น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 6 : ริมฝั่งน้ำเมืองพิษณุโลก

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 : ริมฝั่งน้ำเมืองพิษณุโลก

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 00:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 : ริมฝั่งน้ำเมืองพิษณุโลก
แบบอักษร

 

ในที่สุดขวัญชีวีก็ได้เห็นพิษณุโลก แม้ว่าจะเป็นในอดีตอีกร้อยกว่าปีที่ผ่านมา หากสิ่งที่แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลยคือ “แม่น้ำน่าน” แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านที่นี่นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มณฑลพิษณุโลกนับว่าเป็นเมืองที่คึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นหัวเมืองใหญ่ของทางภาคเหนือและมีการสัญจรสะดวกทั้งทางน้ำและทางบก

ในครั้งแรกที่คุณหลวงสุรเดชเอ่ยว่าจะพาเธอกลับมาไว้ท่านลุงที่บ้านที่พิษณุโลกนั้น ขวัญชีวีคิดว่าคงเป็นเรือนไม้ธรรมดาเหมือนอย่างเรือนพักที่โรงพักกองตระเวน หากขวัญชีวีก็ต้องตกตะลึงกับบ้านไม้สักทองหลังใหญ่ ที่ถ้าคนในยุคเธอได้มาเห็นแล้วละก็ คงแทบอยากจะเลาะฝาไม้กระดานออกมาขายทอดตลาดกันเลยทีเดียว

“หล่อนรออยู่ที่เรือนแพริมน้ำก่อน ฉันจะขึ้นไปกราบท่านลุง สภาพหล่อนดูไม่ค่อยสบายนัก หากพาไปหาท่านตอนนี้ประเดี๋ยวท่านจะนึกว่าฉันไปเก็บลูกแมวเคราที่ไหนมาเลี้ยง”

หลวงสุรเดชหันมากำชับเธอเสียงเข้มแต่ยังไม่วายแอบเย้าแหย่เธอทั้งๆที่ยังตีหน้าตาย ...เหอะ เห็นแก่ที่อีตาตำรวจนี่อาสาจะเป็นที่พึ่งพาของประชาชนตาดำๆอย่างเธอหรอกนะ ดังนั้นขวัญชีวีจึงเดินเลี่ยงไปยังเรือนริมแพริมน้ำที่หลวงสุรเดชบอกแต่โดยดี จะว่าไปเธอก็รู้สึกอ่อนเพลียมาก และยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับท่านเจ้าคุณลุงของคุณหลวงจริงๆ

ขวัญชีวีนั่งมองแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านไปอย่างใจลอย ในใจแทบอยากจะฟุบหลับลงไป หากเสียงพูดคุยที่แว่วลอยตามลมมาทำให้ขวัญชีวีแอบสะดุ้งและไม่รู้ว่าควรจะหลบหรือซ่อนที่ตรงไหนที่คนจะไม่เห็นเธอ จึงกระโจนไปยังพุ่มไม้ข้างๆและซุกหัวลงให้ต่ำที่สุด

“กระผมคิดว่า ที่คณะคาทอลิกและเหล่ามิชชันนารีอยากจะมาตั้งโรงเรียนที่นี่ เนื่องจากต้องการเผยแผ่ศาสนามากกว่า หากการจะมาสร้างโบสถ์หรือกระทำการเผยแผ่เลย เกรงว่าชาวบ้านอาจจะไม่พอใจ อีกทั้งมีขุนนางและข้าราชการอีกจำนวนไม่น้อยที่เกรงว่าจะมีพวกอันธพาลที่จ้องจะเข้ารีตเพื่อที่จะหาช่องก่อความวุ่นวายแลหนีโทษความผิด กระผมเห็นว่าจึงควรคัดค้านไม่อยากให้เปิดโรงเรียนที่นี่ขอรับ”

