น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 9 : คุณหนูชมมะนาด

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 : คุณหนูชมมะนาด

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 17:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 : คุณหนูชมมะนาด
แบบอักษร

 

ขวัญชีวีนั่งเงียบมาตลอดทางที่นั่งเรือกลับเรือนพักของคุณหลวงสุรเดช ตอนนี้ในใจของหญิงสาวนั้นมัวแต่ครุ่นคิดว่าหน้าที่ที่นี่ของเธอคืออะไร เธอนึกย้อนถึงภาพที่แวบเข้ามาในหัวเมื่อตอนที่เธอไว้พระอธิษฐานต่อหน้าองค์พระพุทธชินราช .... ภาพตอนที่เธอล้มลงพร้อมๆกับภาพวาดสีน้ำมันของต้นตระกูลหาญวานิช! ถ้าหากจะนับย้อนไล่ขึ้นมาดูแล้วละก็ ต้นตระกูลหาญวานิชดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้สินะ

ในขณะที่ขวัญชีวีมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องของตัวเอง คุณหลวงหนุ่มก็มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องของหญิงสาวตรงหน้าเช่นกัน ...หล่อนมีเวทมนตร์หรือคุณไสยอันใดกันแน่ จึงทำพิธีปลุกแม่หญิงชมมะนาดให้ฟื้นคืนสติมาได้...จะว่าไปหล่อนก็ใช้วิธีแปลกประหลาดตั้งแต่ตอนช่วยชมมะนาดที่อยุธยาแล้ว และตอนที่เดินทางกลับมาพิษณุโลกเจ้าหล่อนก็ประคบประหงมชมมะนาดราวกับแม่ไก่ฟักไข่ .... ทำไมเจ้าหล่อนต้องช่วยเหลือชมมะนาดขนาดนั้น แถมเมื่อครู่ยังเรียกกันด้วยชื่อแปลกๆ หรือหล่อนจะรู้จักกันมาก่อน

“คุณหลวงคะ ในยุคนี้มีคนนามสกุล หาญวานิช หรือไม่คะ”

จู่ๆขวัญชีวีก็โพล่งถามขึ้นมา ทำให้หลวงสุรเดชสะดุ้งแต่ก็รีบเก็บอาการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนึกทวนคำถามอย่างแปลกใจ

“นามสกุล หาญวานิช ...คืออันใด“

ขวัญชีวีอ้าปากจะอธิบาย แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้ ...เออว่ะ...สมัยนี้ยังไม่มีนามสกุลนี่หว่า ต้องรัชกาลที่ 6 ถึงจะเริ่มใช้นามสกุลกัน ...เวรละทีนี้

“อ่อ ...เอ่อคือหมายถึงชื่อสร้อย ชื่อบ้าน ชื่อเชื้อสาย ชื่อตระกูล อะไรแบบนี้ค่ะ ถ้าเราอยากรู้ว่าคนคนนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกัน เป็นคนตระกูลเดียวกันไหมนี่ ฉันอยากจะรู้ประมาณนี้ จะรู้ได้อย่างไรบ้างคะ”

“อ้อ หมายถึงเชื้อสาย เทือกเถาเหล่ากอน่ะหรือ”

“ใช่ค่ะๆๆ แบบนั้นละ ฉันจะตามหาคนที่มีเชื้อสายนี้ได้อย่างไรคะ”

คุณหลวงหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว หล่อนชักประหลาดขึ้นทุกทีที่รู้จักกัน หล่อนเป็นใครกันแน่....

 “ว่าอย่างไรเล่าคะคุณหลวง ตระกูล หาญวานิช...น่ะค่ะ รู้จักใครชื่อนี้ตระกูลนี้บ้างไหมคะ”

ขวัญชีวีท้วงถามเมื่อเห็นว่าคุณหลวงชักจะจ้องเธอนานไปแล้ว สายตาคมเข้มที่จ้องมองมาราวกับเป็นเครื่องจับเท็จแบบนี้ ใครกล้าสบตาด้วยนานก็บ้าไปแล้ว

“รู้....”

