น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 7 : คำอธิษฐานกับหน้าที่

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 : คำอธิษฐานกับหน้าที่

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 00:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 : คำอธิษฐานกับหน้าที่
แบบอักษร

 

ขวัญชีวี ถูกปลุกด้วยฝีมือของพี่ขาวแต่เช้าตรู่ ถึงแม้หญิงสาวจะยังไม่ค่อยอยากจะลุกขึ้นมาสักเท่าไหร่ แต่ตัวเองยังพอนึกได้รางๆว่า ยังคุยค้างกับหลวงสุรเดชอยู่เรื่องงานที่เธอจะต้องทำ ตอนแรกหลังจากที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จเธอกะว่าจะขอคุยด้วย แต่หลวงสุรเดชกลับเป็นฝ่ายบ่ายเบี่ยงเสียเองและไล่ให้เธอมานอน ซึ่งตัวขวัญชีวีเองนั้นนอนคิดทั้งคืนว่าหลวงสุรเดชจะจ้างเธอให้ทำงานอะไรได้บ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคิดไม่ออก ...วันนี้เธอจึงยอมตื่นแต่เช้าตรู่สักวันเพื่อไปดักถามเจ้าตัวก่อนไปทำงานให้รู้เรื่อง

ขวัญชีวีใส่เสื้อแขนกระบอกสีเขียวสดใสเดินออกมานอกชานพลางสอดส่ายสายตามองหาบุคคลต้นเรื่อง ก่อนจะเห็นว่าคุณหลวงไปนั่งรอที่ท่าน้ำพร้อมอาหารคาวหวานเตรียมตักบาตร หญิงสาวไม่รอช้าค่อยๆไต่ลงบันไดไป ยังดีที่เธอยังนุ่งโจงกระเบน เพราะหากเป็นผ้านุ่งแล้วคงได้กลิ้งลงบันได้แทนการเดินแน่ๆ

หลวงสุรเดชมองเสื้อสีเขียวของเธออย่างประหลาดใจ นี่คงนุ่งห่มไม่ได้ดูวันเลยกระมัง วันนี้วันอาทิตย์แล้วจะใส่สีเขียวทำไม? ...หากคุณหลวงกลับคิดเองปลงเองเอาง่ายๆกับหญิงสาว ...ตัวเขาจะเอากะเกณฑ์อะไรมากกับคนเถื่อนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นอย่างหล่อนกัน

“ตื่นแต่เช้าเหมือนกันหรือ ถ้าอย่างนั้นมารอตักบาตรด้วยกันเถิด”

หลวงสุรเดชเอ่ยปากชวนง่ายๆ พลางชี้ให้หญิงสาวนั่งลงข้างๆเขา ขวัญชีวีไม่อิดออดเล่นตัวให้เสียเวลา ก่อนจะถามถึงสิ่งที่ครุ่นคิดมาตลอดคืน

“คุณหลวงจะให้ฉันช่วยงานอะไรของคุณหลวงหรือคะ”

“ก็ไม่เชิงงานของฉันเสียทีเดียวหรอก พอดีเจ้าคุณลุงท่านไหว้วานขอให้ฉันช่วยประสานเรื่องตั้งโรงเรียนที่พิษณุโลกโดยคณะคาทอลิกและมิชชันนารีที่จะเป็นผู้สร้างโรงเรียนจะมาถึงในเดือนหน้านี้ ท่านเลยอยากจะให้ทั้งคณะอยู่ในความดูแลของฉัน”

“แล้วจะมาพักที่นี่หรือคะ”

“ไม่หรอก ทางอำเภอเขามีที่พักให้อยู่แล้ว ทางขุนพิชิตชยากรจะเป็นคนจัดการ เพียงแต่ทางอำเภอเกรงว่าจะมีคนไปวุ่นวายมาก เลยจะให้ฉันไปช่วยดูแลอีกชั้นหนึ่ง”

“แล้วดิฉันต้องไปเป็นบ่าวรับใช้พวกฝรั่งหรือคะ”

ขวัญชีวีถามเสียงสูง  จนคุณหลวงหนุ่มอดอมยิ้มไม่ได้ แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะตอบอะไรบ่าวผู้ชายก็ร้องบอก “พระมาแล้วขอรับ” คุณหลวงจึงลุกขึ้นโดยไม่ลืมหันมาเรียกขวัญชีวีให้ตามมาด้วย

