น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตอนที่ 1 : ณ ที่ที่จากมา

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 : ณ ที่ที่จากมา

คำค้น : ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.พ. 2561 21:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 : ณ ที่ที่จากมา
แบบอักษร

ร่างเพรียวบางในชุดสูทลำลองสีขาวก้าวเข้ามาในอาณาบริเวณด้านหลังวัดที่เป็นที่พักอาศัยสุดท้ายของผู้ที่จากโลกมนุษย์ที่แสนจะวุ่นวายใบนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ เสียงใบไม้ที่ไหวเอนตามแรงลมพัดส่งเสียงพลิ้วระลอกราวราวกับเป็นดนตรีที่ขับกล่อมดวงวิญญาณที่พักอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้สงบสุขตลอดกาล หากสำหรับคนนอกอย่างเธอที่ก้าวเข้ามาล่วงล้ำความสงบสุขเหล่านั้น ที่แห่งนี้คือเครื่องย้ำเตือนว่าจากนี้เธอต้องอยู่ตัวคนเดียวในโลกนี้แล้ว

ขวัญชีวีก้มลงกราบเจดีย์สีขาวองค์น้อยก่อนจะวางช่อดอกมะลิที่หญิงสาวรัดจัดเป็นพุ่มช่อแทนการร้อยเป็นพวงมาลัย

แม่...รักดอกไม้เป็นอย่างยิ่ง และถึงแม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าแม่ไม่อยากให้เธอเด็ดดอกไม้ที่แสนอบอุ่นและอ่อนหวานนี้จากต้นมา หากเธอต้องการมอบมันให้มารดา ผู้หญิงที่อ่อนหวานและมีหัวใจอันอบอุ่นต่อผู้อื่นเสมอ

“แม่จ๋า ขวัญตัดสินใจแล้วจ้ะ ขวัญจะทำตามที่แม่ขอร้องขวัญเอาไว้...”

หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะฝืนยิ้มในขณะที่ค่อยแตะที่รูปใบเล็กที่หน้าเจดีย์ด้วยอาการแผ่วเบา ถ้อยคำสั่งเสียของมารดายังก้องในใจไม่เสื่อมคลาย คำสั่งเสียที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจจนวันสุดท้ายของชีวิต

 “แม่ขอโทษนะขวัญ แม่เป็นคนผิดเองที่เลือกเดินออกมาจากครอบครัว เลือกทำในสิ่งที่ใครต่อใครห้ามจนแม่ทำให้ขวัญต้องมาลำบากอย่างนี้เพราะแม่  ขวัญกลับไปหาคุณลุงนะลูก ... กลับไปแก้ไขในสิ่งที่แม่ทำผิดพลาดไว้

ไม่! แม่ไม่ผิด! หญิงสาวตะโกนบอกมารดาในใจ ...ทำไมขวัญจะต้องแก้ไข ทำไมขวัญจะต้องแบกรับ ทั้งๆที่หาญวานิชไม่เคยให้อะไรกับเราเลย มีแต่จะทำให้เธอ...สูญเสีย

ครอบครัวที่ควรจะสมบูรณ์พร้อมพ่อแม่ลูก แต่กลับกลายเป็นว่าพ่อของเธอที่เป็นแค่ครูอาสาจนๆ กลับต้องมาทุกข์ใจเสียใจที่พาแม่กับเธอมาลำบากจนตรอมใจตาย ในขณะที่แม่ของเธอเองก็รู้สึกผิดเมื่อสุดท้ายแล้วความรักที่เธอเลือกนั้นทำให้ลูกสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจต้องดิ้นรนชีวิตยากลำบาก ทั้งๆที่เธอเองก็เป็นหาญวานิชคนหนึ่งที่ควรมีฐานะไม่ด้อยกว่าใครทั้งสิ้น

 แม่ขอร้องล่ะขวัญ ขวัญกลับไปใช้นามสกุลหาญวานิช และกลับไปหาคุณลุงสุขวัฒน์นะลูก

ขวัญไม่ได้อยากใช้นามสกุลหาญวานิช ขวัญอยากเป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยรู้สึกผิดเหมือนที่แม่เป็นอยู่ ทั้งๆที่แม่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

