อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10
แบบอักษร

ฉัตรพระอินทร์โทรไปเล่าเรื่องที่เจอกับช่ออัญชันให้มารดาฟังในคืนนั้น คนเป็นแม่เลี้ยงอึ้งก่อนในนาทีแรก แต่ก็ยังโล่งใจที่อย่างน้อยรายนั้นก็อยู่ดีมีสุข

แต่อีกเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ฉัตรพระอินทร์เล่าว่าตรัยวินท์ที่เป็นคู่กรณีของเธอแท้จริงแล้วคือเสี่ยธีร์ คราวนี้ช้องนางถึงกับอุทานด้วยความตกใจ

“ให้ตายเถอะ! เห็นมั้ย บุญเลยหล่นทับพี่แกเลยเป็นไง ถ้าเชื่อฉันป่านนี้สุขสบายไปแล้ว”

“โธ่แม่ ถ้าตอนนั้นฉัตรรู้ว่าเป็นคุณตรัยก็คงไม่ปฏิเสธหรอก” เจ้าตัวทำเสียงกระเง้ากระงอด แค่นี้ช้องนางก็รู้แล้วว่าบุตรสาวกำลังหลงเสน่ห์ตรัยวินท์อยู่ สังเกตตั้งแต่ตอนมาเล่าให้ฟังเรื่องเขาชวนไปฝึกงานที่บริษัทแล้ว ปกติถ้าไม่ถูกใจมีหรือที่คนหยิ่งยโสอย่างบุตรสาวนางจะหยิบยกมาพูดถึง

“ช่างมันเถอะ ว่าแต่พี่แกเขาไม่พูดอะไรเหรอเรื่องที่ถูกฉุด” นางเป็นห่วงเรื่องนี้มากกว่า

ฉัตรพระอินทร์คุยว่าเธอจัดการเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว และรายนั้นก็เชื่อสนิท หายห่วงว่าจะถูกระแคะระคาย ที่ผ่านมาตรัยวินท์ไม่เปิดโอกาสให้ช่ออัญชันติดต่อใคร ฉะนั้นบิดาจึงยังไม่ทราบเรื่อง นอกจากนี้ช่ออัญชันยังรับปากอีกว่าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้บิดาทราบ

“แต่มีที่น่าตกใจกว่านั้นอีกนะแม่ จริงๆ แล้วคุณตรัยรู้จักกับพ่อ และเดาว่าสองคนน่าจะเคยมีปัญหากัน น่าจะเรื่องผลประโยชน์ คุณตรัยก็เลยคิดจะเอาคืนด้วยการใช้เราสองพี่น้องเป็นเครื่องมือ”

“ตายห่า!” ช้องนางอุทานอย่างลืมตัว ไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวพันกับสามีด้วย แบบนี้ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ดูเหมือนจะเขวี้ยงงูไม่พ้นคอ หากวันใดวันหนึ่งที่สองฝ่ายเปิดศึกกัน สามีก็ต้องทราบความจริงว่าทุกอย่างล้วนเป็นฝีมือของนาง

คนมีชนักติดหลังนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนหน้าที่เสี่ยธีร์ยอมให้เปลี่ยนตัวก็คงเพราะเหตุผลนี้ ทีแรกนางก็เชื่อสนิทใจว่ารายนั้นหลงใหลอยากได้ฉัตรพระอินทร์เป็นเมียจริงๆ ที่ไหนได้ ทำไปทำมาดันมีเบื้องลึกเบื้องหลังเกินกว่าที่นางจะคาดถึง

“แต่ก็ดีที่เปลี่ยนเป็นยัยช่อ ไม่งั้นคงเป็นแกที่ต้องรับเคราะห์แทน” ในฐานะแม่ต้องเป็นห่วงลูกของตัวเอง แต่ฉัตรพระอินทร์กลับเสียดาย ถ้ารู้ก่อนว่าสองคนนั้นเป็นคนคนเดียวกันคงไม่ลังเลที่จะรับปาก

“แต่ฉัตรชอบเขานะ และก็มั่นใจด้วยว่าจะทำให้เขารักฉัตรได้แน่” เจ้าตัวพูดอย่างมั่นใจ เห็นท่าทีแบบนี้คนเป็นแม่เริ่มเอามือกุมขมับ

