สุดธิดา

ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะคะ อย่าลืมติดตามเรื่องและตอนอื่นๆของสุดธิดาด้วยค่ะ

บทที่ 42 ฉากเรียกน้ำตา

ชื่อตอน : บทที่ 42 ฉากเรียกน้ำตา

คำค้น : นางร้าย Facety Girl เพราะฉันเป็นนางร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2559 07:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 42 ฉากเรียกน้ำตา
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้ผมช่วยสร้างอารณ์มั้ยครับ? # พี่วิน..ที่รัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 42 ฉากเรียกน้ำตา

 

            ข่าวเรื่องพี่พีทตามทำร้ายฉันรวมทั้งแบล็กเมล์คนอื่นๆในวงการดังต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ นักข่าวต่างรุมขอสัมภาษณ์ฉันเรื่องนี้ แต่ฉันบอกปัดไปทั้งหมด มันไม่ใช่เรื่องที่อยากบอกใครๆเท่าไหร่ เอเชียก็โดนไม่น้อยกว่าฉัน เพราะยัยนั่นโดนบังคับให้จับฉันไป เลยเหมือนสมรู้ร่วมคิดกลายๆ แต่ฉันบอกตำรวจไปแล้วว่าให้กันเป็นพยาน อย่างน้อยความกลัวของหล่อนก็ทำให้เลี้ยวรถเข้าไปในสถานีตำรวจ และทำให้คุณหมอวินตามมาได้ทัน

            ส่วนยัยโรส เธอดูมีความสุขดีในโรงพยาบาลจิตเวช คุณหมอวินเคยพาฉันไปเยี่ยมครั้งหนึ่ง เธอจำเราสองคนไม่ได้ อยู่ในห้วงความทรงจำและความฝันของตัวเอง มีตุ๊กตาตัวหนึ่งที่เธอเรียกว่าพี่วินอยู่ข้างๆตลอดเวลา

            ละครเหลือแค่ไม่กี่ตอนก็จะถ่ายเสร็จแล้ว ฉันเคลียร์คิวให้เต็มที่เพราะอยากให้ถ่ายจบก่อนวันแต่งงาน ทำให้บางวันอาจจะต้องถ่ายถึงมืดค่ำเลยก็ตาม คุณหมอวินยังคงเป็นสามีขับให้ฉันเหมือนเดิมแม้ว่าเรื่องต่างๆจะคลี่คลายลงแล้ว

            “เมเม่ เดี๋ยวสาดน้ำใส่หน้าแดนเลยนะ” ผู้กำกับซ้อมคิวให้ฉันกับแดน ฉากนี้เป็นฉากที่ฉันจะมาถอนหมั้นพระเอก นางร้ายในเรื่องยอมแพ้ในความรักที่พระเอกกับนางเอกมีให้กันแล้ว ถือว่าเป็นจุดจบของนางร้ายแบบดีๆ

            “ขอตบด้วยไม่ได้หรอคะ?” ฉันยักคิ้วให้แดน

            “อย่าเลยเดี๋ยวจมูกฉันเบี้ยว” แดนหวงจมูกโด่งเป็นสันของตัวเองอย่างมาก เพราะทำมาหลายครั้งกว่าจะได้แบบนี้

            “ก็ได้ๆ ช่วงนี้อารมณ์ดีหรอกนะ” คนกำลังจะแต่งงานโลกเลยสวยขึ้นมาหน่อย

            “พอสาดน้ำเสร็จ ถอดแหวนวางไว้แล้วเดินออกไปนะ” ผู้กำกับซ้อมคิวอีกครั้งก่อนจะกลับไปประจำที่ตัวเอง ฉันกับแดนก็ซ้อมมุมที่จะสาดน้ำอีกเล็กน้อยก่อนจะตั้งสมาธิ

            “แอคชั่น” พอผู้กำกับสั่ง ฉันก็เล่นตามบททันที แก้วน้ำในมือสั่นระริกขณะที่แพรวพิไลกำมันไว้แน่น ความโกรธความเสียใจและความผิดหวังประดังประเดเข้ามา

            “พี่นัทใจร้ายกับแพรวที่สุด”

            “เรายังเป็นน้องสาวของพี่เสมอนะแพรว”

            “ฉันไม่มีพี่ชาย” ฉันสาดน้ำใส่หน้าหมอนัทจนเปียกไปหมด ก่อนจะถอดแหวนหมั้นวางไว้บนโต๊ะแล้วเดินจากไปทั้งน้ำตา ทำไมฉันถึงร้องไห้ได้ง่ายจังหน่ะหรอ เพราะฉันกำลังคิดถึงตอนที่โดนจับตัวไป แค่คิดว่าจะไม่ได้เจอหน้าคุณหมอวินของฉันอีกแล้ว น้ำตาก็ไหลออกมาเองเลย

            “คัท” ผู้กำกับปลื้มอกปลื้มใจที่ถ่ายแค่เทคเดียวก็ผ่านฉลุย แดนโดนพี่ๆฝ่ายเสริมความงามรุมซับหน้าและเช็ดผมให้อยู่ ส่วนฉันก็มีคนซับน้ำตาให้เหมือนกัน..