“รู้จักหรือคะ ใครคะ แล้วฉันจะไปพบเขาได้มั้ย”

อาการดีใจที่แสดงออกจนเรียกได้ว่าเกินงามนั้น ออกจะขัดหูขัดตาและขัดใจหลวงสุรเดชเป็นอย่างมาก...มากจนเขาคิดว่า ...ถึงรู้จักแล้วเรื่องอะไรจะบอกหล่อนกัน หน้าเขาเหมือนสะพานหรืออย่างไร หล่อนถึงคิดจะใช้เขาเดินข้ามแล้วเฉดหัวเขาทิ้ง ...หึ ทีก่อนนี้บอกไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ไป ไม่อยากถูกขายไปเป็นทาส แล้วดูหล่อนทำตอนนี้สิ เหมือนเจอเรือใหญ่แล้วจะถีบหัวขอนไม้อย่างเขาส่งอย่างไรอย่างนั้น!

“ฉันจะกลับกองตระเวน หล่อนขึ้นเรือนไปพักเถิด แต่หน้าตาดูระรื่นขึ้นแล้วนี่ คงจะหายเจ็บหายไข้แล้วกระมัง”

ขวัญชีวีคิดว่าเธอคงหูฝาด คล้ายกับว่าหางเสียงคุณหลวงดูเหมือนจะแอบกัดเธอหรือเปล่า แต่เธอยังไม่ได้ทำอะไรให้เขาหมั่นไส้หรือโมโหเลยนี่

“ถ้าคุณหลวงมีงานต้องทำก็เชิญเถิดค่ะ ฉันไม่รบกวนคุณแล้ว ไว้คุณหลวงกลับมาค่อยมาเราค่อยมาคุยกันต่อเรื่องคนที่ฉันตามหาก็ได้ ...อ้อ ว่าแต่เหมือนเราจะยังไม่ได้ตกลงทำสัญญาจ้างงานของฉันเลยนะคะ”

“ไว้ค่อยคุยเถิด...หล่อนขึ้นเรือนไปพักเสีย”

คราวนี้หางเสียงดูห่วงใยด้วยใจจริง ขวัญชีวีจึงไม่เซ้าซี้ต่อ เมื่อเรือเทียบท่าเรียบร้อยที่หน้าเรือนพักแล้ว หญิงสาวจึงเดินกลับขึ้นเรือนพักไปโดยมีสายตาที่ครุ่นคิดของหลวงสุรเดชมองตามไปอย่างไม่คลาดสายตา

..............................................................................................................................................................................

 

หลังจากที่เรือนของเจ้าคุณศักดิเดชเพิ่งได้รับข่าวดีที่ลูกสาวฟื้นคืนสติหลังจากจมน้ำมาหลายวัน แต่อาการป่วยที่เกิดขึ้นตามมาทำให้คุณหญิงเพ็ญลมจับไปครู่ใหญ่ ...ชมมะนาด ลูกสาวคนเดียวของครอบครัว อาการย่ำแย่ลงกะทันหัน โดยเฉพาะอาการประหลาดที่ว่า จำเรื่องราวใดๆที่ผ่านมาไม่ได้เลย และจำใครไม่ได้นอกจากแม่  อีกทั้งการพูดจาก็ประหลาด จนหญิงสาวแทบสติแตกเพราะพูดจากับใครไม่รู้เรื่อง!