“แต่พวกอันธพาลเหล่านั้น แม้จะไม่เข้ารีตก็มักก่อเรื่องวุ่นวายอยู่เนืองๆ ทางกองตระเวนก็ช่วยกันสอดส่องอยู่แล้ว ส่วนเรื่องโรงเรียนนั้นแม้ว่าจะมีคนคัดค้านอยู่แต่ประโยชน์ที่จะเกิดต่อลูกหลานของเราก็มีมาก สิ่งที่กระผมเห็นว่าสำคัญและต้องรีบกระทำคือ จะทำอย่างไรให้ทางฝ่ายคณะมิชชันนารีเข้าใจว่าเราไม่ได้ต่อต้าน แต่เราต้องบอกกล่าวกับชาวบ้านให้รู้เรื่องเสียก่อน ไม่เช่นนั้นหากมีพวกนอกรีตเข้ามาก่อกวนจะยิ่งเป็นภัยต่อฝ่ายเรา”

เสียงหารือกันที่ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขวัญชีวีใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เธอคงหลบไม่พ้นแน่ๆแล้ว หากก่อนที่คณะเหล่านั้นจะเดินมายังเรือนแพริมน้ำ เสียงแหบห้าวทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังก็ดังขึ้น แม้จะไม่ดุดันหรือเคร่งเครียดเท่าสองเสียงแรก หากน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขุมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจก็สามารถยุติเรื่องที่ถกได้ทันควัน

“แต่ช่วงนี้ พวกอังกฤษแลฝรั่งเศสยังคงไม่รามือที่จะรวมเอาสยามไปเป็นอาณานิคม หากเราคัดค้านเรื่องการตั้งโรงเรียนอย่างออกนอกหน้าก็เกรงว่าทางโน้นจะหาว่าเราไม่ศิวิไลซ์เท่าเขาปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านมีความรู้ หาเรื่องป้ายสีเราเพื่อหาความชอบธรรมในการเข้ายึดดินแดน ในตอนนี้พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตระหนักเรื่องนี้แลทรงเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองหลายประการเพื่อรักษาเอกราชของสยามไว้ พวกเราเองแม้จะอยู่ห่างพระเนตรพระกรรณมา แต่พวกเราข้าราชการล้วนแต่ถวายคำสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์ทั้งสิ้น การใดที่สามารถกระทำเพื่อสนองราชโองการ และเพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว เราไม่ควรดูดาย”

ขวัญชีวีอยากจะแอบชะโงกหน้าออกไปดูหน้าคนพูด สไตล์การพูดรักชาติเข้าเส้นเลือดแบบนี้ คล้ายกับอีตาคุณหลวงตำรวจของเธอเสียเหลือเกิน... เอ๊ะ...แต่เดี๋ยวนะ ... คุณหลวงไม่ได้เป็นของเธอสักหน่อย ...เรียกสติกลับมาเดี๋ยวนี้ขวัญชีวี!      

เจ้าคุณศรีสุริยานุวัตร์ ข้าหลวงใหญ่ที่เป็นเป็นเจ้ามณฑลพิษณุโลกอยู่ คือผู้ที่ประกาศวาจาเหล่านั้นออกมา แม้จะล่วงด้วยวัยหกสิบแล้ว แต่รูปร่างแทบจะไม่เปลี่ยนไปจากวัยสี่สิบปลายๆสักเท่าใดนัก แถมรูปร่างยังสูงใหญ่คล้ายหลานชายของท่านมาก เหล่าขุนนางที่ถกเถียงกันเมื่อครู่ล้วนยกมือไหว้ทำความเคารพท่านอย่างพร้อมเพียง โดยผู้ที่หนุ่มที่สุดในกลุ่มอย่าง”ท่านขุนพิชิตชยากร” รีบยื่นหนังสือฉบับหนึ่งให้แก่ท่านเจ้าคุณ พลางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงกังวล

“นี่เป็นชื่อที่กองตระเวนแจ้งมาว่ามีการรวมกลุ่มของพวกนอกรีตห่างจากวัดใหญ่ออกไปไม่ไกลขอรับ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ”

“คงจะได้ข่าวเกี่ยวกับคณะมิชชันนารี และคณะคาทอลิก ที่จะเดินทางมาตั้งโรงเรียนกระมัง เอาเถิด พวกเราขึ้นไปหารือกันบนเรือนต่อจะดีกว่า คุยตรงนี้คงไม่ดีนัก”