ขวัญชีวีเอ่ยแย้งอย่างไม่เห็นด้วย หากนางเดือนทิพย์เพิ่งเข้าใจทุกสิ่งในวันที่นางกำลังจะปลิดใบทิ้งร่าง หากสิ้นเธอ ลูกจะไม่เหลือใคร...  ห่วงใดจะเท่าห่วงใยอาลัยรัก โดยเฉพาะรักในเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งตน สิ่งเดียวที่จะมั่นใจว่าจะทำให้เธอไปอย่างสบายใจและหมดห่วง นั่นคือ ลูกยังมีสายใยแห่งครอบครัวคอยประคับประคอง

แม่เชื่อว่าคนเราทุกคนมีบุญกรรมเกี่ยวเนื่องกันจึงเกิดมาเป็นสายเลือดเดียวกัน แม่เชื่อว่าถ้าชาติหน้ามีจริง แม่จะได้เจอกับขวัญอีก ถ้าเรายังเป็นหาญวานิชอยู่ ...กลับไปหาคุณลุงนะขวัญ แม่ขอร้อง อย่าให้แม่ต้องห่วงขวัญจนนอนตายตาไม่หลับ

ขวัญชีวีที่แยกตัวออกมาแล้วไม่คิดอยากจะกลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้เป็นที่ขวางหูขวางตาใคร หากเพื่อสิ่งที่แม่ปรารถนาครั้งสุดท้าย เธอจะยอมทำ...

หญิงสาวแตะนิ้วมือไล้ที่รูปใบน้อยนั้นอีกครั้งอย่างอาลัย...เธอจะกลับไป

“ขวัญสัญญาจ้ะแม่ ขวัญจะกลับไปที่ ‘หาญวานิช’ ไปทำหน้าที่แทนแม่ ไปทำเพื่อแม่...เป็นครั้งสุดท้าย!”

.............................................

กรุงเทพมหานคร ๒๕๕๙

ตึกสูงใหญ่ระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนเศรษฐกิจสายสำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร ทำให้ขวัญชีวีชะงักเท้าที่จะก้าวไปอย่างลังเลใจ หากร่างของบุรุษชราตรงหน้ายังคงเดินนำไปอย่างมั่นใจว่าเธอจะต้องเดินตามมา ทำให้ร่างเพรียวขนาดกะทัดรัดต้องก้าวขาเรียวของเธอตามหลังบุรุษชราเข้ามายัง “บริษัท HM Logistic จำกัด”  

ใบหน้านวลจิ้มลิ้มที่เงยหน้ามองแผ่นหลังของ  นายสุขวัฒน์ หาญวานิช ประธานบริษัทแห่งนี้และถ้านับเนื่องเกี่ยวพันกันแล้ว บุรุษผู้นี้ก็คือ ญาติฝ่ายมารดาของเธอที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนก่อน และชายผู้นี้ก็ยื่นมือเข้ามาพร้อมกับประโยคสั้นๆ

“ลุงเป็นญาติกับแม่ของเธอ ลุงจะช่วยเหลือเธอเอง”

ขวัญชีวีที่ปลงใจได้แล้วว่าเธอจะเป็นฝ่ายทำตามที่มารดาสั่งเสียไว้ ดังนั้นวันต่อมา นายสุขวัฒน์ก็พาตัวเธอก้าวเข้ามาใน บริษัท HM Logistic แห่งนี้ พร้อมกับพามาแนะนำให้รู้จักกับญาติอีกคนหนึ่งของเธอ วรรณสิริ หาญวานิช

“วรรณรู้จักกับขวัญเสียสิลูก ‘ขวัญชีวี ชนพิทักษ์กุล’ เธอเป็นลูกหลานของท่านทวดหาญ เป็นญาติของเรา”

หญิงสาวร่างสูงเพรียวหันมองหน้าบิดาที่เอ่ยแนะนำผู้หญิงแปลกหน้าให้เธอรู้จักพร้อมๆกับคำพ่วงท้ายสุดหรูหราว่าเป็นเชื้อสายของท่านทวดหาญ ผู้ก่อตั้งบริษัท HM Logistic แห่งนี้ วรรณสิริปรายตามองหญิงสาวร่างเพรียวเล็กตรงหน้าเธออย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าเรียวที่จิ้มลิ้มนั้นทำให้หญิงสาวดูเหมือนเด็กสาวเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยมากกว่าที่จะมาทำงานในตำแหน่งใดๆในบริษัทของเธอแบบนี้

