น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 10 : เปิดหูเปิดตา

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : เปิดหูเปิดตา

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 17:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : เปิดหูเปิดตา
แบบอักษร

 

วรรณสิริ ในคราบของ ชมมะนาด นั่งร่วมสำรับกับครอบครัวใหม่ของเธอในยุคนี้เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะไม่รู้ว่าชมมะนาดก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้เดาก็ต้องเป็นกุลสตรีในแบบโบราณแน่ๆ ดังนั้น เจ้าตัวจึงพยายามเรียบร้อยให้มากที่สุด และพยายามสะกดจิตตัวเองว่า...ฉันคือชมมะนาด ฉันคือชมมะนาด เพื่อที่จะได้ไม่ทำตัวให้แปลกแยกหรือแปลกหน้ากับคนในครอบครัวตัวเอง

หลวงไกรฤทธิ์ลอบมองน้องสาวของตนอย่างแปลกใจ ชมมะนาดดูเปลี่ยนไปมากทีเดียว ก่อนหน้านี้น้องสาวของเขาเคยสงบเสงี่ยมเสียเมื่อไหร่ ตั้งแต่รอดตายจากเรือล่มเมื่อยังเล็ก ก็ถูกเจ้าคุณพ่อกับคุณแม่ตามใจเสียจนแทบเสียคน เจ้าตัวแสบมักจะชอบมีอาการเอาแต่ใจและมักจะทโมนเสียจนบ่าวไพร่เอือมระอาอยู่เสมอเรียกว่าไม่มีใครเคยปราบพยศน้องสาวคนเดียวของเขาคนนี้ได้เลย

แต่ในยามนี้หลังจากที่เรือล่มอีกครั้ง พอฟื้นขึ้นมาก็ดูเหมือนจะผีเข้าผีออก บรรดาบ่าวไพร่และตัวเขาเองต่างก็หวาดระแวง ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนจะเสียสติและกลับมาเล่นพิเรนทร์จนคนระอาไปอีกเมื่อไหร่ นี่ยังดีว่ายอมออกมาเจอผู้เจอคนแล้ว ดูๆไปเจ้าชมมะนาดก็เหมือนคนปรกติทั่วไป หากเสียแต่ยังพูดจาประหลาดฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้น ที่เหลือดูไม่ออกเลยว่าผีเข้า!

หลวงไกรฤทธิ์บ่นพึมพำกับตัวเองในใจ บอกตามตรงตัวเขาออกจะโล่งใจที่ไม่ต้องไปตามหมอผีมาจัดการน้องสาวตัวเอง แม้ตอนนี้เจ้าชมมะนาดฟื้นมาแล้วเจ้าตัวดูไม่เต็มเต็ง อย่างน้อยก็ยังมีช่วงเวลาที่ผีเข้า...จนนางสงบเสงี่ยม น่าเอ็นดูกว่าตอนที่เจ้าหล่อนลุกขึ้นชี้นิ้วด่ากราดอาละวาดใส่บ่าวไพร่ในยามที่หล่อนปรกติสบายดี หากผีเข้าแล้วหล่อนทำตัวดีขึ้น บอกตรงๆว่าหลวงไกรฤทธิ์พี่ชายที่แสนดีคนนี้จะขัดขวางหมอผีทุกคนที่จะมาไล่ผีให้ออกไปจากน้องสาวของเขาเอง!

