น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 5 : คลับคล้ายคลับคลา...แต่ว่าไม่ใช่

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 : คลับคล้ายคลับคลา...แต่ว่าไม่ใช่

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 00:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 : คลับคล้ายคลับคลา...แต่ว่าไม่ใช่
แบบอักษร

 

เรือนพักของกองตระเวนหัวเมืองอยุธยาถูกปรับให้เป็นที่พักชั่วคราวของครอบครัวท่านเจ้าคุณศักดิเดช ขวัญชีวีมองภาพวุ่นวายตรงหน้าอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะคุณหญิงเพ็ญนั้นดูเจ้ากี้เจ้าการไปเสียทุกสิ่ง ....ซึ่งตรงนี้ขวัญชีวีก็อดนึกในใจไม่ได้อีกว่า นิสัยใจคอก็ไม่เหมือนแม่ของเธอเลย

“ห้องหับเตรียมไว้แล้วใช่หรือไม่ แล้วพอจะมีผ้าให้ผลัดเปลี่ยนหรือเปล่า ของของฉันจมอยู่ก้นแม่น้ำไปหมดแล้ว พ่อเดชพอจะหามาให้ป้าสักสองสามผืนได้หรือไม่ ป้าเป็นห่วงเจ้าชมมะนาด เกรงว่าจะจับไข้”

หลวงสุรเดชหันไปรับคำคุณหญิงเพ็ญก่อนจะ หันไปพยักหน้าให้ขวัญชีวีนำของที่เตรียมไว้มาให้ ...แม้ขวัญชีวีจะเลือกเอาผ้าเนื้อดีมาให้คุณหญิงแล้ว หากสีหน้าคุณหญิงก็ดูไม่สบายใจ จนขวัญชีวีต้องรีบเอ่ยสำทับว่า

“เป็นผ้าของนายแม่ทิพย์ ที่สั่งไว้ไปขายที่หัวเมืองเจ้าค่ะ ยังไม่มีใครใช้” คุณหญิงจึงรับไปอย่างสะดวกใจและไม่แม้แต่จะชายตาแลขวัญชีวี ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหลวงไกรฤทธิ์บุตรชายของตน

“พ่อไกร พาเจ้าชมมะนาดไปพักข้างในกับแม่ ดูเถิดจนป่านนี้น้องยังไม่ได้สติ ไม่รู้เวรกรรมอันใดกัน ล่องเรือครั้งใดเรือล่มเสียทุกครั้ง นี่ถ้าไม่ใช่งานหลวงที่ทั้งพ่อไกรและท่านเจ้าคุณต้องเดินทางมาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวแล้วละก็ แม่ก็ไม่อยากพาน้องไปไหนเลย โถแม่คุณของแม่ แม่เหลือลูกสาวแค่คนเดียวแล้ว อย่าให้เป็นอันใดไปอีกเลย”

หลวงไกรฤทธิ์คร้านจะฟังคำรำพันของมารดาจึงอุ้มน้องสาวเข้าไปพักในห้อง โดยมีขวัญชีวีเข้าไปจัดที่หลับที่นอนให้ ...วันนี้คงไม่ต้องวิตกเรื่องที่นอนอีก เพราะดูท่าแล้วเธอคงต้องได้ระเห็จไปนอนข้างนอกแน่ๆ เพราะเรือนพักนี้มีห้องนอนเพียงห้องเดียว และดูท่าทีแล้วคุณหญิงเพ็ญคงไม่ใจดีให้เธอนอนในห้องนี้ด้วยแน่ๆ

ใบหน้าที่ซีดเซียวของหญิงสาวบนเตียงมีใบหน้าที่คุ้นตาขวัญชีวีอย่างประหลาด แต่เธอยังนึกไม่ออกว่าเหมือนใคร  ในระหว่างที่กำลังช่วยคุณหญิงผลัดผ้าให้หญิงสาวแปลกหน้านามว่าชมมะนาดนั้น ...ขวัญชีวีสังเกตว่าคุณหญิงเพ็ญดูเงียบไปอย่างผิดปรกติ เมื่อสังเกตชัดๆจึงเห็นว่าคุณหญิงกำลังร้องไห้เงียบๆ หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ เอ่ยปลอบใจหัวอกคนแม่เป็นอย่างจริงใจ