“แล้วพ่อจะให้เขามาทำงานกับหนูหรือคะ” วรรณสิริเอ่ยถามเสียงเฉยเมยพลางเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเธอ หากนายสุขวัฒน์เอ่ยแย้งขึ้นเบาๆ

“เปล่า.. พ่อจะให้ขวัญเขาไปเป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ของที่นี่แทน ขวัญเขาเคยทำงานที่บริษัทอื่นมีประสบการณ์แล้ว”

นายสุขวัฒน์เอ่ยพลางไม่สนใจอาการอ้าปากค้างของบุตรสาว ก่อนจะเอ่ยย้ำเสียงหนักแน่น

“พ่อตัดสินใจแล้ววรรณ ขวัญจะทำงานกับเราที่นี่ในตำแหน่งหัวหน้าประชาสัมพันธ์”

“หนูขอคุยกับพ่อแบบส่วนตัวหน่อยค่ะ”

วรรณสิริเอ่ยถึงบิดา หากใบหน้าเคร่งเครียดนั้นจงใจปรายตามองไปยังบุคคลที่สามในห้องทำงาน ขวัญชีวีจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอย่างรู้ตัว

“คุณลุงคะ ขวัญขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ”

“ไปเถอะ ไปใช้ห้องน้ำผู้บริหารตรงข้างๆห้องทำงานของลุงก็ได้ เดี๋ยวลุงคุยธุระกับวรรณเสร็จแล้วลุงจะไปรออยู่ที่ห้องทำงานของลุงเอง”

ขวัญชีวีรับคำเสียงเบาก่อนจะเลี่ยงออกจากห้องไป ด้านวรรณสิรินั้นทันทีที่เห็นหญิงสาวปิดประตูสนิทก็หันมาตั้งคำถามกับบิดาทันที

“หมายความว่ายังไงคะพ่อ ทำไมพ่อถึงให้เด็กคนนี้มาทำงานตำแหน่งหัวหน้าเลยคะ ขนาดวรรณเป็นลูกเจ้าของบริษัท วรรณยังต้องทำงานเป็นพนักงานทั่วไปอยู่เป็นหลายปีก่อนจะได้ขึ้นตำแหน่งผู้บริหาร”

วรรณสิริเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยชอบใจที่บิดาเธอพาขวัญชีวีมาสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จู่ๆขวัญชีวีได้เข้ามาทำงานพร้อมกับตำแหน่งหัวหน้าประชาสัมพันธ์เลย

“ขวัญเขาเคยทำงานที่อื่นมาก่อนแล้วนะลูก และเขามีประสบการณ์ในตำแหน่งนี้โดยตรง พ่อก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องให้ขวัญไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ และที่สำคัญขวัญเองก็มีสายเลือดของตระกูลเราเหมือนกัน ไม่ว่ายังไงสักวันหนึ่งเขาก็ต้องก้าวขึ้นมาในตำแหน่งผู้บริหารเหมือนๆกับวรรณ”

นายสุขวัฒน์เอ่ยอธิบายกับลูกสาวเสียงเข้ม หากวรรณสิริดูเหมือนจะยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้กับทางลัดของญาติคนใหม่ของเธอ คิ้วเรียวขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจจนภาพความสวยงามที่ฉาบบนดวงหน้าหวานนั้นไม่สามารถกลบเกลื่อนสีหน้าไม่พอใจเอาไว้ได้

“แต่เขาก็ควรพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าเขามีความสามารถมากพอ ไม่ใช่ว่าเป็นเชื้อสายของท่านทวดหาญแล้วจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าคนอื่นเขาได้เลย วรรณไม่ยอมรับ *‘เด็กเส้น’* หรอกนะคะ”

วรรณสิริเอ่ยคัดค้านกับบิดาอย่างหัวชนฝา จนนายสุขวัฒน์ต้องถอนหายใจกับความดื้อรั้นของบุตรสาว

“วรรณ หนูควรจะลดความเอาแต่ใจและเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่แบบนี้ลงบ้าง แล้วชีวิตหนูใน ‘ทุกๆด้าน’ จะดีขึ้น”

