น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 2 : ต้องรอด!!

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 : ต้องรอด!!

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.พ. 2561 21:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 : ต้องรอด!!
แบบอักษร

ขวัญชีวี วิ่งออกมาอย่างไม่รู้ทิศทาง อาศัยแสงจันทร์ที่ค่อนข้างสว่างพอเห็นทางข้างหน้า ก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิต หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบตัวๆที่มีแต่ทุ่งนาและเงาต้นตาลที่ขึ้นเรียงรายตามคันนามองดูแล้วชวนขนหัวลุก แต่ขวัญชีวีกลัวที่จะถูกขายมากกว่ารีบกระชับผ้าห่มพลางก้มหน้าก้มตาวิ่งต่อไป วินาทีนี้เธอได้แต่ภาวนาต่อเทวดาฟ้าดิน ขอให้เธอรอดจากการถูกขายในครั้งนี้ด้วยเถิด

หญิงสาววิ่งไปอย่างไม่มีจุดหมายแต่ทันใดนั้นเธอก็เหลือบเห็นคล้ายยอดเจดีย์ ...วัด!...ขวัญชีวีแทบโห่ร้องอย่างยินดี ถึงอย่างไรขอไปตั้งหลักที่วัดก่อนล่ะ

ขวัญชีวีเดินจ้ำมาเกือบทั้งคืน ยอดเจดีย์ที่ว่าถึงค่อยชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ แม้จะเมื่อยขบจนแทบยกขาไม่ขึ้น ทว่าความหวาดหวั่นในจิตใจและความตื่นตระหนกทำให้สารอะดรีนาลีนในตัวเธอหลั่งมากผิดปรกติแน่ ดังนั้นหญิงสาวจึงฝืนเดินมาจนถึงกำแพงวัดจนได้

เสียงไก่ขันที่ดังแว่วมา ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าคงเช้ามืดแล้วแน่ๆ แม้แสงอาทิตย์จะยังไม่ขึ้น แต่อย่างน้อยก็พอจะข่มกลบความกลัวที่จะเข้าไปวัดตอนมืดๆได้เป็นอย่างดี

ขวัญชีวีเดินไปกระชับผ้าที่คลุมตัวไปแน่น เธอเดินเข้าวัดไปไม่กี่ก้าว ขาก็เหมือนจะหมดแรงเอาดื้อๆ หญิงสาวเลยนั่งพิงบันไดวัดหน้าโบสถ์นั่นเอง ... ความหวาดกลัวทุกอย่างที่เธอต้องข่มกลั้นมันเอาไว้จู่ๆก็ทลายออกมา  น้ำตาที่อุตส่าห์กลั้นไว้รินไหลออกมาไม่ขาดสาย ชีวิตเธอที่ต้องสูญสิ้นครอบครัวไปหมดทุกอย่างแล้วยังต้องโดนลักพาตัวมาที่ไหนอีกก็ไม่รู้ทำให้หญิงสาวได้แต่คิดถึงบิดามารดาที่จากไป

“แม่จ๋า พ่อจ๋า ตอนนี้หนูอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ....ช่วยหนูด้วย”

หญิงสาวร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม กลั้นสะอื้นจนลมหายใจแทบจะขาดเป็นห้วงๆ ในใจนั้นเฝ้าแต่พร่ำคิดว่า ทำไมเธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้  เธออยากให้มันเป็นแค่ความฝันที่เมื่อเธอสะอื้นจนเหนื่อยแล้วลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง ตรงหน้าจะเป็นห้องนอนของเธอ แต่เธอก็รู้ว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อร่างกายของเธอมันประท้วงว่าขณะนี้มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด

ขวัญชีวีคิดว่าตัวเธอคงผล็อยหลับไป เพราะเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่ามีเด็กวัดหลายคนกำลังยืนจดๆจ้องๆเธออยู่ หญิงสาวกระชับผ้าคลุมตัวแน่น  สายตาที่หวาดระแวงแกมตื่นกลัวทำให้เด็กวัดตัวน้อยคิดว่าเธอเป็นคนบ้าสติวิปลาส จึงฉวยกิ่งไม้มาไล่ตีเธอ

