อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11
แบบอักษร

ตากลมสวยหรี่ลงอย่างครุ่นคิด พอว่างเว้นจากงาน ร่างเล็กไม่วายทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เวลานี้ทุกอย่างสับสนอลหม่านอยู่ในหัว สถานการณ์คลุมเครือจนไม่ทราบว่าความจริงคืออะไร ตรัยวินท์ได้แต่พูดว่าสักวันเธอจะรู้เอง ช่ออัญชันก็อยากให้ถึงวันนั้น วันที่จะได้รู้ว่าเบื้องหลังมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่

ตั้งแต่ที่ช่ออัญชันมาทำงานในบริษัท ก็ดูเหมือนตรัยวินท์จะให้อิสระเธอมากขึ้น แต่ช่วงนี้เขางานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาได้คุยกัน แต่ละวันท่านประธานจะอยู่ในห้องและออกไปพร้อมกับเลขาคนสวยอย่างลีรดา ส่วนผู้ช่วยอย่างช่ออัญชันก็ยังต้องรับผิดชอบงานและปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไป

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า บางครั้งคนเราก็ต้องการการปรับตัวที่รวดเร็ว ขนาดไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องยกมือไหว้คนเป็นสามี สุดท้ายยังต้องทำ

ช่ออัญชันรู้ว่าตนเองยังใหม่กับสังคมการทำงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและต้องดิ้นรนอย่างสูง แต่นี่อาจเป็นบททดสอบ ที่จะนำพาไปสู่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับมันอย่างมีความสุข

ในแต่ละวัน งานหลักของผู้ช่วยเลขาคือถ่ายเอกสารและจัดตารางงาน ทั้งยังมีการสรุปผล รวมไปถึงจัดเรียงรายงานต่างๆ และส่งให้ทันตามกำหนดเวลา

ถ้าวันไหนลีรดาอยู่ออฟฟิศ หล่อนจะต้องสั่งให้ช่ออัญชันลงไปซื้อกาแฟร้านข้างตึก รวมถึงเอาเช็กไปเข้าบัญชีและจ่ายบิลค่านู่นค่านี่จิปาถะ

แม้ไม่ใช่งานในฝันแต่ช่ออัญชันก็สู้ทนทำโดยไม่เคยบ่ายเบี่ยง สำนึกเลยว่าอาชีพดังกล่าวเป็นอะไรที่ต้องใช้ความอดทนสูงเหลือเกิน คนพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากแขนขาของเจ้านาย ไม่ว่าจะคิดหรือต้องการสิ่งใดก็เรียกใช้เลขา ณ จุดนี้ขอคารวะคนที่อยู่ในสายอาชีพดังกล่าวเลยว่าเขาหรือเธอนั้น ‘สุดยอดจริงๆ’

คิดถึงช่วงเวลาทำงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารของวิชุดา ที่นั่นมีแต่รอยยิ้มและมิตรภาพต่างกับสังคมปัจจุบันที่เป็นอยู่ ในออฟฟิศเต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงาน แต่มิตรแท้กลับหายากยิ่ง บางคนไม่รู้จัก แต่แค่เดินสวนกันก็ยิ้มให้ ในขณะที่บางคนแปลกกว่านั้น เพราะขนาดเจอหน้ากันทุกวันยังเชิดใส่

หลายครั้งที่ตั้งใจจะโทรหาวิชุดาเพราะไม่อยากให้รายนั้นเป็นห่วง แต่ช่ออัญชันยังคิดไม่ออกเลยว่าจะแก้ตัวยังไงเรื่องที่หายหน้าไปโดยไม่บอกกล่าว กระทั่งพักเที่ยงวันรุ่งขึ้นถึงรวบรวมความกล้าและตัดสินใจโทรไปหาอดีตนายจ้าง

“พี่วิคะ นี่ช่อเอง” หญิงสาวเริ่มประโยคอย่างกระท่อนกระแท่น

แต่ทันทีที่รับสายแล้วรู้ว่าเบอร์แปลกที่โทรมาเป็นช่ออัญชัน วิชุดาก็ถึงกับอุทานด้วยความดีใจ ถามเป็นชุดเลยว่าหญิงสาวหายไปไหนมา เวลานี้อยู่ที่ไหน ปลอดภัยดีหรือเปล่า ยิงคำถามใส่จนคนไม่ทันตั้งตัวตอบไม่ถูก

“เอ่อ ช่อสบายดีค่ะ คือตอนนี้เพิ่งได้งานประจำทำ แต่ช่อจะไปทำเรื่องลาออกอย่างเป็นทางการให้นะคะ พี่วิไม่ต้องห่วง” ต้นสายค่อยๆ ตอบไปทีละเรื่อง      “พี่วิ ช่อขอโทษนะคะที่ทำให้เดือดร้อน ที่ช่อขาดงานโดยไม่บอกกล่าว”