“ยังไงเขาก็กลายเป็นผัวพี่แกไปแล้ว” ช้องนางดักคอ ทำลายความหวังเพราะไม่อยากให้บุตรสาวจดจ่ออยู่กับตรัยวินท์ อย่างไรเสียนางก็หมายหมั้นปั้นมืออาเขตเอาไว้แล้ว บารมีของอดีตนักการเมืองหนุ่มต่างหากที่จะทำให้นางสุขสบาย ทว่าบุตรสาวกลับแย้งคำพูดของนาง

“สองคนนั้นเขาต่างคนต่างอยู่ตะหากล่ะแม่ พี่ช่อบอกกับฉัตรเอง”

“แล้วแกก็เชื่อ?...นี่แกยังจะคาดหวังอีกเหรอ” เสียงมารดาคล้ายตำหนิ นึกหงุดหงิดในความดื้อรั้นของบุตรสาว

“ฉัตรเชื่อ และฉัตรก็คิดด้วยว่าอะไรที่มันควรจะเป็นของฉัตรมันก็ต้องเป็นของฉัตร” คนมั่นใจพูดด้วยน้ำเสียงแน่วนิ่ง

ช้องนางกำลังจะอ้าปากเตือน ทว่าอีกฝ่ายตัดบทวางสายไปก่อน คนเป็นแม่ได้แต่ปวดใจหนึบ เสียงถอนใจที่บ่งบอกให้รู้ว่าหนักอก กลัวเหลือเกิน กลัวว่าฉัตรพระอินทร์จะเจริญรอยตามนาง เพราะผลของการมีผัวคนเดียวกันกับพี่สาวคือต้องทนกับความรู้สึกที่เสมือนเป็นตัวแทนตลอดเวลา และมันคือสาเหตุของความน้อยเนื้อต่ำใจที่กลายเป็นความชิงชังจนถึงทุกวันนี้

ในความเงียบเหงาของบ้านไม้ที่ปราศจากเงาของสามี ช้องนางเงยหน้ามองไปยังรูปและโกฐกระดูกของชิดจันทร์ พวงมาลัยแห้งกรอบคาหิ้งบ่งบอกถึงความปล่อยปละละเลย แววตาเจ็บปวดแฝงเร้นความแค้นอยู่ลึกๆ

ชิดจันทร์มีอิทธิพลต่อพันตำรวจเอกแสนอย่างที่นางไม่เคยมี เพราะแบบนี้จึงตั้งปณิธานว่าทุกสิ่งที่เคยรู้สึกและได้รับจะต้องไม่เกิดขึ้นกับลูกของนาง แต่ดูเหมือนความตั้งใจและทุ่มเทจะทำให้ฉัตรพระอินทร์กลายเป็นคนที่มุ่งมั่นเอาชนะ จนช้องนางเกรงว่าสักวันสิ่งนั้นจะเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาเล่นงานลูกของนางเอง

ภายในออฟฟิศที่เงียบเชียบ มีแค่โซนหน้าห้องท่านประธานเท่านั้นที่ยังเปิดไฟอยู่ แม้ขณะนี้จะเป็นเวลากว่าหนึ่งทุ่มแล้ว แต่ช่ออัญชันก็ยังนั่งทำงานให้ลีรดาอย่างขะมักเขม้น แอร์ของตึกปิดหมดแล้วแต่ก็ยังคงเหลือไอเย็นไว้ ต้องอาศัยพัดลมตัวน้อยช่วยระบายอากาศให้หมุนเวียนถ่ายเท ภายนอกค่อนข้างมืด ร่างเล็กลุกขึ้นไปเปิดไฟส่องทางเพื่อเดินออกไปห้องน้ำ ระหว่างทางต้องผ่านหน้าลิฟต์ที่มีประตูโลหะสะท้อนร่างตลอดทางที่เดิน เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องไปมาจนน่าวังเวง