ขวัญชีวีแทบจะกรีดร้องอาละวาด หากเธอไม่เห็นชายผ้าเหลืองที่ยืนสงบนิ่งตรงหน้า แม้ใบหน้าและสังขารจะเหี่ยวย่นไปตามความชราภาพ แต่ดวงตาที่ใสกระจ่างมองตรงมาที่เธออย่างเมตตาทำให้ขวัญชีวีรับรู้ถึงรังสีแห่งความสงบนิ่งภายใต้พระภิกษุชราภาพตรงหน้า ...หญิงสาวก้มลงกราบหน้าผากจรดดิน พลางเอ่ยเสียงสั่น

“ลูกหมดที่พึ่งแล้วจริงๆเจ้าค่ะ หลวงตา...ได้โปรดช่วยลูกด้วย”

“วัดเป็นที่พึ่งของมนุษย์เสมอ ไม่แบ่งแยกชนชั้นไม่แบ่งแยกคนแปลกถิ่นแปลกหน้า ตราบใดที่โยมยังมีศรัทธา พระพุทธศาสนาย่อมเป็นที่พึ่งแห่งจิตใจได้เสมอ”

ขวัญชีวีกลืนคำพูดลงคอ เธอไม่รู้ว่าจะเล่าให้หลวงตาฟังได้อย่างไร จึงตัดสินใจเอ่ยเพียงสั้นๆ

“ลูกถูกโจรลักพาตัวมาเจ้าค่ะหลวงตา แต่ลูกไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่”

“ที่นี่ก็พระนครอย่างไรเล่าแม่หนู”

ขวัญชีวีเงยหน้ามองหลวงตาอย่างไม่เข้าใจ หากหลวงตานั้นเอ่ยขึ้นอย่างมีเมตตาราวกับล่วงรู้อะไรบางอย่าง

“ที่นี่คือบางกอก พุทธศักราช ๒๔๓๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างไรเล่า"

ขวัญชีวีอยากจะร้องตะโกนออกมาว่า “โกหก” หากผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้คือผู้ทรงศีล ๒๒๗ ข้อ แน่นอนว่าหลวงตาไม่มีวันเอ่ยคำเท็จอย่างแน่นอน

หญิงสาวพยายามเรียกสติให้กับตัวเองอย่างยากเย็น เธออยากให้เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นเพียงเรื่องล้อเล่น หรือเป็นเพียงละครที่เธอเคยดูพลางกล่าวปรามาสบรรดานางเอกเอาไว้ในใจ ทำไมแม่ผู้หญิงพวกนั้นถึงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ดีแต่ร้องไห้ไปวันๆ

แต่ตอนนี้ขวัญชีวีเองต่างหากที่อยากจะร้องไห้ เพราะถ้าเป็นจริงอย่างที่หลวงตาพูด แสดงว่าตอนนี้ เธอจะต้องหลงยุคมาแน่ๆ!

แต่ชาตินี้เธอทำบาปมาเยอะหรืออย่างไร ทำไมไม่หลงยุคมาแบบลูกคุณหนูสวยๆรวยๆบ้าง แล้วตัวเธอกับประวัติศาสตร์นั้นก็ช่างห่างไกลกันราวกับคนละโลก ตัวเองนั้นไม่สันทัดเรื่องประวัติศาสตร์เอาเสียเลย สิ่งที่เธอจำได้อย่างแม่นยำส่วนใหญ่มักจะมาจากเกร็ดเล็กๆน้อยๆในละครหรือหนังสือนวนิยายที่เธอเคยอ่านสมัยวัยรุ่น และเธอก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อวันที่เธอไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นนี้ได้มาถึง วันที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบกับผ้าห่มอุ่นที่นอนนุ่มและแอร์เย็นๆ

............................................................