“ช่างมันเถอะช่อ ปลอยภัยก็ดีแล้ว พี่น่ะเป็นห่วงมากเลยรู้มั้ย จู่ๆ ก็หายไปเลย ตามไปหาที่ห้องก็ไม่เจอ จนวันนั้นที่ช่อโทรมาแล้วขอให้พี่ไปรับ พี่กังวลมาก แต่พี่อยู่ต่างจังหวัดเลยได้แต่โทรหาฉัตรให้ช่วยไปดูแทน”

“เอ่อ พอดีตอนนั้นมีเรื่องนิดหน่อยค่ะ แต่ทุกอย่างโอเคแล้ว”

“โอเคแล้วแน่นะ...แล้วนี่จะไม่กลับมาทำงานกับพี่แล้วเหรอ?” วิชุดาเกลี้ยกล่อมเพราะเสียดาย

“เอ่อ ช่อไม่สะดวกแล้วจริงๆ ค่ะ” หญิงสาวอ้อมแอ้มตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายเกรงใจ แต่อีกฝ่ายก็เข้าใจดี

“เอาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ไว้แวะมาคุยกับพี่ที่ร้านนะ พี่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เล่าให้พี่ฟังได้รึเปล่า?” หล่อนพยายามซักไซ้ ทว่าที่ออฟฟิศของช่ออัญชันเริ่มมีพนักงานกลับขึ้นมา อีกทั้งเห็นว่านวรัตน์มาหาที่โต๊ะ หญิงสาวจึงรีบตัดบท

“ค่ะ ไว้ช่อจะเล่าให้ฟังนะคะ” พูดจบก็ขอวางสาย

แต่ก่อนจะสิ้นสุดการสนทนาวิชุดายังกำชับให้หาเวลาว่างมาที่ร้าน ซึ่งช่ออัญชันรับปากและคิดว่าถ้าวันไหนเลิกงานเร็วจะแวะไป เธอคิดถึงพี่น้องที่ทำงานร่วมกันมา อีกทั้งยังเจ้าสี่ขาที่ป่านนี้คงโตกันหมดแล้ว

“น้องช่อ ตะกี๊พี่เจอน้องฉัตรแน่ะ” นวรัตน์เกริ่น ยังบ่นต่อด้วยว่ารายนั้นทำหน้าบึ้งไม่ทักไม่ทาย คนเป็นพี่ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน แก้ตัวให้ว่าน้องสาวคงเครียดหรือไม่ก็มีเรื่องด่วน สาวรุ่นพี่ไม่ได้ติดใจอะไร หันมาเข้าเรื่องคุยกับคู่สนทนาต่อตามปกติ

ในสายตาของธุรการสาวอย่างนวรัตน์ ฉัตรพระอินทร์เป็นเด็กที่มีความมั่นใจสูง ดูเหมือนเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ แต่จะช่างเจรจาก็กับเฉพาะบางคนเท่านั้น ยอมรับว่าเป็นเด็กบุคลิกดี ดูคล่องแคล่วว่องไว จะว่าไปก็โดดเด่นกว่านักศึกษาฝึกงานคนอื่นๆ แต่อะไรไม่เท่าที่หล่อนเห็นหญิงสาวหัวร่อต่อกระซิกกับท่านประธานหนุ่ม ทั้งสายตาและท่าทีฉอเลาะผิดสังเกต

“เย็นวันก่อนพี่เห็นฉัตรยืนคุยกับคุณตรัยหน้าลิฟต์ ดูสนิทกันอยู่นะ พี่กลัวแต่ว่าถ้ายัยลีเห็นจะดักตบเอา” รุ่นพี่เตือนด้วยความหวังดี ช่ออัญชันได้ฟังก็หน้าเครียด เริ่มกังวล โดยส่วนตัวไม่มีโอกาสได้เห็น แต่ลองนวรัตน์เตือนก็แสดงว่าคงมีพนักงานคนอื่นๆ เห็นและอาจจะเอาไปนินทาได้

“พี่ลีคงไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ เพราะยังไงฉัตรก็แค่เด็ก คงไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับคุณตรัยหรอก” คนเป็นพี่ออกโรงปกป้อง แต่นวรัตน์ส่ายหน้ารัวๆ

“น้อยไปสิน้องช่อ ขนาดน้องแผนกพี่เอาขนมไปให้คุณตรัยแม่นั่นยังเหล่เหมือนจะตบซะให้ได้ ใครเขาก็รู้ฤทธิ์กันทั้งนั้น ถือว่าตัวเองเป็นคู่ขาท่านประธาน” คนเหน็บสีหน้ากระแนะกระแหน สบโอกาสที่ตัวต้นเหตุไม่อยู่ก็แฉใหญ่

“แล้วคุณตรัยเขาไม่ทราบบ้างเหรอคะ?”

