น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 4 : ล่องเรือหารัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 : ล่องเรือหารัก

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 00:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 : ล่องเรือหารัก
แบบอักษร

 

3 เดือน นี่มันไม่ใช่เวลาสั้นๆเลยสักนิดสำหรับคนที่เคยเดินทางไปพิษณุโลกด้วยเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ขวัญชีวีชักจะเริ่มเสียใจที่ตกลงปลงใจขึ้นเรือมากับอีตาคุณหลวงตำรวจนี่ เธอประมาทการเดินทางโดยเรือยนต์ในอดีตมากเกินไป เนื่องจากเรือที่คุณหลวงใช้เดินทางนี้ ขนบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์และคุ้มครองสินค้าอื่นๆที่ร่วมโดยสารมาเพื่อส่งต่อไปยังหัวเมืองทางเหนือ ดังนั้นการเดินเรือจึงค่อนข้างช้าเนื่องจากเป็นเรือที่มีน้ำหนักมากและต้องแวะส่งสินค้าตามท่ารายทาง ยังดีที่สะดวกตรงที่คุณหลวงสามารถเดินเข้าไปใช้บัตรเบ่งขอห้องพักจากโรงพักกองตระเวนได้ มิเช่นนั้นแล้ว ขวัญชีวีก็คงจะขอลงป้ายหน้าที่วัดใดวัดหนึ่งในอยุธยานี้ เพื่อตั้งรกรากเสียเลย

“ฉันไปขอปันห้องพักจากเพื่อนที่กองตระเวนหัวเมืองนี้ได้ หล่อนรีบขนสัมภาระของฉันขึ้นไปเก็บเถิด”

ขวัญชีวีแอบทำตาเขียวใส่คุณหลวง นี่ยังไม่ทันไรเลยก็วางท่าจะเป็นเจ้านายเธอแล้ว สงสัยเธอต้องเคลียร์กับอีตาคุณหลวงนี่นิดนึงแล้วว่า คำว่าทาส กับ ลูกจ้างมันต่างกันยังไง หญิงสาวเดินตามหลังหลวงสุรเดชไปยังเรือนพักอีกฝั่งหนึ่งซึ่งถัดจากโรงพักกองตระเวนมาไม่มาก แม้เรือนพักนี้แทบจะไม่ต่างกับบ้านพักข้าราชการในสมัยปัจจุบันซักเท่าไหร่ แต่ความสะอาดสะอ้านและความเป็นส่วนตัวก็ค่อนข้างสูง เมื่อเหลียวไปรอบๆขวัญชีวีก็เห็นว่าไม่มีใครเดินตามหลังเธอกับคุณหลวงมาเลย

“ทำไมไม่เห็นมีใครตามพวกเรามาพักที่นี่เลยคะ”

“พวกนั้นถูกว่าจ้างมาให้เป็นคนคุ้มครองสินค้า เลยต้องพักบนเรือ และที่สำคัญคงไม่กล้ามาพักกับฉันที่บ้านพักตำรวจดอก นอกเวลางานแล้วพวกนี้ไม่ค่อยถูกกับตำรวจสักเท่าไรนัก”

“อ้าว ฉันก็นึกว่าลูกน้องคุณ เห็นมาด้วยกัน”

หลวงสุรเดชเลิกพยายามสอนภาษาไทยที่ถูกต้องให้กับเด็กสาวตรงหน้า พลางปลงใจเสียแล้วว่าการพูดจาของหล่อนที่ดูเหมือนจะไร้ธรรมเนียมมารยาทนั้น อาจจะมาจากที่หล่อนเป็นเด็กชาวป่า...แต่ชาวป่าอะไรกันที่พูดภาษาฝรั่งได้

“พวกนั้นเป็นคนเรือของนายแม่ทิพย์ ท่านค้าขายขึ้นล่องบ่อยเลยจ้างบ่าวไพร่ไว้คอยดูแลสินค้า ปรกติท่านจะมาเอง แต่หนนี้ลูกชายของท่านต้องไปธุระที่บางกอก ท่านเลยให้ลูกเป็นธุระแทน หลวงดำรงเพื่อนของฉันอย่างไรเล่า”

ขวัญชีวีนึกตามคำบอกเล่าของชายหนุ่มพลางคิดในใจ เห็นหลวงดำรงท่าทางดูธรรมดาๆแบบนั้น ไม่คิดเลยว่าเบื้องหลังจะรวยอู้ฟู่ขนาดนี้ รู้อย่างนี้ไปฝากเนื้อฝากตัวไว้ก็ดี เผื่อจะได้มีลู่ทางไปทำงานกับนายแม่ทิพย์บ้าง ซึ่งก็น่าจะดีกว่าอีตาคุณหลวงตำรวจที่ดูๆแล้วน่าจะมีแต่งานหนักมากกว่าแน่ๆ