ขวัญชีวีกราบเบญจางคประดิษฐ์แทบเท้าหลวงตางดงามก่อนจะเอ่ยกับหลวงตาเพื่อขอความเมตตาอีกครั้ง

“หลวงตาเจ้าขา ตอนนี้ลูกพลัดถิ่นมาไกล ไกลเหลือเกินเจ้าค่ะ ลูกขอความเมตตาขออาศัยใบบุญวัดเป็นที่พึ่งชั่วคราวก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”

ภิกษุชรามองหญิงสาวอย่างเมตตาก่อนจะเอ่ยขึ้นกับเด็กหญิงที่หลงทางมาไกลตรงหน้า

“โยมไปพักกับโยมหนวดโยมอ้อยเถิด ที่นั่นปลอดภัยและกว้างขวางพอให้โยมได้พักพิงชั่วคราว”

ขวัญชีวีก้มลงกราบอย่างซาบซึ้งในเมตตาก่อนจะเดินตามหลวงตาไปยังด้านหลังวัดที่กำลังจะเป็นที่พักใหม่ของเธอ  หากหญิงสาวก็ไม่คาดคิดว่าหลวงตาจะพาเธอมาพักที่ “ศาลาเก็บศพ” ที่มีลุงหนวดสัปเหร่อพักอยู่กับเมียแก

ชายชราร่างเล็กคลานเข้ามากราบหลวงตาอย่างนอบน้อมพลางมองเด็กหญิงวัยไม่เกิน 12 ปีที่นั่งอยู่ข้างหลังหลวงตา ถึงแม้ว่าผมเผ้าจะสั้นเต่อจนแทบไม่เป็นทรง หากใบหน้าที่จิ้มลิ้มพริ้มเพรานั้นทำให้ลุงหนวดเงยหน้ามองหลวงตาอย่างลำบากใจ

“เด็กคนนี้พลัดหลงมาไม่มีที่ไปแล้ว เลยขอมาพึ่งใบบุญวัด อาตมาก็คงต้องรบกวนโยมหนวดกับโยมอ้อยแล้ว เพราะที่แห่งนี้คงปลอดภัยที่สุดสำหรับแม่หนูคนนี้”

“ขอรับหลวงตา กระผมไม่ขัดข้องกระไรขอรับ”

ลุงหนวดที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดก้มกราบหลวงตาอีกครั้งก่อนจะหันไปทางเด็กหญิงที่นั่งทำหน้าเสียเมื่อมองเห็นว่ารอบๆนี่คือสถานที่ใดของวัด

“ไม่ต้องกลัวหรอกแม่หนู ดินแดนแห่งคนตายนั้นสงบเสมอ มาเถิด ฉันจะพาหนูไปหาเมียของฉัน หนูชื่อกระไร”

“ขวัญชีวี เอ่อ...ขวัญจ้ะ”

ขวัญชีวีเอ่ยตอบชายชราตรงหน้า แม้จะกลัวที่จะต้องเดินผ่านป่าช้าไปเพื่อตรงไปยังบ้านพักของลุงสัปเหร่อผู้นี้ แต่หญิงสาวก็ไม่มีที่ไปจึงได้แต่จำยอมไปขอพักอาศัยด้วย

ลุงหนวดที่เดินนำหญิงสาวมาหยุดลงตรงหน้าหญิงวัยกลางคนร่างท้วม พลางแนะนำเธอให้เมียแกได้รู้จักตามที่ฟังจากหลวงตามา

“แม่อ้อย ...นี่แม่ขวัญจ้ะ อีหนูนี่มันหลงทางมา หลวงตาเลยให้มาพักกับเราก่อนจ้ะ”

ลุงหนวดรายงานเมียเสียงหวาน ด้วยเกรงว่าเมียจะหาว่าพาเมียน้อยเข้าบ้าน ...มนุษย์ป้าร่างใหญ่เดินวนรอบๆขวัญชีวีราวกับตรวจตรา  พอเห็นว่าเด็กหญิงตรงหน้าหัวกระเซิงและมาแต่ตัวจริงๆก็ถอนใจพลางบอกเสียงห้วนๆ

“วันนี้เอ็งก็นอนที่นี่ไปก่อนละกัน เดี๋ยวป้าจะไปเอาหมอนมุ้งมาให้”