จังหวะที่กำลังล้างมือได้ยินเสียงสัญญาณเปิดประตูลิฟต์ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักดังเป็นจังหวะแล้วเงียบหายไป ใจคิดว่าอาจเป็นพนักงานหรือรปภ. ขึ้นมาสำรวจความเรียบร้อย แต่หลังออกมาจากห้องน้ำแล้วก็ไม่เห็นวี่แววของใคร ขณะเดินเลี้ยวไปที่โต๊ะทำงานก็ได้ยินเสียงคนเดินอีก ตามด้วยเสียงลิฟต์เคลื่อนตัว ทีนี้ร่างเล็กใจเต้นตึกตัก พอถึงโต๊ะปรากฏว่าพบถุงกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่พร้อมกระดาษโน้ตสีสะท้อนแสงแปะไว้ อีกทั้งแก้วนมสดเย็นตั้งอยู่ข้างกัน

‘รองท้องซะ ฉันคุยงานอยู่ อีกครึ่งชั่วโมงจะขึ้นมารับ รอก่อน’

ช่ออัญชันผ่อนลมหายใจโล่งอก ข้อความดังกล่าวไม่ได้ลงชื่อไว้ แต่จากสำนวนคำพูดก็รู้แล้วว่าใคร

ตรัยวินท์คงแวะลงมาและเดินไปออกอีกทางหนึ่ง รู้แบบนี้จึงนั่งทำงานต่อไปได้อย่างสบายใจ แต่อีกสักพักก็เหลือบมองมาที่ถุงดังกล่าว เปิดดูข้างในเห็นมีบราวนี่และแซนวิสทูน่าอยู่ หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ ยอมรับว่าเริ่มหิวแล้ว แต่เพราะเป็นของฝากจากตรัยวินท์จึงไม่อยากแตะต้อง

ตั้งแต่เกิดเรื่องที่อะพาร์ตเมนต์จนถึงวันนี้เธอก็ยังไม่ยอมพูดกับเขา นอกเสียจากว่าเป็นเรื่องงาน ความจริงหญิงสาวอยากจะถามเขาเรื่องฉัตรพระอินทร์ แต่ก็ยังยุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลา พอกลับถึงบ้านก็เข้าห้องและรีบพักผ่อน กลายเป็นสองสามวันมานี้หญิงสาวได้เจอเขาแค่เฉพาะในเวลางานเท่านั้น

เสียงท้องประท้วงเรียกร้องหาสิ่งประทังชีวิต เจ้าตัวทนไม่ไหวจึงหยิบแซนวิสทูน่าออกมาชิม กัดไปคำแรกแล้วก็หยุดไม่ได้ สุดท้ายก็ทานไปเรื่อยอย่างลืมตัวกระทั่งหมดชิ้น สลับกับดื่มนมเย็นในแก้วแล้วทำงานต่อ

พอท้องอิ่มก็เริ่มจะง่วง เสร็จงานแล้วจึงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายก่อนเก็บข้าวของลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน เพราะรู้ว่าอีกประเดี๋ยวตรัยวินท์จะต้องลงมา

ร่างเล็กเดินมาหยุดอยู่หน้าลิฟต์ แต่ขณะที่กำลังรอมันเคลื่อนที่ขึ้นมารับ ลิฟต์ตัวด้านหลังก็เปิดออก ตรัยวินท์ลงมาพอดี พอเห็นภรรยาสาวยืนสะพายกระเป๋าอยู่ก็รีบก้าวออกมา

“จะไปไหน ไม่เห็นที่เขียนไว้ในโน้ตรึไง?” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

ช่ออัญชันไม่ตอบ รอจังหวะที่ลิฟต์เปิดจะก้าวเข้าไป ทว่าคนข้างหลังกลับพุ่งขึ้นมาดึงแขนเอาไว้

“เข้าไปข้างในหน่อย มีเรื่องจะคุยด้วย” เขาบอกกึ่งบังคับ

“เกี่ยวกับงานหรือเปล่าคะ?” ร่างเล็กเงยหน้าถาม คนหน้าบึ้งจึงตอบเสียงห้วนว่า ‘เกี่ยว’

ตรัยวินท์จูงมือเล็กผ่านประตูกระจกเข้าไปด้านใน ช่ออัญชันสะบัดออกเบาๆ แล้วเดินตามอย่างนิ่งเงียบ

ตอนผ่านโต๊ะของหญิงสาว เขาเหลือบมองห่อแซนวิสกับแก้วนมในถังขยะ ช่ออัญชันทำเฉยเป็นการแก้เก้อ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณสำหรับอาหารว่าง

