สุดธิดา

ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะคะ อย่าลืมติดตามเรื่องและตอนอื่นๆของสุดธิดาด้วยค่ะ

บทที่ 43 อ้อนหมอ (โหมดมุ้งมิ้ง)

ชื่อตอน : บทที่ 43 อ้อนหมอ (โหมดมุ้งมิ้ง)

คำค้น : นางร้าย Facety Girl เพราะฉันเป็นนางร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.8k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ย. 2559 09:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 43 อ้อนหมอ (โหมดมุ้งมิ้ง)
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แค่อยากอ้อนให้หมอประจำตัวประจำใจคนนี้สนใจเยอะๆ # เมเม่เมียขี้อ้อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 43 อ้อนหมอ (โหมดมุ้งมิ้ง)

 

 

 

 

 

 

            “ฮัดชิ้ว!!” ฉันจามแทบจะตลอดเวลามาครบชั่วโมงแล้ว น้ำมูกใสไหลเปรอะเปื้อนจนหมดทิชชู่ไปเป็นม้วน คุณหมอวินบังคับให้ฉันนอนรออยู่บนเตียง ขณะที่เขากำลังไปทำข้าวต้มให้

            ..น่ารักจริงๆเลยสามีใครเนี่ย.. สามีฉันสิ ใครมาแย่งโดนดีแน่

            “ข้าวต้มมาแล้วครับ” กลิ่นหอมของข้าวต้มลอยมาแตะจมูกฉันแต่ไกล แค่ได้กลิ่นก็หิวจนท้องร้องแล้วเนี่ย

            “น่ากินจังเลยค่ะ”

            “ผมหรือข้าวต้มครับ?” ฉันอมยิ้มน้อยๆ

            “ป่วยอยู่คงอยากกินข้าวต้มมากกว่า ไว้รอหายก่อนนะคะแล้วจะกินคนทำ”

            “งั้นรีบกินข้าวกินยาเลย จะได้หายไวๆ” คุณหมอวินช่วยพยุงฉันขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง ส่วนตัวเขาก็นั่งลงข้างๆและหยิบชามข้าวต้มขึ้นมาเป่าไล่ความร้อน

            “ชอบจังเลยป่วยแล้วมีคนดูแล” ฉันอ้าปากรับข้าวต้มจากเขาทีละคำๆ

            “ไม่ป่วยผมก็ดูแลอยู่แล้ว”

            “วันข้างหน้าพี่วินจะเบื่อเมมั้ย จะดูแลอย่างนี้ไปตลอดหรือเปล่า?” อาจจะเป็นที่ร่างกายอ่อนแอ หัวใจก็เลยอ่อนไหวไปด้วย อยู่ดีๆฉันก็เกิดความกลัวขึ้นมา กลัวว่าวันหนึ่งคุณหมอวินจะไม่รักฉันเหมือนเดิม

            “ผมรักนางร้ายคนนี้ของผมเสมอ ไม่เปลี่ยนใจแน่นอนครับ” คุณหมอวินสบตาฉันอย่างจริงจัง สายตาของเขาไม่มีความลังเลแม้เพียงสักนิด

            “เมก็รักฮีโร่ของเมเหมือนกัน”

            “กินข้าวต่อดีกว่า เดี๋ยวนี้ทำไมอ่อนไหวง่ายจังเลยเนี่ย” คุณหมอวินกลับมาป้อนข้าวต้มฉันต่อ ระหว่างเคี้ยวข้าวไปก็คิดตามในสิ่งที่เขาพูด นั่นสิ ช่วงนี้อ่อนไหวเหลือเกิน ร่างกายและจิตใจฉันคงผ่านอะไรมาเยอะเกินในระยะเวลาแค่สั้นๆก็เลยรู้สึกแบบนี้แหละมั้ง

            “กินเก่งจัง หมดชามแล้ว เดี๋ยวกินยาแล้วนอนพักนะครับ”

