น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 8 : ผู้มาใหม่...ที่ฟื้นคืน

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 : ผู้มาใหม่...ที่ฟื้นคืน

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 17:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 : ผู้มาใหม่...ที่ฟื้นคืน
แบบอักษร

 

หลังจากเดินทางกลับถึงพิษณุโลกแล้ว ท่านเจ้าคุณศักดิเดชและคุณหญิงเพ็ญก็รีบตามหมอมารักษาชมมะนาด บุตรสาวที่เจ็บป่วยตั้งแต่จมน้ำที่อยุธยา หากนี่ผ่านมาหลายวันแล้วบุตรสาวยังไม่ฟื้น ท่านเจ้าคุณศักดิเดชจึงต้องไหว้วานหลวงไกรฤทธิ์ผู้เป็นบุตรชายไปรบกวนอาจารย์บุญต๋วน ที่คณะคาทอลิก เพื่อหาหมอฝรั่งมารักษาบุตรสาว

“เจ้าคุณพ่อขอรับ วันนี้ที่อำเภอแจ้งว่าอาจารย์บุญต๋วนและคณะคาทอลิกไปเที่ยวชมวัดใหญ่ขอรับ”

“ไปกับผู้ใด หลวงสุรเดชใช่หรือไม่”

“ขอรับ กระผมให้คนไปรอที่ท่าน้ำบ้านคุณหลวงเดชแล้ว หากกลับมาจักได้ขอความช่วยเหลือได้ เพราะคุณหลวงรู้จักหมอฝรั่งหลายคน”

“ดีแล้ว นี่แม่เพ็ญก็ทำท่าจะย่ำแย่ไปอีก หากเจ้าชมมะนาดไม่ฟื้นคืน แม่เจ้าคง.....” เจ้าคุณศักดิเดชไม่กล้าพูดต่อ ด้วยหัวอกคนเป็นพ่อก็ไม่ได้ต่างจากคุณหญิงเพ็ญผู้เป็นภรรยาสักเท่าใดนัก

“ท่านเจ้าคุณขอรับ เมื่อครู่เรือคุณหลวงสุรเดชเพิ่งผ่านหน้าเรือนเราไป จักให้กระผมเชิญท่านขึ้นเรือนหรือไม่ขอรับ”

บ่าวผู้ชายตรงหน้าเรือนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน หลวงไกรฤทธิ์ไม่รอช้า รีบลงเรือนไปทันที พร้อมกับหันมาบอกบิดาที่ยังรอท่าอยู่ .....“กระผมจะลงไปเชิญเองขอรับ”

หลวงสุรเดชออกจะเป็นกังวลที่หญิงสาวจู่ๆก็แลดูคล้ายป่วยไข้ ทั้งๆที่ตอนเช้ายังออกอาการหัวเราะร่วน จนเขาเองยังคิดจะพาหล่อนไปเที่ยวอีกหลายๆที่หล่อนจะได้สดใสร่าเริง แต่เมื่อมาเจ็บป่วยเสียเช่นนี้จะไปเที่ยวได้อีกอย่างไร ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกเขาดังจากริมฝั่งจึงตวัดตามองด้วยความขุ่นใจ แต่ครั้นเมื่อแลเห็นว่าผู้ที่เดินตามบ่าวไพร่มาคือ หลวงไกรฤทธิ์ผู้เป็นสหาย จึงหันไปออกคำสั่งกับบ่าวที่พายเรือให้กลับไปยังท่าน้ำบ้านท่านเจ้าคุณศักดิเดช

“ข้าต้องขอโทษด้วยที่ต้องเรียกให้หันเรือกลับอย่างเร่งร้อน แต่ข้ากับเจ้าคุณพ่อมีเรื่องร้อนใจใคร่อยากจะปรึกษาไหว้วานสักนิด”

หลวงไกรฤทธิ์รีบอธิบายบอกกล่าวกับเพื่อนทันทีที่เรือเทียบท่าหน้าบ้าน  หลวงสุรเดชไม่ว่ากระไรหากหันไปมองหญิงสาวที่ยังนั่งหน้าซีดเซียวอยู่ ขวัญชีวีกระพุ่มมือไหว้หลวงไกรฤทธิ์อย่างมีมารยาท พลางระบายยิ้มในหน้าส่งให้คุณหลวงตำรวจของเธอแทนคำยืนยันว่าเธอไม่เป็นไร

หลวงไกรฤทธิ์เองพอเห็นหน้าซีดๆของหญิงสาวก็พอจะเข้าใจผู้เป็นเพื่อน หากตัวเขาเองก็ไม่มีทางเลือก น้องสาวเขาเองยังไม่ฟื้นมาสองวันแล้ว หากนานไปกว่านี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

“ขึ้นเรือนกันก่อนเถิด แม่ขวัญเองด้วยจะได้ไปนั่งพักสบายๆบนเรือน ฉันจะให้บ่าวไพร่หาชงยาลมยาหอมมาให้ ดูหน้าซีดเซียวคล้ายคนจะเป็นลม”