“เธอปลอดภัยแล้วค่ะ คุณหญิงไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ที่เธอยังไม่ฟื้นอาจจะเพราะอ่อนเพลียจากการจมน้ำเป็นเวลานาน แต่ดิฉันยืนยันค่ะว่าเธอปลอดภัยแล้วจริงๆ”

น้ำเสียงที่ปลอบโยนอย่างจริงใจของขวัญชีวี ทำให้คุณหญิงเพ็ญมีกำลังใจขึ้น และคราวนี้คุณหญิงเพ็ญไม่ได้มองเธอด้วยสายตาเย็นชาอีกแล้ว แต่สายตาที่มองสบตากับเธอนั้นรวดร้าว และนั่นทำให้ขวัญชีวีเอื้อมมือไปกุมมือผู้สูงวัยกว่าไว้อย่างกำลังใจ

“เข้มเข็งไว้นะคะ คุณหญิงเองก็ต้องพักผ่อนด้วยเช่นกัน หากล้มเจ็บไปอีกคนจะไม่มีคนดูแลคุณชมมะนาดนะคะ”

“ขอบใจ...ที่เธอช่วยลูกสาวฉันไว้ แล้วฉันจะตอบแทนน้ำใจของเธอที่ช่วยเหลือพวกเราในครั้งนี้”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง แค่ทุกคนปลอดภัย ดิฉันก็ดีใจแล้ว ...ดิฉันขอตัวเอาผ้าไม่ใช้พวกนี้ไปเก็บก่อนนะคะ”

ขวัญชีวีหอบผ้าผ่อนที่ไม่ใช้ออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ตอนนี้คุณหญิงคงอยากอยู่กับลูกสาวของท่าน มากกว่าเธอ

 หญิงสาวเดินหลบออกมาครุ่นคิดอย่างเงียบๆคนเดียว ... เธอ มาทำอะไรที่นี่? .... วินาทีนี้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงงานของเธอ แต่ตอนนี้เธอไม่เหลืออะไรเลย เธอจะทำอย่างไรต่อไปดี ...หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ การมีชีวิตอยู่นั้นยากถึงขนาดนี้เลยหรือ

หลวงสุรเดชที่เข้ามาตามขวัญชีวีในห้องคุณหญิงเพ็ญแล้วไม่พบ ก็เดินตามหาหญิงสาวทั่วเรือนพักจนมาเจอที่ใต้ถุนข้างโอ่งน้ำ ...ชายหนุ่มเดินมาหยุดข้างๆหญิงสาวก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ

“มาแอบร้องไห้ตรงนี้ มีใครรังแกหล่อนหรือ”

น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วง ทำให้ขวัญชีวีไม่คิดจะพูดจาเล่นแง่กับเขา อย่างน้อยตอนนี้เธอก็รู้จักเขาแค่คนเดียว แม้จะยังไม่นานเท่าไหร่ก็ตาม

“เปล่าหรอก ไม่มีใครทำอะไรฉัน แต่ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดีกับชีวิตต่างหาก”

“หมายความว่าอย่างไร ฉันไม่ค่อยเข้าใจที่หล่อนพูดนัก”

“ก็หมายความว่า ฉันจะอยู่รอดต่อไปวันวันได้อย่างไร ฉันไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน ไม่มีแม้แต่พ่อกับแม่ ฉันไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร”

เมื่อได้ฟังคำตอบ หลวงสุรเดชทรุดตัวลงนั่งข้างๆหญิงสาว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และจริงใจ

