น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 12 : ต้นสายปลายเหตุ

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 : ต้นสายปลายเหตุ

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 23:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 : ต้นสายปลายเหตุ
แบบอักษร

 

ขวัญชีวีอ้าปากค้างกับคำยืนยันของคุณหนูชมมะนาด ...เธอคือ วรรณสิริ หาญวานิช จริงๆ แล้วทำไมถึงหลงยุคมาแบบเธอได้กัน

“คุณวรรณสิริ คุณมาที่นี่ได้ยังไงกันคะ”

“ฉันต่างหากที่ควรถามเธอ เพราะฉันตื่นขึ้นมาอีกที ก็เห็นหน้าเธอกำลังเขย่าตัวเรียกฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย”

“ไม่ใช่ คือ จู่ๆคุณก็วูบมาที่นี่เลยหรือคะ มีเหตุอะไรเกิดขึ้นที่บริษัทหรือเปล่า ...หรือว่า อย่าบอกนะคะว่าคุณวรรณตายแล้ว!”

“จะบ้าเหรอ ....ฉันยังไม่ตายย่ะ ฉันจำได้แค่ว่า ฉันกำลังเดินตามหาเธออยู่ แต่พอฉันเข้ามาในห้องทำงานของคุณพ่อ ฉันก็วูบไปเลย ตื่นมาอีกทีก็ตอนเธอเรียกนี่แหละ”

ขวัญชีวีมองสำรวจหญิงสาวผู้มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างละเอียด วรรณสิริในคราบของชมมะนาดนั้นแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันก็ว่าได้ หน้าตาปากคอคิ้วคาง ทุกอย่างคือวรรณสิริไม่ผิดเพี้ยน เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเกินไปหน่อยกระมัง ก็ดูอย่างตัวเธอสิ จากสาวสวยรวยเสน่ห์ ยังหลุดมาเป็นนางซินลูกทาสเลย

“ฉันคุ้นหน้าคุณน่ะค่ะ ตอนนั้นที่ไปช่วยคุณไว้ก็ยังจำไม่ค่อยได้ พอได้เห็นหน้าชัดๆอีกทีเลยมั่นใจ เพราะหน้าคุณชมมะนาดเหมือนคุณวรรณมาก หรือว่าคุณชมมะนาดจะเป็นต้นตระกูลของหาญวานิชคะ”

“น่าจะใช่นะ เพราะคล้ายๆเคยได้ยินว่า เรื่องเล่าที่คนในตระกูลบอกต่อๆกันมาก็คือ ท่านเทียดหญิงเป็นคนเก่งมากและเป็นคนสำคัญที่ช่วยให้หาญวานิชขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยเลยล่ะ แต่เดี๋ยวนะ เธอมาถามเรื่องราวของต้นตระกูลฉันทำไม”

“ก็ดิฉันเห็นภาพนิมิตน่ะสิคะ ฉันถูกดึงย้อนกลับมาที่นี่ เพราะโดนรูปบรรพบุรุษของตระกูลหาญวานิชตกลงมาทับ ฉันสังหรณ์ว่า ฉันจะได้กลับไปที่ปัจจุบันของเราก็ต้องเกี่ยวข้องกับหาญวานิชเนี่ยแหละค่ะ”

“แล้วจะทำยังไงล่ะ เธอรู้มั้ย ฉันเองก็อยากกลับบ้านจะแย่อยู่แล้ว คิดถึงคุณพ่อ คิดถึงบ้าน เธอรู้มั้ยฉันจะเป็นบ้าตอนที่ต้องทำเป็นกุลสตรีพับเพียบเรียบร้อย โอย แล้วยัยคุณหนูชมมะนาดนี่ก็อ่อนแอบอบบางเดินนิดวิ่งหน่อยก็จะตายให้ได้วันละหลายหน คนบ้าอะไรก็ไม่รู้”

วรรณสิริระบายให้อีกฝ่ายฟังอย่างอัดอั้น ในขณะที่ขวัญชีวีนิ่งงันไป .... อาจจะเป็นเรื่องนี้ก็ได้ ที่ทำให้เธอต้องกลับมาที่นี่ ...ชมมะนาดประสบอุบัติเหตุเรือล่มจนเกือบตาย ...ในวันนั้น ถ้าไม่ได้เธอ ชมมะนาดคงตายไปแล้ว และอนาคตของตระกูลหาญวานิชอาจจะผิดเพี้ยนไปจากเดิม ...หรืออาจจะไม่มีเลย!