            “คัทแล้วครับ ไม่ร้องแล้วนะ” คุณหมอวินเกลี่ยน้ำตาจากใบหน้าฉันอย่างแผ่วเบา

            “หมอ” ฉันกอดเขาไว้ ซุกหน้าลงปล่อยให้น้ำตาไหลเปียกเสื้อเชิ้ตราคาแพงของเขาเงียบๆ

            “เป็นอะไรครับที่รัก” ฉันส่ายหน้าช้าๆ

            “ไม่ร้องสิ เดี๋ยวคนอื่นหาว่าผมรังแกเมียนะ”

            “ไม่ร้องก็ได้ค่ะ” ฉันพยายามกลั้นสะอื้นและบอกตัวเองว่าไม่เป็นอะไรแล้ว ฉันปลอดภัยอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายคนนี้แล้ว

            “เมรักหมอนะคะ”

            “รักหมอคนไหนหล่ะ หมอมีเยอะแยะ” ฉันค้อนให้คนแกล้งไม่รู้

            “เรียกผมว่าพี่วินดีกว่า หรือจะเรียกผัวขาก็ได้นะ”

            “ก็เรียกหมอมาตลอด มันไม่ชินนี่” และอีกอย่างฉันก็ไม่ยอมเรียกว่าผัวขาหรอก ไม่ใช่ชะนีนะจะได้ร้องแบบนั้น

            “ลองเรียกก่อนสิครับ” คุณหมอวินยังคงบังคับฉันทางสายตา

            “พี่..วิน” เขินๆยังไงไม่รู้ แต่มันก็น่ารักดี

            “น่ารักมากครับที่รัก”

 

            ฉากต่อมาที่ต้องถ่ายในวันนี้เป็นฉากที่ฉันเดินตากฝน ไม่ได้มีแค่พระเอกกับนางเอกที่โง่เดินตากฝนสินะ นางร้ายอย่างฉันก็ต้องทำเช่นเดียวกัน เพราะเป็นฉากต่อเนื่องจากที่ฉันถอนหมั้นพระเอก เลยอกหักประชดชีวิตด้วยการเดินคิดถึงเรื่องของเราท่ามกลางสายฝน

            “ทำหน้าเศร้าๆหน่อยเมเม่ รู้ว่ากำลังจะแต่งงาน แต่แพรวพิไลอกหักอยู่นะ” แง โดนผู้กำกับดุเลย แค่หันไปเจอหน้าคุณหมอวินที่ยืนดูอยู่แล้วหน้ามันก็ระรื่นขึ้นมาเอง

            “ค่ะ เมจะเศร้าค่ะ” ฉันหักห้ามใจไม่หันไปมองใครอีก ตั้งสมาธิแน่วแน่ว่าตัวเองเป็นแพรวพิไล

            “คุณเมสู้ๆนะครับ” คุณหมอวินคงเห็นว่าฉันโดนผู้กำกับดุเลยตะโกนให้กำลังใจ แต่ แต่ แต่.. เขานั่นแหละที่จะทำให้ฉันโดนดุอีกรอบ ฮือ หมดกันสมาธิที่เรียกอยู่ตั้งนาน หัวใจมันกระเด้งกระดอนตอบรับประโยคนั้นของเขาไปแล้ว

            “จะถ่ายแล้วนะ พร้อมยัง?” ผู้กำกับหันมาถามฉัน

            “พร้อมค่ะ” แอบงอนสามีดีมั้ยเนี่ย

            “น้ำฝนพร้อมนะ แอคชั่น” ฉันตั้งสมาธิอยู่ท่ามกลางสายฝน(เทียม)ที่โปรยลงมาไม่เบานัก ฉันต้องเดินไปเรื่อยๆจนสุดมุมกล้อง ตามบทแพรวพิไลต้องคิดถึงหมอนัท แต่ความจริงฉันก็ยังคิดถึงคุณหมอวินอยู่ดี คิดถึงตอนที่ห่างกัน ตอนที่เขาโกรธฉัน มันเศร้าและเจ็บไปหมดจริงๆ แต่แล้ว อ่า สมองฉันทำงานเร็วเกินไปแล้ว ภาพตอนที่ฉันกำลังง้อเขาก็โผล่เข้ามาในหัว