“ถ้าเช่นนั้นก็อยู่เพื่อทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองเถิด คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมต้องมีภาระหน้าที่ที่ติดตัวมา หล่อนเองก่อนหน้านี้ต้องระหกระเหินหนีจากพวกค้าทาส แต่ก็ใช่ว่าชั่วชีวิตนี้หล่อนจะต้องหวาดกลัวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ หากหล่อนคิดว่าสิ้นไร้ไม้ตอก ...ก็ให้คิดเสียว่าฉันเป็นญาติของหล่อนคนหนึ่ง ฉันจะดูแลเป็นที่พึ่งให้แก่หล่อนดีหรือไม่”

“ไม่ดี...” ขวัญชีวีสวนกลับทันควัน และในขณะที่กำลังจะเถียงหลวงสุรเดชก็ยกมือห้าม พลางกล่าวตัดบทเสียเอง

“เอาเป็นว่า ฉันว่าดี และนับจากนี้หล่อนเป็นญาติ เป็นน้อง หากถึงพิษณุโลกเมื่อใด ฉันเองก็คงจะมีธุระยุ่งเพราะงานก็ล้นมือ คงจะพอมีงานให้หล่อนทำสักอย่างสองอย่าง แม้จะไม่ใช่งานราชการ หากก็เป็นเรื่องสำคัญ ทีนี้หล่อนเห็นหรือยังว่า หล่อนมีงานมีภาระหน้าที่ที่ต้องกระทำแล้ว เลิกคิดวิตกวุ่นวายฟุ้งซ่าน ทำตัวดีๆให้เรียบร้อย ไว้ถึงพิษณุโลกฉันจะพาหล่อนไปกราบท่านลุงของฉัน ฝากเนื้อฝากตัวกับผู้ใหญ่ให้ท่านรับขวัญหลานคนใหม่เสีย”

ขวัญชีวีน้ำตารื้นขึ้นมาอีกรอบ ผู้ชายคนนี้ ... ทำไมเป็นคนดีอย่างนี้ เขาคงไม่ได้พูดหลอกเธอเล่นใช่มั้ย เขาจะมีแผนคิดไม่ดีในใจหรือเปล่า ...หญิงสาวตอบตัวเองไม่ได้เลย  รู้เพียงแต่ว่า ตอนนี้เธอเหมือนเห็นแสงสว่างอยู่ที่ประตูทางออก เธอมีเส้นทางให้เดินแล้ว แม้จะยังไม่รู้ว่า เส้นทางชีวิตของเธอในครั้งนี้ จะพาเธอไปพบเจออะไรบ้าง แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ตัวคนเดียวในโลกอดีตแห่งนี้อีกแล้ว

 

วันรุ่งขึ้น ทางเจ้าคุณศักดิเดชและคุณหลวงสุรเดชต่างปรึกษาหารือกันว่า ควรรีบเดินทางกลับบ้านที่มณฑลพิษณุโลก เพราะอาการชมมะนาดเองก็ไม่ดีขึ้น หลวงสุรเดชจึงเสนอให้ท่านเจ้าคุณเดินทางโดยรถไฟ

“กระผมจะรีบโทรเลขไปบอกเจ้าดำรงให้หาตั๋วรถไฟให้ ตอนนี้เจ้าดำรงย้ายมาช่วยกรมรถไฟแล้วขอรับ แต่ก็ยังพอช่วยเหลือพวกเราได้ เพราะนายแม่ทิพย์ยังอยู่ที่นครสวรรค์ กระผมเลยว่าจะให้เตรียมคนให้มารับพวกเราที่ปากน้ำโพ เพราะรถไฟยังสร้างไปไม่ถึงพิษณุโลก เราคงต้องไปขึ้นรถม้าหรือลงเรือต่ออีกหลายกิโลกว่าจะถึงพิษณุโลกแต่ก็ยังเร็วกว่าล่องเรือไปจากอยุธยานี้”

“ถ้าเช่นนั้นก็นับว่าโชคดีนัก ลุงเองก็อยากกลับพิษณุโลกไวๆ หากล่องเรือไปคงไม่ทันการ แม่ชมมะนาดเองก็ต้องตามหมอมารักษา หากทอดเวลาไปนานลุงเกรงว่าจะไม่ดีนัก”