“พวกคุณเป็นใครน่ะ แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง คุณแม่...คุณแม่เล่าให้หนูฟังได้มั้ยคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

หญิงสาวร้องไห้คร่ำครวญกับอกคุณหญิงเพ็ญ ...เจ้าคุณศักดิเดชเห็นอาการของลูกสาวคนเดียวแล้วจึงออกมาปรึกษากับลูกชายคนโตถึงอาการประหลาดนี้ ในขณะที่คุณหญิงเพ็ญไม่กล้าออกห่างจากลูกสาวแม้เพียงก้าวเดียว และซ้ำยังต้องหมั่นมาพูดคุยปลอบใจลูกสาว เพราะเป็นคนเดียวที่หญิงสาวจะยอมคุยด้วย

“ทำไมอาการของเจ้าชมมะนาดถึงย่ำแย่ลงเพียงนี้ พ่ออยากจะตามหมอมาดูอาการ แต่ไม่รู้ว่าอาการของน้องเจ้านี้ พ่อควรจะตามหมอยาหรือหมอผีดี”

 

เจ้าคุณกระซิบถามบุตรชายเสียงเครียด หลวงไกรฤทธิ์เองพอเห็นอาการชมมะนาดแล้วก็เลือกที่จะตอบบิดาไปอย่างตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

“กระผมว่า หมอผีดีกว่ากระมังขอรับเจ้าคุณพ่อ น้องสลบไสลมาสองสามวันติด พอฟื้นมาก็มีอาการประหลาดคล้ายผีเข้า กระผมพอจะมีเพื่อนที่รู้จักหมอผีขลังๆอยู่ไม่น้อย จะให้กระผมไปติดต่อเลยหรือไม่ขอรับ”

“ดี...แต่อย่าลืมไปแจ้งข่าวหลวงสุรเดชด้วย เผื่อว่าทางนั้นจะรู้จักอาจารย์เกจิเก่งๆ จะได้ช่วยเหลือกันได้”

“เรื่องเกจิอาจารย์ขมังเวทย์นี่กระผมว่าติดต่อหลวงดำรงไม่ดีกว่าหรือขอรับ รายนั้นขึ้นเหนือล่องใต้บ่อย น่าจะกว้างขวางกว่าหลวงสุรเดช”

“เถิด ติดต่อไปทั้งสองคนนั้นแหละ เดี๋ยวพ่อจะเข้าไปดูแม่เพ็ญกับน้องเจ้าเสียหน่อย เจ้ารีบไปเสียก่อนจะไม่ทันการเถิด”

เจ้าคุณสั่งความลูกชายพลางเร่งให้ลงเรือนไป ในขณะที่ตัวเจ้าคุณศักดิเดชหันหลังเพื่อเดินกลับไปดูลูกเมียอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าห้องลูกสาวไป เสียงคุณหญิงเพ็ญที่กำลังปลอบโยนลูกสาวที่กำลังร่ำไห้อย่างน่าสงสารก็ดังลอดออกมา

“แม่อยู่นี่กับเจ้าแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวอันใดไปนะเจ้าชมมะนาดของแม่”

“หนูอยากกลับบ้านค่ะคุณแม่ หนูไม่อยากอยู่ที่นี่”

ชมมะนาดร้องไห้ไปคร่ำครวญไป หญิงสาวบ่นพร่ำซ้ำๆประโยคเดิมแต่เพียงว่า ..เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ เธออยากกลับบ้านมาตั้งแต่ฟื้นคืนสติแล้ว คุณหญิงเพ็ญได้แต่ปลอบประโลมลูกทั้งน้ำตา

“ที่นี่ก็บ้านของเจ้าไงลูก โธ่ถัง...แม่จะช่วยเจ้าอย่างไรดี ไม่รู้ว่าแม่ขวัญปลุกเจ้าด้วยวิธีใด จึงมีอาการประหลาดเช่นนี้”

“คุณแม่คะ คุณแม่บอกว่าคนที่ชื่อ ขวัญ ปลุกหนูขึ้นมาหรือคะ” ชมมะนาดหยุดคร่ำครวญชั่วครู่ เมื่อได้ยินชื่อ “ขวัญ” ออกจากปากคุณหญิงเพ็ญ