“คุณวรรณคะ ฉันว่าฉันพอจะรู้แล้วนะคะ ว่าพวกเราย้อนกลับมาที่นี่ทำไม คุณวรรณย้อนกลับมาเพื่อให้คุณชมมะนาดยังมีชีวิตอยู่ต่อไป และสร้างตระกูลหาญวานิชขึ้นมา เท่าที่ฉันรู้ตอนนี้ ฉันยังไม่เห็นใครที่เกี่ยวข้องกับตระกูลหาญวานิชเลยนอกจากคุณ เพราะฉะนั้น คุณต้องเป็นคนแก้ไขปัญหานี้”

“อ้าว ไหงเธอโยนอุจจาระ เอ้ย.. ภาระให้ฉันแบบนี้ล่ะ เธอบอกอยู่นี่ว่าเธอเป็นคนเห็นภาพนิมิต เธอย้อนหลงยุคมาที่นี่ก่อนหน้าฉันอีก แล้วสรุปสุดท้าย ทำไมถึงเป็นฉันที่ต้องรับภาระทำหน้าที่พวกนี้ล่ะ”

“ก็มันต้นตระกูลของคุณมั้ยคะ ฉันเองยังงงเลยว่าตัวเองถูกดึงให้กลับมาที่นี่ทำไม”

วรรณสิริ ร้องหึ...ออกมาอย่างเหลืออด ยัยนี่ยังปากร้ายและดื้อด้านตั้งแต่อดีตยันปัจจุบันยันอนาคต ทำมาเป็นปัดความรับผิดชอบทั้งๆที่ตัวเองก็ขว้างงูไม่พ้นคอ... ก่อนหน้านี้ที่พ่อของเธอพาขวัญชีวีมาทำงานพร้อมตั้งตำแหน่งใหม่สร้างโปรไฟล์เริ่ดหรูให้อย่างโอเวอร์ในบริษัท HM Logistic เหมือนจะบอกให้รู้ว่ายัยนี่จะเข้ามามีบทบาทในบริษัทไม่แพ้เธอ นับแต่นั้นมาฐานะในบริษัทของวรรณสิริก็เหมือนจะถูกเขย่าอย่างท้าทาย แต่วรรณสิริก็ยังมองเมินได้ในฐานะคุณหนูผู้เหนือกว่า เพราะถึงอย่างไรเธอก็คือลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัท แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องมองขวัญชีวีใหม่ก็คือ คำคำเดียวที่พ่อบอกเธอต่อหน้ารูปของคุณทวดที่เป็นบรรพบุรุษตระกูล หาญวานิช

ขวัญชีวี เป็นหลานสายตรงคนเดียวที่เหลืออยู่ของคุณปู่ทวด แม้ว่าเธอจะไม่ได้ใช้นามสกุลหาญวานิชของเรา แต่เธอมีเลือดของหาญวานิชเข้มข้นที่สุด

แล้วพ่อก็เล่าสืบสายตระกูลขึ้นไปสามสี่ชั่วคน ซึ่งแน่นอนว่าขณะนั้นเธอไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่มาตอนนี้ชักตงิดใจนิดหน่อย ก็ไอ้ตอนสืบสายตระกูลขึ้นมา มันน่าจะใกล้เคียงกับช่วงที่พวกหล่อนหลงยุคมานี่แหละ

“ฉันว่าเธออาจจะลืมไปแล้วมั้ง ว่าเธอกับฉันน่ะเราเป็นเครือญาติกัน เอาเป็นว่า เลิกเถียงกันดีกว่าว่าใครจะใช่หาญวานิชหรือไม่ใช่ ปัญหาก็คือ ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนคุณทวดฉัน ใครเป็นคนที่ก่อตั้งตระกูล”