            “หมดแล้วหรอคะ เมยังไม่อิ่มเลย” ฉันลูบพุงตัวเองพร้อมกับส่งสายตาออดอ้อน

            “คุณเมจะเอาเพิ่มหรอครับ?” คุณหมอวินถามเหมือนไม่เชื่อ

            “ยังมีเหลืออีกมั้ยคะ?” คนป่วยต้องใช้พลังงานในการฟื้นฟูตัวเองนะ กินเยอะๆสิดี

            “มีครับ เดี๋ยวผมไปตักให้นะ” ฉันยิ้มกว้างให้คุณหมอวินพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก

            “ขอเต็มๆชามเลยนะคะ”

 

            ฉันนอนหลับไปตื่นใหญ่ๆหลังจากกินยาแก้แพ้ลดน้ำมูกเข้าไป นี่ยาแก้แพ้หรือยาสลบก็ไม่รู้ ตื่นมาถึงได้มึนงงเหมือนคนเมาเลย

            “พี่วินคะ” ไม่เห็นสุดที่รักอยู่ในห้องเลยลองร้องเรียกดู แต่ก็มีเพียงความเงียบตอบกลับมา

            ..ไปไหนของเขานะ?.. เมียป่วยแทนที่จะนั่งเฝ้า ต้องให้คนป่วยเดินตามหาทั่วบ้าน

            “คุณนมคะ คุณหนูของนมอยู่ไหนหรอคะ?”

            “ในครัวค่ะ น่าจะทำอาหารให้คุณเมอยู่” พอได้ยินคำว่าอาหารก็หายงอนเขาเป็นปลิดทิ้ง ว่าแล้วไปหาในครัวเลยดีกว่า

            “ขอบคุณค่ะ” ฉันเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปทางห้องครัว ในใจก็เดาถึงเมนูที่จะได้กินไปด้วย

            “พี่วินคะ” คนที่ฉันกำลังตามหาเงยหน้าขึ้นมาจากหม้อบนเตา ผ้ากันเปื้อนสีชมพูไม่ได้ทำให้ความหล่อของเขาผิดเพี้ยนไปเลย เห็นแล้วอยากกอดอยากฟัดจริงๆ

            “ตื่นแล้วหรอครับ ดีขึ้นบ้างมั้ย?”

            “ไม่ปวดหัวแล้วค่ะ แต่ยังคัดจมูกนิดหน่อย” ฉันเดินเข้าไปใกล้เขาเพื่อสูดดมความหอมจากตัวเขา เอ้ย ไม่ใช่สิต้องเป็นอาหารที่เขากำลังทำอยู่

            “มือผมเปื้อนแต่อยากวัดไข้จัง คุณเมเอาหน้าผากมาแตะกันหน่อยเร็ว” ฉันยังคงเบลอๆจากฤทธิ์ของยาเลยเดินเข้าไปหาเขาอย่างว่าง่าย

            “ตัวยังอุ่นอยู่เลย เดี๋ยวกินข้าว กินยา แล้วผมจะเช็ดตัวให้นะครับ” ฉันยิ้มรับทั้งที่ไม่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูดเลย บอกแล้วว่าเบลอจริง

            “ยิ้มดีใจหรอครับที่ไม่ต้องอาบน้ำ” ง่า อันนี้เข้าใจนะ จะบอกว่าฉันซกมกอีกหล่ะสิ

            “เปล่าสักหน่อย ว่าแต่พี่วินทำเมนูอะไรคะ?” ฉันยื่นหน้าเข้าไปดูในหม้อ ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะเห็นแค่น้ำแกงและควันที่ลอยขึ้นมาจนรู้สึกร้อนหน้า

            “ไก่ตุ๋นฟักครับ คุณเมอยากกินอะไรเพิ่มอีกมั้ย?” แค่เห็นก็หิวแล้ว คนป่วยเขากินเก่งกันทุกคนหรือเปล่านะ แต่ฉันไม่มีอารมณ์แบบเบื่ออาหารเลยจริงๆ