ชมมะนาดคนใหม่ที่ไม่รู้ความในใจของคนรอบตัว ก็กำลังพยายามสงบเสงี่ยมตัวเองให้มากที่สุด แม้ว่าออกจะขัดๆจากกิจวัตรที่เคยเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน แต่ในยุคนี้สมัยนี้ ไม่มีงานให้เธอเวิร์คกิ้งแล้ว ดังนั้นเธอจึงรีบปลอบใจตัวเองยกใหญ่ พยายามจะคิดเสียว่า เป็นการพักผ่อนตากอากาศในต่างจังหวัดละกัน เรื่องกินๆนอนๆ เนี่ยเธอถนัดมาก

ชมมะนาดพยายามปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวใหม่ แน่นอนว่าถึงแม้ว่าเธอจะเกาะติดคุณหญิงเพ็ญเอาไว้ให้มากที่สุดแต่ถึงอย่างไรคุณหญิงเพ็ญ ก็ไม่ได้อยู่กับเธอยี่สิบสี่ชั่วโมง

ชมมะนาดนอนก่ายหน้าผากพลางคิดหาวิธีออกไปเจอขวัญชีวี อย่างน้อยถ้ามีคนคุยกับเธอรู้เรื่องบ้าง แม้จะเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาในยุคอดีต ไม่สิ ในอนาคตที่ที่เธอจากมา แต่ตอนนี้ไม่มีคำว่าบริษัท ไม่มีคำว่าตำแหน่งมือซ้าย มือขวาอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ที่เธอต้องการคือเพื่อน ...เพื่อนที่คุยภาษาเดียวกับเธอ เข้าใจหัวอกเธอ และไม่มองเธอแปลกแยกไปจากคนอื่นๆเหมือนคนอื่นๆรอบๆตัวเธอที่นี่

หลังจากนอนทำใจมาหลายวัน ชมมะนาดก็เริ่มผูกสัมพันธ์กับบ่าวพี่เลี้ยงของตนเอง “พี่พุด” บ่าวรับใช้ที่สะดุ้งสุดตัวทุกครั้งที่เธอเรียก อาการลนลานจนเกินเหตุทำให้หญิงสาวตงิดใจไม่น้อย แต่ก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ ไว้ข้อมูลแน่นเมื่อไหร่ เธอค่อยวางแผนอีกที คิดแล้วก็รีบยิ้มหวานประจบ พลางเอ่ยกับพี่เลี้ยงเสียงหวาน

“พี่พุดจ๊ะ ฉันอยากจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้างได้หรือไม่ คือ ช่วงนี้ฉันอยากสูดอากาศบริสุทธิ์น่ะ ถ้าได้ออกไปชมบรรยากาศข้างนอกบ้าง ร่างกายของฉันจะได้แข็งแรงขึ้นอย่างไรจ๊ะ”

ชมมะนาดดัดเสียงและวิธีการพูดอย่างสุดชีวิต แต่บ่าวข้างตัวก็ยังส่ายหัวดิก ยืนยันอย่างหนักแน่นชนิดที่ไม่ให้ผิดเพี้ยนจากที่ได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าคุณและคุณหญิงเพ็ญมา

“ท่านเจ้าคุณและคุณหญิงไม่อนุญาตให้คุณหนูออกไปไหนนะเจ้า .คือออกไปที่ชานได้ แต่ยังออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้านไม่ได้เจ้าค่ะ”

 ชมมะนาดฟังแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ หญิงสาวลองวิธีใหม่ เธอเดินออกจากห้องเพื่อไปหาคุณหญิงเพ็ญ และเอ่ยปากขอกับมารดาคนใหม่ของเธอตรงๆ

“คุณแม่คะ หนูรู้สึกเบื่อ อยากออกไปข้างนอกบ้างได้หรือไม่เจ้าคะ หนูแข็งแรงดีแล้ว หายดีแล้ว คุณแม่ก็เห็น”

“แต่แม่เป็นห่วง เกรงว่าหากออกไปตากแดดตากลมข้างนอกแล้วจะพาลเจ็บไข้ไปเสียอีกรอบ แค่ที่ผ่านมาหัวอกแม่ก็แทบขาดใจแล้วนะลูก”

คุณหญิงพยายามคัดค้านด้วยวิธีหว่านล้อมก่อน แต่วรรณสิริมีหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ เธอบังเอิญเห็นหลวงไกรฤทธิ์พี่ชายที่แสนดีของเธอที่กำลังจะเดินออกจากเรือนไปพอดี