“หล่อนยกถาดอาหารถวายพระมาด้วย แล้วมานั่งข้างๆฉันตรงนี้”

ผู้ออกคำสั่งถือขันข้าวรอท่าอยู่แล้ว ขวัญชีวีแอบกลอกตาใส่ก่อนจะยกถาดของคาวหวานไปนั่งเคียงข้างแต่โดยดี โดยมีสายตาของพี่ขาวที่มองไปยิ้มไปจนแก้มแทบปริ

คุณหลวงพนมมือไหว้พระสงฆ์งดงาม ในละแวกคุ้งน้ำนี้พระจะบิณฑบาตทางเรือ โดยมักจะมีลูกศิษย์วัดเป็นผู้พายให้ หรือบางครั้งพระก็พายเรือบิณฑบาตมาเอง

วันนี้หลวงตาพายเรือมารูปเดียว ขวัญชีวีก้มศีรษะกราบไหว้ด้วยใจหวังว่า บุญในครั้งนี้จะส่งผลให้เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แบบไม่รันทดนัก

คุณหลวงเป็นผู้ตักบาตรนำ โดยมีขวัญชีวีคอยช่วยส่งอาหารคาวหวานให้ และปิดท้ายด้วยพวงมาลัยที่ถวายเป็นอามิสบูชาแด่พระรัตนตรัย

หลวงตาให้ศีลให้พรจบแล้วก็หันมองคุณหลวงและหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเมตตา

“อย่ากังวลไปเลยโยม ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรม พอหมดหน้าที่แล้วก็หมดกรรม”

ขวัญชีวีเงยหน้าแล้วก็พบว่าหลวงตากำลังเอ่ยกับตัวเธอโดยตรง หญิงสาวจึงก้มลงกราบจรดพื้น คำถามเดียวที่ยังติดค้างในใจเธอเสมอมาหลุดปากถามต่อพระคุณเจ้าไปโดยไม่ทันยั้งคิด

“แล้วหนูจะได้กลับ “บ้านของหนู” มั้ยเจ้าคะ”

“โยมมาที่นี่เพราะมีหน้าที่ที่ต้องกระทำ... กรรมคือการกระทำ...ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรม”

“หน้าที่หรือเจ้าคะ?” ขวัญชีวีทวนถามอย่างไม่เข้าใจ เธอมาที่นี่เพราะมีหน้าที่ที่ต้องทำอย่างนั้นหรือ ....หน้าที่อะไรกัน

หลวงตาหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นมองเธออย่างเมตตา .... แต่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆต่อข้อสงสัยของเธอ เรือของหลวงตาค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ขวัญชีวีก้มลงกราบจรดพื้นอีกครั้ง ก่อนจะหันไปสบตาคนข้างตัวที่กำลังสงสัยในสิ่งที่หลวงตาพูดเช่นกัน

“ถ้าคุณหลวงคิดจะถามฉัน ฉันขอบอกเลยว่าฉันก็ยังงงที่หลวงตาพูด แต่ถ้าฉันคิดออกเมื่อไหร่ฉันจะบอกคุณหลวงเป็นคนแรกแน่ๆ เพราะฉันสังหรณ์ใจว่า หน้าที่ที่หลวงตาว่า ต้องเกี่ยวข้องกับคุณหลวงแน่ๆ”

หลวงสุรเดชจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว แววตาที่ไร้วี่แววของคำโป้ปดมดเท็จ ทำให้คุณหลวงคลายหัวคิ้วที่ขมวดกันแน่น แต่ยังไม่ละสายตาใบจากใบหน้านวลของหญิงสาวตรงหน้า

“ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นเรือนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้ฉันจะพาเธอไปเที่ยว”

“เที่ยวอย่างนั้นหรือคะ ดีจริงๆเลย งั้นคุณรอฉันแป๊บเดียว เดี๋ยวฉันมา”

“ไม่ต้องรีบร้อนถึงอย่างนั้นดอก เดี๋ยวรับประทานข้าวเช้ากันก่อนแล้วค่อยไป”

หากขวัญชีวีไม่รอฟัง หญิงสาวลากตัวพี่ขาวขึ้นเรือนไปอย่างตื่นเต้น โดยมีสายตาของหลวงสุรเดชที่มองตามไปอย่างครุ่นคิด ....หล่อนมาที่นี่เพราะมีหน้าที่ที่ต้องกระทำอย่างนั้นหรือ? หรือว่าการที่หล่อนหนีมาลงเรือของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!

