น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 3 : หนีตายขายทาส

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 : หนีตายขายทาส

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2559 00:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 : หนีตายขายทาส
แบบอักษร

 

หลังจากชิ่งหนีจากทั้งไทยมุงและฝรั่งมุงมาได้แล้ว ขวัญชีวีก็มุ่งหน้ากลับไปยังศาลาเก็บศพหลังป่าช้า ที่พักพิงที่ดีที่สุดในตอนนี้ของเธอ ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตที่ต้องพบเจอกับคนแปลกหน้า และที่สำคัญเธอยังไม่รู้ว่าจะตั้งต้นใช้ชีวิตที่นี่อย่างไร หาเลี้ยงตัวเองอย่างไร และเอาตัวรอดจากการถูกขายเป็นทาสอย่างไร

แต่ก่อนที่เธอจะทันได้คิดอะไร เธอก็เห็นผัวเมียคู่นั้น ผัวเมียคนที่รำพึงรำพันว่าจะเอาลูก ก็คือ เธอ! ไปขายเป็นทาส  ขวัญชีวีรีบหาทางหลบ หญิงสาวเลี้ยวเปลี่ยนทิศทันที เธอตัดสินใจวิ่งไปทางหลังวัด ที่นั่นมีท่าน้ำและมีเรือจอดอยู่หลายลำ ขวัญชีวีไม่คิดอะไรทั้งนั้นก่อนจะแอบเข้าไปหลบในเรือโยงลำหนึ่ง

ในเรือโยงที่เธอแอบเข้ามานั้น แม้จะทั้งมืดทั้งอับเนื่องจากมีหลังคาคลุมปิดทุกด้าน แต่หลังจากที่หญิงสาวได้ยินเสียงคนพูดคุยดังขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งซุกตัวหลบ ความหวาดกลัวกัดกินบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ เธอจำได้ว่า รัชกาลที่ห้า ทรงทุ่มเทเรื่องการเลิกทาสแทบจะตลอดรัชกาลของพระองค์จึงจะสำเร็จลงได้ นั่นก็หมายความว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า เธอจะไม่ถูกขายเป็นทาส ...แม้นาทีนี้เธอจะไม่แน่ใจว่าการหลบหนีจากการค้าทาสนี้จะมีโทษหรือไม่ แต่เธอก็ทนยอมให้ตัวเองถูกขายเป็นทาสไปไม่ได้เช่นกัน

 

ขวัญชีวีซุกซ่อนตัวอยู่นาน เมื่อรู้สึกเมื่อยจึงขยับตัว และพยายามเงยหน้าเพื่อดูว่าเธอหนีพ้นสองผัวเมียมหาภัยนั่นแล้วหรือยัง แต่หญิงสาวไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อเงยหน้าขึ้นจะพบกับใบหน้าดุดันพร้อมดาบที่จ่อคอเธอรอบตัว!

ขวัญชีวี ตกใจกลัวมากที่สุดในชีวิต เธอคิดว่าควรจะหนี หากแต่เรือที่คับแคบถูกปิดมิดด้วยหลังคาทุกด้าน ไม่มีทางให้เธอหนีได้เลย หญิงสาวจึงรีบพนมมือพลางเปลี่ยนโหมดทันควัน

“ฉันไหว้ละจ้ะพี่ พี่อย่าฆ่าฉันเลยนะ ปล่อยฉันไปแล้วฉันจะไม่พูดเรื่องที่พี่เอาดาบจ่อคอฉันอย่างนี้ ฉันจะลืมทุกทุกอย่างที่นี่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยจ้ะพี่ ฉันสัญญา ...สาบาน สาบานเลยเอ้า!

หญิงสาวร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร ตอนนี้ขวัญชีวีคิดอยู่สองอย่าง หากเธอตายลงตรงนี้ เธอจะได้ตื่นมายังโลกของเธอหรือไม่ หรือเธอจะตายตกนรกไปเลยจริงๆ ...แต่ก่อนที่ดาบรอบๆจะพุ่งเข้ามาหาเธอ ทันใดนั้น ใบหน้าคมคายดุดันของบุรุษผู้หนึ่งก็โผล่มา หลวงสุรเดชนั่นเอง!