ด้วยเห็นแก่ประโยคท้ายๆ หลวงสุรเดชจึงหันไปจะช่วยประคองหญิงสาว หากขวัญชีวีรีบส่ายหน้า หลวงไกรฤทธิ์จึงเรียกบ่าวผู้หญิงมาช่วยกันประคองขวัญชีวีขึ้นเรือน

หลวงสุรเดชคลานเข่าเข้าไปกราบท่านเจ้าคุณศักดิเดชและคุณหญิงเพ็ญ บุพการีของเพื่อนอย่างนอบน้อม ขวัญชีวีแม้จะกราบได้ไม่งามเท่าคุณหลวงแต่ก็ไม่ได้ดูขัดตา หญิงสาวกราบคุณหญิงเพ็ญแล้วอดน้ำตารื้นขึ้นไม่ได้ ภาพความทรงจำที่กระตุ้นเตือนถึงยุคที่เธอจากมาทำให้เธอคิดถึงมารดามากยิ่งขึ้น ...ถึงอย่างไรเธอก็อยากกลับไปบ้านไปหาแม่ของเธอ  

คุณหญิงเพ็ญ เมื่อเห็นหญิงสาวที่เคยตกปากเรียกเธอว่าแม่....ในใจยิ่งห่วงกังวลถึงบุตรสาวคนเดียว เจ้าชมมะนาดของแม่ เหตุไฉนจึงยังไม่ฟื้นเสียที....

“ตั้งแต่แยกกันกระผมเพิ่งมีโอกาสได้เข้ามากราบท่านเจ้าคุณลุงและคุณหญิงป้า ทราบว่าสบายดีแล้วกระผมก็เบาใจ”

“พ่อกับแม่นั้นสบายดี หากเจ้าชมมะนาดสิ จนป่านนี้ยังไม่ฟื้นคืนสติ พ่อกับหลวงไกรตระเวนหาหมอมาทั่วทิศแล้วยังไม่สามารถรักษาได้ หลวงเดชพอจะรู้จักหมอฝรั่งที่เก่งๆบ้างหรือไม่”

ท่านเจ้าคุณวกเข้าเรื่องสำคัญทันทีด้วยร้อนใจ หลวงสุรเดชและขวัญชีวีได้ยินดังนั้นก็ตกใจ โดยเฉพาะขวัญชีวี...หรือตัวเธอจะช่วยผู้ป่วยจมน้ำผิดวิธี

“ขออนุญาตให้ดิฉันเข้าไปดูเธอได้หรือไม่เจ้าคะ อาการเธอทรุดลงกว่าเดิมหรือเจ้าคะ”

ขวัญชีวีจู่ๆก็โพล่งขึ้นมา หลวงสุรเดชสะกิดให้เงียบเพราะเกรงว่าท่านเจ้าคุณจะนึกตำหนิว่าหล่อนไม่มีมารยาท จู่ๆก็พูดแทรกผู้ใหญ่ขึ้นมากลางวง

คุณหญิงเพ็ญและท่านเจ้าคุณศักดิเดชแลเห็นกิริยาที่ห่วงใยอย่างจริงใจ จึงไม่ได้แสดงตำหนิอะไรออกไป ด้วยหญิงสาวตรงหน้าเคยช่วยชีวิตบุตรสาวของตนไว้ แม้จะไม่รู้ที่ไปที่มาแต่เสียงร่ำลือที่ว่าอยู่ร่วมเรือนกับหลวงสุรเดช อีกทั้งการแต่งกายที่ดูแผกกว่าบ่าวไพร่ ทำให้อย่างไรฐานะก็คงไม่ใช่บ่าวรับใช้เป็นแน่ แม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าคุณหลวงหนุ่มชุบเลี้ยงไว้ในฐานะอันใดก็ตาม

“คุณหญิงพาแม่ขวัญเข้าไปดูอาการลูกเถิด ฉันจะปรึกษาเรื่องหมอกับหลวงเดช”

ท่านเจ้าคุณเอ่ยเป็นเชิงอนุญาต คุณหญิงเพ็ญจึงลุกขึ้นเดินนำหญิงสาวไปยังห้องของชมมะนาดที่หับประตูหน้าต่างไว้อย่างมิดชิด

ใบหน้านวลที่ซีดขาวไม่ต่างจากหมอนที่เธอนอนหนุนอยู่ ทำให้ขวัญชีวีใจหล่นไปที่ตาตุ่ม หญิงสาวเดินตรงไปพลางจับข้อมือหญิงสาวไว้ ตรวจหาชีพจรว่ายังเต้นอยู่หรือไม่