            “อยากกินน่องไก่ทอดค่ะ แล้วก็ฟักทองผัดไข่ด้วย ยำแคปหมูก็น่ากิน” มองอะไรก็คิดเป็นเมนูได้หมด ทำไมฉันถึงได้อยากกินๆๆๆขนาดนี้นะ

            “จะกินทั้งหมดจริงๆหรอครับ” โปรดอย่าเข้าใจว่าฉันเป็นปอบนะ ฉันยังเป็นเมรินคนเดิม เพิ่มเติมคือหิวเกือบตลอดเวลา

            “ค่ะ” ฉันยิ้มอย่างมีความหวัง

            “โอเคครับ ผมทำให้หมดทุกอย่างเลย คนป่วยทำไมกินเก่งจังครับ”

            “ก็มันหิวนี่คะ”

            “ไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนก็ได้ครับ ยืนนานๆเดี๋ยวเวียนหัวเอานะ” คุณหมอวินยังมีความห่วงใยฉันเสมอแม้ว่าจะโดนฉันใช้ทำอาหารอีกหลายอย่างก็ตาม

            “ไม่เวียนหัวหรอกค่ะ แต่ถ้าพี่วินกลัว..” ฉันเว้นวรรคประโยคด้วยการเดินเข้าไปกอดเขาไว้จากทางด้านหลัง หน้าซบลงกับแผ่นหลังกว้างที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

            “เมขอกอดพี่วินเอาไว้อย่างนี้ได้มั้ยคะ พี่วินทำอาหารถนัดหรือเปล่า?”

            “ป่วยแล้วอ้อนเก่งด้วย” คุณหมอวินไม่ได้ว่าอะไร เขายังทำอาหารต่อโดยมีฉันเกาะเป็นลูกลิงอยู่ตลอดเวลา

 

            หลังกินข้าวและยาเรียบร้อยคุณหมอวินก็พาฉันกลับเข้ามานอนในห้อง ก่อนที่เขาจะผละไปเอาผ้าชุบน้ำเพื่อมาเช็ดตัวให้

            “พี่วินคะ อยู่กับเมจนเมหลับเลยนะคะ” ฉันอยากอ้อนอยากกอดเขาตลอดเวลา

            “ได้สิครับ ผมจะไปไหนได้หล่ะหืม” คุณหมอวินปลดกระดุมเสื้อฉันออกทีละเม็ด แอบเห็นว่าเขามือสั่นน้อยๆตอนที่ถูผ้าชุบน้ำไปตามเรือนร่างของฉัน

            “พี่วินเป็นอะไรคะมือสั่นใหญ่เลย ติดไข้เมหรือเปล่า?” ฉันใช้มือสองข้างประคองหน้าคุณหมอวินให้หันมาสบตากันตรงๆ แต่สายตาของเขาชอบซุกซนมองต่ำลงไปกว่าคอฉันตลอด แถมยังลอบกลืนน้ำลายอยู่หลายรอบจนฉันเข้าใจ

            “เปล่าครับ รีบเช็ดตัวนะเดี๋ยวไข้ขึ้นอีก” ปากไม่ตรงกับใจเสียด้วย

            “พี่วินคะ เมหนาวจังเลย โบราณเค้าว่าหนาวเนื้อต้องห่มเนื้อถึงหายหนาว มันจริงมั้ยคะ?” ฉันแกล้งกระแซะถามเขา ดวงตากลมโตก็กระพริบปริบๆราวกับสาวน้อยไร้เดียงสา

            “หนาวก็ต้องห่มผ้าหนาๆสิครับ ห่มเนื้อก็เป็นปอดบวมทั้งคู่เปล่าๆ” ฉันรู้ว่าคุณหมอวินกำลังใช้ความอดทนอย่างสูงมากไม่ให้ขย้ำคนป่วย แต่ฉันเป็นพวกชอบยั่วและขี้แกล้งให้เขาตบะแตกซะด้วยสิ คิดได้แบบนั้นฉันเลยใช้มือแหวกสาบเสื้อที่แยกออกจากกันเพียงเล็กน้อยตอนเช็ดตัวให้หลุดพ้นจากเรือนร่างไปเลย