“คุณวรรณจำชื่อคุณทวดของคุณไม่ได้เหรอคะ”

“ไอ้จำน่ะมันจำได้ แต่ว่าท่านทวดมีสองคน ชื่อคุณทวดหาญ กับคุณทวดมิ่ง เป็นที่มาของ HM Logistic ไง”

“สองคนเลยเหรอคะ คนเดียวก็ตามหายากแล้วมั้ยคะ”

“ประเด็นที่ยากมันอยู่ตรงที่ ท่านทวดหาญกับท่านทวดมิ่ง ตอนนี้ยังไม่เกิด ถ้าตามประวัติที่ตระกูลฉันเล่ามาเป็นความจริงแล้วละก็ ....คุณหนูชมมะนาดนี่แหละคุณแม่ของท่านทวดทั้งสองละ”

ขวัญชีวีแทบจะเป็นลม แต่คนที่จะเป็นลมไปก่อนก็คือ วรรณสิริ ...ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก ...เธอจะต้องเป็นคน “สร้าง” ตระกูลหาญวานิชด้วยมือของตัวเอง!

“เอาล่ะ ถ้างั้นก็คงไม่ยากหรอกมั้งคะ ที่เหลือก็แค่ตามหาคุณพ่อของท่านทวดทั้งสอง แล้วคุณวรรณก็แต่งงานซะ จะได้จบ”

ขวัญชีวีว่าสรุปหลังจากที่เรียกสติคืนมาได้แล้ว หากวรรณสิริยังคงนั่งหน้าซีดอยู่เช่นเดิม ก่อนจะเอ่ยปากสารภาพเสียงละห้อย

“ฉันจำชื่อคุณพ่อของคุณทวดท่านไม่ได้ ...เท่าที่คุณพ่อเล่าให้ฉันฟัง ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเรื่องของท่านเทียดหญิง เพราะท่านเป็นหญิงเหล็กแห่งตระกูลหาญวานิช”

ยิ่งพูดวรรณสิริเสียงก็ยิ่งเศร้าสร้อย “หญิงเหล็กแห่งตระกูลหาญวานิช” ผู้หญิงที่เก่งถึงขนาดลูกหลานนำมาเล่าต่อบอกกล่าวรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงโหลนอย่างเธอในอีก 120 ปีต่อมา ...แล้วเธอจะต้องมารับหน้าที่นี้ ผู้หญิงที่ล้มเหลวแม้กระทั่งชีวิตคู่อย่างเธอ!

ขวัญชีวีออกจะเห็นใจหญิงสาวตรงหน้า แม้จะรู้ดีว่าวรรณสิริเป็นมือขวาของท่านประธานแห่ง HM Loistic แต่ชีวิตส่วนตัวเธอไม่ได้เริ่ดหรูอย่างที่ใครๆคิด ...วรรณสิริฟ้องหย่าสามีทั้งๆที่แต่งงานกันแค่ปีเดียว แล้วนี่กลับต้องย้อนอดีตมาเพื่อกลับมาสร้างชีวิตคู่ ให้กำเนิดทายาทแห่งตระกูลหาญวานิชที่จะต้องสืบสายวงศ์วานว่านเครือไปจนถึงอนาคตในยุคของเธอ งานนี้ทุกอย่างอยู่ในกำมือของวรรณสิริเพียงคนเดียว!

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ฉันจะช่วยคุณเอง อย่าลืมสิว่าตอนนี้ฉันทำงานเป็นลูกจ้างของนายตำรวจของโรงพักกองตระเวนเชียวนะคะ ฉันจะช่วยคุณสืบหาคุณพ่อของคุณทวดเองค่ะ ตอนนี้สิ่งที่คุณควรจะทำคือ พยายามนึกให้ได้มากที่สุดว่า ท่านเทียดผู้ชายมีลักษณะยังไง เป็นแบบไหนบ้าง ฉันว่าเราค่อยๆเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอตัวเองแหล่ะค่ะ”