คุณหญิงเพ็ญมองดูอาการของหญิงสาวแปลกหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือชมมะนาดด้วยน้ำใสใจจริงแล้วยิ่งคิดถึงอดีตที่ผ่านมา เกือบสิบปีมาแล้วที่เธอเคยมีลูกสาวฝาแฝด คือ ชมมะนาด กับ จันกะพ้อ แต่โชคร้ายที่จันกะพ้อ แฝดคนน้อง เรือล่มครั้งที่ไปเที่ยวที่อยุธยาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ว่าจะงมหาอย่างไรก็หาไม่เจอ จนบัดนี้มีสาวแรกรุ่นมาเรียกเธอว่าแม่และดูแลห่วงใยชมมะนาดด้วยใจจริง ทำให้คุณหญิงหวนคิดถึงบุตรสาวคนเล็กไม่ได้ แต่ขวัญชีวีหน้าตาไม่คล้ายชมมะนาดเลย ไม่อย่างนั้นแล้ว คุณหญิงคงรีบบอกเรื่องนี้แก่เจ้าคุณไปแล้ว

“คุณชมมะนาดนอนนิ่งอยู่อย่างนี้ตลอดเลยหรือเจ้าคะ”

“ใช่ ตั้งแต่ที่หล่อนช่วยขึ้นมาจากน้ำที่อยุธยา จนบัดนี้เจ้าชมมะนาดก็ยังไม่ฟื้น ไม่รู้ว่าเพราะเวรกรรมอันใดกันหนอ”

คุณหญิงเพ็ญกล่าวไปซับน้ำตาไป ขวัญชีวีสงสารหญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างจับใจ หญิงสาวหันกลับมาพินิจใบหน้าของชมมะนาดอีกครั้ง ลมหายใจที่แสนจะแผ่วเบาทำให้ขวัญชีวีเครียด นี่ถ้าหากอยู่ในยุคของเธอเธอจะจับส่งโรงพยาบาลให้รู้แล้วรู้รอด....แต่เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ ในยุคเธองั้นเหรอ....ในยุคเธอมีผู้หญิงหน้าตาแบบนี้อยู่คนนึงนี่นา...

“คุณวรรณสิริ!...”

ขวัญชีวีอุทานเรียกชื่อของเพื่อนเก่าอย่างไม่แน่ใจ แต่พอสิ้นเสียงอุทานของขวัญชีวี ร่างแบบบางที่นอนนิ่งสนิทอยู่ดูเหมือนจะสะดุ้งเล็กน้อย แต่ถึงแม้จะเพียงนิดเดียวก็ไม่พ้นสายตาของคุณหญิงเพ็ญและขวัญชีวี

“หล่อนพูดใหม่สิแม่ขวัญ ....พูดใหม่!”

“คุณวรรณสิริ!

คราวนี้ขวัญชีวีร้องเรียกเสียงดังขึ้นข้างๆหู หนังตาของชมมะนาดคล้ายจะกระตุกขึ้น คราวนี้ขวัญชีวีเรียกเสียงดังขึ้นๆ จนท่านเจ้าคุณ หลวงไกรฤทธิ์และหลวงสุรเดชต่างกรูกันเข้ามาในห้องอย่างงุนงง

“คุณวรรณสิริ! ฟื้นสิคะ ...ฟื้น!”

คราวนี้ขวัญชีวีไม่พูดเปล่า แต่ยังจับตัวหญิงสาวที่นอนนิ่งเขย่าด้วย และดูเหมือนอาการนี้จะได้ผล เพราะร่างที่นอนนิ่งสลบไสลมาสองวันสองคืนค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น พลางเผยอริมฝีปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่คล้ายจะมีเสมหะติดคอจึงกลายเป็นอาการไออย่างรุนแรงแทน

คราวนี้คุณหญิงเพ็ญถลาเข้ามาโอบกอดบุตรสาวไว้แน่น ท่านเจ้าคุณและหลวงไกรฤทธิ์เองก็ขอบตาแดงก่ำอย่างยินดี ในที่สุดชมมะนาดก็ฟื้นคืน.....

ขวัญชีวีค่อยๆถอยห่างออกมา เธอต้องกัดริมฝีปากตัวเองเอาไว้ให้แน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่จะเล็ดลอดออกมา  ภาพของชมมะนาดในอ้อมกอดของแม่ของเธอ....ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธออีกแล้ว แต่เธอจะต้องกลับบ้าน ....บ้านที่มีแค่เธอกับแม่แค่สองคนเท่านั้น ...

 

หลวงสุรเดชเห็นว่าสมควรลากลับแล้ว จึงยกมือไหว้อำลาท่านเจ้าคุณศักดิเดชและพาขวัญชีวีกลับออกไป ทิ้งภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่นเอาไว้เบื้องหลัง ...ขวัญชีวียกมือขึ้นกอดตัวเอง พลางตั้งใจอย่างแน่วแน่...ไม่ว่าหน้าที่ที่เธอจะต้องทำคืออะไร ...เธอจะต้องทำมันให้ได้เพื่อที่เธอจะได้กลับบ้านของเธอ!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น