นายสุขวัฒน์เอ่ยขึ้นพลางเน้นย้ำอย่างจงใจ จนวรรณสิริเชิดหน้าคอแข็งขึ้นมาทันที หญิงสาวที่เพิ่งได้รับรางวัลผู้บริหารหน้าใหม่แห่งปี และขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงเก่งในการทำงานกลับต้องมาพ่ายแพ้ในเกมชีวิตและความรัก

“หนูไม่แคร์กับผู้ชายที่ไร้ค่าแบบนั้นหรอกค่ะ สมัยนี้แต่งแล้วหย่ามีออกถมไป ผู้หญิงไม่ได้ตกเป็นเบี้ยล่างผู้ชายเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว”

วรรณสิริเอ่ยเสียงหยันให้กับตัวเอง จนผู้เป็นบิดาได้แต่ถอนหายใจกับนิสัยเอาแต่ใจตัวเองของลูกสาวที่ดูเหมือนจะยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวันนับตั้งแต่เธอฟ้องหย่าสามีทั้งๆที่แต่งงานกันได้ไม่ถึงปี

“เอาเถอะ เรื่องขวัญพ่อจะลองให้เขาทดลองทำงานก่อน 3 เดือน ถ้าเขาไม่มีความสามารถจริงอย่างที่ลูกพูด พ่อจะให้เขาไปเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไป”

“ขอบคุณค่ะที่ยังพอให้ความเป็นธรรมกับหนูอยู่บ้าง แม้ว่ามันจะน้อยไปนิดก็ตาม”

ขวัญชีวีเดินเลี่ยงเข้ามานั่งรอนายสุขวัฒน์ในห้องทำงานของบุรุษชราคนนั้น หญิงสาวเดินไปทรุดนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของผู้เป็นลุงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองภาพวาดสีน้ำมันใบเขื่องที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังเก้าอี้ของนายสุขวัฒน์อย่างสะดุดตา

ภาพชายชราสองคนที่ยืนคู่กันอยู่นั้นทำให้หญิงสาวเขม้นมองอย่างสนใจพลางลุกเดินขึ้นไปเพื่อดูข้อความด้านล่างของรูปที่ตวัดเขียนด้วยลายมืออย่างงดงาม

“หาญ หาญวานิช และ มิ่ง หาญวานิช ผู้ก่อตั้งบริษัท HM Logistic จำกัด”

สองท่านนี้เองที่เป็นต้นตระกูลของเธอและมารดา ขวัญชีวีเงยหน้าขึ้นมองรูปวาดสีน้ำมันนั้นราวกับต้องมนตร์สะกด หญิงสาวเอื้อมมือไปแตะไล้ที่ใบหน้าคมเข้มนั้นอย่างเผลอไผล ทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาแบบนี้และใบหน้าแบบนี้เหลือเกิน หากเมื่อระลึกได้ว่าสองท่านนี้คือผู้ที่ขีดเส้นขวางความรักของคนในครอบครัวหาญวานิชมามากมาย ดวงตากลมโตที่เงยหน้าขึ้นมองภาพสีน้ำมันของท่านทวดหาญจึงเต็มไปด้วยแววตาตัดพ้อเจ็บช้ำ.. 

เธอต้องสูญเสียครอบครัวไปเพราะพ่อของเธอเป็นเพียงครูอาสาบนดอย จึงไม่ได้รับการยอมรับจาก ‘ครอบครัวหาญวานิช’ และไม่ทันได้ยั้งคิด เธอก็หลุดคำที่ยังติดค้างในใจเสมอมา

“แม่ไม่ผิด! ทำไมทุกคนถึงต้องทำเหมือนกับแม่ทำความผิดร้ายแรงทั้งๆที่แม่แค่เลือกที่จะเดินออกมาจากครอบครัวเพื่อคนที่รัก ขวัญไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก ขวัญไม่ได้อยากจะกลับมาที่นี่เลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าทุกอย่างจะผิด มันก็ผิดตั้งแต่ที่แม่กับขวัญเกิดมาที่ครอบครัวนี้”

หยุด!...”