“คุณตำรวจ ช่วยฉันด้วยค่ะ พวกนี้จะทำร้ายฉัน”

ขวัญชีวีที่เคยคิดหนีจากตำรวจตอนนี้รีบร้องขอความช่วยเหลือ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นขุนน้ำขุนนางที่ดูเหมือนจะเป็นคนดีอยู่บ้างจากการที่เข้ามาช่วยระงับเหตุการณ์ฝรั่งอาละวาดในวัดไว้ หญิงสาวรีบยกมือไหว้พลางกล่าววิงวอนคนแต่งกากีเต็มยศตรงหน้า

“คุณตำรวจ ...คุณตำรวจช่วยฉันด้วย ฉันแค่ขึ้นเรือมาเพื่อหลบจากพวกคนไม่ดีที่จะจับตัวฉันไปขาย ฉันขออาศัยหลบให้พ้นภัยแค่ชั่วคราวเท่านั้นละค่ะแล้วจะรีบแยกออกไป ...คุณตำรวจช่วยฉันด้วยนะคะ”

บรรดามีดที่จ่อหน้าเธออยู่ค่อยๆลดระดับลงเมื่อหลวงสุรเดชเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มโบกมือเพียงครั้งเดียว บรรดาชายฉกรรจ์ที่ล้อมเธออยู่ก็ออกไปประจำตำแหน่งต่างๆในเรือตามปรกติ หลวงสุรเดชจึงหันมาหาหญิงสาวตรงหน้าพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด

“หล่อนหนีพวกพ่อค้าทาสมารึ”

“ใช่ค่ะๆ คุณช่วยฉันด้วยนะคะ ฉันไม่อยากถูกขายเป็นทาส”

“แล้วตอนนี้หล่อนสังกัดมูลนายคนไหนหรือไม่ล่ะ”

คราวนี้เป็นขวัญชีวีที่งงเป็นไก่ตาแตก คนธรรมดาสมัยนี้ก็ต้องมีสังกัดด้วยหรือ หน้าตาของขวัญชีวีคงเหลอหลา คุณหลวงหนุ่มตรงหน้าจึงไม่ถามต่อ พลางเอื้อมมาจับข้อมือหญิงสาวพลิกดู

“ไม่มีรอยสักเลก พ่อกับแม่ของหล่อนคงยังไม่ได้พาไปขึ้นบัญชีกับกองสักเลกล่ะสิ”

แม้ปากจะพูดอย่างนั้น หากในใจกลับคิดตรงข้าม ...ที่พ่อกับแม่ของเจ้าหล่อนไม่คิดจะพาไปขึ้นบัญชีไพร่เพื่อไว้ช่วยทำมาหากิน หากแต่จะนำไปขายเป็นทาส จุดประสงค์คงต้องการขายลูกไปเป็นเมียทาสมากกว่า   

หลวงสุรเดชปล่อยมือพร้อมๆกับที่ขวัญชีวีกระชากข้อมือของเธอกลับ แม้เธอต้องการความช่วยเหลือจากนายตำรวจหนุ่มตรงหน้าแต่เธอก็ไม่นิยมคนที่ชอบมือไวกับเธอเช่นกัน

หลวงสุรเดชจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างแปลกใจ ชายหนุ่มเองเขาก็มั่นใจในตัวเองพอดู แต่แม้จะพูดจาพาทีถูกเนื้อต้องตัวกันบ้าง หล่อนไม่มีท่าทีเขินอายอย่างที่สาวรุ่นๆควรจะเป็นเมื่อพบปะผู้ชาย หากดูจากพฤติกรรมที่หล่อนก๋ากั่นกล้ามีเรื่องกับฝรั่งลั่นวัดแล้ว คงจะแก่แดดเกินวัยมิใช่น้อย