“ใช่แล้วจ้ะ แม่ขวัญนี่แหละที่เป็นคนช่วยเจ้าขึ้นมาจากน้ำ และยังเป็นคนเรียกปลุกเจ้าให้ฟื้นคืนมาด้วย”

 “ขวัญนี่ ชื่อจริงเขาชื่อ ขวัญชีวีหรือเปล่าคะคุณแม่”

น้ำเสียงของหญิงสาวตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด คุณหญิงเพ็ญเห็นลูกสาวพูดจาพอรู้เรื่องก็น้ำตาปริ่ม ตอบลูกไปพลางจะร้องไห้ไปพลาง

“แม่ไม่แน่ใจ แต่เดี๋ยวแม่ให้พี่ชายเจ้าไปถามหลวงสุรเดชให้ เขาเป็นสหายกันย่อมถามไถ่กันได้สะดวก”

“หนูอยากเจอเขาค่ะแม่ ผู้หญิงที่ชื่อ ขวัญ คนนั้น”

“จ้ะๆ ไว้หนูรักษาตัวหายดีแล้ว แม่จะพาไปเจอเขานะลูก โธ่ทูนหัวของแม่”

แม้จะไม่รู้ว่าคุณหญิงเพ็ญรับปากเธอส่งเดชหรือไม่ หากแต่ใครจะรู้ความจริงในใจของชมมะนาดกัน หญิงสาวดีใจเนื้อแทบเต้น เพราะนับตั้งแต่เธอฟื้นขึ้นมา เธอก็แทบจะบ้าตาย ...เธอ “วรรณสิริ หาญวานิช” สาวสวยเวิร์คกิ้งวูแมน เจ้าแม่แห่ง HM Logistic ยุค 2016 อย่างเธอ ดันตื่นขึ้นมาแบบหลงยุคแบบนี้ ...เธอไม่ใช่ “มณีจันทร์” ซักหน่อยที่จะทะลุกระจกไปกลับได้ นี่อยู่ๆก็ลืมตาแล้วทุกอย่างไม่เหมือนเดิม หรือเธอต้องนอนหลับไปบนเตียงนี่อีกครั้งเหมือน “แพรนวล” ในเรื่องบ่วงบรรจถรณ์ ถึงจะกลับไปยังยุคปัจจุบันของเธอได้

แต่แล้วหญิงสาวก็มีความหวังขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้ยินชื่อ ขวัญ จากปากหญิงสูงวัยตรงหน้า ...ตอนแรกเธอได้แต่ตรอมใจเพราะนึกว่าตนเองคงเป็นคนที่โชคร้ายที่ต้องอยู่ในอดีตร่วมร้อยกว่าปีเพียงคนเดียว ยังดีที่เธอตื่นมาแล้วยังได้เจอหน้าแม่ของเพื่อนรักเพื่อนแค้น อย่างขวัญชีวี ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่มั่นใจว่า ผู้หญิงคนนั้นจะใช่ขวัญชีวีคนที่เธอรู้จักหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้ได้พบเจอก่อน จะมีคนแปลกหน้าที่ไหนจะเรียกคุณหญิงเพ็ญว่าแม่ ก็ถ้าไม่ใช่เธอ หรือขวัญชีวี ก็ต้องเป็นคนรู้จักขวัญชีวีแน่ๆล่ะ

วรรณสิริในร่างของชมมะนาดตั้งสติใหม่อีกครั้ง เธอต้องเจอขวัญชีวีให้ได้ และอย่างแรกคือ เธอต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากคนรอบตัวเธอ ....และหยุดทุกการคร่ำครวญนี้ซะ

วรรณสิรินอนกระสับกระส่ายทั้งคืน ... ไม่ว่าอย่างไรเธอก็คงหลงอดีตมาแน่ๆ ต่อให้ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเธอก็คงไม่สามารถกลับไปได้ในตอนนี้ ดังนั้นกุญแจสำคัญอยู่ที่ขวัญชีวี เธอจะต้องไปหาเพื่อนเก่าของเธอให้ได้