            “คัท” ฉันรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

            “เมเม่ ยิ้มทำไม ไปเดินใหม่เลย” ฉันพยักหน้ารับ แล้วเดินกลับไปตั้งสติใหม่ เนื้อตัวและเสื้อผ้าก็เปียกพอประมาณแล้ว ฝ่ายผมและหน้ารีบเข้ามาเซตให้ใหม่อย่างรวดเร็ว

            “สมาธิๆ แอคชั่น” เทคที่สองเริ่มต้น ฉันไม่คิดถึงใครแล้ว บอกตัวเองแต่ว่าเศร้า เจ็บ และหมดหวัง ฉันแค่เดินตากฝนไปจนสุดทาง

            “คัท!!” มันยังไม่สุดทาง เพราะฉะนั้น..

            “เมเม่ เดินตามควายที่ไหนคราวนี้ ไปพักก่อนห้านาที ไดร์ผมกับเสื้อด้วยนะ” ฉันเดินก้มหน้าไปหาช่างทำผม นั่งหลับตาขณะที่พวกนางรุมเป่าผมและเสื้อให้แห้ง

            “อุ๊ย!!” ฉันลืมตาขึ้นมาเพราะตกใจกับความเย็นเฉียบพลันที่แก้มตัวเอง คุณหมอวินนั่นเองที่ยื่นแก้วแตงโมปั่นมาให้

            “กำลังใจครับ” ฉันรับแตงโมปั่นมาดูดเล็กน้อยก่อนจะส่งคืนให้เขา

            “ดูดอีกสิครับ กำลังใจจะได้เยอะๆ” ฉันยอมทำตามที่เขาบอก คุณหมอวินนั่งลงข้างฉันเมื่อทีมงานแยกย้ายกันไปหมดแล้ว

            “ฉากนี้คุณเมต้องเศร้าใช่มั้ยครับ?”

            “ค่ะ” ฉันพยักหน้าน้อยๆ

            “แล้วทำไมถึงทำอารมณ์ไม่ได้หล่ะครับ?”

            “ตอนแรกเมคิดถึงตอนที่พี่วินโกรธเม เมก็เศร้านะ แต่แล้วฉากที่เมง้อพี่วินก็โผล่มาเลยต้องเทคใหม่ ที่นี้ก็เลยไม่คิดอะไรเลย กลัวจะคิดอะไรบ้าๆอีก ผลก็อย่างที่เห็น”

            “ความผิดของผมหรือเปล่าเนี่ย”

            “ช่วงนี้เมหวั่นไหวง่ายยังไงไม่รู้ เมื่อก่อนตั้งสมาธิและแสดงเก่งกว่านี้เยอะเลย” ไม่ใช่เพราะคุณหมอวินมานั่งดูหรอก แต่มันเป็นที่อารมณ์และความรู้สึกฉันเองต่างหาก

            “มันเป็นลางครับ”

            “ลางอะไรคะ?”

            “ก็ลางว่าคุณเมต้องเลิกเล่นละคร และไปเป็นภรรยาให้ผมอยู่กับบ้านไงครับ” เรื่องแบบนี้มันมีที่ไหนกันหล่ะ

            “เอาเวลาที่ฟังนี่ไปนั่งสมาธิดีกว่า” ฉันส่งแก้วเปล่า(ดูดน้ำแตงโมหมดแล้ว)คืนให้เขา

            “ให้ผมช่วยสร้างอารณ์มั้ยครับ?” ฉันมองหน้าคุณหมอวินอย่างไม่ไว้ใจ

            “อย่ามองผมแบบนั้นสิ จะช่วยสร้างอารณ์เศร้าครับ ถ้าอารมณ์หื่นนี่เก็บไว้สร้างกันสองคนที่บ้านนะ” ประโยคหลังเขากระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน

            “บ้า” ฉันตีแขนคุณหมอวินเบาๆแก้เขิน

            “รู้มั้ยว่าวันนั้นที่คุณโดนจับตัวไปผมกลัวแค่ไหน?” คุณหมอวินจ้องหน้าฉันนิ่ง

            “เมก็กลัวเหมือนกันค่ะ”

            “ผมกลัวจะไปช่วยคุณไม่ทัน กลัวว่าไอ้หมอนั่นจะทำอะไรคุณ”

            “เม..”