“หากหล่อนจะให้ฉันช่วยเหลือ ฉันก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ว่าตอนนี้หล่อนยังลงจากเรือไม่ได้ เพราะตอนนี้เรืออกจากท่าของวัด มุ่งหน้าไปยังเมืองพิษณุโลกแล้ว”

ขวัญชีวีตกใจจนอ้าปากค้าง พิษณุโลก อย่างนั้นเหรอ ... แต่ช่างเถอะในยุคอดีตนี้ที่ไหนก็คงเหมือนกัน หล่อนยังจะหวังให้กรุงเทพมหานครฯในยุคนี้เป็นเมืองหลวงเรืองรองเหมือนตอนปี 2559 หรือยังไง

“หล่อนมีที่ไปที่ไหนอีกหรือไม่” เสียงเข้มดุถามขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ขวัญชีวีส่ายหน้า ครั้นพอสบตากับคนหน้าดุตรงหน้าจึงเปลี่ยนกิริยายอมเอ่ยตอบคำถามนั้น

“ไม่มีค่ะ”

“ไม่มีเจ้าค่ะ” เสียงเข้มทวนทันควัน พร้อมส่งสายตากำชับให้เธอว่าตาม ขวัญชีวีกลอกตาใส่เพดานเรือ ก่อนจะยอมเอ่ยตามแต่โดยดี

“ไม่มีเจ้าค่ะ...เอาไว้พอถึงพิษณุโลก คุณตำรวจ...”

“เรียกฉันว่าหลวงเดช” เสียงเข้มแทรกขึ้นมา ขวัญชีวีจึงต้องเอ่ยทวนอีกครั้ง

“เจ้าค่ะ พอถึงพิษณุโลกแล้ว คุณหลวงเดชค่อยปล่อยอิฉันลงที่วัดก็ได้ค่ะ เดี๋ยวอิฉันจะเข้าไปขอพึ่งใบบุญพระก่อนแล้วค่อยหาลู่ทางทำกินหาเลี้ยงตัวเองต่อไป” 

...ขวัญชีวีตอบพลางถอนหายใจไปพลาง ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องกลายมาเป็นเด็กวัดเอาตอนนี้ ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าวัดก็คือสถานที่สำหรับพระ แต่มาวันนี้เธอรู้แล้วว่าในทุกยุคทุกสมัย วัด คือศูนย์กลางของชุมชนและผู้คนจริงๆ ....ยิ่งคิดยิ่งเสียใจ ...ถ้ารู้อย่างนี้เธอจะไม่เกี่ยงรับซองผ้าป่าอีกเลย

หลวงสุรเดชแปลกใจด้วยไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้จากปากเด็กสาวตรงหน้า จึงถือโอกาสนั่งจับเข่าคุยซักถามประวัติของเด็กสาวด้วยเสียเลย

“หล่อนชื่อว่ากระไร”

“ขวัญชีวีค่ะ หรือคุณจะเรียกฉันว่า ขวัญ เฉยๆก็ได้ เมื่อกี้คุณบอกว่าเป็นคุณหลวง แต่คุณเป็นตำรวจนี่ ตำรวจสมัยนี้ก็เป็นคุณหลวงได้ด้วยหรือคะ”

หลวงสุรเดชนิ่งประมวลผลคำถามเด็กสาวตรงหน้าอยู่ครู่ ก่อนจะค่อยๆอธิบายให้ฟัง

“หลวง คือ บรรณาศักดิ์ที่ในหลวงทรงโปรดเกล้าพระราชทานให้ ส่วนตำแหน่งของฉัน ฉันรับราชการตำรวจใน กรมกองตระเวนหัวเมือง” ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ฉันจึงมียศตามตำแหน่งในกรมของฉัน ...นายพันตำรวจตรีหลวงสุรเดชพิทักษ์ชน”

*** ตำรวจในขณะนั้น ยังคงเป็นกรมกองตระเวนหัวเมือง  ซึ่งในปีต่อมา พ.ศ. 2440 ได้เปลี่ยนเป็นกรมตำรวจภูธร (สังกัดกระทรวงมหาดไทย) ทำหน้าที่ลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อยจับกุมโจรผู้ร้ายแล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนฟ้อง ณ ศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ

“งั้นคุณก็เป็นตำรวจจริงๆสินะ ฉันนึกว่ายุคนี้ไม่มีตำรวจซะอีก ว้าว...ฉันต้องกลับไปเล่าให้ยัยวิรงรองฟังแล้วล่ะ ยัยนั่นต้องไม่เชื่อแน่ๆ”

ขวัญชีวีพูดพึมพำกับตัวเองคนเดียวอย่างตื่นเต้น ก่อนจะค่อยๆซึมซับรับรู้ความจริงว่า ตอนนี้เธอยังอยู่กับตำรวจคุณหลวงคนนี้ และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปเจอวิรงรอง ลูกน้องและเพื่อนสนิทของเธอหรือเปล่า

หลวงสุรเดชยังคงพยายามแปลไทยเป็นไทยจากคำพูดของเด็กสาวตรงหน้าอย่างมึนงง ทำไมหล่อนถึงพูดภาษาไทยไม่เหมือนภาษาไทยได้ขนาดนี้

“นี่คุณหลวงตำรวจ ฉันถามอีกอย่างหนึ่งสิ ถ้าหากว่าฉันอยากหางานทำ แบบไว้หาเลี้ยงตัวเอง มีงานอะไรที่รับสมัครคนงานผู้หญิงไหม แบบที่ไม่ต้องขายตัวเองไปเป็นทาสน่ะ”

หลวงสุรเดชสบตากับเด็กสาวที่ถามคำถามนี้อย่างประหลาดใจ ยากนักที่จะหาเด็กสาวรุ่นๆที่ไหนจะเอ่ยถามคำถามแบบนี้กับเขา แต่ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังไตร่ตรองหาลู่ทางและหางานให้เด็กสาวนั้น บรรดาชายฉกรรจ์ที่เอาดาบจ่อคอขวัญชีวีก่อนหน้านี้ก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะเธอ ก่อนจะเอ่ยฝากลมลอยมาเข้าหูเธอว่า

“งานของผู้หญิงก็คือ ออกเรือนแล้วก็เลี้ยงลูกอย่างไรเล่า”

ขวัญชีวีพยายามข่มความโกรธ เสียงมันลอยตามลมมา เธอต้องปล่อยให้มันผ่านไป และจ้องไปที่หลวงสุรเดชเพียงคนเดียวก่อนถามย้ำคำถามเดิมอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มจึงย้อนถามเด็กสาวกลับบ้าง แววตาแสดงออกถึงความสนใจชัดเจน

“แล้วหล่อนทำงานอะไรได้บ้าง ลองบอกมาสักหลายๆข้อได้หรือไม่”

ขวัญชีวีพยายามคิดถึงความสามารถที่ตัวเองมี มันดูจะไม่ค่อยเข้ากับยุคสมัยที่เธออยู่ตอนนี้เลย แต่เธอก็นึกความสามารถอื่นๆของเธอไม่ออกแล้วจริงๆ จึงตอบเหมือนตอนที่เธอสัมภาษณ์เข้าทำงานในบริษัท HM Logistic ว่า

“ฉันเขียนหนังสือได้ พิมพ์ดีด พิมพ์คอมพิวเตอร์ได้ เป็นล่ามแปลภาษาต่างประเทศได้ วาดภาพได้ อ้อ แล้วก็ทำโปรแกรมพวกโฟโต้ช้อปตกแต่งภาพได้นิดหน่อย”

หลวงสุรเดชได้ฟังคำตอบประหลาดๆแล้วก็ทำหน้าเหมือนจะไม่เชื่อ แต่ขวัญชีวีก็ยืนยันว่าเธอทำได้ และเตือนความจำว่าเธอเคยพูดตอกหน้าฝรั่งขี้เมาในวัดมาแล้ว