ที่นี่.. ของป้าแกก็คือ หน้าโลงศพที่เพิ่งเอาขึ้นมาเก็บเอาไว้ ขวัญชีวีแทบอยากจะร้องไห้ แต่คนที่ไร้หนทางไปอย่างเธอต้องจำยอม แม้กระทั่งวินาทีนี้เธอก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเธอหลงเข้ามาในอดีตเมื่อร้อย 124 ปีที่แล้ว หากจากคำยืนยันของพระภิกษุชราแล้วจะยังสภาพแวดล้อมรอบๆตัวทำให้หญิงสาวหลอกตัวเองไม่ได้ว่าเธอแค่มาเที่ยวเมืองจำลองหรือเมืองโบราณ ในเมื่ออากาศที่เธอกำลังสูดหายใจเข้าไปอยู่นี้นั้นทั้งสดชื่นและเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งอดีตกาลชนิดที่ไม่ต้องพึ่งเอฟเฟ็คใดๆทั้งสิ้น

ขวัญชีวีนั่งลงอย่างเรียบร้อยพลางเงยหน้ามองตามหญิงสูงวัยที่กำลังจัดหาหมอนมุ้งให้กับเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะตัดสินใจเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นกลัวแกมหวาดหวั่น

“ป้าจ๋า ฉัน...ฉันจะพักอยู่ที่นี่ได้นานสุดกี่วันจ๊ะ”

นางอ้อยหันมามองหญิงสาวอย่างเต็มตาอีกครั้ง ครั้นเมื่อเห็นใบหน้าเยาว์วัยที่ตื่นกลัวนั้นก็ได้แต่เวทนาในใจ ไม่รู้ว่านังหนูคนนี้มันพลัดหลงจากพ่อแม่ที่ไหนมา

“ศาลาหลังนี้เป็นที่วัดประเดี๋ยวก็มีศพใหม่ทยอยมาเรื่อยแทบทุกวัน คงไม่เหมาะหากเอ็งจะกินอยู่หลับนอนที่นี่นานๆ  ไยเอ็งถามราวกับว่าจะไม่กลับบ้านกลับเรือนเล่า”

ขวัญชีวีได้แต่อึกอักไม่รู้ว่าจะตอบหญิงร่างท้วมตรงหน้าอย่างไร จึงได้แต่เอ่ยบอกในสิ่งที่เธอเพิ่งเผชิญมาสดๆร้อนๆ

“ฉันหนีออกจากบ้านมาจ้ะ เขาจะเอาฉันไปขาย”

ป้าอ้อยมองใบหน้าจิ้มลิ้มตรงหน้าแล้วก็ยิ่งสงสารจับใจ ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของนังหนูนี่คิดอย่างไรจึงจะเอาลูกไปขายได้ลงคอ 

“หากเอ็งไม่มีที่จะไปจริงๆ เอ็งก็อยู่กับข้ากับไอ้หนวดที่เรือนของข้าหลังป่าช้าด้านโน้นเถิด อย่ามาอยู่ที่ศาลานี้เลยมันน่ากลัว”

ขวัญชีวีเงยหน้ามองหญิงสูงวัยอย่างไม่เชื่อหู ครั้นพอสบตาที่มองเธอมาอย่างเวทนานั้นก็ได้แต่กลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดความสามารถก่อนจะยกมือพนมไหว้นางอ้อยที่เอ่ยปากช่วยเหลือเธออย่างซาบซึ้งใจ

“ฉันขอบพระคุณป้าจริงๆจ้ะที่เมตตาคนหลงทางอย่างฉัน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปที่บ้านอีกหรือไม่ แต่ตอนนี้ฉันคงต้องอาศัยความเมตตากรุณาจากป้าแล้วล่ะจ้ะ”

“เอาเถิด ถ้าเช่นนั้นเอ็งก็เก็บข้าวของแล้วเดินตามข้ามา ข้าจะพาไปที่เรือนจัดหาที่หลับที่นอนให้”

นางอ้อยเอ่ยพลางเดินนำหญิงสาวลงจากศาลาเก็บศพไป ในขณะที่ขวัญชีวีได้แต่พยายามเรียกสติกลับมาให้มากที่สุด เพราะนับจากนี้ไปเธอต้องอยู่ในอดีตนับร้อยปีแห่งนี้เพียงลำพังแล้ว...และคงไม่มีใครจะช่วยเธอได้นอกจากตัวของเธอเอง

.......................................................