“มันผิดที่ขวัญเกิดมาเป็นหาญวานิช”

อย่าพูดเช่นนั้น

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูไม่เห็นอยากจะเกิดมามีสายเลือดเกี่ยวข้องกับหาญวานิชสักนิด! ถ้าขวัญเลือกได้ สิ่งเดียวที่ขวัญจะทำก็คือ ไปให้พ้นจากหาญวานิช อย่าได้เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันอีกเลย”

ถอนคำพูดบัดเดี๋ยวนี้!แม่ขวัญ!

เสียงดุดันราวฟ้าผ่าดังก้องอย่างไร้ที่มาจนร่างเพรียวบางสะดุ้งเฮือก และก่อนที่เธอจะรู้ตัว จู่ๆภาพวาดสีน้ำมันก็หลุดออกจากฝาผนังและหล่นทับเธอจนหมดสติไปทันที

...............................



บางกอก พุทธศักราช ๒๔๓๕

เสียงหัวเราะสดใสที่ดังประสานกันบนเรือสำปั้นประทุนนั้นทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ด้านท้ายเรือหันไปมองอย่างอิ่มเอมหัวใจ เจ้าคุณศักดิเดชมาราชการที่พระนครในครั้งนี้นานแรมเดือน ครั้นพอจะกลับไปยังหัวเมืองพิษณุโลกบรรดาลูกเมียของท่านจึงยินดียิ่งด้วยคิดถึงบ้านที่จากมาหลายเพลา

“คุณแม่เจ้าขา อีกนานหรือไม่เจ้าคะกว่าที่เราจะถึงหัวเมืองพิษณุโลก”

เสียงแจ๋วที่เอ่ยถามนั้นมาจากร่างเล็กที่ยังคงไว้จุก หากดวงโตที่กลมโตสุกใสนั้นบ่งบอกถึงความเฉลียวฉลาดเกินวัยเด็กหญิง ซึ่งในขณะที่ถามนั้นก็ยังคงเล่นซนกับพี่สาวที่ยังไม่พ้นวัยโกนจุกอย่างอยู่ไม่สุข

“เจ้าจะรีบไปใยแม่ชมมะนาด ดูแต่พี่สาวของเจ้ายังไม่รบเร้าถึงเพียงนี้ เจ้าจันกะพ้อมานั่งกับแม่เถิด แม่จักรัดมาลัยให้”

คุณหญิงเพ็ญเรียกบุตรสาวคนกลางมาหาพลางเอื้อมมือรัดกรองมาลัยกับจุกผมนิ่มของเด็กหญิงจันกะพ้อพลางเอ่ยอย่างรักใคร่

“อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเจ้าก็จะโกนจุกแล้ว เจ้าต้องรู้จักความได้แล้วหนาลูก จะมามัวเล่นซนกับเจ้าชมมะนาดเป็นลิงเป็นค่างอยู่มิได้ เป็นหญิงต้องรู้จักระวังกิริยามารยาท”

จันกะพ้อยิ้มหวานก่อนจะกราบลงที่ตักของมารดา พลางเอ่ยรับคำแข็งขัน  “ลูกจักระวังตามที่คุณแม่สอนสั่งเจ้าค่ะ”

“คุณแม่! ระวังขอรับ”

เสียงลูกชายคนโต ‘ขุนไกรฤทธิ์’ ร้องตะโกนบอกมารดาก่อนจะรีบถลาเข้ามาหาน้องสาวทั้งสองของตน หากเรือยนต์ที่วิ่งสวนมานั้นทำให้เกิดคลื่นลูกใหญ่กระแทกเรือจนโคลงเคลงและพลิกคว่ำไม่เป็นท่า

“กรี๊ด...ช่วยด้วย”

เสียงเด็กน้อยสองคนกรีดร้องก่อนที่จะจมหายลงไปต่อหน้าต่อตาผู้เป็นพ่อและพี่ชายที่ลอยคออยู่ คุณหญิงเพ็ญนั้นผวาจะไปคว้าตัวลูกน้อยของเธอทั้งสองหาก ขุนไกรฤทธิ์รีบคว้าแขนมารดาไว้

“ลูกเองขอรับ คุณแม่ว่ายน้ำไม่แข็งเดี๋ยวจมน้ำไปจะยิ่งลำบาก”