“ก็คงรู้แหละ แต่แหม นั่งคุยกะนอนคุยนะน้องช่อ” หล่อนเปรียบเทียบ

คนฟังได้แต่ยิ้มแหยไม่ออกความเห็น กลัวอย่างเดียวว่าน้องสาวจะถูกลากเข้ามาโยงด้วย หรือจริงๆ แล้วต้องโทษที่ตัวต้นเหตุอย่างตรัยวินท์ที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ

ช่วงบ่ายมีชายแปลกหน้าเดินเข้ามายังบริษัท แต่งตัวลุยๆ เหมือนคนเพิ่งออกมาจากป่า เสื้อยืดเทากับกางเกงลายทหารดูไม่เหมาะกับออฟฟิศนี้สักเท่าไหร่ รายนั้นเดินดิ่งมายังห้องของท่านประธาน ใบหน้าเข้มมีหนวดเคราขึ้นประปราย ตอนแรกที่ช่ออัญชันเห็นก็แปลกใจ แต่เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ถึงได้เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา

“คุณชาญน่ะเอง” เสียงเล็กดังขึ้นตอนผู้ช่วยเดินมาหยุดที่โต๊ะ ในมือนั้นถือซองเอกสารสีน้ำตาลมาด้วย

“ใช่ ฉันเอง ช่อจำฉันไม่ได้เหรอ?” เจ้าตัวยิ้ม ใบหน้าที่ดูรกขึ้นนั้นบดบังความอ่อนโยนจนไม่ชินตา

ไม่บ่อยนักจะเห็นชายชาญเข้ามาที่บริษัท ทว่ามาคราวนี้เขาดูไม่สำอางเหมือนเก่า ว่าแล้วก็ฝากเอกสารดังกล่าวให้ตรัยวินท์ แจงว่าตนต้องไปธุระต่อจึงไม่สะดวกไปรอพบเขาที่บ้าน

“ช่อสบายดีนะ” เขาถามไถ่ หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะตอบว่าเธอสบายดี ช่ออัญชันยื่นไปรับเอกสารมาวางไว้พร้อมกับมองใบหน้ารกของอีกฝ่ายอย่างกังขา ชายชาญรู้ว่ากำลังถูกสงสัยจึงชิงอธิบายคร่าวๆ

“พอดีฉันไปขลุกอยู่ที่โรงงานมา ช่วงนี้ยุ่งๆ ก็เลยสภาพอย่างที่เห็น” พูดจบก็ยิ้มให้ พอดีหันไปฉัตรพระอินทร์เดินมุ่งหน้ามา ชายชาญหรี่ตามองและจำได้ แต่ฝ่ายหญิงไม่รู้จักจึงปรายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ใครน่ะพี่ช่อ ท่าทางอย่างกับโจร?” ฉัตรพระอินทร์ถามทันทีหลังจากที่ผู้ช่วยหนุ่มเดินกลับไปแล้ว แน่นอนว่าทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยปากทักทายกันเลย

“คุณชาญน่ะ ผู้ช่วยคุณตรัย”

“โถ แค่ลูกน้อง ทำวางมาดซะอย่างกับเป็นเจ้าของที่นี่”

“เบาๆ สิฉัตร นั่นน่ะหนึ่งในผู้บริหารเลยนะ แล้วก็เป็นน้องชายต่างแม่ของคุณตรัยด้วย” คนเป็นพี่อธิบายเพิ่ม สังเกตว่าน้องสาวดูจะอึ้งเล็กน้อย

“อ้าวเหรอ” เจ้าตัวตั้งใจจะหันไปดูอีกครั้งแต่ก็ไร้เงาของชายชาญเสียแล้ว

คนเป็นน้องเอาเค้กส้มขึ้นมาให้ แต่ระหว่างคุยกันสายตากลับสอดส่องในห้องท่านประธานตลอด ช่ออัญชันแจ้งว่ารายนั้นออกไปกับลีรดา คนสงสัยถึงได้ถามว่าสองคนนั้นมีความสัมพันธ์อะไรกันแน่

“ก็คงเหมือนข่าวลือนั่นแหละ” พี่สาวตอบกว้างๆ

“แล้วข่าวลืออะไรล่ะ สรุปสองคนนั้นไม่ใช่แค่เจ้านายกับเลขาใช่รึเปล่า?”

“แล้วฉัตรจะไปสนใจทำไม พี่ไม่อยากให้ไปยุ่งกับเขา ฉัตรก็รู้นี่ว่าเขาเป็นใคร ทำไมถึงยังต้องให้พี่เตือน”

“แล้วพี่ช่อจะมายุ่งกับฉัตรทำไม?” เจ้าตัวย้อน ชักสีหน้าใส่ แต่ช่ออัญชันไม่ถือเพราะรู้ดีว่าน้องสาวเป็นคนนิสัยดื้อดึงแบบนี้เอง

“อย่าให้พี่ต้องบอกพ่อนะฉัตร” รายนี้ขู่จริงจัง ฉัตรพระอินทร์เริ่มนิ่งเพราะเสียเปรียบ พาลทำหน้าเง้าสะบัดก้นเดินกลับ

หลังน้องสาวไปแล้วคนเป็นพี่ก็ได้แต่วิตก ที่ผ่านมาไม่เคยยี่หระกับความเอาแต่ใจของน้องสาว หากคราวนี้ทำไมถึงรู้สึกใจคอไม่ดีก็ไม่รู้