ขวัญชีวีเอ่ยให้กำลังใจเพื่อนร่วมชะตากรรมเพียงคนเดียวอย่างเต็มที่ ตอนนี้ต่างคนต่างก็ได้ข้อสรุปว่า ควรระงับเรื่องราวบาดหมางแต่หนหลัง หรือจะว่าไปก็คือในอนาคตข้างหน้าอีกร้อยกว่าปีซะ ตอนนี้พวกเธอควรร่วมมือกันเพื่อหาทางรอดในยุคที่ทาสยังมีอยู่ในสยามประเทศ และหาทางกลับไปยังยุคปัจจุบันของพวกเธอ

“ฉันว่าฉันจะกลับไปตั้งสติก่อนดีกว่า เธออยากไปอยู่กับฉันที่บ้านโน้นมั้ย อย่างน้อยพวกเราก็เป็นเพื่อนกัน อ้อ....เคยเป็นญาติกันด้วย”

วรรณสิริเอ่ยปากชวน เพราะรู้ดีว่า ขวัญชีวีนั้นอยู่ร่วมเรือนที่นี่กับหลวงสุรเดชในฐานะที่ค่อนข้างคลุมเครือ  แต่ตัวเธอนั้นค่อนข้างจะอยู่ในฐานะที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับอีกฝ่ายที่ยังไม่รู้แม้กระทั่งหัวนอนปลายเท้า

“ไม่ล่ะค่ะ ดิฉันอยู่ที่นี่ได้ คุณวรรณไม่ต้องเป็นห่วง”

 “ฉันไม่ได้เป็นห่วง แต่แค่คิดว่าถ้าพวกเราแยกกันอยู่ เวลาเราจะทำงานปรึกษาหารือกันมันจะทำได้ไม่สะดวก แล้วอีกอย่าง ฉันสร้างบริษัทขึ้นมาคนเดียวไม่ได้หรอกนะ ...ถึงอย่างไรฉันก็ต้องพึ่งเธอคุณหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และการตลาด.”

“ฉันไม่ทิ้งคุณแน่ค่ะ แต่ที่ฉันยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ก็เพราะว่าอยู่ทางนี้จะสืบหาเรื่องราวได้ง่ายกว่า อย่าลืมนะคะว่าฉันอยู่กับตำรวจ แล้วที่สำคัญ ถึงแม้ว่าฉันจะอยู่ที่นี่ในฐานะอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อย ฉันก็ไม่ต้องไปเป็นทาสใคร แต่ถ้าไปอยู่กับคุณ ...ฉันก็ต้องไปในฐานะบ่าวรับใช้ สุดท้ายก็กลายเป็นทาสอยู่ดี ...ฉันขออนุญาตไม่รับความหวังดีจากคุณนะคะคุณวรรณ”

ขวัญชีวีกล่าวปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว แต่วรรณสิริก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี

“แต่ฉันอยากให้เธอมองอีกมุมนึงนะขวัญ ถ้าหากว่าพวกเราต้องติดอยู่ในอดีตที่นี่ไปตลอด การที่เธอจะไปอยู่กับฉันแม้จะแค่ในฐานะบ่าว แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะชุบเลี้ยงเธอแบบทาส และก็ไม่คิดจะจิกหัวใช้เพื่อนคนเดียวที่เหลืออยู่ที่นี่ของฉัน”

ดิฉันรู้ว่าคุณหวังดีต่อฉันด้วยใจจริง และการไปอยู่รับใช้คุณหนูชมมะนาดมันก็คงสบายกว่าที่นี่ แต่ดิฉันไม่อยากให้ศักดิ์ศรีที่ดิฉันมีเหลืออยู่เป็นสมบัติติดตัวดิฉันชิ้นสุดท้ายนี้ต้องถูกย่ำยี แม้ว่ามันจะเป็นเจตนาดีของคุณวรรณสิริก็ตาม...หวังว่าคุณคงเข้าใจนะคะ

ขวัญชีวีค้านเสียงเย็น อาการทระนงตัวด้วยรู้ถึงสายเลือดเดียวกับวรรณสิริ ถูกแสดงออกในยามที่เจ้าตัวถูกดูแคลน ...ถึงอย่างไรขวัญชีวีก็ยังนึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของครอบครัวเธออยู่ แม้ว่าเธอจะเคยเป็นลูกน้องของวรรณสิริ เป็นเครือญาติที่แตกแขนงออกมา ...แต่เธอจะไม่ยอมเป็นทาสใครให้เสียเกียรติถึงต้นตระกูลทั้งนั้น

แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ใช่ว่าศักดิ์ศรีเธอจะมีเหลือ แค่ข่าวว่าเธอเป็นเมียบ่าวของคุณหลวงเดชนี่เขาก็รู้กันทั่วพิษณุโลกแล้วมั้ง แล้วเท่าที่ฉันรู้มา อิตาคุณหลวงนี่ไม่โสดนะยะ คุณหญิงแม่ท่านเตรียมเมียแต่งไว้รอท่าที่พระนครโน่นแล้ว ถ้าหล่อนจะมามัวคว้าขอนไม้กลางทะเลแถวนี้ ขอบอกว่าเมียบ่าวเหมือนกันย่ะ

วรรณสิริสวนกลับเพราะหมั่นไส้อาการหยิ่งไม่เข้าท่าของขวัญชีวีล้วนๆ แม้จะรู้ว่าเป็นวาจาแบบพาลพาโลไร้ข้อเท็จจริงของเธอ แต่ประโยคเหล่านั้นกลับแทงใจดำขวัญชีวีอย่างจัง จนหญิงสาวหน้าเผือดไปชั่วครู่ ก่อนจะเชิดขึ้นอย่างทะนงตัวอย่างที่สุด

คนอย่างขวัญชีวี ยอมขึ้นคานดีกว่าเป็นไก่รองบ่อน ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนๆ

แล้วเธอจะเอายังไง บอกตรงๆนะ อีตาคุณหลวงไม่ปล่อยเธอไว้เป็นหัวหน้าแม่บ้านหรอก ดูตาก็รู้ ...ท่านอยากจะงาบหล่อนเต็มแก่แล้ว

ขวัญชีวีหน้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก็แหม เธอก็พอรู้อยู่ เลยพยายามหาทางหนีทีไล่อยู่นี่ไง

ดิฉันอยากจะไปหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่ในยุคนี้มันยาก...ยิ่งกว่าเสกคุณไสยเข้าท้องเสียอีก แต่ถ้าคุณวรรณจะออกหน้าทำบริษัทหรือกิจการอะไร ฉันก็พอจะเอาตัวรอดมาเป็นข้ออ้างไปทำงานกับคุณได้ จะว่าไปคุณวรรณลองใช้ฐานะคุณหนู รีดเงินเจ้าคุณศักดิเดชมาทำธุรกิจอะไรสักอย่างไม่ได้หรือคะ

วรรณสิรินิ่งคิดอย่างไตร่ตรอง หรือว่านี่อาจจะเป็นก้าวแรกของตระกูลของเธอ  ...ขวัญชีวีเห็นวรรณสิรินิ่งไปก็ไม่คัดค้าน ด้วยเข้าใจดีว่า ทางด้านเพื่อนเธอก็คงมีข้อจำกัดเช่นกัน แม้จะอยู่ในฐานะคุณหนูชมมะนาด ลูกสาวเจ้าคุณศักดิเดชก็ตาม และก่อนที่วรรณสิริจะตกปากรับคำอะไร สองคุณหลวงหนุ่มที่หายไปคุยกันเสียนาน ก็ให้นางพุดมาตามทั้งคู่ไปรับประทานของว่างด้วยกันที่เรือนแพริมแม่น้ำน่านด้านล่าง

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหลวงให้บ่าวมาตามไปรับของว่างที่เรือนแพด้านล่างเจ้าค่ะ”

วรรณสิริหันไปพยักหน้ากับบ่าวพี่เลี้ยง ก่อนจะหันมาพูดกับขวัญชีวีอย่างจริงจัง

 

“เรื่องกิจการที่ว่านี่ฉันจะกลับไปคิดดู เธอก็อย่าลืมสืบเรื่องของคุณเทียดด้วยล่ะ...หาหล่อๆหน่อยละกัน ..นั่นน่ะว่าที่สามีของฉันเลยนะยะ! 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น