ขุนไกรฤทธิ์เอ่ยก่อนจะโผไปยังจุดที่น้องๆของตนจมน้ำก่อนดำผุดดำว่ายอยู่นาน เจ้าคุณศักดิเดชเองก็ไม่รอช้ารีบดำลงไปช่วยบุตรชายหาลูกสาว หากขุนไกรฤทธิ์คว้าเจ้าชมมะนาดขึ้นมาได้คนเดียว ก่อนจะว่ายประคองร่างของน้องสาวมาส่งให้ผู้เป็นพ่อพลางเอ่ยกำชับ

“เจ้าคุณพ่อพาเจ้าชมมะนาดกับคุณแม่ขึ้นฝั่งก่อนเถิดขอรับ กระผมจะดำหาเจ้าจันกะพ้อเอง”

ขุนไกรฤทธิ์เอ่ยพลางโผว่ายไปยังจุดที่เรือล่มอีกครั้งก่อนจะดำน้ำลงไปตามหาร่างของน้องสาวคนกลางอย่างไม่ยอมหมดความหวัง หากไม่ว่าจะงมหาอย่างไรก็ไร้ซึ่งวี่แววของร่างน้อยๆของเด็กหญิงเลย

ห่างออกไปท้ายคุ้งน้ำ หญิงชาวบ้านคนหนึ่งกำลังลากร่างของเด็กหญิงที่จมอยู่ใต้กอบัวกอใหญ่ขึ้นริมตลิ่งมาอย่างทุลักทุเล หากด้วยการทำงานหนักทำให้หญิงกลางคนคนนั้นแข็งแรงมากพอที่จะลากร่างแน่งน้อยนั้นขึ้นมาที่ริมตลิ่งได้

“เด็กผู้หญิงนี่ เทวดาเมตตาข้าแล้ว มาเถิดลูกแม่ แม่จะพาเจ้ากลับบ้าน ...”

หญิงวัยกลางคนลากเด็กหญิงขึ้นมาบนฝั่งจนได้พลางพินิจพิจารณารูปร่างแน่งน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นอย่างพึงพอใจ

“ลูก...เจ้าต้องเป็นลูกของแม่ ชื่ออันใดดี...บัว! เจ้ามากับกอบัว ชื่อบัวเถิดหนาลูก”

หญิงวัยกลางคนอุ้มประคองร่างของเด็กหญิงแบกขึ้นหลังก่อนจะเดินลับหายเข้าไปกับชายป่าริมตลิ่งนั้นราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนเลย

...............................................................


เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจทำให้หญิงสาวพยายามลืมตาขึ้นในขณะที่รู้สึกปวดหัวและอึดอัดไปหมด เธอคิดว่าตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออกในขณะที่หูก็ได้ยินเสียงแว่วเป็นเสียงผู้ชายที่กำลังกราดเกรี้ยวและด่าทอเสียงดังลั่น ในขณะที่เสียงผู้หญิงนั้นก็กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมหยุด

“กูเข้าเมืองไปเกณฑ์ทหารรับใช้บ้านท่านขุนแค่ไม่กี่เดือน พอกลับมาถึงเรือนก็มาเจอเรื่องร้อนใจถึงเพียงนี้ มึงรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังจะทำให้กูฉิบหาย อีเด็กนี่มันเป็นลูกบ้านใดก็หารู้ไม่ หน้าตาผิวพรรณไม่เหมือนลูกไพร่ลูกทาสสักน้อย แล้วมึงยังกล้าพาเด็กกลับมาที่เรือนอย่างนั้นหรือ”

“ฉันผิดไปแล้วจะพี่ยม ฉันอยู่คนเดียวเหงานัก และพี่ก็รู้ว่าฉันอยากมีลูกมาตั้งนานแล้ว หลายเดือนก่อนฉันเห็นเด็กคนนี้จมน้ำอยู่ เลยช่วยมันขึ้นมา แต่จนป่านนี้มันก็ยังไม่ฟื้น หรือว่าตายไปแล้วก็ไม่รู้”

ร่างล่ำสันหากเตี้ยเป็นมะขามข้อเดียวเดินเข้ามาดูร่างที่ซีดเซียวและผมเผ้าที่เริ่มยาวกระเซอะกระเซิงของเด็กหญิงที่เมียของตนพามาแล้วก็ยิ่งโกรธหนักขึ้น พลางหันไปด่าทอนางปริกผู้เป็นเมีย