ครั้งนี้ฉัตรพระอินทร์คงจะโกรธ แต่ช่ออัญชันมุ่งมั่นที่จะใจแข็ง ตั้งแต่เล็กจนโต คนเป็นน้องพยายามกระด้างกระเดื่อง หลายครั้งที่ช่ออัญชันเหนื่อยไม่อยากจะต่อกรด้วย แต่บิดาย้ำเสมอว่าเธอคือพี่คนโต คนเป็นพี่ต้องมีอำนาจเพื่อปกป้องน้องไม่ใช่ให้น้องมาข่ม ต่อหน้าพันตำรวจเอกแสน ฉัตรพระอินทร์ถึงไม่ค่อยกล้าต่อล้อต่อเถียงกับพี่สาว แต่ก็แอบตัดพ้อในใจ หาว่าพ่อรักลูกไม่เท่ากัน

คำเตือนของช่ออัญชันทำให้ฉัตรพระอินทร์ต้องหวนกลับมาคิด แต่เพราะความที่เผลอชอบตรัยวินท์เข้าแล้วจึงทำให้เกิดความลังเล เขาไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นในแบบที่เคยเจอ แต่พี่สาวพยายามกรอกหูตลอดว่าเขาไม่ใช่คนดี สำคัญตรงเขาคือเสี่ยธีร์ ผู้มีอิทธิพลที่มีชื่อเสียงค่อนไปในทางเสื่อมเสีย

ฉัตรพระอินทร์เริ่มกลับไปทบทวน เรื่องข้อเสนอที่ตรัยวินท์ยกหนี้ให้ช้องนางเพื่อแลกกับการได้เธอเป็นภรรยา แต่ขณะเดียวกันกลับยอมให้เปลี่ยนตัวเป็นช่ออัญชัน นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้ลุ่มหลงหรือสลักสำคัญว่าต้องเป็นเธอ อีกทั้งเมื่อพบกันเขากลับทำนิ่งเฉย ไม่เปิดเผยว่าตัวเองเป็นใครทั้งที่เขาเคยเห็นเธอจากในรูปและสื่อต่างๆ มาแล้ว และนี่ยังไม่รวมถึงคำถามที่ว่าชายหนุ่มกับบิดามีเรื่องอาฆาตแค้นอะไรกันอีก

ข้อสงสัยเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวและชวนให้หนักอกหนักใจ ร่างอรชรถอดเสื้อคลุมคาร์ดิแกนสีดำพาดเท้าแขนของเก้าอี้ ลุกขึ้นขยับเสื้อนักศึกษาตัวเข้ารูปให้เรียบร้อย เวลานี้ผองเพื่อนต่างทยอยกลับกันหมดแล้ว เหลือก็แต่เจ้าตัวที่ยังคิดไม่ตกกับเรื่องที่ไร้คำตอบ ถ้าเนื้อแท้แล้วตรัยวินท์เป็นคนเลวอย่างที่ช่ออัญชันว่าจะเป็นอย่างไรต่อ หรือความจริงแล้วปัญหาทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับตัวเธอ ว่าจะยอมรับได้หรือเปล่าก็แค่นั้น

แต่ระหว่างนี้ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ถ้าเกิดประเด็นที่เขามีปัญหากับบิดาเป็นความจริง เช่นนั้นตรัยวินท์อาจเป็นผู้เปิดเผยแผนการทั้งหมดของเธอกับมารดา นัยน์ตาสวยลุกวาวขึ้นทันที มันจะต้องไม่เป็นเช่นนั้นแน่ถ้าเธอมีโอกาสได้เจรจากับชายหนุ่มก่อน

ตอนฉัตรพระอินทร์โทรหาตรัยวินท์ ลีรดาก็นั่งอยู่ด้วยในรถของเขา พอท่านประธานเอ่ยชื่อฉัตรพระอินทร์ เลขาสาวก็หูผึ่งทันที แม้ภายนอกจะทำนิ่งเงียบ แต่ในใจร้อนรุ่มกระวนกระวายดังไฟสุมขอน มันจริงอย่างที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด ทุกครั้งที่เห็นยัยเด็กนี่แวะมาหาพี่สาวก็เห็นจะเพียรชะเง้อมองในห้องท่านประธานตลอดเวลา ที่แท้ก็หวังจะจับตรัยวินท์นี่เล่า แผนการแบบนี้ไม่รู้แม่พี่สาวจะรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่า

หลังส่งลีรดาที่หน้าคอนโดแล้ว เลขาสาวรายนี้ก็เพียรออดอ้อนชวนเขาขึ้นไปบนห้อง ไม่สนใจลุงชัยคนขับที่เหลือบมองผ่านกระจกหลังเป็นระยะๆ ตรัยวินท์ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ามีธุระ แต่เลขาสาวก็รู้ทันว่านั่นคือข้ออ้าง แท้จริงแล้วเขากำลังจะไปพบฉัตรพระอินทร์ตามที่หล่อนนัด