..........................................................

รุ่งขึ้นขวัญชีวี ตามติดป้าผู้ใจดีออกไปที่ตลาดที่อยู่หน้าวัด แน่นอนว่าป้าแกไม่ได้มาจับจ่ายซื้อหาอะไร แต่แกเอาพริก มะนาว ชะอม และสรรพบรรดาผักทั้งหลายที่ขึ้นอยู่บริเวณป่าช้า มาตั้งกระจาดขายเพื่อแลกเงินเอาไว้ใช้จ่าย ขวัญชีวีมองเหรียญทองแดงที่บรรดาผู้คนใช้อย่างสนใจ นี่มันเหรียญสตางค์คล้ายๆเหรียญสลึงเลยนี่ ขวัญชีวีนึกว่าจะเป็นเงินพดด้วงเสียอีก แต่ดูจากขนาดและสีที่ต่างกันตามค่าเงินแล้ว หญิงสาวจดไว้ในใจ....ไม่น่ายากน่า วิวัฒนาการทางด้านการใช้เงินของคนไทยไม่ได้แตกต่างจากร้อยปีข้างหน้าสักเท่าไรนักหรอก เสียอย่างเดียวยุคนี้ยังใช้แบงค์พันไม่ได้เนี่ยแหละ

ขวัญชีวีมัวแต่ดูพ่อค้าแม่ค้าขายของกันเพลิน จึงไม่ทันได้สังเกตว่าที่แผงใกล้ๆกันนั้น มีฝรั่งหัวทองกำลังเดินกรึ่มตรงเข้ามาหาเธอ หญิงสาวหวีดร้องอย่างตกใจเมื่อแขนข้างหนึ่งถูกกระชากจนเธอถลาไปตามแรงฉุดนั้น ขวัญชีวีพอตั้งหลักได้ก็ไม่รีรอที่จะฟาดฝ่ามือไปยังไปหน้าขาวๆนั้นทันที

หญิงสาวสะบัดอย่างแรงจนหลุดจากการเกาะกุม พลางตั้งท่าจะวิ่งหนี แต่เจ้าฝรั่งตัวยักษ์นั่นดันคว้าแขนเธอไว้ได้ คนในตลาดต่างหวีดร้องด้วยความตกใจ หลายคนยังกล้าๆกลัวๆที่จะมาช่วยเธอ แต่ขวัญชีวีก็เข้าใจตอนนี้ประเทศไทยญาติดีกับชาติไหนบ้าง ประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะเตะผ่าหมากไปที่ฝรั่งคนนั้น

“แกหาเรื่องผิดคนแล้วไอ้กุ๊ย” ขวัญชีวีพึมพำเป็นภาษาอังกฤษใส่หน้าฝรั่งที่ตอนนี้หน้าเขียวอยู่ แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะเดินกลับวัด ก็มีพรรคพวกของฝรั่งอีก 2-3 คนเดินตรงมาหาเพื่อน คราวนี้ขวัญชีวีรีบวิ่งหนีเข้าวัดไปอย่างไม่ลังเลใจ

พวกมันพยุงเพื่อนเดินโขยกเขยกไปทั่ววัด ขวัญชีวีรีบเข้าไปหลบที่หลังเมรุ แต่ก็ไม่วายดันมีฝรั่งบ้าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือขึ้นมาจะอาละวาดแม้กระทั่งบนเมรุเผาศพแถมเกือบทำร้ายลุงสัปเหร่อ ที่คอยดูแลหญิงสาวแปลกหน้าอย่างเธอ

“หลบไปไอ้แก่หนังเหี่ยว ฉันจะตามหานังผู้หญิงคนที่เตะฉันเมื่อกี้”

