดำรงยังแกล้งสวมบทบ่าวผู้ต่ำต้อยตามน้ำหญิงสาวตรงหน้าไปเรื่อย พลางแอบมองผิวนวลสวยที่พ้นสไบมาอย่างครึ้มใจ...เจอกันวันนี้คงได้เก็บไปเพ้ออีกหลายวันแน่

“แต่พวกเขากลับกันไปหมดแล้วนี่ แล้วนายเป็นบ่าวประสาอะไรถึงลืมเจ้านาย”

“อ้าวกลับกันหมดแล้วดอกหรือขอรับ โธ่...แล้วกระผมจะกลับอย่างไร เรือพายก็ไม่มีเสียด้วย”

หลวงดำรงแสร้งทำเป็นเศร้าโศก ก่อนจะมาเหนือเมฆด้วยการหันไปฉุดมือหญิงสาวลากเดินไปด้วยกัน

“ไป ...ไปช่วยกระผมหาเรือกลับดีกว่าขอรับ กระผมจำได้ว่าบ้านท่านเจ้าคุณมีคลองเล็กตัดผ่านหลังเรือน คุณหนูไปยืมเรือมาให้กระผมกลับบ้านหน่อยเถิด”

“ปล่อยฉันนะไอ้บ้านี่ ...นี่นายกล้าดียังไงมาจับมือถือแขนฉัน ปล่อยนะ!

วรรณสิริสะบัดแขนอย่างแรง ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มปล่อยมือ มือหญิงสาวที่ยังสะบัดอยู่เลยตวัดไปโดนหน้าผากของตัวเองจนเจ้าตัวร้องลั่น

“โอ้ย...”

“เป็นอะไร ...เจ้าโดนอะไรเข้า ไหนให้พี่ดูหน่อยเถิด” หลวงดำรงถลาเข้ามาดูอย่างตกใจจนเผลอลืมตัวพูดกับหญิงสาวเหมือนเดิมอย่างที่เคยพูดตั้งแต่เล็ก หากวรรณสิริที่ยังเจ็บอยู่ไม่ได้สังเกตที่จะฟัง พลางปัดมือชายหนุ่มที่จับประคองใบหน้าของตนอยู่

“อย่ามาแตะตัวฉันนะ... ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว”

“จะดื้อทำไมกัน ตัวเองเจ็บแท้ๆ อยู่นิ่งๆ..”

คำหลังหลวงดำรงดุเอาด้วยสายตาเอาจริง ทำเอาวรรณสิริชะงัก หมอนี่เห็นตาใสๆ แต่พอดุแล้วตาเข้มขึ้นอย่างกับนิลทีเดียว เมื่ออยู่ภายใต้คิวพาดเฉียงนั้นดูน่าเกรงขามไม่น้อย

หลวงดำรงนวดคลึงตรงหน้าผากมนของหญิงสาวด้วยนิ้วหัวแม่มือเบาๆ ครั้นวรรณสิริเห็นว่าใบหน้าของชายหนุ่มชักจะใกล้ชิดกันมากไปจึงออกแรงผลักตัวชายหนุ่มออก ก่อนจะหันไปแว้ดใส่อย่างหงุดหงิด

“พอแล้ว.....ถอยออกไปเดี๋ยวนี้นะ.... นายมันบ้าจริงๆ ไปให้ไกลๆเลยไป!

วรรณสิริไล่ชายหนุ่ม หากตัวเองกลับหันหลังวิ่งออกไปเอง ... หลวงดำรงเห็นหญิงสาววิ่งไปอย่างไวก็ส่ายหัวอย่างระอาใจ ...ก่อนจะตะโกนไล่หลังไปอย่างอารมณ์ดี

“ขอรับ กระผมจะวิ่งไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”   

 ..........................................................................................................................................

วรรณสิริ วิ่งพรวดพราดจะขึ้นเรือนไปไม่ทันได้มองจึงหวิดจะชนกับผู้ที่เดินลงมา ยังดีที่ร่างสูงใหญ่นั้นคว้าแขนเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะสะดุดขั้นบันได ดวงหน้าเข้มคมและดวงตาที่ดุดันจ้องเธออย่างกังวล พลางถามอย่างสุภาพหากห่างเหินอย่างชัดเจน

“เจ็บตรงไหนหรือไม่”

“เปล่าค่ะ...เอ่อ ไม่เจ้าค่ะ”

