น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 11 : คนบ้านเดียวกัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 : คนบ้านเดียวกัน

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 23:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 : คนบ้านเดียวกัน
แบบอักษร

 

แม้ว่าขวัญชีวีจะไม่ได้พบคุณหญิงเพ็ญอีกเลยนับจากกลับจากเรือนของเจ้าคุณศักดิเดชเมื่อวันที่ชมมะนาดฟื้น แต่ขวัญชีวีก็ยังคงคิดถึงมารดา เธอหลงมาที่นี่ได้นานนับเดือนแล้ว และยังไม่รู้ว่าต้องอยู่ในอดีตเช่นนี้จนตายหรือไม่ แต่หญิงสาวรู้ตัวดีว่าเธอควรจะจัดการเรื่องราวบางเรื่องเสียก่อน ถึงจะได้กลับไปยังที่ของเธอในยุค2016 ตอนนี้ปริศนาเดียวที่บอกใบ้ถึงการตามหาหน้าที่ที่ต้องกระทำของเธอก็คือ  ภาพนิมิตที่เธอเห็นที่วัดใหญ่ครั้งนั้น ภาพต้นตระกูลหาญวานิชที่หล่นมาทับเธอ หรือว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่เธอต้องตามหา?

 

เช้าตรู่วันนี้ หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ขวัญชีวีก็รีบลงไปที่ท่าน้ำเพื่อใส่บาตรเหมือนเช่นเคย เพียงแต่วันนี้คนที่นั่งรออยู่ที่ท่าน้ำคล้ายจะอารมณ์ดีกว่าทุกๆวัน เพราะทันทีที่หญิงสาวมาถึง หลวงสุรเดชส่งรอยยิ้มเล็กๆให้เธอพลางชวนคุยระหว่างที่รอพระมาบิณฑบาต

“วันนี้ฉันไม่ต้องไปที่กองตระเวน หล่อนอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่”

“คุณหลวงจะพาฉันไปหรือคะ”

“แน่สิ วันนี้ฉันเองได้หยุดพัก หล่อนเองก็สมควรจะได้พักผ่อนด้วย งานเอกสารที่ฉันให้คัดลอกนั้นพักไว้ก่อนก็ได้ วันพรุ่งค่อยมาทำต่อ”

คุณหลวงเอ่ยอนุญาตในที เพราะเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้ามีท่าทีคล้ายว่ายังกังวลเรื่องใดในใจ แม้ว่าขวัญชีวีจะเพิ่งเริ่มทำงานตามค่าจ้างอย่างที่เคยให้สัญญาไว้กับหลวงสุรเดช แต่หญิงสาวก็ทำงานด้วยความตั้งใจ เพราะหากเผอเรอทำผิดพลาดอาจต้องเมื่อยเอ็นข้อมือหนักกว่าเดิม คือ หญิงสาวนั้นทำหน้าที่คัดสำนวนคดีส่งให้อำเภอ และคัดสำนวนกฎหมายแจกจ่ายข้าราชการ แม้งานจะไม่หนักมากและส่วนใหญ่หากวันไหนที่งานเสร็จเร็วแล้ว ขวัญชีวีก็มักจะว่างงานอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน แต่หญิงสาวเองก็ยังต้องย้ำเตือนตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ....เธอก็ใช่ว่าจะสามารถอยู่แบบนี้ไปได้ตลอด โดยเฉพาะกับหลวงสุรเดช ที่รูปหล่อ หน้าตาดี มีชาติตระกูลแบบนี้ ไม่มีโชคดีคูณสองสำหรับเธอให้ได้กลายผู้โชคดีอย่างง่ายดายหรอก

ขวัญชีวีถอดถอนใจเบาๆ เธอไม่เคยมีประวัติฉาวเรื่องผู้ชาย และไม่อยากมีปัญหาเรื่องชู้สาวกับใครด้วย! และยิ่งตอนนี้เธอได้เห็นสิ่งที่คล้ายจะเป็นเบาะแสที่จะสามารถพาเธอกลับอนาคตของเธอได้ มีหรือที่เธอจะยอมพลาด...และถึงแม้ว่าเธอโชคดีได้ทำงานเป็นลูกน้องของหลวงสุรเดช นายตำรวจที่มีข้อมูลประชากรทั้งจังหวัด แต่บุคคลต้นเรื่องดันไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเธอเลย ..ขวัญชีวีกระตุ้นตัวเองในใจ ...เธอต้องห้ามยอมแพ้เด็ดขาด!