“เอาล่ะวรรณสิริ ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน เธอต้องไม่ยอมแพ้”

หญิงสาวปลุกใจตัวเอง พลางครุ่นคิดถึงสถานที่แห่งนี้ที่เธอฟื้นขึ้นมา ผู้หญิงที่หน้าเหมือนแม่ของขวัญชีวีดูเหมือนจะเป็นแม่ของผู้หญิงคนที่เธอสวมรอยฟื้นขึ้นมาคนนี้ ....คุณหนูชมมะนาด

“ฉันคือชมมะนาด ...ฉันคือ ชมมะนาด ....ฉันคือชมมะนาด!” 

 

วรรณสิริท่องราวสะกดจิตตัวเอง เธอ วรรณสิริ หาญวานิช ผู้บริหารสูงสุดของ HM Logistic ไม่เคยยอมแพ้กับปัญหาที่เข้ามาง่ายๆอยู่แล้ว และเธอยินดีที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป้าหมายที่เธอวางไว้สำเร็จให้จงได้!
.....................................................................................................................................................................

 

วรรณสิริตื่นแต่เช้าตรู่ ก่อนจะยอมก้าวเท้าออกจากห้องเป็นครั้งแรก ต่อให้ที่นี่แปลกถิ่นและต้องเจอกับคนแปลกหน้ามากเท่าไหร่ แต่สาวมั่นระดับผู้บริหารอย่างมีหรือจะรับมือไม่ได้ และจุดแข็งในตัวเธอก็คือ เธอยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อเป้าหมายและผลประโยชน์สูงสุด ...ไม่มีอะไรที่เธอทำไม่ได้!....

คุณหญิงเพ็ญค่อยประคองลูกสาวที่ยืนยันว่าไม่เป็นอะไรเพื่อออกมาพบหน้าบิดาและพี่ชาย ที่คนหลังนี่แม้จะพายเรือไปเกือบพ้นคุ้งน้ำแล้วก็ยังรีบกลับมาเมื่อจู่ๆก็มีบ่าววิ่งตามเรือไปแจ้งหลวงไกรฤทธิ์ที่กำลังจะออกไปทำงานได้กลางทางแล้ว  ... ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะยังดูตื่นกลัว แต่เพื่อจะได้พบกับขวัญชีวี เธอต้องกล้ามากกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องยอมพบเจอผู้คนบ้าง ไม่เช่นนั้นคนที่นี่จะให้เธอยอมไปพบขวัญชีวีได้อย่างไร

เจ้าคุณศักดิเดช มองลูกสาวคนเดียวที่เดินออกจากห้องมาอย่างระทมใจ เขาเกือบจะต้องสูญเสียลูกสาวไปทั้งสองคนจากเหตุเรือล่ม ครั้งแรกเมื่อยังเล็ก เจ้าคุณนั้นได้แต่กล้ำกลืนน้ำตาไว้ในอก ลูกๆของเขาสามคน คนโตคือหลวงไกรฤทธิ์ และเด็กหญิงน้อยสองสาว เจ้าจันกะพ้อ เจ้าชมมะนาด ยามนั้นยังเล็กนั้นเคยติดตามบิดามารดาไปราชการที่พระนคร ครั้นขากลับแวะเที่ยวอยุธยากลับประสบอุบัติเหตุเรือล่ม แม้จะระดมผู้คนมาช่วยเหลือมากมาย หากก็ไม่พบแม้ศพเจ้าจันกะพ้อ ยังดีที่ช่วยเหลือ ไกรฤทธิ์ และ ชมมะนาดไว้ได้ มิเช่นนั้นแล้วหัวใจคนเป็นพ่อแม่คงดับสลาย หากต้องเสียลูกไปทั้งสามคน