วรรณสิริตอบพลางชักแขนออกจากการเกาะกุม ถึงแม้จะเคยเจอะเจอกันแล้ว แต่เธอไม่ค่อยจะสนิทใจที่จะพูดคุยกับหลวงสุรเดชสักเท่าไหร่นัก บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะเธอไม่ชอบคนที่เคร่งเครียดมากเกินไป หรือเป็นเพราะสายตาของหลวงสุรเดชดูจับผิดมากจนเกินไปกันแน่...แต่ที่แน่ๆเอาเป็นว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าหมอนี่

จบคำถาม-ตอบคนละประโยค ต่างฝ่ายต่างยืนเงียบจนบรรยากาศอึดอัด ยังดีที่หลวงไกรฤทธิ์เดินตามมาส่งผู้เป็นเพื่อนจึงเอ่ยทำลายสภาพอึมครึมนั้นเสีย

“อ้าว ยังไม่กลับอีกหรือไอ้เดช ไหนว่าจะรีบกลับเรือนอย่างไรเล่า”

“กำลังจะไปลงเรือ แต่พบเจ้าชมมะนาดเสียก่อน งั้นข้าลาเลยแล้วกัน”

หลวงสุรเดชเอ่ยตัดบทลาเอาง่ายๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปที่ท่าน้ำ วรรณสิริมองตามคนตัวโตไปพลางนึกถึงขวัญชีวี พวกเธอไม่ได้พบกันนานแล้ว ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะเจอเบาะแสคุณเทียดเธอหรือยัง

เอ๊ะ...คุณเทียด พ่อคุณทวดหาญกับคุณทวดมิ่ง ....ภาพวาดบรรพบุรุษของเธอเท่าที่จำได้ หน้าคล้ายๆคนที่เดินจากไปเมื่อครู่

“หลวงสุรเดช...หลวงสุรเดช ใช่แล้ว! .โอ้ย...ไม่นะ ทำไมต้องเป็นคนนี้ด้วย”

วรรณสิริหลุดปากออกมาอย่างตกใจ เธอว่าแล้วเชียวว่าท่านทวดหาญเหมือนใคร ...มานั่งนึกๆดูแล้ว เค้าหน้าของท่านทวดละม้ายไปทางคุณหลวงสุรเดชเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะดวงตาที่แสนจะดุนั่น!

“หลวงสุรเดชทำไมหรือ?” หลวงไกรฤทธิ์เอ่ยถามน้องสาวของตนอย่างประหลาดใจ ชมมะนาดดูจะตกใจมากจริงๆเมื่อพูดถึงเพื่อนรักของเขา

“หลวงสุรเดชแต่งงานหรือยังเจ้าคะ ...เอ่อ ออกเรือนน่ะค่ะ”

“ยัง.....เจ้าถามทำไมหรือ”

“คือ น้องแค่อยากรู้เฉยๆเจ้าค่ะ ไม่สิ น้องเป็นห่วงแม่ขวัญ เกรงว่าจะถูกหลวงสุรเดชหลอกให้กินน้ำใต้ศอกเขา”

วรรณสิริเอาชื่อขวัญชีวีมาอ้างเพื่อแถไม่ให้พี่ชายจับได้ ซึ่งดูเหมือนหลวงไกรฤทธิ์ก็ดูจะพอใจกับคำตอบนั้น จึงอธิบายเพิ่มเติม

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป พี่เกรงว่าเจ้าจะนึกชอบพอกับเจ้าเดชมัน เพราะถึงแม้ว่าเจ้าเดชจะยังไม่ออกเรือน แต่เห็นทางคุณหญิงแม่ก็ทาบทามแม่เดือน น้องสาวของเจ้าดำรงไว้แล้ว...ถ้าหากเจ้าอยากตอบแทนแม่ขวัญ ก็จงเตือนให้ออกห่างจากหลวงเดชเสีย..มิเช่นนั้นจะน้ำตาตกใน”

หลวงไกรฤทธิ์พูดไปหางเสียงก็แผ่วเบาไปอย่างคนมีปม ...แต่ที่แน่ๆผู้เป็นพี่ชายคงคิดไม่ถึงว่า คนที่น้ำตาตกในจะเป็นเธอเอง...วรรณสิริไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับคุณเทียดที่เธอเพียรตามหากัน ....เธอไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นคนใกล้ตัวชนิดที่อยู่ปลายจมูกเช่นนี้

วรรณสิริ ท้อแท้กับความจริงที่ตัวเองเพิ่งรู้ ผู้ชายตาดุคนนั้น กำลังจะมาเป็นว่าที่สามีของเธอ...นี่คือเธอต้องไปตบตีแย่งชิงเขามาใช่มั้ย? ...ขอฟ้าเบื้องบนโปรดให้อภัย...หนูต้องทำเพื่อครอบครัวจริงๆค่ะ

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}