หลวงสุรเดช เอื้อมมารับของที่เด็กสาวถือ พลางชี้ให้หญิงสาวไปเอาที่นอนหมอนมุ้งออกมายังชานหน้าบ้าน ที่เรือนพักแห่งนี้มีห้องเพียงห้องเดียว นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่เธอต้องระเห็จมานอนนอกชานมีสูงมาก

“หล่อนไปอาบน้ำผลัดผ้าเสีย เราจะพักกันที่ที่สองสามวัน รอหลวงดำรงตามมาสมทบ แล้วจึงค่อยออกเรือต่อ ระหว่างนี้ถ้าเธออยากได้อะไรเพิ่มก็ขอตามไปตลาดกับพวกคนเรือวันพรุ่งได้ เพราะเขาจะไปซื้อข้าวของตามรายการที่ยังขาดกันอยู่”

ขวัญชีวียังอิดออด เนื่องจากเห็นแล้วว่า ต้องไปอาบรวมที่ท่าน้ำ แต่หลวงสุรเดชก็รับปากว่าจะสั่งคนไม่ให้เข้าไประหว่างที่เธออาบอยู่ หญิงสาวจึงต้องเลี่ยงลงชานไปอย่างหมดทางเลี่ยง

ผ้าผ่อนที่หลวงสุรเดชนำมาให้เธอนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากสินค้าที่เรือของนายแม่ทิพย์ที่จะลำเลียงไปขาย ดังนั้นตัวเธอจึงค่อนข้างเกรงใจเพราะดูจากเนื้อผ้าแล้วราคาคงไม่เบานัก แต่หลวงสุรเดชก็ว่าค่อยหักจากค่าแรงของเธอ ...ค่าแรงที่เธอยังไม่ได้และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำงานอะไร

ขวัญชีวีรีบจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว อากาศตอนพลบค่ำยิ่งเย็นยิ่งหนาว ขวัญชีวีสันนิษฐานเอาเองว่า น่าจะเข้าหน้าหนาวแล้ว แม้จะห่มผ้าแพรทับแต่เธอก็ยังรู้สึกหนาวอยู่ดี ...สงสัยต้องไปหาเสื้อแขนยาวมาสวมทับอีกสักชั้นไม่งั้นคงนอนไม่หลับแน่คืนนี้

หลวงสุรเดชยังคงนั่งรอเธออยู่ที่หน้าชานตามสัญญา เพียงแต่ว่าขณะนี้มีสำรับอาหารคาวหวานมากมายตั้งพร้อมไว้แล้ว ขวัญชีวีเลี่ยงไปอย่างรู้ฐานะ แต่หลวงสุรเดชกลับเรียกเธอไว้

“นั่นหล่อนจะเดินหลบไปไหน ฉันนั่งรอหล่อนจนกับข้าวจะเย็นชืดหมดแล้ว รีบมากินข้าวไวๆ เสร็จแล้วฉันจะได้ไปอาบน้ำอาบท่าบ้าง”

ขวัญชีวีไม่รอเขาชวนซ้ำสอง แม้ว่าจะต้องเปิบข้าวด้วยมือ แต่เธอก็ยังพอกล้อมแกล้มไปได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการกินมากกว่าเดิมเล็กน้อย แต่หลวงสุรเดชก็ดูเหมือนจะไม่รีบร้อนอะไร คล้ายจะจับผิดเธอไปด้วยในตัว

“คืนนี้หล่อนนอนเอาที่นอนหมอนมุ้งไปกางนอนในห้องเสีย เลือกเอาว่าจะนอนมุมไหน ขอแต่ว่าให้เว้นไว้อย่านอนเหนือหัวเตียงฉันแล้วกัน"

“ฉันนอนในห้องได้หรือคะ Lucky!! นึกว่าจะต้องนอนนอกชานแล้ว คุณนี่ก็ใจดีเหมือนกันนะคะ ขอบคุณนะคะคุณหลวง”

หลวงสุรเดชไม่แน่ใจว่า หล่อนดีใจเรื่องอะไร เพราะที่เขาไม่ให้นอนนอกชานเพราะหล่อนเป็นหญิงสาว เกรงว่าจะมีภัย แต่หล่อนคงไม่ทันนึกเหมือนกันว่า หล่อนต้องนอนร่วมห้องกับเขา ...จะให้คิดว่าหล่อนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็คงไม่ใช่ เพราะดูเหมือนหล่อนจะไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นอยู่ในหัวเลย