“หากคุณแม่เป็นห่วง หนูจะไปกับพี่ไกรก็ได้นี่เจ้าคะ พี่ชายก็ต้องดูแลน้องสาวเป็นอย่างดีอยู่แล้ว นะคะคุณแม่เจ้าขา”

วรรณสิริลองใช้ลูกอ้อนอีกครั้ง คุณหญิงเพ็ญก็ใจอ่อนยวบ ตั้งแต่ฟื้นมาชมมะนาดลูกสาวของเธอดูจะกลายเป็นเด็กดีน่ารักมากขึ้น นั่นจึงยิ่งทำให้ผู้เป็นแม่ไม่อยากจะขัดใจขัดความน่ารักนี้ของลูกสาวเลย จึงหันไปร้องเรียกบุตรชายคนโตของตนเอาไว้

“พ่อไกร นั่นจะออกไปไหนหรือลูก”

หลวงไกรฤทธิ์ได้ยินมารดาเรียกก็เดินกลับมาพลางทรุดนั่งข้างๆ ก่อนตอบไปตามตรง

“ลูกกำลังจะออกไปหาหลวงสุรเดชขอรับ วันนี้ที่อำเภอแจ้งมาว่าทางคณะคาทอลิกหาที่ที่จะสร้างโรงเรียนได้แล้ว ลูกจึงว่าจะไปหาที่เรือนแล้วค่อยออกไปพร้อมกัน”

“ถ้าอย่างนั้นพาน้อง พาเจ้าชมมะนาดไปด้วยได้หรือไม่ เจ้าชมมะนาดอยากออกไปเปิดหูเปิดตา แต่แม่ไม่อยากให้นั่งเรือไปเลย เกรงว่าจะจมน้ำไปอีก"

“ไม่จมเจ้าค่ะ รอบนี้ไม่ทีทางจมแน่นอน นะคะพี่ไกรให้น้องตามไปด้วยเถิด ที่สำคัญน้องอยากไปขอบคุณผู้หญิงที่ชื่อ ขวัญ เธออุตส่าห์ช่วยชีวิตลูกเอาไว้”

วรรณสิริรีบขัดขึ้น ก่อนจะหันไปหาเสียงสนับสนุน หลวงไกรฤทธิ์ออกจะสงสารน้องสาวที่ไม่ค่อยเต็มคนนี้เท่าไหร่จึงรับอาสาอย่างเต็มใจ

“กระผมจะดูแลน้องอย่างดีขอรับ คุณแม่โปรดวางใจ”

........................................................................................................................................................

 

วรรณสิริตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้พบขวัญชีวีดังที่หมายมาดเอาไว้ ดังนั้นแม้ว่าจะต้องทนนั่งเรือนานๆจึงไม่บ่นว่าสักคำ และเมื่อพี่ชายขอแวะเยี่ยมเจ้าพระยาฤทธิรงค์วานิช เจ้านายเก่าและญาติห่างๆจากพระนครที่ขึ้นมาตรวจเยี่ยมราชการที่เมืองพิษณุโลกนี้ ชมมะนาดก็ยิ้มอ่อนให้พี่ชายอีกครั้ง ก่อนจะขอนั่งรอที่ศาลาริมน้ำด้านล่างเนื่องจากตนยังกลัวที่จะพบคนแปลกหน้าอยู่

“น้องนั่งรอพี่ไกรที่ท่าน้ำนี่ดีกว่าเจ้าค่ะ น้องเองยังไม่หายดี จำใครไม่ค่อยได้ เดี๋ยวผู้ใหญ่ของพี่ไกรจะตำหนิเอา”