เมื่อคุณหลวงและเจ้าคุณศักดิเดชพ้องกันแล้ว หลวงสุรเดชจึงเลี่ยงออกไปจัดการเรื่องโทรเลขและตั๋วรถไฟ โดยไม่ลืมที่จะเอาขวัญชีวีติดสอยห้อยตามไปด้วย

หญิงสาวค่อนข้างจะตื่นเต้นไม่น้อยที่เห็นรถไฟแบบปล่องกระโถนที่เพิ่งเปิดใช้เป็นครั้งแรกในยุคนี้ แม้ว่าสถานีกรุงเก่าที่อยุธยานี้คนจะค่อนข้างพลุกพล่าน เพราะก่อนหน้านี้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประทับขบวนรถไฟพระที่นั่งระหว่างที่เสด็จพระราชวังบางปะอิน ทำให้ชาวบ้านต่างตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการเดินทางรูปแบบใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก แต่ตั๋วรถไฟก็ไม่ได้หายากจนเกินไปนักเพราะได้รับความเอื้อเฟื้อจากหลวงดำรงเป็นอย่างดี

ขวัญชีวีเห็นหลวงสุรเดชซื้อตั๋วรถไฟหลายใบก็อดโมโหคนข้างตัวไม่ได้ ถ้ามีรถไฟแล้วทำไมไม่บอกแต่แรก จะได้ไม่ต้องทนกินนอนล่องเรือหารักที่เจ้าพระยาที่ใช้เวลานานกว่าทำไม

“ถ้าสมัยนี้มีรถไฟแล้ว ทำไมคุณหลวงถึงต้องล่องเรืออีกคะ”

“ก็ของฉันแยะ อีกอย่างเจ้าดำรงก็ฝากดูของของนายแม่ทิพย์ที่ล่องเรือไปพร้อมกัน ฉันไม่ได้รีบร้อนไปพิษณุโลกขนาดนั้นก็เลยไปทางเรือ... แล้วหล่อนจะโมโหฉันทำไม”

หลวงสุรเดชอธิบายพลางขมวดคิ้วเข้มนั้นอย่างไม่เข้าใจ ขวัญชีวีฟังเหตุผลแล้วก็ได้แต่ปลง เอาเถอะเธอเป็นคนมาขอพึ่งพาเขาเองนี่นา เขาจะไปแบบไหนก็คงแล้วแต่หัวหน้าคณะละ..

เมื่อได้ตั๋วครบจำนวนคนหลวงสุรเดชก็รีบจัดการไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อโทรเลขหามารดาของเพื่อนเพื่อขอความช่วยเหลือ ขวัญชีวีค่อนข้างแปลกใจกับชุดเครื่องแบบไปรษณีย์ในยุคนี้ ที่คล้ายกับชุดกากีของตำรวจไม่น้อย และใส่ทุกคนตั้งแต่พนักงานโทรเลขยันบุรุษไปรษณีย์ที่จ่ายจดหมาย ขวัญชีวีนึกในใจคนสมัยนี้คงถึงไม่ถึงว่าอีกหน่อยในร้อยกว่าปีข้างหน้า ผู้คนจะเขียนอีเมล์หากันมากกว่าเขียนจดหมายถึงกัน และโทรเลขจะหายไปเมื่อทุกคนมีโทรศัพท์มือถือเป็นอวัยวะที่ 33 และไปรษณีย์ในยุคเธอต้องไม่ได้ส่งแค่จดหมายแต่ยังส่งได้ทุกอย่างแม้กระทั่งเรือที่นั่งพายกันอยู่