คิดได้ดังนั้น ขวัญชีวีจึงพยายามหาทางที่จะเอ่ยปากขออนุญาตหลวงสุรเดชออกไปตามหาเบาะแสเกี่ยวกับตระกูลหาญวานิช โดยเฉพาะเบาะแสที่มีต้นตอจาก “ชมมะนาด” ที่เธอยังไม่แน่ใจว่า จะใช่คุณหนูวรรณสิริ คนที่เธอเคยรู้จักหรือไม่ 

หลวงสุรเดชจ้องมองอาการอึกอักของคนตรงหน้าครู่หนึ่งก็พอจะเดาความในใจอีกฝ่ายได้ ดังนั้น แค่เพียงหญิงสาวนั่งลงต่อหน้าเขายังไม่ทันอ้าปากด้วยซ้ำ หลวงสุรเดชก็ดักคอหญิงสาวขึ้นทันที

“ฉันไม่อยากได้ยินชื่อของ “หาญวานิช” จากปากหล่อนอีก”

“แต่ฉันจำเป็นนะคะ เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่ช่วยให้ฉันกลับบ้านได้”

“กลับบ้าน?...ไหนหล่อนว่าหล่อนหนีจากพ่อกับแม่ที่จะพาหล่อนไปขายเป็นทาสอย่างไรเล่า แล้วนี่หล่อนกลับร่ำร้องจะกลับไปบ้านที่หล่อนหนีมาหรือ แล้วไอ้เจ้าหาญวานิชนี่มันคือผู้ใด แล้วหล่อนจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันเป็นคนเดียวที่จะช่วยหล่อนได้กลับบ้านได้กัน”

อารมณ์ดีๆที่มีมาตั้งแต่เช้าของหลวงสุรเดชหายวับไปกับตา ขวัญชีวีออกจะงุนงงกับสีหน้าเคร่งเครียดของหลวงสุรเดชและดวงตาที่วาวโรจน์ขึ้นคล้ายกับต้องการจะเผาหล่อนให้เป็นจุณไปต่อหน้าต่อตา สงสัยวันนี้เธอจะฤกษ์ไม่ดีอีตาคุณหลวงตำรวจนี่ถึงได้พูดจาพ่นไฟใส่เธอเป็นชุดแบบนี้ ทั้งๆที่ปรกติแล้วชายหนุ่มไม่ใช่คนช่างบ่นช่างว่าเลย

“คือ ฉันก็ไม่รู้ไงคะ เลยต้องออกไปสืบหาที่ต้นตอของเรื่อง ...ฉันคิดว่า ที่ฉันต้องมาอยู่ที่นี่ตอนนี้ เป็นเพราะตระกูลหาญวานิช ตอนนี้ฉันมีแค่สิ่งนี้เป็นเบาะแสเดียวที่มีอยู่ คุณหลวงก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนที่นี่ จะแปลกอะไรที่ฉันอยากจะกลับบ้าน”

“หล่อนก็คิดเสียว่าที่นี่คือบ้านของหล่อนสิ หล่อนลืมไปแล้วหรือที่ฉันเคยบอกว่า นับจากนี้ฉันจะเป็นญาติ เป็นพี่ให้.. ฉันจะดูแลหล่อนเอง”

หลวงสุรเดชบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแทนคำสัญญา ชายหนุ่มสบตากับผู้หญิงตรงหน้าอย่างเปิดเผย ดวงตาคมเข้มนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนว่า...เขาสามารถทำได้ดังที่ลั่นวาจา...และอาจจะเป็นได้มากกว่านั้น

ขวัญชีวีหลบสายตาคมกล้านั้นเสีย หญิงสาวต้องเตือนสติตัวเองหลายๆครั้ง ...ถ้าหากว่าเธอไม่ได้ยินคำว่า...ญาติ และ..พี่..ในประโยค หญิงสาวคงจะคิดเข้าข้างตัวเองไปแล้วว่าคุณหลวงขายขนมจีบเธอ.. แต่ถึงจะพร่ำบอกตัวเองอย่างนั้น แต่ขวัญชีวีก็อดใจเต้นแรงไม่ได้  