แต่ในขณะที่หลวงสุรเดชมัวแต่งุนงงกับอาการของขวัญชีวี หญิงสาวกลับกำลังวิตก เธอนอนนอกชานก็ไม่ดี แต่นอนในห้องก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่  แต่จะไล่หลวงสุรเดชออกไปนอนนอกชานก็คงไม่ได้ และที่สำคัญ ถ้าหากเธอจะติดสอยห้อยตามอีตาคุณหลวงตำรวจคนนี้ต่อไป ในอีก 3 เดือนข้างหน้า เธอต้องลงเรือเป็นทัวร์นกขมิ้นแบบนี้อีกหลายครั้งหลายครา ....หรือว่าเธอควรจะวางแผนชีวิตตัวเองใหม่ ขอแยกทางกับอีตาคุณหลวงที่นี่เสียเลย ปักหลักที่กรุงเก่าเสียให้รู้แล้วรู้รอด!

“คุณหลวง ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ”

“ได้สิ หล่อนอยากรู้เรื่องอะไร”

“ถ้าฉันอยากจะขอแยกทาง เอ่อ...ขอลงหลักปักฐานเสียที่นี่ คุณหลวงว่าดีไหมคะ”

หลวงสุรเดชเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ แต่ในขณะที่กำลังจะเอ่ยถามเหตุผล ก็มีนายตำรวจคนหนึ่งวิ่งขึ้นเรือนพักมาอย่างรวดเร็ว

“เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับคุณหลวง เรือของเจ้าคุณศักดิเดชล่มขอรับ ตอนนี้พวกกระผมกำลังช่วยกันกู้เรือ คุณหลวงรีบไปดูท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงเพ็ญเถิดขอรับ”

หลวงสุรเดชรามือจากการรับประทานอาหารทันที พลางรีบลุกตามนายตำรวจคนนั้นไป โดยมีขวัญชีวีลุกตามออกมาติดๆ

ที่ริมตลิ่งไม่ห่างจากโรงพักกองตระเวนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ส่วนหนึ่งลงไปช่วยกันกู้เรือและอีกส่วนหนึ่งลงไปช่วยกันงมหาร่างของ “ชมมะนาด” ลูกสาวคนเล็กของท่านเจ้าคุณศักดิเดชและคุณหญิงเพ็ญ แต่เท่าที่หลวงสุรเดชได้ฟังเมื่อมาถึงก็คือ จนถึงตอนนี้ยังงมหาร่างของชมมะนาดไม่เจอ คุณหญิงเพ็ญหลังจากที่ทราบข่าวก็เป็นลมล้มพับไปเสียแล้ว

หลวงไกรฤทธิ์ บุตรชายคนโตของเจ้าคุณศักดิเดช ลงไปช่วยพวกบ่าวไพร่และตำรวจอีกหลายนายงมหาร่างน้องสาวอย่างร้อนรน เพราะยิ่งนานออกไปโอกาสรอดของชมมะนาดก็ยิ่งน้อยตามไปด้วย และในขณะที่กำลังจะสิ้นหวังนั้น หลวงไกรฤทธิ์ก็ลากร่างอันซีดเผือดของน้องสาวตนเองขึ้นฝั่งมาพร้อมๆกับที่คุณหญิงเพ็ญถลาเข้ามาหาบุตรชายและบุตรสาวของตน

ขวัญชีวีบอกตัวเองว่า ...คงตาฝาดไป ...หญิงวัยกลางคนที่วิ่งร่ำไห้กอดร่างที่ซีดเผือดของเด็กสาวคนหนึ่งไว้ในอ้อมอกคนนั้น ...ช่างเหมือนแม่ของเธอราวกับเป็นคนคนเดียวกัน!

ขวัญชีวีเหมือนถูกสะกดไว้ด้วยใบหน้าของมารดา หญิงสาวเดินตรงเข้าไปหาคุณหญิงเพ็ญอย่างไม่ลังเลและไม่สนสายตาของใครต่อใครที่จ้องมองมาที่เธอเป็นตาเดียว

“แม่...แม่จ๋า”

ขวัญชีวีคงถลาเข้าไปกอดแม่ของเธอแล้ว หากหลวงสุรเดชไม่คว้าแขนเธอเอาไว้พลางส่งสายตาดุให้เป็นเชิงเตือนให้หยุดสิ่งที่หล่อนคิดจะทำ