หลวงสุรเดชนึกถึงกลุ่มมิชชันนารีที่เผยแผ่ศาสนาอยู่ในพิษณุโลก ขณะนี้มีกลุ่มขุนนางและท่านข้าหลวงใหญ่กำลังวางแผนเตรียมสร้างโรงเรียนเพื่อสอนหนังสือให้กับเด็กๆ แต่กลุ่มมิชชันนารีต้องการเข้ามาร่วมสอนภาษาให้เด็กๆด้วย แน่นอนว่าขุนนางหลายๆคนไม่เห็นชอบด้วย เนื่องจากเกรงว่าหากส่งบุตรหลานไปเรียนจะกลายเป็นถูกบีบบังคับให้เข้ารีตไปเสีย ตัวเขาเองแม้ค่อนข้างจะเห็นด้วยที่จะตั้งโรงเรียนให้เด็กๆไปร่ำเรียนหนังสือหาความรู้ใส่ตัว หากก็ยังติดขัดอยู่หลายประการ หรือจะให้ขวัญชีวีช่วยเหลือในเรื่องการเข้าไปเป็นล่ามแปลข้อความการพูดคุยเจรจาในเรื่องนี้

ขวัญชีวีเห็นคุณหลวงหนุ่มนิ่งไปนาน ก็ถอนใจก่อนจะเอ่ยอย่างปลงตกเข้าใจชะตาชีวิตของตัวเองดี

“ฉันเข้าใจนะคะว่า ในยุคนี้สมัยนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนออกหางานทำแน่ๆ แต่ฉันแค่อยากทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ฉันเองก็ไม่อยากรบกวนคุณหลวงมากนัก แต่ถ้าคุณหลวงเมตตาดิฉันสักหน่อย จะขอรบกวนให้ส่งฉันไปที่วัดที่พอจะมีที่พักให้คนจรจัดบ้าง เท่านี้ก็เป็นพระคุณแล้วค่ะ”

 “ฉันว่ากระไรหรือยัง หล่อนนี่ก็ชอบคิดเออออไปเองคนเดียว ที่ฉันนิ่งเงียบไปเพียงกำลังตรองดูว่า หล่อนนั้นมีที่มาที่ไปไม่ชัดแจ้ง อีกทั้งยังเป็นพวกที่หนีจากค้าทาสอีก การที่ฉันจะแนะนำหล่อนให้ไปทำงานที่ไหน ฉันก็ต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เกิดหล่อนไปทำไม่งามอันใดหรือมีเรื่องใดเสียหาย ฉันผู้ที่แนะนำหล่อนก็จะพลอยถูกติฉินนินทาไปด้วย”

หลวงสุรเดชว่าพลางส่งสายตาตำหนิไปยังเด็กสาวตรงๆ ราวกับว่าเธอกำลังทำเรื่องผิดและเสียมารยาทต่อผู้ใหญ่อย่างเขา ในขณะที่ขวัญชีวีอ้าปากค้าง คือ...เธอไม่ได้หมายความว่าจะให้เขาฝากงานให้เสียหน่อย นี่เจ้าตัวคิดไปถึงไหน

“ฉันไม่ได้จะให้คุณฝากงานให้ฉัน ฉันแค่ปรึกษาว่า ฉันอยากจะทำงานหาเงินมาเลี้ยงตัวเองให้มีข้าวกิน มีบ้านไว้ซุกหัวนอน แต่ยังไม่รู้ว่าที่นี่เค้าจะรับผู้หญิงเข้าทำงานอะไรบ้าง ฉันก็เลยถามคุณ แค่นั้น ไม่ได้จะให้พาไปฝากงานเสียหน่อย”

หลวงสุรเดชขมวดคิ้ว ทำหน้าเหมือนคล้ายๆกำลังพยายามแปลไทยเป็นไทยจากที่เธอเพิ่งพูดจบไปเมื่อกี้ ขวัญชีวีจึงเอ่ยตัดบท