 

แม้ว่าเมืองพิษณุโลกจะเจริญไม่แพ้เมืองอื่นๆ แต่ด้วยแม่น้ำที่ตัดผ่านหลายสาย ทำให้ ณ ขณะนี้การสัญจรทางน้ำจึงยังเป็นเส้นทางหลักในแถบนี้ ขวัญชีวีลงเรือด้วยอาการกระดี๊กระด๊าราวกับปลากระดี่ได้น้ำ เธอไม่คิดเลยว่าคุณหลวงจะใจดีพาเธอไปเที่ยวพักผ่อนด้วย แต่แล้วเธอก็เบิกบานได้แค่ช่วงลงเรือเท่านั้น หากเมื่อขึ้นฝั่งตรงท่าน้ำหน้าวัดใหญ่แล้ว หญิงสาวก็หันไปจิกตาใส่หลวงสุรเดชอย่างขัดเคือง ....เหอะ จะพาเธอมาเที่ยว ...คณะมิชชันนารีเกือบสิบคนตรงหน้าเธอนี่คืออะไร ...จะให้เธอมาเป็นไกด์นำเที่ยวเสียมากกว่า!

“ไหนว่าคณะมิชชันนารีจะมาเดือนหน้าไงคะ”

“ก็ชุดนี้หัวหน้าคณะคาทอลิกมาก่อนอย่างไรเล่า ส่วนคณะมิชชันนารีที่จะสอนหนังสือจะตามมาทีหลังในเดือนหน้า”

หลวงสุรเดชอธิบายหน้าตาย ทั้งๆที่ดวงตาฉายแววสนุกสนานที่ได้หยอกเย้าหญิงสาวให้โมโหเล่น

หลวงสุรเดชทันทีที่ลงจากเรือก็ตรงเข้าไปหาตัวแทนกลุ่มมิชชันนารีและคณะคาทอลิกที่ยืนรอกันอยู่ ชายหนุ่มยกมือไหว้ทำความเคารพ อาจารย์บุญต๋วน อีกหนึ่งแนวร่วมสำคัญของคณะคาทอลิกและมิชชันนารีที่หมายมั่นปั้นมือในการขอความช่วยเหลือจากท่านข้าหลวงใหญ่และหลวงสุรเดชเรื่องการตั้งโรงเรียนในพิษณุโลกให้สำเร็จจงได้

ขวัญชีวีเดินตามมาทีหลังจึงไม่ทันได้ยินว่าหลวงสุรเดชพูดคุยอะไรบ้าง จนกระทั่งชายหนุ่มหันมาทางเธอและแนะนำเธอให้อาจารย์บุญต๋วนได้รู้จัก

“หล่อนชื่อ ขวัญ จะมาช่วยกระผมประสานเรื่องโรงเรียนอีกแรงหนึ่งขอรับ วันนี้แม่ขวัญจะอาสาพาพวกเราชมเมืองพิษณุโลกก่อน ที่นี่หากจะตั้งโรงเรียนแล้ว กระผมว่าเราควรหาที่ในละแวกนี้น่าจะดีกว่าเพราะชาวบ้านที่นี่ผูกพันกับวัด ถ้ามีโรงเรียนแถวนี้ชาวบ้านจะได้รู้และไปมาสะดวก”

แม้ว่าคุณหลวงจะเป็นคนออกปากว่าจะให้เธอเป็นคนพาชมเมือง แต่เอาเข้าจริงคุณหลวงก็เป็นคนบอกกล่าวทั้งสิ้น หน้าที่ของเธอคือ คอยยิ้มแย้มต้อนรับและพูดคุยกับมิชชันนารีที่ตื่นตาตื่นใจกับพระพุทธชินราชองค์ใหญ่สีทองสุกปลั่งที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร

“หลวงพ่อพุทธชินราช สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย และเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดและยังสมบูรณ์ที่สุดจนถึงในปัจจุบัน ที่บริเวณผนังและประตูมุกด้านหน้าจะมีการแกะสลักอย่างสวยงามและวาดภาพพุทธประวัติที่ยังไม่ถูกทำลายจากภัยสงครามด้วย” เสียงใสๆอธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้คณะมิชชันนารีฟัง หญิงสาวปล่อยให้มิชชันนารีเดินดูภาพวาดบนผนังไปรอบๆ ส่วนตัวเธอคลานเข่าเข้าไปตรงหน้าโต๊ะหมู่บูชา ก่อนจะหลับตาลงตั้งจิตให้มั่นแล้วอธิษฐานต่อหน้าองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช

“หากลูกต้องย้อนอดีตกลับมาที่นี่เพื่อกระทำหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วง ไม่ว่าหน้าที่ใดก็ตามที่ลูกต้องกระทำ ลูกจะทำให้สำเร็จลุล่วง ขอบารมีหลวงพ่อพุทธชินราชคุ้มครองลูกให้กระทำสำเร็จดังหวัง และให้ลูกได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

หลวงสุรเดชเห็นหญิงสาวหลับตาพึมพำอธิษฐานก็เข้ามานั่งเคียงข้าง ก่อนจะก้มลงกราบเบญจางคประดิษฐ์อย่างอ่อนช้อยงดงาม

“อธิษฐานอะไรหรือ”

ขวัญชีวีก้มลงกราบพระหน้าผากจรดพื้น หญิงสาวหันมาเผชิญหน้ากับคุณหลวงตำรวจหนุ่มตรงหน้า ต่อหน้าหลวงพ่อพระพุทธชินราชอันศักดิ์สิทธิ์และผ่านกาลเวลาอันยาวนานไปจนถึงยุคสมัยของเธอ เธอรู้ดีว่าไม่ควรพูดวาจาเท็จแม้ครึ่งคำ

“ดิฉันอธิษฐานว่าขอให้ท่านคุ้มครอง ดิฉันจะทำหน้าที่ของดิฉันให้ดีที่สุด ไม่ว่าหน้าที่นั้นคืออะไรก็ตาม”

“หล่อนบอกแต่ว่าจะทำหน้าที่ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าหน้าที่ที่จะต้องทำคืออะไรงั้นหรือ”

“ค่ะ ...ฉันมั่นใจว่าฉันจะรู้ในอีกไม่นานนี้”

สิ้นคำพูดของหญิงสาว จู่ๆฟ้านอกก็เกิดเสียงฟ้าร้อง พร้อมกับลมที่พัดแรงขึ้น คณะมิชชันนารีที่เดินดูรอบๆวัดกลับเข้ามาพร้อมกันเกือบหมด

“กระผมว่าเรากลับกันก่อนดีกว่าขอรับ ข้างนอกคล้ายฝนจะตก นี่ก็เดือนสิบเอ็ดแล้วไม่น่ามีฝนได้เลย”

หลวงสุรเดชเอ่ยกับอาจารย์บุญต๋วนที่กลับเข้ามาพร้อมกับคณะคาทอลิก ซึ่งทุกคนล้วนเห็นดีเห็นงามกับคุณหลวงหนุ่ม จึงพากันไปที่ท่าน้ำที่หน้าวัดเพื่อแยกย้ายกันกลับ

ขวัญชีวีกำลังจะลุกขึ้นตามออกไป แต่จู่ๆเธอก็รู้สึกหน้ามืดกะทันหัน ...ในหัวคล้ายมีภาพวาบเข้ามาคล้ายฟ้าแลบ เป็นภาพที่เธอล้มลงพร้อมกับภาพแขวนตระกูล “หาญวานิช” ในมือ

“ขวัญ.....แม่ขวัญ!

หลวงสุรเดชย้อนกลับมาตามหญิงสาวที่ยังไม่ออกไป จึงทันเห็นขวัญชีวีนั่งพับเพียบเอามือยันพื้นไว้อย่างพยายามทรงตัวไม่ให้ล้มลงไป

“หล่อนเป็นอะไรไป ตอบฉันสิแม่ขวัญ”

“ไม่...ไม่เป็นไรแล้วค่ะ เมื่อกี้จู่ๆฉันก็รู้สึกว่าหน้ามืดไป”

“ลุกไหวหรือไม่ ฉันจะพาหล่อนกลับเรือน”

 

ขวัญชีวีพยักหน้าช้าๆ หลวงสุรเดชจึงประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นก่อนจะรีบลงเรือกลับบ้าน ปิดฉากทัวร์พิษณุโลกลงแบบกะทันหัน พร้อมสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาราวกับเป็นม่านบางๆที่กางกั้นสายตาทุกคนจากกัน  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น