วรรณสิริดัดเสียงหวานพลางแกล้งทำตาหน้าเศร้าสร้อยเสงี่ยมหงิมดูน่าสงสารยิ่งนัก หลวงไกรฤทธิ์เองก็ทั้งเห็นใจและเห็นพ้องที่น้องสาวพูดมาด้วย เนื่องจากกลัวว่าน้องสาวจะไปทำท่าประหลาดใส่ท่านปู่น้อย จนเสียหน้าตนและท่านเจ้าคุณศักดิเดชผู้เป็นพ่อ จึงได้แต่กำชับบ่าวไพร่ให้ดูแลหญิงสาวและรีบก้าวขึ้นเรือนไป

ด้านคุณหนูชมมะนาดคนใหม่ที่นั่งรอที่ศาลาเห็นใกล้ๆมีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์กำลังผลิดอกบานเต็มต้น เรียงรายเป็นแนวยาวไปตามริมคลอง จึงเดินไปชมแก้เบื่อระหว่างรอ คาดไม่ถึงว่ากลับพบชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งวิ่งไล่กวดหมาสีดำตัวโตตรงมาทางเธอ วรรณสิริที่แม้ว่าปรกติจะชอบเลี้ยงสุนัข แต่กับหมาของคนอื่น เธอกลัวทั้งนั้น !

“กรี๊ด....อย่าเข้ามานะ ไอ้หมาบ้า”

หญิงสาวกรี๊ดไปวิ่งหนีไปอย่างที่คิดว่าเร็วที่สุดในชีวิตและพยายามจะปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ทว่า ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ไม่มีกิ่งก้านให้เกาะเกี่ยว อีกทั้งโจงกระเบนของเธอก็เป็นอุปสรรคสำคัญ เธอจึงตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ.... กระโดดลงคลองไปด้วยหัวใจเด็ดเดี่ยว!

ทั้งคนทั้งหมาบนฝั่งหัวเราะเยาะเธอดังลั่นคุ้งน้ำไปหมด บรรดาบ่าวไพร่ได้ยินเสียงคนตกน้ำก็แห่แหนมาดู มีเพียงนางพุดที่พอเห็นคนตกน้ำชัดก็ร้องเรียกปากคอสั่น

“คุณหนูชมมะนาด!

และด้วยประโยคเดียวที่นางพุดร้องออกมานั้นทำเอาชายหนุ่มที่วิ่งไล่หมามาเมื่อครู่หน้าซีด เผลอสบถคำหยาบออกมา ........

“ฉิบหายละ!

 ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบโดดลงไปช่วยหญิงสาวที่พยายามตะกายน้ำทรงตัวอยู่ เพียงครู่เดียวก็ลากตัวหญิงสาวใจเด็ดที่กลัวหมามากกว่ากลัวจมน้ำตายขึ้นมานั่งสำลักน้ำอยู่ริมตลิ่ง

หลวงไกรฤทธิ์และพระยาฤทธิรงค์วานิช ได้ยินเสียงดังเอะอะจึงลงมาดู ครั้นเมื่อเห็นชัดว่าเป็นเรื่องอันใด หลวงไกรฤทธิ์ก็รีบถลามาดูน้องสาวทันที

“แย่จริงเจ้าชมมะนาด เหตุใดจึงตกน้ำตกท่าไปอีก เพิ่งจะหายไข้แท้ๆ ทำไมไม่ระวังกัน”

ประโยคสุดท้ายคุณหลวงหนุ่มผู้อารมณ์ดีมาเสมอ ...หันไปตวาดบ่าวไพร่ที่ได้แต่ยืนก้มหน้าคอหดกันหมด พระยาฤทธิรงค์วานิช เห็นสภาพหลานสาวแล้วจึงเอ่ยปากให้หลวงไกรฯพาน้องสาวขึ้นไปผลัดผ้าข้างบนเรือนใหญ่เสียก่อน

“พ่อไกรพาน้องขึ้นเรือนไปผลัดผ้าก่อนเถิด นางพุดเอ็งไปบอกบ่าวให้เตรียมผ้าไว้ไป”