“ช่างเถอะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวพอถึงพิษณุโลก ฉันจะค่อยหาลู่ทางของฉันเอง หรือจะไปสมัครงานโรงสีดี” ขวัญชีวีเผลอคิดออกมาเสียงดัง เธอกำลังคิดว่า อย่างไรพวกพ่อค้าคงต้องการคนรู้หนังสือไว้ทำบัญชีแน่ๆ อย่างน้อยตอนเรียนภาคบังคับเธอก็ผ่านหูผ่านตาวิชาบัญชีมาบ้าง ไม่คิดว่าจะมีเสียงลอยลมฝากมาเข้าหูเธออีก

“ตัวเท่าแมวอย่างหล่อนรึ จะไปทำงานโรงสี แบกข้าวสารจะไหวหรืออย่างไร”

ขวัญชีวีสาดสายตาอาฆาตไปทั่วอาณาบริเวณเรือ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรเธอก็ขี้เกียจจะเถียงแล้ว พลางขยับตัวไปยังที่นั่งใกล้ระหว่างหีบไม้ฝั่งตรงข้ามชายหนุ่ม หลวงสุรเดชมองตามอย่างงงงัน หล่อนช่างมีความคิดประหลาดหลายประการนัก จะว่าไปคุณหลวงหนุ่มก็เพิ่งจะมีโอกาสได้สังเกตเจ้าหล่อนชัดๆ ตอนเจ้าหล่อนลุกเดินหนีไป... รูปร่างหน้าตาก็จัดว่างามดีอยู่ มิน่าพ่อกับแม่ถึงจะเอาไปขาย คงไม่ได้หวังไปขายแค่เป็นทาสดอก ดวงตากลมโตที่มักจะเปล่งประกายเฉลียวฉลาด ตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ที่เท้ามีผ้าพันหนาเตอะทั้งสองข้าง ...คงจะพันแทนการใส่รองตีนกระมัง

“มองอะไรนักหนาเนี่ยคุณ ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีนะ ถ้าคุณลำบากใจ จะให้ฉันลงที่ท่าข้างหน้าก็ได้นะ”

ขวัญชีวีเห็นเค้าจ้องเอาจ้องเอาก็เริ่มใจคอไม่ดี ไม่รู้ว่าเธอจะเจอคนดีหรือไม่ดี ผู้ชายไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็อันตรายเหมือนกันหมด ถึงแม้ว่าตัวเธอขณะนี้จะกลับมาอยู่ในร่างของคนยุคก่อน ผมเผ้าก็ไว้สั้นประบ่า แต่เสื้อผ้าดันขาดจากการวิ่งหนีสองผัวเมียมหาภัย หญิงสาวหันหาอุปกรณ์รอบๆกายก่อนจะคว้าเอาผ้าคลุมหีบใบหนึ่งมาห่มปิดบังกายเอาไว้ อย่างน้อยกันก็ดีกว่าแก้ เพราะต่อให้ดูเป็นคนดีแค่ไหน แต่ใจคนเราก็สุดรู้

คุณหลวงหนุ่มเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าจ้องมองเธออยู่นาน แต่เมื่อนึกได้เขาก็นึกขำในใจ ที่ผ่านมามีแต่หญิงสาวไม่ว่าจะเป็นบ่าวไพร่ในเรือน หรือ ลูกสาวบ้านใด เมื่อเจอเขามีแต่ชม้อยชม้ายชายตาให้เนื่องจากด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ หน้าที่การงาน ชาติตระกูล ตัวเขาเองก็มีพร้อม แม้แต่แม่ของเขาเองยังจะเร่งรัดให้เขาออกเรือนเสียทุกวัน เพิ่งมีวันนี้แหละที่มีผู้หญิงที่ไม่อยากให้เขามอง แถมยังไม่เสนอตัวให้เขาเสียด้วย

 “หล่อนนี่แปลก ทั้งความคิด การพูดจา ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่อยากออกไปหางานทำนอกบ้านเพื่อเลี้ยงดูตัวเองดอก หรือถ้ามีส่วนใหญ่ก็มักจะยอมเป็นเมียพวกบ้านขุนน้ำขุนนาง หรือพ่อค้าคหบดี ถึงไม่ได้เป็นเมียตบเมียแต่ง แต่ก็พอช่วยเหลือครอบครัวและตัวเองไม่ให้ลำบากได้”