“แต่คราวหน้าไม่ต้องลำบากก็ได้ค่ะ ถ้าหิวเดี๋ยวช่อลงไปหาทานเอง”

“ก็ไม่ได้ลำบากนี่ ฉันเขียนโน้ตแล้วสั่งให้ลุงชัยซื้อขึ้นมาวางไว้ให้ ไม่ได้มาเองซะหน่อย” หางเสียงเหมือนกวนประสาท ลับหลังจะเห็นว่าเขาแอบอมยิ้ม

“อ่อค่ะ งั้นช่อจะได้ขอบคุณถูกคน” หญิงสาวตอบกลับด้วยสีหน้าหมั่นไส้

ตรัยวินท์เดินเข้าห้องและเรียกให้ฝ่ายหญิงตามเข้ามา เห็นช่ออัญชันมองอย่างลังเลจึงพยักหน้าซ้ำ พอร่างเล็กยอมเข้ามาแล้ว เขาก็เปิดลิ้นชักโต๊ะหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้ หญิงสาวทำหน้างงจนเขาต้องเลื่อนไปไว้ใกล้ๆ มือ

“เอาไป เครื่องของเธอคงหายไปตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะชาญก็บอกว่าไม่เห็น เอาเครื่องนี้ไปใช้แทนแล้วกัน”

“ไม่กลัวช่อโทรหาคนที่บ้านเหรอคะ?”

“อยากโทรก็โทร ถ้าฉันไม่ใจร้ายกับเธอ เธอก็จะไม่หักหลังฉัน ใช่มั้ย?” เขาถามเหมือนหยั่งเชิง พร้อมกันนั้นก็มองหน้าฝ่ายหญิงอย่างรอคำตอบ ช่ออัญชันยืนนิ่ง คิดทบทวนอยู่สักพักก็เป็นอันพยักหน้า

“ค่ะ ถ้าคุณรักษาคำพูด ช่อก็จะรับปาก”

“ดี” เขาเอ่ยพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ส่งให้ นี่ถือเป็นข้อตกลง ว่าระหว่างเธอกับเขาจะยุติสงครามกันชั่วคราว

ช่ออัญชันเผลอยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความเคยชิน พอรู้ตัวก็รีบชักมือกลับและหยิบมือถือใส่กระเป๋าเป็นการแก้เขิน เธอทวงถามเรื่องงานที่เขาอ้างไว้ในตอนแรก ตรัยวินท์อมยิ้มชอบใจแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่มีหรอก ฉันก็พูดไปอย่างนั้น ถ้าไม่บอกว่าเรื่องงานเธอจะยอมมากับฉันเหรอ?”

ช่ออัญชันมองหน้าคนเจ้าเล่ห์อย่างตำหนิ ตรัยวินท์ไม่เถียง เขาเอ่ยปากชวนเธอกลับบ้านหลังหมดธุระ แต่เห็นรายนี้ยังยืนนิ่งไม่ขยับ

“มีอะไรรึเปล่า?” พอเขาถามถึงยอมเปิดปากพูด

“ช่อจะถามคุณเรื่องฉัตร”

ตรัยวินท์ฟังหัวข้อแล้วก็ถอนใจ รู้ว่าคงต้องพูดกันอีกยาวจึงตัดบทให้กลับไปคุยต่อที่บ้าน นี่ก็ค่ำมืดแล้ว แถมอากาศยังอึดอัดจนหายใจไม่ค่อยออก เห็นช่ออัญชันไม่ขัดและเดินตามออกไปแต่โดยดีก็เบาใจ

ขณะอยู่ในลิฟต์ซึ่งรอบด้านเป็นกระจกเงา สองคนยืนเคียงกันอยู่ด้านในเกือบชิดผนัง ตรัยวินท์อาศัยมองคนข้างๆ ผ่านทางภาพที่สะท้อน ฝ่ายหญิงคงรู้ว่าถูกจับจ้องถึงทำหน้าฉงนสงสัย

ตรัยวินท์ยิ้มลอยๆ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกไม่ถูกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ร่างเล็กเริ่มระแวง กลายเป็นก้มพิจารณาตัวเองอย่างไม่มั่นใจ เอามือลูบผมที่ชี้ฟูให้เป็นระเบียบ สำรวจดูคอเสื้อก็เห็นว่ายังอยู่ในสภาพเรียบร้อยดี เช่นนั้นแล้วอีกฝ่ายยิ้มอะไรของเขา

Sixth Floor!