            “พี่วินตรวจให้หน่อยสิคะ ไม่รู้ว่าเมปอดบวมไปแล้วหรือยัง?” ฉันแอ่นหน้าอกคู่โตของตัวเองใส่หน้าเขาที่จ้องมาอย่างตกตะลึง

            “เมเม่..” คุณหมอวินคราวชื่อฉันแผ่วๆ แต่แล้วเขาก็ตั้งสติได้

            “อยากป่วยหนักใช่มั้ยครับถึงมายั่วกันแบบนี้”

            “เปล่าสักหน่อย แค่อยากอ้อนให้หมอประจำตัวประจำใจคนนี้สนใจเยอะๆ” ฉันใช้นิ้วเขี่ยไปมาที่หน้าอกของเขา

            “เท่านี้ยังสนใจไม่พออีกหรอครับ” คุณหมอวินก้มหน้าลงมาหาจนจมูกเราแตะกัน

            “มีข้อห้ามมั้ยคะว่าป่วยแล้วจูบไม่ได้”

            “ไม่มีครับ” พอได้ยินคำตอบของคุณหมอวิน ฉันก็โอบรัดต้นคอของเขาพร้อมกับรั้งให้ก้มลงมาอีกจนริมฝีปากของเราแตะกัน จูบของเราหวานละมุนแม้จะเจือไปด้วยกลิ่นของยาหลายเม็ดที่ฉันกินเข้าไป คุณหมอวินไม่ได้รุกล้ำด้วยความต้องการในเรื่องแบบนั้น แต่เขาค่อยๆละเลียดชิมและมอบความหวานล้ำให้ฉันจนเต็มตื้นไปทั้งหัวใจ

            “พอหายป่วยแล้วอ้อนให้ได้แบบนี้นะ จะจัดให้สามวันสามคืนไม่ต้องนอนเลย” ได้ยินแบบนี้แล้วใครจะกล้าอ้อนหล่ะ กลัวตายคาอกหมอฟัน

 

            ฉันหลับเป็นตายไปอีกทั้งคืน ตื่นมาอีกทีก็สายมากแล้ว นี่ถ้าไม่หิวก็คงยังไม่คิดจะตื่นด้วย หันมองซ้ายขวาสามีไม่อยู่ตามเคย แอบน้อยใจนิดๆแต่ความหิวมีมากกว่า เลยลุกขึ้นอาบน้ำแล้วจะได้ลงไปอ้อนเขาต่อ

            แต่ในระหว่างที่กำลังแต่งตัวนั้นฉันก็พบความผิดปกติบางอย่าง กางเกงยีนส์ขาสั้นของฉันไม่สามารถติดกระดุมได้แล้ว ครั้งล่าสุดที่ใส่น่าจะเดือนก่อน ตอนนั้นยังใส่ได้สบายๆอยู่เลยนะ รอบเอวฉันเพิ่มตามปริมาณอาหารที่กินมากขึ้นทุกวันๆใช่มั้ย?

            “ตื่นแล้วหรอครับ?” คุณหมอวินเปิดประตูเข้ามาแล้ว ฉันพยายามแขม่วสุดชีวิตเพื่อให้ติดกระดุมได้ แต่มันก็ไม่สำเร็จ

            “ทำอะไรครับ?” เขาเดินเข้ามาใกล้และก้มมองความพยายามที่เปล่าประโยชน์ของฉันแบบขำๆ ความอ้วนไม่ใช่เรื่องตลกนะ

            “เมจะต้องลดความอ้วนอย่างจริงจังแล้ว ไม่ต้องทำของอร่อยๆให้กินแล้วนะ”

            “คุณเมของผมไม่เห็นจะอ้วนตรงไหนเลย ตัวก็เท่าเดิมนะ ทำไมใส่กางเกงไม่ได้หล่ะครับ” ฉันก็ว่าอย่างนั้นแล้วทำไมกางเกงถึงได้แน่นหล่ะ