หลวงไกรฤทธิ์ค่อยๆประคองผู้เป็นน้องเดินขึ้นเรือนไปโดยมีนางพุดวิ่งตามไปอย่างแข้งขาสั่น เมื่อหญิงสาวขึ้นเรือนไปเรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าพระยาจึงหันไปบอกชายหนุ่มอีกคนที่ยืนหลบหน้าหลบตาตัวเปียกมะล่อกมะแล่กด้วยเช่นกัน

“เจ้าด้วย เจ้าดำรง เพิ่งจะขึ้นมาเยี่ยมตาแท้ๆ ดันมาก่อเรื่องยุ่งเสียอีก ขึ้นเรือนไปผลัดผ้าเสีย ประเดี๋ยวจะป่วยไข้ไปอีกคน”

เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากอนุของท่านเจ้าพระยาในการหาผ้ามาให้หลวงไกรฤทธิ์และชมมะนาดแล้ว หลวงไกรฤทธิ์จึงส่งไม้ต่อให้นางพุดช่วยผลัดเครื่องนุ่งห่มให้ชมมะนาด ส่วนตัวเองเดินเลี่ยงออกไปหาท่านเจ้าพระยาที่ด้านล่าง

ด้านนางพุดผลัดผ้าคุณหนูของตนจนเรียบร้อยแล้ว จึงเลี่ยงเอาผ้าเปียกไปเก็บ ฝ่ายวรรณสิริเองแม้จะไม่เจ็บตัวอะไร แต่ยังเจ็บใจหมาหนึ่งตัวและคนหนึ่งคนอย่างที่สุด และในขณะที่หญิงสาวกำลังจะก้าวออกจากห้องก็บังเอิญเห็นโจทก์ที่กำลังเดินออกมาจากห้องฝั่งตรงข้ามเช่นกัน หญิงสาวไม่รอช้าเดินตรงไปต่อว่าทันที

“นายจะบ้าหรือเปล่า จู่ๆก็วิ่งไล่ฟัดหมามาแบบนั้น เกิดหมามันกัดฉันขึ้นมาจะทำยังไง”

หลวงดำรงหน้าเหวอไปอย่างตะลึง ผู้หญิงตรงหน้านี้ไม่ได้โกรธที่ตัวเองตกน้ำเกือบตาย แต่ดันโกรธเรื่องที่หมาวิ่งไล่ เอ่อ หรือหล่อนยังพูดไม่จบกันแน่

ชมมะนาดเห็นอีกฝ่ายอึ้งไปจึงได้ทีรุกไล่ต่อ

“เลี้ยงหมาก็หัดดูแลหมาตัวเองด้วย อย่าปล่อยให้เพ่นพ่านออกมาไล่กัดคนอื่นเขาไปทั่ว แล้วหมาของคุณเป็นบ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่บอกตรงๆนะ ถ้าวันนี้ฉันเกิดตายหรือเป็นอะไรไปฉันจะมาหักคอคุณ หักคอหมาคุณ หน่อยแน่ะ ทำเอาฉันต้องวิ่งหนีจนต้องกระโจนลงน้ำ อย่าให้มีโอกาสนะ ฉันจะเอาคืนให้เจ็บแสบ...นายเป็นบ่าวที่เรือนนี้ใช่มั้ย ฉันจะฟ้องท่านเจ้าของเรือนว่านายทำให้ฉันตกน้ำ จะได้โดนทำโทษ สมัยนี้ต้องทำยังไงนะ ...อ๋อ เฆี่ยนไง เอาหวายเฆี่ยนให้เข็ดหลาบทั้งหมาทั้งคน ”