เสียงระบบลิฟต์แจ้งเตือนเมื่อถึงชั้นที่จอดรถ ยังไม่ทันได้ถามประตูก็เปิดออกเสียก่อน ตรัยวินท์เดินนำหน้าไปที่รถซึ่งมีคนขับยืนปัดฝุ่นรอ

พอเห็นเจ้านาย ชายกลางคนก็รีบวิ่งไปเปิดประตูให้ ช่ออัญชันเข้าไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง รอกระทั่งคนขับกลับเข้าประจำที่จึงเอ่ยขอบคุณเขาเรื่องที่เอาขนมกับน้ำไปวางให้ที่โต๊ะ ลุงชัยยิ้มแป้น รีบชี้แจงว่าทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย ตรัยวินท์ถึงหันมายิ้มอย่างเอาหน้า ดูว่าเธอจะสำนึกบุญคุณเขาหรือไม่

“ขอบคุณค่ะ” ช่ออัญชันหันมาตามที่คาดไว้ ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับและวางมาดนิ่ง ก่อนจะสั่งให้คนขับออกรถ

“ถ้าวันไหนต้องกลับดึก ฉันจะให้ลุงชัยมารอรับแล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากรถเลี้ยวออกมาที่ถนนใหญ่แล้ว

“อย่าดีกว่าค่ะ ช่อกลัวจะมีใครเห็นแล้วเอาไปพูดกัน แค่เห็นรถทุกคนก็รู้แล้วว่ารถใคร ช่อไม่อยากถูกนินทาว่าเป็น...”

ตรัยวินท์ถึงรีบตะปบมือเล็กก่อนที่หญิงสาวจะเผลอพูดอะไรออกมา สายตาคมตวัดไปที่คนขับเป็นเชิงบอกให้รู้ว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย ช่ออัญชันสะดุ้งนิดหน่อยตอนที่มืออุ่นคว้าหมับ พอรู้ว่าลืมตัวก็รีบแก้ประโยคที่พูดออกไปก่อนหน้านี้

“เป็นลูกคุณหนูน่ะค่ะ” พูดจบก็แอบถอนใจเบาๆ หากสายตาคนเป็นสามียังมองคล้ายติเตียน หลังจากนั้นก็เห็นเธอนิ่งเงียบไปตลอดทางโดยไม่พูดอะไรอีก กระทั่งฝ่ายชายต้องเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน

“อยากกินอะไร เธอยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนี่ สองทุ่มกว่าแล้ว”

“ช่ออิ่มแล้วค่ะ คุณอยากทานอะไรก็ตามใจคุณเลย”

“กินแค่นั้นน่ะนะ?” เขาทัก หญิงสาวพยักหน้า ตรัยวินท์ถึงถอนใจอย่างเซ็งๆ ก็ตนอุตส่าห์หิ้วท้องรอทานข้าวด้วย แต่ผลคือเธอกลับปฏิเสธว่าไม่ทาน

ช่ออัญชันเห็นแล้วว่าเขาทำหน้าหงุดหงิดตอนหยิบโทรศัทพ์โทรสั่งสาวใช้ที่ชื่อปุ้มให้เตรียมอาหารไว้ หลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างก็เงียบกระทั่งถึงบ้าน พอเข้าประตู ตรัยวินท์หันมาบอกฝ่ายหญิงถึงเรื่องที่เกริ่นค้างไว้

“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วฉันจะไปหาที่ห้อง เธอจะพูดเรื่องฉัตรไม่ใช่เหรอ?” เขาทัก ช่ออัญชันพยักหน้ารับทราบ

“เอ่อ ขอเป็นห้องทำงานคุณดีกว่าค่ะ” ช่ออัญชันเพิ่งนึกได้ว่านี่ก็ดึกแล้ว เห็นคนเป็นสามีมองเธอเหมือนจับผิด