ท่านข้าหลวงใหญ่กล่าวพลางเดินนำขึ้นเรือนไป ...หญิงสาวรอจนเหล่าขุนนางทั้งหลายเดินห่างไปแล้วจึงค่อยๆขยับออกมานั่งที่ริมตลิ่ง ...แปลกจริง เธอไม่เคยคิดเลยว่าการเข้าเรียนหนังสือสมัยก่อนต้องนับถือแต่ศาสนาคริสต์ด้วยหรือ ในช่วงชีวิตของเธอในยุคปัจจุบันทุกคนมีสิทธิ์เลือกนับถือได้ทุกศาสนา เพราะทุกศาสนาย่อมสอนให้คนเป็นคนดี แต่ในสมัยนี้ การเรียนหนังสือย่อมยากอยู่แล้ว แล้วยิ่งมีปัญหาเรื่องศาสนามาเกี่ยวพันด้วยเช่นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะตั้งโรงเรียนขึ้น

ขวัญชีวีนั่งคิดเพลินจนลืมไปแล้วว่าหลวงสุรเดชให้เธอนั่งคอย จนกระทั่งชายหนุ่มเดินตามหา และพบว่าหญิงสาวนั่งเหม่อมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยจนไม่ทันสังเกตเห็นเขา

“นั่งใจลอยไปถึงไหนกัน กลับเรือนกันเถิดเดี๋ยวจะพลบค่ำเสียก่อน”

ขวัญชีวีสะดุ้งพลางหันไปหาคนเรียกที่ยืนรอท่าอยู่

“เรือนไหนคะ คุณหลวงไม่ได้พักที่นี่หรือคะ”

“ที่นี่คือบ้านของเจ้าคุณลุงท่าน ฉันแค่แวะมากราบแลแจ้งข่าวว่าฉันจะมาประจำที่นี่ ส่วนพวกเราจะไปพักที่เรือนพักของฉันที่กองตระเวนหัวเมืองพิษณุโลกโน่น”

ขวัญชีวีฟังคุณหลวงแล้วถอนหายใจ นี่เธอยังต้องลงเรือต่ออีกหรือ..ช่วงนี้เธอเดินทางจนเมื่อยไปหมดแล้วจริงๆ หญิงสาวตั้งท่าขยับจะลุกขึ้นแต่ดินริมตลิ่งนั้นลื่นไปนิด ขวัญชีวีจึงทรงตัวไม่อยู่และคว้าแขนคุณหลวงไว้ ด้วยเกือบจะหงายหลังลงน้ำไป

หลวงสุรเดชด้วยอารามตกใจก็รีบดึงหญิงสาวไว้เช่นกัน ยังดีว่าชายหนุ่มยืนมั่นคง ไม่เช่นนั้นแล้วคงไถลลงน้ำทั้งคู่ ขวัญชีวีพอตั้งหลักได้ก็โล่งใจ แต่คุณหลวงนั้นหน้าแดงเล็กน้อยจากอาการเกาะแขนเป็นลูกลิงของหญิงสาวตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้แกะมือหญิงสาวออก ทั้งยังจับจูงมือเธอไปขึ้นเรือทั้งอย่างนั้นแทน โดยมีสายตาของบ่าวเรือนเจ้าคุณมองตามไปตลอดทาง

 

เรือนพักที่กองตระเวนหัวเมืองของคุณหลวงอยู่ติดริมแม่น้ำน่าน และห่างจากที่ทำการกองตระเวนมาพอสมควร ทำให้ขวัญชีวีพอจะเบาใจว่าคงจะพอหลบหูหลบตาผู้คนได้บ้าง เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังอยากอยู่เงียบๆเพื่อตั้งหลักให้ตัวเองสักพัก

หญิงสาวค่อยๆก้าวลงจากเรืออย่างระมัดระวังพลางหอบหิ้วสัมภาระของตัวเองที่คุณหลวงอนุเคราะห์ให้เธอก่อนตั้งท่าจะเดินแยกไป หากหลวงสุรเดชเรียกเธอไว้อย่างงุนงง

“นั่นหล่อนจะเดินไปที่ใดแม่ขวัญ”