 “ดิฉันขอบคุณคุณหลวงเป็นอย่างมากที่เมตตากรุณาต่อดิฉัน แต่ฉันรู้จักตัวเองดีค่ะ คนแปลกหน้าอย่างดิฉันคงอยู่กับคุณหลวงไปตลอดไม่ได้ หากวันใดที่คุณหลวงแต่งงาน ญาติแปลกหน้าอย่างดิฉันก็คงไม่มีหน้าอยู่ที่นี่ต่อหรอกค่ะ”

“หล่อนออกจะรู้ดีเกินไปกระมัง ตัวฉันเองยังไม่ได้พูดว่าอะไรสักคำ ทั้งเรื่องที่หล่อนอยู่ร่วมเรือนกับฉันที่นี่ หรือเรื่องแต่งงาน...... เอาเป็นว่าหากฉันจะแต่งงานฉันจะปรึกษาหล่อนก่อนดีหรือไม่ หล่อนจะได้เตรียมตัวที่จะอยู่ที่นี่ได้”

น้ำเสียงที่พูดนั้นแม้จะราบเรียบราวกับปรึกษาข้อราชการ หากดวงตาคมเข้มที่แวววามระยิบระยับนั้น ทำเอาขวัญชีวีหน้าร้อนซู่ ...ชัดเลย...อีตานี่หยอดเธอ!

“ฉันไม่ใช่ไก่ ...แล้วฉันก็ไม่อยากจะคิดว่าคุณหลวงเป็นอะไรด้วย ถึงมาพูดแบบหมาหยอกไก่กับฉันแบบนี้ ...ฉันไปหาพี่ขาวดีกว่า ...ไม่คุยกับคุณแล้ว”

“แล้วไม่ใส่บาตรด้วยกันก่อนหรือ”

ขวัญชีวีไม่รอฟังคำทักท้วงนั้น หญิงสาวรีบหันหลังเดินหนีไปราวกับจะซ่อนใบหน้าที่แดงระเรื่อขึ้นจากสายตาเขาได้ หลวงสุรเดชมองตามท่าทีเขินอายนั้นแล้วก็หายอารมณ์ขุ่นมัว แม้เจ้าหล่อนจะว่าเหน็บแต่หลวงสุรเดชกลับไม่ทุกข์ร้อนแถมยังอารมณ์ดีจนเผลอยิ้มออกมาให้บ่าวไพร่ได้ตะลึงกันด้วย

หลวงเดชบอกกับตัวเองไม่ถูกเลยว่าเขารู้สึกอย่างไร ก่อนหน้านี้แม้จะมีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือหล่อนตามประสา เห็นว่าไร้ที่พึ่งพิงจึงช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน แม้ในใจจะคิดอยู่เสมอว่าหล่อนนั้นแปลก... แปลกกว่าสตรีทั่วไปนัก จนมารู้ตัวอีกทีตัวเขาเองนั้นกลับเป็นฝ่ายแปลกเอาเสียเอง ที่เอาแต่เฝ้าดูหล่อนจนไม่อยากให้คลาดสายตาไปสักนิดเดียว....

 

ขวัญชีวีแทบจะเป็นลม หญิงสาวปิดประตูห้องด้วยมือที่สั่นน้อยๆ เธอรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะคำพูดบ้าๆของคุณหลวงตำรวจนั่นแท้ๆ ทำให้เธอเสียศูนย์ไปได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งที่เธออยากจะกลับไปยังโลกของเธอเร็วๆ ก็เพราะหลวงสุรเดชนี่แหละ เธอรู้สึกว่านับตั้งแต่หลงมาที่ยุคนี้ เธอออกจะพึ่งพิงคุณหลวงตรงหน้ามากเกินไป แม้ว่าอยู่กับเขาจะสบายดี แต่ถึงอย่างไร เธอก็ควรอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองดีกว่า เพราะแน่นอนว่าทัศนคติของเธอกับผู้หญิงยุคนี้ต่างกัน จะให้เธอหาผู้ชายดีๆสักคน แต่งงานเป็นแม่ศรีเรือน เธอก็อยากจะทำอยู่หรอก แต่ติดตรงที่ว่า ตัวเธอหาคำว่ากุลสตรีไม่มีอยู่สักกระผีก แล้วผู้ชายดีๆที่ไหนจะมาสนใจเธอ และที่สำคัญ เธอรังเกียจถ้าตัวเองจะต้องยอมลดศักดิ์ศรีตัวเองลงเพื่อไปเป็นเมียบ่าวหรือเมียรองคนอื่น ถ้าจะต้องทำถึงขนาดนั้นถึงจะมีที่ยืนในสังคมแล้วละก็ เธอก็คงยอมลำบากทำมาหากินเลี้ยงตัวเองให้แก่ตายไปเสียยังจะดีกว่า