เหตุการณ์นั้นแม้จะผ่านมานานนับสิบปี แต่เจ้าคุณยังรู้สึกเสียใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งเมื่อเห็นชมมะนาดในวันนี้ โตเป็นสาวสะพรั่งแล้ว แต่ยังต้องมาป่วยไข้เนื่องจากเหตุเรือล่ม เจ้าคุณยิ่งคิดถึงลูกสาวคนเล็กที่ด่วนจากไป

“ชมมะนาด มาหาพ่อตรงนี้เถิดลูก ไม่สบายเสียนาน มาให้พ่อรับขวัญหน่อยเถิด”

เจ้าคุณศักดิเดชว่าพลางให้หลวงไกรฤทธิ์ผู้เป็นบุตรชายขยับไปอีกด้าน ชมมะนาดจึงยอมเดินไปนั่งที่เบาะนั่งข้างๆบิดาอย่างเสียมิได้ ในใจออกจะวิตกกังวลสารพัด เธอไม่ใช่ชมมะนาด เธอคือ วรรณสิริ มือขวาของประธานบริษัทโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต่างหาก แล้วชายสูงวัยตรงหน้ามากด้วยบารมีอีกทั้งยังน่าเกรงขาม แม้จะเอ่ยต่อเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่อยากเข้าใกล้เสียด้วยซ้ำ ด้วยความกลัวสารพัด ทำเอาหญิงสาวตื่นเต้นจนเหงื่อซึม หน้าซีดขาวไปหมด ผู้เป็นบิดาเห็นดังนั้นก็ยิ่งเวทนาบุตรสาว ใบหน้าสวยหวานปานจะหยดราวพระจันทร์วันเพ็ญ ไม่ต่างจากคุณหญิงเพ็ญเมื่อสาวๆ แต่ตอนนี้กลับดูซีดเซียวและดูตื่นกลัวไปทุกสิ่งทุกอย่าง แม้คุณหญิงผู้เป็นภรรยาจะเล่าให้ฟังแล้วว่าอาการบุตรสาวนั้นหนักหนา ด้วยว่ากลัวคนแปลกหน้าและจำใครไม่ได้เลย แต่เมื่อเจ้าคุณได้เห็นประจักษ์ตาเช่นนี้ ก็ได้แต่ทอดถอนใจ เรือล่มครั้งที่สองนี้พรากลูกสาวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขาไปเสียแล้ว

“เจ้าชมมะนาด มาใกล้ๆพ่อมา พ่อจะรับขวัญเจ้า”

เจ้าคุณถอดสร้อยพระจากคอ บริกรรมคาถาครู่หนึ่งพลางสวมศีรษะให้บุตรสาว วรรณสิริ แอบสะดุ้งเล็กน้อยพลางรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวเมื่อเจ้าคุณบริกรรมคาถาจบ ก่อนที่ท่านเจ้าคุณจะกล่าวถ้อยคำสั้นๆจากใจแด่เธอ

“ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก ขวัญที่ลอยไปอยู่ที่ใดขอให้กลับมายังเจ้า นับแต่นี้ไปขอให้ขวัญจงอยู่ไม่หนีหายไปไหนนะเจ้าชมมะนาดของพ่อ”

 

หญิงสาวสบตากับชายวัยกลางคนตรงหน้า แววตาที่ทอดมองมานั้นเต็มไปด้วยความเมตตาแกมเวทนา วรรณสิริ เดาเอาว่า เจ้าคุณคงรู้เรื่องที่เธอจำใครไม่ได้แล้ว แต่คงยังไม่รู้ว่าที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ลูกสาวของท่านอีกต่อไป เอาเถิด วรรณสิริ ตัดสินใจ ...สวมรอยเป็นลูกสาวเจ้าคุณก็ไม่เสียหาย อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไปตกระกำลำบากที่ไหนก็ไม่รู้ล่ะนะ...

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น