สุดท้ายเธอก็โน้มน้าวไม่สำเร็จ พอรถคันดังกล่าวแล่นออกไป ลีรดายืนกำเสื้อเบลเซอร์สีครีมในมือแน่นจนเนื้อผ้าแทบทะลุ ปากแดงสดเม้มสนิทแทบจะเหยียดเป็นเส้นตรง ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวเหลือประมาณ

“แกรู้จักฉันน้อยไปแล้ว” คนพูดกัดฟันแน่นด้วยความเคืองแค้นใจ

ใต้แสงไฟจากเสาสูงที่ฉาบไล้ใบหน้าขึงขังเป็นสีนวล ลีรดากำลังคิดว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง ขาเรียวก้าวขึ้นมายืนริมทางเดินของสวนหย่อม หยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายขึ้นมาแล้วต่อสายหาผู้ช่วยเลขาทันที

“ช่อเหรอ ยังอยู่ที่ออฟฟิศรึเปล่า พอดีพี่หาแฟลชไดร์วไม่เจอ เลยอยากให้ช่วยดูในลิ้นชักหน่อยน่ะ”

“ช่อนั่งรถกลับแล้วล่ะค่ะพี่ลี”

“อ้าวเหรอ งั้นไม่เป็นไรจ๊ะ นี่พี่ก็อยู่ที่คอนโดแล้วเหมือนกัน พอดีคุณตรัยแวะมาส่งเลยไม่อยากรบกวนให้ย้อนกลับไปที่ออฟฟิศ แล้วช่อกลับยังไงล่ะ กลับกับน้องเหรอ?” เจ้าตัวคุยอวดก่อนจะหยั่งเชิงคนปลายสาย

“เปล่าค่ะ ช่อกลับคนเดียว ฉัตรน่าจะยังอยู่ที่ออฟฟิศ”

“อ้าว! ตอนที่ฉัตรโทรหาคุณตรัยนี่ฉัตรยังอยู่ออฟฟิศหรอกเหรอ?” ลีรดาเริ่มเข้าประเด็น สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเริ่มจะเบาเสียงลง

“อะ ก็คงงั้นมั้งคะ” ช่ออัญชันไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจับพิรุธ

“พี่เห็นสองคนเขานัดแนะกันพี่ก็นึกว่าเราอยู่ด้วย ถึงได้โทรหาเผื่อว่าจะยังไม่กลับ แต่ช่างเถอะเนอะ” รายนี้อ้าง แกล้งทำเสียงเสียดายให้ดูน่าเชื่อถือ

“เอ่อ เอาอย่างนี้มั้ยคะพี่ลี เดี๋ยวช่อโทรให้ฉัตรขึ้นไปดูให้ที่โต๊ะ เผื่อว่าน้องยังไม่กลับ” คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ยังอุตส่าห์หวังดี โดยไม่รู้ว่าเบื้องหลังต้นเสียงคือแววตาร้ายลึกของเลขาสาวที่เธอมองไม่เห็น

“ไม่ต้องหรอก พี่ว่าป่านนี้ฉัตรคงออกไปถึงไหนต่อไหนแล้วล่ะ ช่อน่ะ ดูๆ น้องด้วยล่ะ ปล่อยให้ไปไหนมาไหนกับคุณตรัยลำพังบ่อยๆ คนอื่นเขาจะนินทาเอาได้นะจ๊ะ นี่พี่พูดก็เพราะหวังดีนะ” ลีรดาทิ้งท้าย

ดูเหมือนปลายสายจะรับคำแล้ววางสายไปอย่างอึ้งๆ หล่อนจึงเดาว่ารายนี้ไม่น่าจะรู้เห็นเป็นใจด้วยกับเรื่องที่น้องสาวพยายามตีสนิทตรัยวินท์ ฉะนั้นก็ได้แต่หวังว่าช่ออัญชันคงจะหาทางตักเตือนน้องสาวตัวเองบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นเห็นทีว่าหล่อนคงต้องออกโรงจัดการเอง

เดิมทีตั้งใจจะไปหาวิชุดาที่ร้านอาหาร แต่หลังทราบเรื่องจากลีรดา คนเป็นพี่ก็เริ่มใจคอไม่ดี ไม่ว่ารายนั้นจะโทรมาบอกด้วยเจตนาอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่น่าคิดคือน้องสาวอาจตกหลุมพลางของตรัยวินท์

เวลานี้บนรถตู้โดยสารมีคนเต็มทุกที่นั่ง ใจอยากโทรหาน้องแต่ก็เกรงใจคนรอบข้าง ช่ออัญชันรู้ตัวว่าอาจเผลอเสียงดังถ้ารายนั้นเกิดเถียงหรือไม่ฟังคำตักเตือนขึ้นมา