หลวงดำรงตาโต แม่สาวหน้าหวานหล่อนพูดอะไรเพ้อเจ้อตั้งมากมาย กะอีแค่เขาวิ่งเล่นกับไอ้ดำ หมาตัวโปรดของเขา หล่อนต้องต่อว่าเขาขนาดนี้ด้วยหรือ แต่เดี๋ยวนะ ถ้าจำไม่ผิด เขาเคยเจอหล่อนเมื่อยังเล็กที่ครอบครัวเจ้าคุณลุงแวะไปเยี่ยมที่พระนคร... ใช่แล้ว! หล่อนต้องเป็นหนึ่งในสองแฝดนรกแตกแน่ๆ แต่ได้ข่าวว่าตายไปแล้วหนึ่งคน แม่คนตรงหน้านี้ก็ต้องเป็นชมมะนาด ลูกสาวที่เหลือคนเดียวของเจ้าคุณศักดิเดช หลานห่างๆของท่านตาของเขาแน่ๆ แต่...ทำไมถึงจำเขาไม่ได้ เขายังเพิ่งหาตั๋วรถไฟให้ครอบครัวหล่อนกลับมาพิษณุโลกตอนที่หล่อนจมน้ำป่วยเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง ตอนนี้กลับทำไขสือแล้วยังหาว่าเขาเป็นบ่าวอีก หล่อนจะมาไม้ไหนกันแน่

“ถึงคุณหนูชมมะนาดไม่ไปฟ้อง กระผมก็ต้องโดนท่านเจ้าพระยาลงโทษอยู่แล้วล่ะขอรับ ก็บังอาจไปทำให้คุณหนูตกใจ ซ้ำยังตกน้ำอย่างกับลูกหมาอย่างไรอย่างนั้น ถึงอย่างไรคงต้องโดนโบยหลังลาย โทษฐานที่ทำให้คุณหนูกลายเป็น...ลูก-หมา-ตก-น้ำ”

หลวงดำรงลอยหน้าลอยตาต่อปากต่อคำกับหญิงสาวตรงหน้าอย่างนึกสนุก ถ้าเจ้าหล่อนแกล้งจำเขาไม่ได้ เขาก็จะแกล้งรวนหล่อนกลับบ้าง ก็ให้มันรู้ไปว่าหลวงดำรงคนนี้จะกำราบพยศลูกไล่สมัยเด็กๆไม่ได้

วรรณสิริตาวาวอย่างขุ่นเคือง ตั้งแต่เกิดมาไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เธอไม่เคยโดนใครพูดจายอกย้อนใส่แล้วลอยนวลใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบต่อไปได้

“สองครั้ง ที่นายกล้าว่าฉันว่าเป็นลูกหมา ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ชอบระบบศักดินา แต่มีโอกาสก็ขอใช้หน่อยเถอะ” หญิงสาวฟาดมือใส่หลวงดำรงตรงหน้าไม่ยั้ง ชายหนุ่มเองก็คาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะลงไม้ลงมือกับตัวเอง นึกว่าจะวิ่งแจ้นไปฟ้องผู้ใหญ่เหมือนสมัยเด็กๆ

สิ่งหนึ่งที่หลวงดำรงไม่รู้คือ หญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่ชมมะนาดคนเดิมที่หลวงดำรงเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว และที่สำคัญ สมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่ในโลกอนาคตข้างหน้าอีกร้อยกว่าปีนั้น เธอเคยได้ฉายาว่าเป็นมือขวาขาโหด!

วรรณสิริโกรธจนควันออกหู หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงใช้สายตาฟาดฟันและน้ำเสียงที่หยิ่งผยองจิกกัดฝ่ายที่กล้าหือและค่อยๆใช้อำนาจบวกกับตำแหน่งของเธอบีบให้อีกฝ่ายต้องจนตรอก แต่ในเวลานี้ เธอรู้สึกอ่อนแอ ไร้พลัง ไร้อำนาจบารมีตำแหน่งหน้าที่ใดๆที่เคยมีเคยเป็นก็หายไปหมด สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่ายังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายก็คือ ความเป็นคุณหนู และคนตรงหน้าเป็นบ่าว ดังนั้น หญิงสาวจึงแสดงออกด้วยการใช้กำลังมากกว่าการใช้สายตา วาจา และการวางหมากเหมือนเช่นดังเดิม และพอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เกรงกลัวเธอเหมือนที่ควรจะเป็น เธอจึงโกรธและใช้กำลังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