ฝรั่งขี้เมาพึมพำเป็นภาษาไทยปนอังกฤษ อาการเดินเซและผลักลุงหนวดจนแทบตกเมรุทำให้หญิงสาวหมดความอดทน และคราวนี้ ขวัญชีวีไม่รอช้ารีบออกจากที่ซ่อน และด่าสวนไปแทบทุกเท้นซ์ที่เคยเรียนมา

“พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนไทย ที่นี่แผ่นดินไทย และที่คุณยืนอยู่ตอนนี้ก็ในวัด กรุณาให้เกียรติสถานที่ด้วย”

ขวัญชีวีตวาดใส่เสียงดัง ฝรั่งกลุ่มนั้นคงฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เพราะทั้งสามคนหันมามองเธอเป็นตาเดียว ก่อนที่คนที่ใบหน้าบูดเบี้ยวเพราะยังจุกอยู่จะชี้หน้าต่อว่าเธอ

“แต่เธอทำร้ายฉันก่อน ฉันจะฟ้องเจ้านายของฉันว่า ฉันถูกคนไทยทำร้าย”

“เอาสิ ฉันท้าให้ไปฟ้องเลย ฉันก็จะแจ้งตำรวจกลับเหมือนกันว่าโดนนายลวนลาม”

ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังชี้หน้าด่ากันอยู่หน้าเมรุนั้น แน่นอนว่าคนที่มาห้ามทัพต้องเป็นพระแน่นอน หลวงตาเดินขึ้นมาด้วยสีหน้าเมตตาดุจเดิมแม้แต่ฝรั่งท่านก็เมตตา

ขวัญชีวีก้มลงกราบหลวงตาที่ขึ้นมาโปรดสัตว์ แต่การทำบุญครั้งนี้ดูจะไม่ซึมซับลงไปกับอีกฝ่าย เพราะทันทีที่หลวงตาเอ่ยว่า “อาตมาขอบิณฑบาต” พวกฝรั่งที่ยังไม่สร่างดีก็อาละวาดอีกครั้ง

“กุฟังไม่รู้เรื่องเว้ย แปลเป็นอังกฤษให้ด้วย หลบไปฉันจะไปหานังผู้หญิงคนนั้น”

ขวัญชีวีทนเห็นฝรั่งลามปามพระไม่ได้ ก็เลยลุกขึ้นประจันหน้ากันอีกครั้ง

“หุบปากไปเลยไอ้ฝรั่ง ถ้าจะหาเรื่องกันไปโรงพักเดี๋ยวนี้เลยมั้ยล่ะ”

ขวัญชีวีรัวภาษาอังกฤษใส่อย่างเลือดขึ้นหน้า และก่อนที่จะได้ปะทะกันอีกรอบ ก็มีเจ้าหน้าที่ตัวจริงมาห้ามทัพ

“หยุด ...ถ้าใครกล้ามีเรื่องกันในวัด ข้าจะให้คนจับไปเข้าคุกให้หมด” เสียงห้าวที่ตะโกนห้ามดังแหวกขึ้นมาก่อนตัว ร่างสูงสองร่างที่เดินฝ่าไทยมุงขึ้นมามองคู่กรณีที่มีสองสัญชาติ จึงตัดสินใจย้ำประโยคเดิมและจัดการแปลไทยเป็นอังกฤษสำทับอีกทีหนึ่ง ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะฟังไม่เข้าใจ

เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่เข้ามาห้ามทัพแม้จะตัวเล็กกว่าฝรั่ง หากแววตาที่ไม่กริ่งเกรงนั้นก็พอจะทำให้อีกฝ่ายได้แต่ฮึดฮัดแต่ไม่กล้าอาละวาดแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ผู้กล้าที่ฝ่าดงฝรั่งเข้ามาหย่าศึกผู้นี้คือ พันตำรวจตรีหลวงสุรเดช ผู้มาพร้อมกับชุดกากีและหมวกตรากระทรวงมหาดไทย นั่นทำให้ ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายไทยมุงและฝ่ายฝรั่ง ยอมสงบศึกกันแต่โดยดี ชายหนุ่มอีกคนที่ก้าวมาสมทบนั้น รูปร่างสูงเพรียวพอๆกับหลวงสุรเดชหากไม่กำยำเท่าผู้เป็นเพื่อน การแต่งกายแผกกว่าผู้อื่นด้วยเสื้อปีกคอปิดนุ่งโจงผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม หากด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและท่าทีที่เป็นกันเองทำให้ฝ่ายต่างชาติที่กำลังมีปัญหายอมเจรจาด้วยแต่โดยดี