“ฉัตรอยู่ที่ไหน? กับใคร?” พอลงจากรถปุ๊บก็รีบโทรถาม ตอนนั้นมืดค่ำแล้ว แต่จำนวนผู้คนที่ยืนรอรถโดยสารยังเนืองแน่น หน้าป้ายรถประจำทางมีทั้งเสียงรถที่แล่นผ่านและเสียงพูดคุยกันให้แซด ร่างเล็กจึงต้องเดินห่างออกไปหาที่สงบเพื่อจะสนทนา

แทนคำตอบปลายสายกลับนิ่งเงียบ คงตกใจไม่คิดว่าพี่สาวจะโทรมาเวลานี้ อีกทั้งน้ำเสียงและประโยคคำถามมันคาดคั้นราวกับเธอทำอะไรผิด เมื่อเจ้าตัวไม่ยอมพูดพี่สาวจึงยื่นคำตอบให้เอง

“อยู่กับคุณตรัยใช่มั้ยฉัตร?” คนพี่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวคล้ายอีกฝ่ายกำลังเดินอยู่ ฉัตรพระอินทร์ลุกไปคุยด้านนอกที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน ตอนนั้นตรัยวินท์รู้แล้วว่าช่ออัญชันโทรตามน้อง เขาจึงรีบปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ก่อน

“ใช่ พี่ช่อจะทำไม?” เธอยอมรับ มั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรเสียหาย แต่พี่สาวกลับเสียงดังเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

“กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยฉัตร!” ช่ออัญชันไม่อยากให้สองคนนี้อยู่ด้วยกันตามลำพังเพราะไม่ไว้ใจตรัยวินท์

“นี่พี่บ้ารึเปล่า ฉัตรเพิ่งจะถึงเมื่อกี๊นี้เอง ยังไม่ทันได้กินข้าว จู่ๆ มาบังคับให้กลับ ฉัตรแค่มีเรื่องจะคุยกับคุณตรัย ไม่ได้คิดจะมาทำอะไรกันสักหน่อย พี่จะอะไรนักหนา...หึงหรือไง รึกลัวเขาจะหันกลับมาชอบฉัตร ก็ไหนบอกว่าไม่ได้มีอะไรกันไง” เจ้าตัวทำน้ำเสียงจิกกัดอย่างรำคาญ

คนเป็นพี่ถูกตอกกลับก็โมโหจนเผลอขึ้นเสียง ไม่สนคนรอบข้างจะหันมามองเพราะว่าตกใจ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะฉัตร! มันไม่ใช่แบบนั้น ที่พี่บอกเพราะพี่เป็นห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉัตรพี่จะบอกพ่อว่าไง”

“ก็ไม่ต้องบอกสิ! ฉัตรโตแล้วดูแลตัวเองได้ พ่อเองก็ไม่ได้สนใจอะไรฉัตรนักหรอก” ยิ่งพูดยิ่งเสียงดังด้วยกันทั้งคู่

“อย่าพูดแบบนี้นะ!”

“ทำไมจะพูดไม่ได้! ก็มันจริง พี่เลิกบังคับฉัตรสักทีเหอะ ไม่ต้องมายุ่งกับฉัตร ฉัตรไม่ได้โง่นะ ฉัตรคิดเองเป็น แล้วอีกอย่างพี่ช่อก็ไม่ใช่แม่ฉัตร ขนาดแม่ยังบังคับฉัตรไม่ได้เลย” พูดจบก็กดวางสายฉับ

ช่ออัญชันโกรธมากจนแทบอยากร้องไห้ ทั้งโกรธทั้งเสียใจที่คนเป็นน้องพูดออกมาแบบนั้น นาทีนั้นแขนขาเริ่มเปลี้ยจนต้องหาที่นั่งสงบสติอารมณ์ มือไม้สั่นตอนเก็บมือถือใส่กระเป๋า ไม่มีแก่ใจจะมองด้วยซ้ำว่ารถเมล์สายไหนเข้าป้ายอยู่

ตั้งใจโทรหาตรัยวินท์แต่ปรากฏว่ารายนั้นโทรมาก่อน ชายหนุ่มถามเสียงเข้มว่าหญิงสาวอยู่ที่ไหน เขาจะให้คนขับรถไปรับกลับบ้านก่อน ทว่าช่ออัญชันไม่ตอบ กลับเป็นฝ่ายย้อนถามชายหนุ่มด้วยอารมณ์ขุ่น

“คุณนั่นแหละอยู่ที่ไหน พาฉัตรกลับบ้านเดี๋ยวนี้นะ ไม่ต้องมายุ่งกับช่อ ช่อกลับเองได้”

“อย่าดื้อน่ะช่อ นี่มันดึกแล้วนะ ฉันกับฉัตรกินข้าวอยู่แถวนี้แหละ ไม่ต้องห่วงหรอกอีกเดี๋ยวก็กลับ”

“งั้นช่อจะรอคุณที่บ้าน ถ้ากลับมาแล้วขอคุยด้วยหน่อย” พูดจบก็วางสาย ไม่พิรี้พิไรนานแม้อีกฝ่ายจะยังพูดไม่จบ

“เดี๋ยวก่อนช่อ...ฮัลโหล...ช่อ!”