หลวงดำรง เห็นหญิงสาวอาละวาดก็รวบข้อมือทั้งสองของหญิงสาวไว้พลางรั้งเธอมากอดเอาไว้แน่นกันไม่ให้หล่อนทุบเขาเอาอีก หากนางพุดที่เพิ่งเสร็จจากการเอาผ้าเปียกไปซักตาก เห็นคุณหนูในอ้อมกอดผู้ชายก็ตกใจร้องลั่น จนหลวงดำรงได้สติ ก่อนจะรีบปล่อยอ้อมแขนแล้วรีบเผ่นหนีลงจากเรือนไป ทิ้งให้วรรณสิริทั้งโมโหทั้งสมเพชตัวเอง ...น้ำตาค่อยๆรินไหลออกมา

กี่ครั้งแล้วที่เธอต้องหลั่งน้ำตาให้กับความจริงที่เธอต้องเผชิญ เธอต้องมาติดอยู่ในอดีตบ้าๆนี่ เป็นเด็กสาวไร้ค่าที่วันๆต้องนั่งๆนอนๆอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน กระดิกตัวทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะถูกจับตาจากคนอื่นๆรอบตัว กลัวจะถูกหาว่าเป็นบ้า แล้วก็กลัวว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอดชีวิต ...

ไม่ได้การ...เธอต้องรีบไปเจอขวัญชีวี อย่างน้อยถ้าหากผู้หญิงคนนั้นเป็นขวัญชีวีจริงๆ และคิดแบบเดียวกับเธอ เธอจะได้ร่วมมือกับขวัญชีวีและหนีออกไปจากสังคมอดีตที่ไม่มีอนาคตสำหรับพวกเธอเลย 

“คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่าเจ้าคะ”

นางพุดรีบตรงเข้ามาลูบแขนขาหญิงสาวผู้เป็นนาย หลวงไกรฤทธิ์เพิ่งเดินขึ้นมาเห็นน้องสาวนั่งรำไห้ จึงรีบเข้ามาถามอย่างห่วงใย

“เจ้าชมมะนาด เจ้าเป็นอันใด ใครรังแกเจ้าหรือ”

วรรณสิริไม่ตอบ แต่นางพุดนั้นคันปากอยากแฉ หากดูสถานการณ์ตอนนี้แล้วคงไม่เหมาะสักเท่าไหร่

“หากไม่เป็นไรแล้ว พี่ว่ากลับเรือนกันก่อนเถิด เดี๋ยวพี่จะไปส่งเจ้าเอง”

“ไม่ค่ะ ไม่เอา น้องจะไปหาขวัญชีวี พี่ไกรให้น้องไปด้วยนะ น้องไม่กลับบ้านตอนนี้เด็ดขาด”

หลวงไกรฤทธิ์แม้จะเป็นห่วงน้องสาวแต่ ...เขาคือคนที่ตามใจชมมะนาดเป็นอันดับสองรองจากมารดา ดังนั้นเมื่อชมมะนาดยังยืนยันว่าจะไปกับหลวงไกรฤทธิ์ต่อ ความใจอ่อนก็ชนะเช่นเคย

 

ชายหนุ่มยอมพยุงชมมะนาดให้ลุกขึ้นก่อนจะพาไปกราบลาท่านเจ้าพระยาฤทธิ์รงค์วานิช โดยที่หลวงไกรฤทธิ์ไม่รู้เลยว่า การพาน้องสาวออกจากบ้านในครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล....

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น