“ก็ที่นี่มีเรือนใหญ่กับเรือนบ่าวไพร่ด้านหลัง คุณหลวงบอกฉันเมื่อกี้บนเรือ ฉันก็เลยจะไปพักข้างหลังไงคะ”

“บนเรือนใหญ่มีหลายห้อง หล่อนพักที่เรือนนี้แหละ ไม่ต้องไปอยู่ปะปนกับพวกบ่าว ไหนว่าไม่อยากจะขายตัวเป็นทาสไง แล้วจะไปพักเรือนบ่าวทำไม”

หลวงสุรเดชย้อนใส่หญิงสาวหน้าตาย หากแววตานี่วาววามเลยทีเดียว เหอะ...ขวัญชีวีเข่นเขี้ยวในใจ ถ้าจะจ้างให้เธอทำงานหนักแบบทาสนะ เธอจะหนีไปฟ้องกรมแรงงาน ...ไม่สิ ต้องไปแจ้งตำรวจ อ้อต้องตำรวจคนอื่นที่ไม่ใช่หมอนี่ด้วย!

เรือนพักแม้จะเป็นไม้ทั้งหลัง แต่ใต้ถุนด้านล่างถูกปัดกวาดเสียจนเตียนเรียบ และมีแคร่ไม้วางสำหรับนั่งเล่นนอนเล่นดูน่าสบาย เรือนพักสร้างยกสูงจากพื้นค่อนข้างมากจนขวัญชีวีแอบขาสั่นตอนเดินขึ้น เพราะนอกจากบันไดแล้วราวจับก็ไม่มีคล้ายบันไดลิงอย่างไรอย่างนั้น   

เมื่อขึ้นมาบนเรือนพัก ขวัญชีวีก็แอบมองสำรวจไปรอบๆ โครงสร้างเรือนค่อนข้างใหญ่เป็นคล้ายๆเรือนพักของข้าราชการ เพราะเป็นเรือนหลังเดียวแต่มีห้องสำหรับใช้สอยแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน และถึงแม้ในยุคนี้ยังไม่มีแอร์ แต่ไอเย็นจากแม่น้ำพัดโชยเข้าผ่านทางประตูหน้าต่างตลอด ทำให้นอกจากจะเย็นสบายแล้วยังได้อากาศสดชื่นจากแม่น้ำอย่างเต็มปอดอีกด้วย

“หล่อนนอนที่ห้องด้านซ้ายนี่แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะให้ “นางขาว” มานอนเป็นเพื่อนเธอในห้อง”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนอนคนเดียวได้”

ขวัญชีวีรีบปฏิเสธ แต่คุณหลวงคล้ายจะทำหูทวนลม เพราะครู่เดียว บ่าวที่ชื่อ “ขาว” ก็เข้ามารับของของเธอเข้าไปเก็บไว้ในห้อง ขวัญชีวีเดาเอาว่า พี่ขาวของเธอ น่าจะแก่กว่าเธอไม่กี่ปี แต่ก็กินหมากเสียจนฟันดำปี๋ รูปร่างออกจะท้วมนิดๆ แต่ก็ดูทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว

“รีบไปอาบน้ำอาบท่าเสียให้เรียบร้อย เสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะให้บ่าวตั้งสำรับ”

“ฉันขอนอนพักไปเลยไม่ได้หรือคะ คือฉันไม่ค่อยหิวน่ะค่ะ”

“ไม่ได้ ไวๆด้วย ฉันจะรอ”

หลวงสุรเดชออกคำสั่งเรียบร้อยแล้วก็เดินหลบไปยังห้องอีกฟากหนึ่ง ขวัญชีวีจึงหันกลับเข้าห้องของตนไปแต่โดยดี   หญิงสาวมองดูเพื่อนร่วมห้องที่จัดผ้าสีสันสดใสใส่ในตู้จนเรียบร้อย ผ้าเหล่านี้คุณหลวงเป็นคนให้อัฐไปซื้อตอนเธอไปตลาด เพราะเห็นว่าเธอไม่มีเสื้อผ้าติดตัวมาเลย หญิงสาวเลือกซื้อเสื้อแขนกระบอกมาได้ 4-5 ตัว และผ้าแพรไว้ห่มเป็นสไบอีกหลายผืน ถึงแม้เธอจะไม่ชินกับการห่มสไบหรือห่มผ้าแถบ แต่จะให้ใส่เสื้อแขนกระบอกนอนก็คงไม่ได้