“ถ้ามันมาตายในเรือนเรา มันจะยิ่งฉิบหาย เวรจริงๆ กูจะไปเก็บสมุนไพรมามึงคอยดูมันให้ดีๆ นอนเป็นผักเป็นปลามาได้ตั้งหลายเดือนแล้วคงไม่ตายง่ายๆดอก”

นายยมสั่งเมียเสียงเข้มก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้นางปริกรีบกุลีกุจอไปทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ เพราะอย่างน้อยนั่นก็หมายความว่านายยมยอมให้เธอเลี้ยงเด็กคนนี้เอาไว้ได้

ขวัญชีวีได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเธอกำลังฝันไปและพยายามจะลืมตาตื่นขึ้นหากหญิงสาวทำไม่ได้ ได้แต่อึดอัดทรมานอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งนางปริกจัดการผลัดผ้าให้เธอจนเรียบร้อย นายยมก็กลับมาพร้อมกับสมุนไพรพลางรีบบดผสมให้เมียเอาไปป้อนให้เด็กหญิง

“บัว กินหน่อยเถิดลูก”

นางปริกเอ่ยพลางประคองศีรษะอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นมาดื่มยาสมุนไพร ขวัญชีวีที่รับรู้ทุกอย่างแต่ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้นั้นได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการตามแต่ใจ ในขณะที่ในใจนั้นแสนหวาดหวั่นกับคำพูดที่เธอได้ยินจากเสียงสนทนาทั้งสอง...ผู้หญิงคนนี้เรียกเธอว่า บัว!

ในขณะที่นายยมมองสภาพผู้เป็นเมียที่ประคองร่างของเด็กหญิงอย่างทะนุถนอมแล้วก็ได้แต่ถอนใจ พลางสงสัยว่าเมียของเขาเก็บซากศพมาเลี้ยงหรือเปล่าก็ไม่รู้

.....................................................


กลางดึกคืนนั้น หญิงสาวนอนกระสับกระส่ายอย่างทรมาน เธอเห็นตัวเองเดินวนเวียนอยู่หน้าภาพวาดสีน้ำมันที่ห้องทำงานของนายสุขวัฒน์ผู้เป็นลุง น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจเอ่อท้นพร้อมๆกับคำตัดพ้อกล่าวหาเมื่อเธอไม่เป็นที่ต้อนรับของคนในหาญวานิชดังที่แม่คาดหวังเอาไว้เสียหนักหนา ก่อนที่ตัวเธอจะยื่นมือออกไปแตะที่ใบหน้าคมเข้มในภาพ

“...ถ้าเธอเลือกได้!**”

เสียงตัดพ้อของหญิงสาวยังคงดังก้อง และทั้งภาพและกรอบนั้นก็หล่อนทับเธอทั้งตัว!

ขวัญชีวีสะดุ้งเฮือกพลางกระพริบตาตื่นขึ้นอย่างยากลำบาก ในที่สุดเธอก็ลืมตาได้เสียที อาการหอบหายใจอย่างแรงของตัวเองทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าตัวเองตื่นมีสติอย่างเต็มที่แล้ว หากทำไมภาพที่เธอเห็นในยามตื่นขณะนี้กลับทำให้เธอได้แต่ภาวนาว่าของให้ทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆตัวแล้วก็ได้แต่หวาดหวั่นในใจเพราะรอบตัวนั้นมืดสนิทจนแทบจะมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง ขวัญชีวีพยายามเพ่งมองฝ่าความมืดเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ หากรอบๆตัวเธอไม่มีอะไรให้สังเกตเลยนอกจากแคร่ที่เธอใช้นอนนี้กับชั้นไม้ไผ่อันเล็กๆที่วางอยู่มุมห้องสำหรับใส่ผ้าที่พับวางไว้

สภาพกระท่อมโกโรโกโสที่ปรากฏให้เห็นในสายตาทำให้ขวัญชีวีคิดว่าตัวเองอาจจะถูกคนร้ายลักพาตัวมาที่ต่างจังหวัด เพราะในกรุงเทพฯคงจะไม่มีกระท่อมไม้ที่จะพังแหล่ไม่พังแหล่นี้

“ทำไมเราถึงโดนลักพาตัวมาได้ เราอยู่ในห้องทำงานของคุณลุงนี่นา” หญิงสาวพึมพำอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน

หากแล้วหญิงสาวก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นชุดที่เธอสวมใส่อยู่ มันเป็นผ้านุ่งแบบโจงกระเบนและมีเพียงผ้าแถบผืนหน้าที่รัดรอบอกของเธอ

“นี่มันอะไรกัน ...ทำไมเราแต่งตัวแบบนี้” 

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองพลางพยายามขยับตัวให้เบาที่สุด เพราะเท่าที่ได้ยินเสียงในกระท่อมนี้ไม่ได้มีแค่เธอเพียงคนเดียว หญิงสาวกวาดตามองฝ่าความมืดไปรอบๆก่อนจะค่อยๆย่องไปที่ประตู ขณะนี้เหมือนจะเป็นเวลาดึกมากอยู่ เพราะแสงสว่างรอบตัวเธอมีเพียงอย่างเดียวคือ แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างแคบๆที่งับไว้อย่างไม่แข็งแรงสักเท่าไหร่นัก ด้านนอกเธอได้ยินเสียงชายหญิงคู่หนึ่งคุยกันแว่วๆ เธอจึงค่อยๆย่องไปแอบฟัง

“ไม่ได้นะจ๊ะพี่ พี่จะเอาลูกของฉันไปขายให้ท่านขุนไม่ได้นะจ๊ะ”

“แล้วเอ็งจะเลี้ยงมันไว้ทำไม เด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแบบนั้นเลี้ยงไปจะเป็นภัยแก่ตัว”

“พี่ยมจ๋า แต่หลายเดือนมานี้ฉันฟูมฟักดูแลนังบัวมันมาอย่างดี  ถึงอย่างไรฉันก็รักมันไม่ต่างจากลูกเลย ฉันขอร้องเถอะนะจ๊ะพี่ยม”

“เอ็งนี่โง่จริง นังบัวมันเพิ่งแรกรุ่น รีบเอาไปขายให้บ้านขุนน้ำขุนนางตอนนี้ เผื่อโชคดีจับพลัดจับผลูได้เป็นเมียบ่าวก็สบายไปทั้งชาติ ที่ข้าทำนี่ก็เพื่อเอ็งเพื่อนังเด็กนั่นทั้งนั้น”

เสียงผู้ชายที่แหบห้าวตวาดกลับอย่างหงุดหงิด แต่ทางฝั่งเมียก็หาได้สะทกสะท้านอันใดไม่

“แต่เขาว่า บ้านท่านขุนเดชกำแหง ผู้นี้ไม่เป็นที่โปรดปรานเท่าใดนัก เนื่องด้วยเป็นผู้นิยมสุรานารี ข้ากลัวว่าลูกจะไปลำบาก”

“เอ็งนี่มัวพิรี้พิไรนัก ข้ารำคาญ ถึงอย่างไรวันพรุ่งเราจักนำอีบัวไปขายที่เรือนท่านขุน เอ็งรีบไปปลุกมันให้รีบเก็บผ้าผ่อนเถิด ประเดี๋ยวไปถึงเรือนท่านสาย จะไม่เจอกับท่านเสีย”

ขวัญชีวีรีบเอามืออุดปากตัวเอง เรื่องทั้งหมดนี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน ...นี่เธอถูกลักพาตัวมาขายอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมพวกนั้นจะพาเธอไปขายที่บ้านขุนนาง มันหมายความว่ายังไงกันแน่?

หากขวัญชีวีไม่คิดจะหาคำตอบให้ตัวเองตอนนี้ แม้ว่าเธอจะไม่มั่นใจว่าสองผัวเมียด้านนอกนั่นกำลังพูดถึงเธอหรือเปล่า หรือเธอจะชื่อบัว ที่กำลังจะถูกพ่อแม่พาไปขายหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สำคัญอีกต่อไป ถึงอย่างไรเธอก็อยู่ที่อันตรายแห่งนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ...ไม่ได้ๆ เธอไม่ยอมเด็ดขาด

ขวัญชีวีตัดสินใจทันที เธอคว้าผ้าสีคล้ำที่ชั้นมาสองผืนพลางก้มลงพันเท้าที่เปล่าเปลือยของเธอ และหยิบผ้าผืนหนาคลุมกายก่อนรีบปีนออกนอกหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้เพื่อหนีไปตายเอาดาบหน้า ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ยอมถูกขายเด็ดขาด!



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น