 

ขวัญชีวีไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นนั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวนานเท่าไหร่ หากรู้อีกทีก็เมื่อพี่ขาวมาแจ้งเธอว่า หลวงไกรฤทธิ์และชมมะนาดมาขอพบเธอ หญิงสาวจึงเดินตามพี่ขาวไปที่ชานอย่างไม่รอช้า แขกที่มาเยือนทั้งสองในวันนี้ดูสดใสร่าเริงดีผิดกับเดือนก่อนที่เธอเคยพบ โดยเฉพาะคุณหนูชมมะนาด ที่ดูมีอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา

“อิฉันหายเจ็บไข้ครานี้ก็ด้วยฝีมือของแม่ขวัญ ...เลยอยากจะมาขอบคุณด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”

วรรณสิริจัดการเปิดประเด็นให้ตัวเองได้พูดคุยกับหญิงสาวอีกคนโดยไม่รอช้า เท่าที่เธอสังเกตท่าทางแล้ว บอกได้คำเดียวว่า ขวัญชีวี “ยังไม่ค่อยเนียน” สำหรับการกลายร่างเป็นสาวยุค พ.ศ. 2440 เท่ากับเธอ

“อย่าได้คิดว่าเป็นบุญเป็นคุณกันเลยค่ะ ดิฉันก็แค่ช่วยเหลือเท่าที่พอจะทำได้”

“แต่ถึงอย่างไรอิฉันก็ต้องมาขอบคุณด้วยตัวเองอยู่ดีเจ้าค่ะ อิฉันมีของขวัญเล็กๆน้อยๆจะมอบให้แม่ขวัญด้วย แต่ไม่รู้ว่าควรจะให้แม่ขวัญที่นี่ได้เลยหรือไม่ พอดีเป็นของจุกจิกของสาวๆน่ะเจ้าค่ะ”

ประโยคท้ายวรรณสิริหันไปบอกกับหลวงสุรเดชและพี่ชายหลวงไกรฤทธิ์ ที่ยังงงว่าน้องสาวไปเอาของขวัญมาจากไหน เมื่อกี้นั่งเรือมาด้วยกันยังไม่เห็นมีเลย

หลวงสุรเดชพอจะเข้าใจเจตนาของน้องสาวเพื่อน จึงเอ่ยปากชวนหลวงไกรฤทธิ์แยกไปคุยกันต่างหากในห้องหนังสือ ทิ้งให้ขวัญชีวีคอยรับรองชมมะนาดที่ชานเพียงลำพัง

คล้อยหลังหลวงสุรเดชไปไม่นาน ชมมะนาดไม่ปล่อยให้โอกาสเสียเปล่า เธอฉวยจังหวะที่บ่าวไพร่ถอยห่างออกไป กระซิบเสียงเครียดกับเพื่อนรักคู่แค้นเก่าตรงหน้า

ฉันรู้ว่าเธอคือขวัญชีวี ...ขวัญชีวี ชนพิทักษ์กุล หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ ของบริษัท HM โลจิสติกส์ขวัญชีวีตาโตพลางมองใบหน้าจิ้มลิ้มของหญิงสาวตรงหน้าอย่างตกใจ

เธอ..เธอเป็น คุณวรรณสิริ จริงๆใช่มั้ย

 

ฉันไม่รู้ว่าเธอจะดีใจหรือเสียใจ ถ้าฉันบอกว่า เธอเข้าใจถูกต้องที่สุด... ฉันคือ วรรณสิริ หาญวานิช มือขวาและลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัท HM โลจิสติกส์ และที่สำคัญฉันเป็นเจ้านายเธอยังไงล่ะ!”  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น