ปลายสายเงียบไปแล้ว ตรัยวินท์ยังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน จังหวะนั้นฉัตรพระอินทร์เดินกลับมาถึงโต๊ะ ร่างอรชรนั่งลงและคว้าแก้วขึ้นมาดื่มน้ำเหมือนดับความหงุดหงิด แต่พอเห็นตรัยวินท์วางโทรศัพท์ก็สงสัย

“พี่ช่อรึเปล่าคะ?”

ชายหนุ่มพยักหน้า ได้ยินเสียงหญิงสาวถอนใจอย่างเอือมระอา

“พี่ช่อโทรมาบังคับให้ฉัตรกลับบ้าน ทั้งที่ก็บอกแล้วว่ามีธุระจะคุยกับคุณตรัย” เจ้าตัวฟ้อง และเพื่อตัดปัญหา เธอจึงตัดสินใจปิดเครื่องเสีย

“นี่อย่าบอกนะคะว่าโทรมาจิกคุณอีกคน”

“เปล่าหรอก ฉันโทรไปเอง เห็นว่ายังไม่ถึงบ้านเลยจะให้ลุงชัยไปรับ แต่ยังคุยกันไม่รู้เรื่องก็วางสาย ท่าจะโกรธไม่น้อยที่ฉันพาฉัตรออกมา”

“พี่ช่อก็เป็นแบบนี้เสมอ นิสัยเหมือนพ่อ เผด็จการ” หน้าสวยเริ่มง้ำอย่างหงุดหงิดไม่ต่างจากเด็กถูกขัดใจ ตรัยวินท์ไม่ถือสาแต่ออกจะเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเวลานี้เธออยู่ในชุดนักศึกษา จึงไม่แปลกที่หลายคนเห็นเข้าแล้วจะหันไปซุบซิบกัน

เป็นจังหวะที่อาหารยกมาเสิร์ฟ ตรัยวินท์จึงตัดบทให้เริ่มลงมือทาน เห็นหญิงสาวทำหน้านิ่วก็เกรงบรรยากาศจะอึดอัด การสนทนากลับสู่ความเงียบ มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงเบาๆ ของทางร้าน ทานไปสักพักใบหน้าสวยของคนตรงหน้าเริ่มแย้มยิ้ม กระทั่งอิ่มเรียบร้อยชายหนุ่มจึงเริ่มเข้าประเด็นเรื่องที่ฉัตรพระอินทร์อยากคุยกับเขา

“อยากถามอะไรฉันก็ถามมาสิ” ตรัยวินท์เปิดโอกาส แรกเริ่มคนถูกซักยังมีท่าทีอึกอัก แต่เมื่อฝ่ายชายเปิดช่องแล้วจึงไม่รีรอ บทได้พูดหญิงสาวจึงไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา

“ฉัตรอยากทราบว่าจริงรึเปล่าคะที่คุณกับพ่อมีปัญหากัน พี่ช่อบอกว่าที่คุณยอมแลกหนี้สินกับตัวฉัตรตอนนั้นเพราะอยากใช้ฉัตรเป็นเครื่องมือ” เธอมุ่งเข้าประเด็น ตรัยวินท์ยิ้มมุมปากเพราะรู้สึกถึงความตรงไปตรงมาที่ไม่แพ้คนเป็นพี่

“พี่สาวเธอนี่ก็ผูกเรื่องเก่งซะจริง” เขานึกถึงหน้าคนต้นคิดขึ้นมาทันที แต่พอเงยหน้ามองฝ่ายนี้ ฉัตรพระอินทร์ยังคงจับจ้องเหมือนรอการตอบคำถาม

“ฉันบอกอะไรพวกเธอมากไม่ได้หรอก มันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องรู้ เพราะถ้ารู้เมื่อไหร่นั่นแสดงว่าพวกเธอจะลำบาก ฉันไม่อยากให้เธอสองพี่น้องต้องมาเสี่ยงอันตรายตอนนี้”

“พ่อรู้แล้วใช่มั้ยคะว่าพี่ช่ออยู่กับคุณ”

“ถามทำไม กลัวฉันบอกรึ?” เขาซักตรงๆ สีหน้าฉัตรพระอินทร์สะดุดลงทันที ตรัยวินท์เดาว่ารายนี้ก็คงอยากหยั่งเชิงเขา เผลอๆ ที่ขอคุยด้วยวันนี้อาจเป็นเพราะกลัวชายหนุ่มจะบอกความจริงบิดา ใบหน้าคมเข้มเริ่มฉายยิ้ม ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกหญิงสาวที่เหมือนกับกวางน้อยตัวเล็กๆ

“ฉันแค่บอกเขาว่าลูกสาวคนโตอยู่กับฉัน แต่ไม่ได้บอกหรอกนะว่าได้มาด้วยวิธีใด เห็นว่าพ่อเธอโกรธไม่ใช่เล่น แต่สบายใจได้ ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะพาดพิงเธอกับแม่”

ฉัตรพระอินทร์กลืนน้ำลายเล็กน้อย ความรู้สึกมันเหมือนมีอะไรมาดักที่ลำคอ ตรัยวินท์ตอบอย่างรู้ทันในสิ่งที่เธอกำลังสงสัย คนเป็นพ่อคงแทบคลั่งเมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดรักสุดดวงใจตกอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของศัตรู แต่ตรัยวินท์จะไม่เปิดโปงเธอกับแม่จริงหรือ ความกังวลเริ่มเกิดและดูเหมือนจะวางใจอะไรไม่ได้เลย งานนี้คงต้องเสี่ยงวัดดวงกันต่อไป

“เลิกกังวลเถอะ ฉันไม่ทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้วหรอก” เขาย้ำ สีหน้าฉัตรพระอินทร์คล้ายยังพะวักพะวง

“เอ่อ แล้วเพราะอะไรตอนนั้นคุณตรัยถึงยอมเปลี่ยนจากฉัตรเป็นพี่ช่อล่ะคะ”

“ก็เพราะเธอไม่ยินยอม แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าช่อก็ไม่ยินยอมเหมือนกัน” ตรัยวินท์อ้างก่อนจะเอ่ยต่อ

“ทำไม ถามแบบนี้เพราะอยากจะเปลี่ยนใจรึไง?” ฝ่ายชายพูดหยอด รอยยิ้มมุมปากจุดขึ้นทำให้หัวใจของฉัตรพระอินทร์เต้นตึกอย่างน่าประหลาด หญิงสาวไม่ได้ตอบ สงวนท่าทีไว้แต่สีหน้ากลับไม่เป็นใจ เผยความเขินอายผ่านทางพวงแก้มที่แดงเรื่อ

“ถ้ารู้ว่าเป็นฉัน ตอนนั้นเธอจะปฏิเสธรึเปล่า?” ตรัยวินท์ยิงคำถามต่อ ฉัตรพระอินทร์คล้ายถูกสะกดด้วยเสน่ห์ที่แปลกประหลาด มันไม่หวานซาบซ่านหากกระตุ้นให้ใจเต้นรัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือตรัยวินท์จะหว่านเสน่ห์ในแบบนิ่งๆ

จากดวงหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงเห่อขึ้นไปอีก แต่ที่ข้องใจคือเธอไม่น่าจะหลงกลเขาได้ถึงขนาดนี้ นี่ชายหนุ่มใช้เทคนิคอะไรถึงทำให้เธออยากอยู่ใกล้เขาทั้งที่เพิ่งจะรู้จักและพูดคุยกันได้ไม่กี่วัน

“ไม่ค่ะ” เสียงหวานเริ่มอ่อนลง ในใจคิดไปว่าชายหนุ่มต้องการจะบอกอะไรเธอหรือเปล่า เห็นแล้วว่าสีหน้าตรัยวินท์เผยยิ้มอย่างพึงใจ แต่แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ นั่นทำให้คนที่เกือบจะตกอยู่ในภวังค์สับสนมิใช่น้อย

พอเขานิ่งเธอก็นิ่ง ตรัยวินท์พิจารณาหญิงสาวในชุดนักศึกษาตรงหน้าอย่างใคร่รู้ สองพี่สองมีความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งคู่ล้วนหยิ่งทะนงในแบบของตนเอง หากนิสัยมุ่งมั่นและตรงไปตรงมาของพวกเธอนั้นแทบจะถอดกันออกมา

ฉัตรพระอินทร์เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นฝ่ายชายมองเธออยู่ ไม่รู้ทำไมจึงต้องเขินคล้ายถูกสายตานับสิบจับต้องขนาดนี้ ตรัยวินท์เริ่มรู้ตัวว่ากำลังฉกฉวยโอกาสมากเกินไป จึงยิ้มให้เล็กน้อยก่อนเรียกเช็กบิล

การสนทนาเมื่อครู่ยังติดอยู่ในห้วงความคิด ก่อนจะลุกจากโต๊ะ ฉัตรพระอินทร์มองหน้าเขาแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าสลด

“คุณตรัยคะ เอ่อ คือ...ฉัตรเสียใจนะคะที่ก่อนหน้านี้ฉัตรเคยปฏิเสธคุณ”

ตรัยวินท์ทำหน้านิ่ง ยิ้มเล็กน้อยทำนองไม่ถือสา ยิ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกประทับใจและปลาบปลื้มเขามากขึ้นอีก

“ช่างมันเถอะ มันผ่านไปแล้ว ถึงตอนนี้จะกลับไปแก้ไขอะไรก็คงไม่ได้แล้ว” เขากล่าว หากฉัตรพระอินทร์ก็ยังยิ้มเจื่อนแสดงให้เห็นว่าเธอรู้สึกผิด แม้ลึกๆ มันจะเป็นเพียงแค่ความเสียดายก็ตาม เสียดายที่ครั้งหนึ่งเธอตัดสินใจพลาด จนทำให้ชายหนุ่มต้องกลายมาเป็นสามีในนามของพี่สาว

ความคิดเห็น