พี่ขาวที่นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมห้องเธอแล้ว ยังทำตัวเป็นพี่เลี้ยงที่ดี คอยแนะนำบอกกล่าวและดูแลเธอทั้งในเรื่องการนุ่งห่มและที่หลับที่นอน ขวัญชีวีจึงยกมือไหว้ขอบคุณพี่เลี้ยงตรงหน้า แต่พี่ขาวกลับตกใจยกมือรับไหว้มือไม้สั่น พลางบอกว่า คุณหลวงให้เธอมาเป็นบ่าวรับใช้ คุณขวัญ

คุณขวัญไม่ต้องไหว้บ่าวดอกเจ้าค่ะ บ่าวเคยรับใช้คุณหญิงแก้วแม่ของคุณหลวงท่านที่พระนคร แต่พอคุณหญิงท่านทราบว่าลูกชายต้องย้ายมาประจำที่พิษณุโลก คุณหญิงท่านเลยให้อิฉันกับพวกบ่าวตามมารับใช้เจ้าค่ะ

ฉันก็เป็นลูกจ้างคุณหลวงท่านเหมือนพี่ขาวแหละจ้ะ พี่ขาวอย่าคิดว่าฉันเป็นเจ้านายพี่เลย เรามีเจ้านายคนเดียวกันคือ คุณหลวงเดชไงจ๊ะ

ไม่ได้เจ้าค่ะ คุณหลวงท่านกำชับไว้ว่า คุณขวัญจะมาพักที่เรือน ให้บ่าวมาคอยดูแลรับใช้ พวกอิฉันยังนึกว่าคุณเป็นเมียท่าน เพราะท่านไม่เคยพาผู้หญิงที่ไหนมาที่เรือนเลยเจ้าค่ะ

ขวัญชีวีอ้าปากค้างกับความเข้าใจผิดของบ่าวตรงหน้า ก่อนจะรีบปฏิเสธลิ้นระรัว

เปล่าเปล่า...ฉันไม่ได้จะมาเป็นเมียคุณหลวงท่านนะจ๊ะ ฉันมาทำงานด้วยเฉยๆนะ เอาเถอะ พี่ขาวช่วยไปแก้ข่าวให้ด้วยแล้วกัน โถ่ มาทำงานแลกเงินค่าจ้างน่ะ  ไม่ได้มาทำงานบนเตียงสักหน่อย ..ฮึ!

ขวัญชีวีบ่นกับตัวเองอย่างขัดใจ แต่ไม่ได้คิดมากหรือกังวลใจ เพราะเธอเริ่มจะคุ้นเคยกับคุณหลวงจนพอจะรู้ว่าคุณหลวงก็ไม่ได้พิศวาสเธอแบบนั้น

หญิงสาวมัวแต่คิดในมุมของตัวเอง โดยที่เธอลืมไปแล้วว่าสังคมในยุคนี้สมัยนี้ต่างจารีตกันออกไป และคุณหลวงสุรเดชผู้หน้าตายที่ให้ความสนใจเธอตั้งแต่แรกเห็นนั้นมีอะไรบ้างที่จะรับประกันว่าชายหนุ่มจะไม่คิดสนใจผู้หญิงแปลกหน้าอย่างเธอ

 

แม่พี่เลี้ยงผิวคล้ำแต่ชื่อขาว แอบมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าพลางกลั้นยิ้ม นี่ขนาดยังไม่ได้ขัดสีฉวีวรรณยังงามผุดผาดขนาดนี้ เอาเถิด...หล่อนเชื่อสายตาของหล่อน คุณหลวงไม่เคยพาแม่หญิงที่ไหนขึ้นเรือน ถ้าหากเจ้าหล่อนจะไม่ใช่เมีย อีนังขาวคนนี้ให้โบยจนหลังลายเลย!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น