นั่นไง ... ขวัญชีวีคิดแล้วไม่มีผิด หล่อนเจอผู้ชายไทยแท้แต่โบราณตัวจริงเสียงจริง ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เป็นกุลสตรี รอหาสามีที่ดีแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ถ้าเจอคนดีก็ดีไป ถ้าเจอคนไม่ดีก็..มีผัวผิดคิดจนตัวตายไง

“ถ้าฉันมีความคิดแบบนั้น ฉันจะหนีออกจากบ้านมาทำไม ถึงแม้ว่าฉันจะเข้าใจนะว่าผู้ชายในสมัยนี้ ด้วยมีกำลังทรัพย์มีอำนาจวาสนา เลยสามารถ “ขุน-นาง” ได้มากมาย แต่ฉันรับไม่ได้ การจำกัดผู้หญิงให้มีหน้าที่เดียวก็คือมีสามี มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากเกินไป และฉันก็ไม่อยากมีชะตาชีวิตแบบนั้น ฉันอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่า ถึงฉันเป็นผู้หญิงก็สามารถทำงานเลี้ยงดูตัวเองจนแก่ไปได้ ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีสามีหรือไม่มี”

“สามี?” คุณหลวงทวนคำศัพท์ใหม่ ขวัญชีวีจึงพูดแก้ทันควัน “ก็ผัวไง”

คราวนี้คุณหลวงทำหน้าปั้นยาก อยากจะหัวเราะแต่ก็กลัวจะทำให้เด็กได้ใจ ครั้นอยากจะฟาดสั่งสอนเด็กผู้หญิงก๋ากั่นตรงหน้าที่พูดจาไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่บ้างเสียเลย ก็อดสงสารไม่ได้ ท่าทางหล่อนยังเหมือนเพิ่งแรกสาว แต่ต้องมาระหกระเหินหนีจากการค้าทาสมา ทำให้ตัวเขาจะดุก็ดุไม่ลง ได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ....ทำไมถึงได้พูดจาแก่แดดนัก แล้วมีอย่างที่ไหน พูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำ ไม่มีกระดากอายเลยสักนิด!

“เอาเถิด หากหล่อนอยากจะหางานทำให้ได้ ฉันก็จะช่วยๆหาดูให้ ระหว่างนี้ที่หล่อนยังไม่มีที่ไปก็พักอยู่ที่เรือนพักของฉันไปก่อน ถ้าฉันหางานที่เหมาะสมกับหล่อนได้แล้ว หล่อนก็ค่อยหาทางขยับขยายออกไปดีหรือไม่”

“ฉันต้องเป็นทาสคุณหลวงไหม”

คุณหลวงเลิกคิ้วอีกครั้ง เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องเดียวที่เด็กสาวกังวล มากกว่าการต้องไปร่วมเรือนกับเขาเสียอีก เถิดถึงอย่างไรเด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะไปรู้เรื่องชู้สาวอย่างที่ปากหล่อนพูดปาวๆออกมาได้อย่างไร

เมื่อคิดได้ดังนั้น คุณหลวงหนุ่มจึงเอ่ยปฏิเสธ พลางอธิบาย

“ไม่ต้องดอก ถึงอย่างไรที่โรงพักก็ต้องการแรงงานไว้ใช้งานอยู่แล้ว ไว้ถึงพิษณุโลกเมื่อใดเราค่อยเจรจาเรื่องงานเรื่องส่วยอีกครั้งก็แล้วกัน”

 

“ก็ได้” ขวัญชีวีตกปากรับคำอย่างว่าง่าย ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ต้องทำตามอีตาคุณหลวงตำรวจนี่ไปก่อน เพราะเธอก็ยังไม่มีที่ไปจริงๆ ไว้ถึงเมืองพิษณุโลกแล้ว คงต้องไปสำรวจทำเลหาลู่ทางทำกินเองดูบ้างล่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น