            “กางเกงยังแน่นแล้วชุดแต่งงานหล่ะคะ งานอาทิตย์หน้าแล้วด้วย แก้ไม่ทันแน่เลย” แค่กางเกงยังมีเปลี่ยนหลายตัว แต่ชุดแต่งงานนี่สิ ตัดมาชุดเดียวนะ เอ่อ จริงๆก็หลายชุด แต่มันก็ต้องใส่ทุกชุดนี่นา ไม่มีสำรองไว้ด้วย

             “เดี๋ยววันนี้เราไปลองกันอีกทีก็ได้ครับ” คุณหมอวินพยายามให้กำลังใจฉัน ฮือๆ

            “พี่วินคะ ถ้าเมอ้วนขึ้น เมไม่สวยเหมือนเดิม พี่วินจะว่ายังไงคะ?”

            “ไม่ว่ายังไงนี่ครับ ก็แค่ต้องพาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ยกตู้ และที่สำคัญ..ต้องซื้อข้างในนี้ด้วย” สายตาของเขาจ้องไปยังก้อนเนื้ออวบใหญ่ภายใต้เสื้อของฉัน

            “บ้า..”

            “ไม่ได้บ้าสักหน่อย เอวผมดูไม่ออกว่าใหญ่ขึ้นมั้ย แต่นี่แน่ๆนมใหญ่ขึ้นจริงครับ วัดมากับมือ จะจับไม่หมดแล้ว” คุณหมอวินทำท่าประกอบคำพูดของตัวเองจนฉันต้องก้มลงไปมองว่าใหญ่ขึ้นจริงๆหรอ มันก็แค่ล้นๆออกมากว่าเดิมหน่อยนึงมั้ง

            “สรุปว่าเมอ้วนขึ้นสินะคะ”

            “ไม่ได้อ้วนครับ แค่อิ่มเอิบมีน้ำมีนวล” เขาสวมกอดฉันจากทางด้านหลังพร้อมกับหมุนตัวให้เราสองคนหันหน้าเข้าหากระจก คุณหมอวินลูบไล้มือไปตามร่างกายฉัน แวะบีบแวะขยำบางส่วนบ้างตามอารมณ์ที่ซ่อนไว้ภายใน

            “สงสัยได้น้ำดี” คำพูดสองแง่สามสิบง่ามจริงๆ และดูสายตานั่น..

            “หายป่วยยังครับ?”

            “ทำไมหรอคะ?”

            “จะเพิ่มน้ำให้อีก เอาให้ตัวป่องเลย” คำพูดแฝงนัยยะตลอด เผลอไม่ได้จริงๆ

            “เมหิวแล้วค่ะ” ฉันลูบท้องตัวเองพร้อมกับอ้อนเขาตาแป๋วผ่านกระจก

            “ก็ได้ครับ แต่ไหนใครบอกจะลดความอ้วน” เออ จริงด้วย หิวแล้วลืมตัว

            “ก่อนลดความอ้วน มีวิธีลดความหิวมั้ยคะ เมหิวตลอดเวลาเลยเนี่ย” ฉันบ่นกระปอดกระแปดไปตลอดทางที่ลงไปกินข้าว

 

            “มีครับ ขึ้นเตียงกันมั้ยรับรองลืมหิวไปเลย” ฉันต้องหาวิธีลดความหื่นให้เขาด้วยสินะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใครมีวิธีลดความหื่นอย่าลืมบอกเมเม่ด้วยนะคะ..

บทนี้มาแบบน่ารักใสๆ แต่แฝงไว้ซึ่งอะไรบางอย่าง..

 

 

อีกสองตอนจบแล้ว หมอบอกอยากแต่งแล้ว ต้องตามใจนางหน่อย

 

 

 

 

ขอบคุณสำหรับการติดตาม กำลังใจ ทุกเม้น ทุกไลค์ ทุกโหวตที่มีให้หมอวินและเมเม่

 

สำหรับเรื่องต่อไป พล้อตมาแล้ว เป็นซี่รี่ส์สามพี่น้อง..สามเรื่อง..สามแบบ

อย่าลืมติดตามกันนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น