“เราเข้าใจผิดกันเล็กๆน้อยๆ ก็จงปล่อยให้มันผ่านไปเถิด ในยามนี้สยามล้วนแต่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ใยเราจึงต้องมาตัดสัมพันธ์อันดีด้วยเรื่องเข้าใจผิดเล็กๆน้อยๆเช่นนี้”

ชายหนุ่มผ้าน้ำเงินยังคงสาธยายภาษาอังกฤษให้ฝรั่งฟังต่อไป พลางขยับมือโบกไล่บรรดาไทยมุงให้สลายตัว เหลือแต่เพียงโจทก์และจำเลยที่ยืนต่อหน้าหลวงตาเท่านั้น

“กระผมว่าเราเลิกแล้วต่อกัน ขอโทษขอขมากันเสีย ต่อหน้าพระนี่ละ จะได้มีพยาน” ชายผ้าน้ำเงินผู้นี้แม้ว่าจะไม่ได้ดูดุดันห้าวหาญเท่าหลวงสุรเดช หากดวงตาที่ฉายแววเท่าทันคน อีกทั้งหลวงดำรงยังมีวิธีการพูดจาให้ผู้อื่นคล้อยตามได้ไม่ยากเย็นทำให้ทุกคนยอมฟังคำกล่าวของหลวงดำรงแต่โดยดี... แต่สำหรับชาวต่างชาติคงจะเป็นข้อยกเว้น

“ไม่ ผมไม่ยอม...ผู้หญิงคนนั้นทำร้ายผม เธอต้องถูกลงโทษ”

“พูดจาใส่ร้ายฉันฝ่ายเดียวอย่างนี้ได้ยังไง คุณยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า คุณลวนลามฉันคนเขาเห็นกันทั้งตลาด แล้วฉันก็แค่ป้องกันตัวเอง ขึ้นศาลไหนก็ชนะทุกศาลล่ะ” ขวัญชีวีรัวอังกฤษกลับเป็นชุด ทำเอาสองหนุ่มคุณหลวงไทยลอบสบตากันอย่างประหลาดใจ เด็กสาวชาวบ้านคนนี้พูดภาษาฝรั่งได้ แถมคล่องเสียด้วย  หรือว่าจะเข้ารีต ....แต่ด่าฝรั่งขนาดนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่

“ฉันว่าเธอควรขอโทษเขาเสีย จะได้หมดข้อกล่าวหากัน ส่วนเรื่องอื่นปล่อยให้พวกฉันจัดการจะดีกว่า”

หลวงสุรเดช บอกเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาบังคับ ขวัญชีวีแม้ว่าจะแค้นใจแต่เธอรู้สถานะตัวเองดี เธอหลบหนีจากการค้าทาสมา ...อย่าห้าวเกินขีดจนตัวเองถูกจับเป็นดี ....โดยเฉพาะเมื่อมีตำรวจมาเอี่ยวด้วยอย่างคนตรงหน้านี้ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยงจะดีที่สุด

“แอ่ม ซ้อ รี่ , โซ ซ้อ รี่ เว รี่ มั้ด” หญิงสาวว่าพลางสะบัดบ็อบเดินหนีลงจากเมรุไป ฝั่งขี้เมาต่างชาติยังคงฮึ่มฮั่มในคออย่างแค้นใจ แต่ตรงหน้ามีขุนนางไทยอยู่ ถึงอย่างไรก็คงได้แต่กล้ำกลืนความแค้นนี้ไว้....ฝากไว้ก่อนเถอะยัยตัวแสบ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น