คุณหญิงเพ็ญหันมาตามเสียงเรียก “แม่” แต่เมื่อหันมากลับเห็นเด็กสาวชาวบ้านแปลกหน้าคนหนึ่ง ในแววตามีแววไม่พอใจฉายชัด หลวงสุรเดชจึงพนมมือไหว้พลางเอ่ยอย่างห่วงใย

“คุณหญิงป้าส่งน้องให้ผมเถิด กระผมขอตรวจดูอาการของชมมะนาดสักครู่”

หลวงสุรเดชดันขวัญชีวีให้หลบไปอยู่ด้านหลังตน ก่อนจะตรงไปที่หลวงไกรฤทธิ์ผู้เป็นสหายผู้ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแยกมารดาของตนออกจากร่างของชมมะนาดไป สองหนุ่มสบตากันอย่างกังวลใจ ใบหน้าของชมมะนาดเริ่มเขียวเนื่องจากขาดอาการเป็นเวลานาน หลวงไกรฤทธิ์พยายามนวดท้องเพื่อดันน้ำออกจากร่างของน้องสาว

ขวัญชีวีที่กำลังพินิจใบหน้าหญิงวัยกลางคนที่เธอเห็นว่าหน้าเหมือนแม่ของเธอยังคงร่ำไห้อย่างเวทนา ก็ตัดสินใจเธอจะช่วยแม่ของเธอ

“ให้ฉันช่วยเธอนะคะ ฉันช่วยเธอได้”

หลวงสุรเดชมองเด็กสาวอย่างคลางแคลงใจ แต่ขวัญชีวียืนยันอย่างหนักแน่น พลางก้มลงตรวจดูว่าเด็กสาวที่จมน้ำยังหายใจหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจผายปอดและปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต แม้จะมีเสียงฮือฮาจากไทยมุง แต่เมื่อหลวงไกรฤทธิ์และหลวงสุรเดชไม่มีท่าทีว่าจะห้าม ก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอึงคะนึง แม้แต่คุณหญิงเพ็ญยังนั่งปากอ้าตาค้าง ครั้นจะเข้ามาห้าม แต่บุตรชายก็กันเอาไว้

ขวัญชีวีปั๊มหัวใจและผายปอดอยู่ครู่ใหญ่กว่าเด็กสาวตรงหน้าจะฟื้นและสำลักน้ำออกมา หลวงสุรเดชและหลวงไกรฤทธิ์ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก ในขณะที่คุณหญิงเพ็ญดีใจจนเกือบเป็นลมไปอีกครั้ง

“ถอยออกไป ถอยออกไป พวกเอ็งไปเตรียมรถลากมา ข้าจะพาลูกสาวข้าไปพัก”

“เรือนพักเจ้าคุณลุงอยู่ไกลไหมขอรับ เรือนพักกระผมอยู่ตรงหัวโค้งนี้เอง ไปพักเรือนกระผมก่อนดีกว่า”

หลวงสุรเดชอาสาช่วยเหลือบิดาของเพื่อนรัก ท่านเจ้าคุณศักดิเดชเห็นดีด้วยจึงสั่งให้บ่าวไพร่เทียมเกวียนก่อนจะบอกให้บุตรชายพาร่างไร้สติของชมมะนาดไปพักยังเรือนกองตระเวนของหลวงสุรเดชที่ใกล้ที่สุด ซึ่งทุกคนไม่ขัดข้องแม้แต่คุณหญิงเพ็ญที่เป็นห่วงบุตรสาวแทบจะขาดใจ หลวงสุรเดชหันไปช่วยเพื่อนพยุงร่างน้องสาวก่อนจะหันไปเรียกขวัญชีวีที่ยังยืนจ้องคุณหญิงเพ็ญอย่างไม่คลาดสายตา

“แม่ขวัญ เดี๋ยวหล่อนกลับเรือนไปกับฉัน ไปช่วยตระเตรียมดูแลท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงด้วย ทางนี้เดี๋ยวให้พันทนายเขาดูแล”  นายตำรวจที่เข้ามาตามหลวงสุรเดชที่เรือนพักคนเมื่อครู่เข้ารับคำสั่ง ก่อนจะรีบไปจัดการกับซากเรือและบรรดาบ่าวไพร่ที่เหลือของท่านเจ้าคุณศักดิเดชตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

 

ขวัญชีวีพยายามจะเข้าไปช่วยประคองคุณหญิง หากแววตาที่มองมาอย่างห่างเหินและไว้ตัว ทำให้ขวัญชีวีชะงัก....แม้ใบหน้าจะเหมือนราวกับพิมพ์เดียวกัน ...แต่ขวัญชีวีบอกตัวเองในใจ....ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แม่ของเธอ!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น