            “ผมอยากให้คุณเข้าใจความรู้สึกของผมบ้าง ความเป็นห่วงที่ไปไม่ถึงสักที แล้วยังต้องฟังเสียงคุณโดนทำร้ายโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย เวลาแต่ละนาทีผ่านไปเชื่องช้าจนแทบจะบ้าตาย”

            “เมขอโทษนะคะ” ฉันเสียใจจริงๆที่ทำให้คุณหมอวินเป็นได้ถึงเพียงนี้

            “ไม่ต้องหรอก ผมไม่ได้โกรธคุณเลย แค่อยากให้คุณรู้ความรู้สึกผมเท่านั้น”

            “เมรู้แล้วค่ะ”

            “ถ้ารู้แล้วก็เก็บความรู้สึกนี้ไว้ตอนเดินตากฝนด้วยนะครับ แล้วผมจะไปรอรับอีกฟากหนึ่ง” คุณหมอวินปล่อยมือฉันแล้วเดินจากไป หัวใจฉันเหมือนหลุดลอยตามมือเขาไปด้วยเลย

            “เมเม่เข้าฉาก” ผู้กำกับเรียกแล้ว ฉันเดินตัวลอยไปประจำที่ ความกลัวและความเจ็บปวดของคุณหมอวินในวันนั้นมันอยู่ในความคิดฉันตอนนี้

            “แอคชั่น” ฉันเดินอย่างเหม่อลอยไปข้างหน้าช้าๆ วันนั้นแค่คิดว่าอยากให้เรื่องจบ เลยตัดสินใจแบบนั้นออกไป รู้ว่าจะทำให้เขากังวลและเป็นห่วง แต่ไม่ทันคิดว่าเขาจะเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องฟังเสียงฉันไปตลอดทาง สายฝนที่โปรยปรายลงมาผสมกับน้ำตาของฉันที่เริ่มไหลริน จนในที่สุดฉันก็ทรุดลงกับพื้นแล้วร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น

            ผู้กำกับปล่อยให้ฉันนั่งร้องไห้กลางสายฝนอยู่แบบนั้นโดยไม่สั่งคัท เขาคงเห็นว่าฉันอินเนอร์แรงมาก แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย..

            ..ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ.. ฉันพูดซ้ำๆอยู่แบบนั้นในใจ ไม่แปลกเลยหากเขาจะโกรธ ถ้าเป็นฉันอาจจะโกรธนานกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่นั่นแหละ..คุณหมอวินก็คือคุณหมอวิน เขาคือคนที่รักฉันมากที่สุดในโลก

            ..และฉันก็รักเขาที่สุดในโลกเหมือนกัน..

            เมื่อร้องไห้จนพอแล้วฉันก็ลุกขึ้น เพราะคุณหมอวินบอกว่าจะรอฉันอยู่สุดทางข้างหน้า ฉันลืมไปแล้วว่าตอนนี้ตัวเองกำลังสวมบทแพรวพิไล ลืมผู้กำกับ ลืมคนอื่นๆทั้งหมด สิ่งเดียวที่นึกถึงตอนนี้คือเขา คนเดียวที่ทำให้ฉันเดินต่อไปจนสุดทางคือเขา..สุดที่รักของฉัน

            “คัท!!” ฉันไม่สนใจเสียงผู้กำกับที่เอ่ยชมว่าฉันเล่นได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน

            “หมอ..” ฉันพุ่งตัวเข้าไปหาเขาและกอดรัดเอาไว้ราวกับว่าถ้าเผลอคลายมือแม้สักนิดแล้วเขาจะหายตัวไป

            “ให้เรียกว่าพี่วินไงครับ อยากโดนจูบทำโทษหรือไง” คุณหมอวินลูบหัวลูบหลังฉันเพื่อปลอบโยน

            “พี่วิน..ของเม”

            “ครับ ผมเป็นของคุณเมคนเดียว”

            “ต่อไปนี้เมจะไม่ทำให้พี่วินต้องเจ็บปวดเพราะเมแล้วค่ะ” ฉันให้สัญญากับเขาและย้ำบอกตัวเองไปด้วยพร้อมกัน

            “ฮัดชิ้ว!!” สงสัยเป็นเพราะตากฝนปลอมๆนานเกินไป ฉันเลยจามติดกันหลายครั้งจนคนขี้ห่วงขมวดคิ้วมุ่น

            “ไม่สบายแล้วไง กลับบ้านไปให้ผมดูแลได้แล้วครับ”

            “ค่ะ” ถ้าเป็นผู้ชายคนนี้ ฉันยอมให้ดูแลไปตลอดชีวิตเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ง่า  ยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่ท้อง?ด้วย

 

มันจะมาปุ้บปั้บก้อคงไม่ได้ งานแต่งกำหนดเดือนหน้าเนอะ อีกหลายวันอยู่มั้ง? 

 

หมอวินแค่อยากให้รับรู้ความรู้สึกของเขาบ้าง 

 

ตอนหน้าไปเป็นคนป่วยให้หมอฟันดูแลกันดีก่า (มาจับผิดตอนหน้ากันว่ามีอะไรซ่อนไว้มั้ย?)

 

ม๊วฟๆๆๆๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น