ขวัญชีวีเห็นวิถีชีวิตผู้คนในยุคนี้แล้ว เธอก็ชักจะมองไม่เห็นอาชีพของเธอเอาเสียเลย ตอนแรกขวัญชีวีก็อยากจะออกไปทำข้าวแกงทำขนมขาย แต่หลังจากที่ได้เดินสำรวจตลาดหญิงสาวก็เปลี่ยนใจ หนึ่งคือ เธอไม่มีทุน สองคือ ยุคสมัยนี้ไม่มีใครขายอาหารตามสั่ง ตลาดส่วนใหญ่ก็เป็นตลาดสด มีขนมขาย มีกับข้าวขายบ้าง แต่พวกอาหารนี่เธอทำไม่เป็นสัปปะรดเลย ดังนั้น การที่เธอรับข้อเสนอของอีตาคุณหลวงตำรวจไว้ตอนนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“เลือกซื้อเสื้อผ้าไปด้วยเสียเลยหาเอาที่หนาสักนิด เพราะเดี๋ยวต้องกลับไปพิษณุโลก ที่นั่นอากาศค่อนข้างเย็น” หลวงสุรเดชหันมาเตือนเมื่อเสร็จธุระที่ต้องทำ ขวัญชีวีรีบรับความหวังดีนั้นไว้ เพราะตอนนี้หากจะนับดูแล้วเสื้อผ้าที่เตรียมไว้ของเธอก็เสียสละไปให้คุณหญิงเพ็ญและคุณหนูชมมะนาดแล้ว ซื้อใหม่ติดตัวไว้ก็ยังดีกว่าไม่มีใส่เลยแถมมีผู้ชายใจป้ำคอยจ่ายให้แบบนี้ เธอไม่รับก็คงจะนับว่าเป็นคนเสียสติไปแล้วแน่ๆ

วันนั้นกว่าคุณหลวงและขวัญชีวีจะกลับถึงเรือนพักที่กองตระเวนก็บ่ายมากแล้ว แต่เจ้าคุณศักดิเดชและคุณหญิงเพ็ญได้สั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมเรียบร้อยสำหรับเดินทางได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเมื่อคุณหลวงกลับมาถึงเรือนและแจ้งว่าตั๋วที่ได้เป็นรถไฟเที่ยวเย็นวันนี้ ทุกคนก็ไม่ได้อิดออดและขนของขึ้นรถม้าแต่โดยดี จะมีก็แต่คุณหนูชมมะนาดที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ จนคุณหญิงเพ็ญร้อนใจเกรงว่าลูกสาวจะเป็นอะไรไป ร้อนถึงหมอจำเป็นอย่างขวัญชีวีที่ต้องเขามาดูหญิงสาวก่อนจะยืนยันอีกครั้งว่าชมมะนาดไม่เป็นอะไรแค่เป็นไข้เล็กน้อย ก่อนจะรีบหาผ้ามาเช็ดตัวให้หญิงสาว และถือโอกาสนั่งร่วมรถไปกับคุณหญิงเพ็ญเสียเลย

 

การเดินทางโดยรถไฟในสมัยก่อนไม่แตกต่างจากในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าขวัญชีวีจะเสียใจดีหรือไม่ที่รถไฟไทยยังคงอนุรักษ์แบบฉบับเดิมๆเอาไว้ไปถึงอีกร้อยปีข้างหน้า และหากมองเฉพาะในยุคนี้สมัยนี้ก็นับว่ารถไฟเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ของการเดินทางเป็นอย่างมาก เพราะในอดีตเคยมีเพียงแค่เรือและรถม้า ทำให้การเดินทางข้ามจังหวัดเป็นเรื่องที่กินเวลานาน แต่พอมีรถไฟแน่นอนว่าการเดินทางที่เคยกินเวลาแรมเดือน ลดลงเหลือแค่ภายในวันเดียว

 

ขวัญชีวีช่วยดูแลชมมะนาดมาตลอดทาง เธอไม่เคยตื่นขึ้นมามีแต่อาการกระสับกระส่ายจากพิษไข้ และกว่าที่ทั้งเธอและชมมะนาดจะทนลมทนแดดจากการที่จะต้องเดินทางต่อด้วยรถม้าและเรือหลังจากที่รถไฟมาถึงปากน้ำโพได้ ขวัญชีวีก็แทบจะล้มป่วยตามไป ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกกันที่เข้าถึงมณฑลพิษณุโลก ...ดินแดนแห่งพระนเรศวรและพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่สวยที่สุดในโลก...   

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น