“ต้องถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ?...ก็ได้ ตามใจ” เขาขี้เกียจมีปัญหา รู้ว่าเธอกำลังแสดงออกว่าไม่ไว้ใจเขา ร่างสูงเดินเลยและบอกสาวใช้ว่าอีกเดี๋ยวจะลงมาทานอาหาร ให้จัดสำรับรอไว้ที่โต๊ะเลย

ระหว่างรอเขาทานอิ่ม ช่ออัญชันก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย ตอนถึงหน้าห้องทำงานเห็นประตูถูกปิดไว้ เดาว่าตรัยวินท์น่าจะเข้าไปรอแล้ว แต่หลังจากเคาะเรียกก็ไม่ปรากฏเสียงตอบรับ พอถือวิสาสะเปิดเข้าไปพบว่าด้านในว่างเปล่า ร่างเล็กตั้งใจจะเข้ามานั่งรอ แต่ระหว่างที่ชายหนุ่มยังไม่มาจึงเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องเพราะเพิ่งเคยเข้ามาในนี้เป็นครั้งแรก

ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่ชั้นหนังสือมีทั้งตำราและแฟ้มเอกสาร คนตาดีเหลือบไปเห็นรูปภาพบานเล็กวางหลบมุมอยู่ ทันทีที่พิจารณาดูใกล้ๆ ก็ต้องใจเต้น เพราะภาพดังกล่าวเป็นภาพของหญิงสาวที่เธอฝันเห็นตอนอยู่ที่สวนผึ้ง

ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่?...คำถามผุดขึ้นในใจทันที จะเป็นคุณโฉมอย่างที่บุญอิ่มบอกหรือเธอผู้นี้เป็นใครอื่น หากคนเดียวที่จะตอบคำถามได้คงเป็นตรัยวินท์

ทว่าระหว่างถอยหลังเกิดซุ่มซ่ามชนตะกร้าขยะล้มกลิ้ง เศษกระดาษและซองจดหมายใช้แล้วกระเด็นเกลื่อนกลาด เจ้าตัวรีบก้มเก็บเพราะเกรงจะถูกเจ้าของห้องตำหนิ

มือเล็กเอื้อมไปคว้าขยุ้มกระดาษก้อนเล็กที่กลิ้งกระเด็นไปไกลกว่าเพื่อน ตอนหยิบขึ้นมามันคลายออกจนเห็นมีข้อความเขียนอยู่ด้านใน ขอบกระดาษเว้าแหว่งไม่เรียบเสมอเหมือนใช้มือฉีก ตอนคลี่ดูเห็นว่าข้อความที่ระบุนั้นมีทั้งตัวเลขซึ่งเหมือนกับวันที่และตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ค่อนข้างจะอ่านง่าย

‘15/9 ขนของผ่านช่องเขา โดยพวกของเหน่ง สะพานสวน จะมีคนของเสี่ยธีร์รอที่โกดังในป่า’

ช่ออัญชันเบิกตากว้าง เดาว่าต้องเป็นหลักฐานการส่งยาหรือสิ่งผิดกฏหมายแน่ แต่ไม่รู้ว่าสถานที่ดังกล่าวคือที่ใด ว่าแล้วก็รีบพับมันใส่กระเป๋าเสื้อคลุมก่อนที่ใครจะมาเห็น จัดแจงเก็บขยะที่เหลือใส่ตะกร้าแล้วตั้งไว้ตำแหน่งเดิม เดินไปนั่งรอที่เก้าอี้นวมด้วยใจตุ๊มต่อมแต่ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากในหัวกลับโลดแล่นทั้งยังสับสนและตีกันให้วุ่น

‘เธอควรบอกเรื่องนี้กับบิดา คนผิดต้องถูกลงโทษ’ ความคิดแรกผุดขึ้นมาก่อน ได้โอกาสแล้วที่เธอจะแล่นงานเขา เวลานั้นควักโทรศัพท์ขึ้นมาแล้ว หากอีกใจเกิดลังเล มองมือถือที่ตรัยวินท์ให้ไว้เมื่อหัวค่ำ พลันก็เกิดความใจอ่อนแทรกขึ้นมา

‘แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้าย ซ้ำยังปรานีกับเธอตั้งหลายเรื่อง’

อีกความคิดถูกดันขึ้นมาค้านกัน ช่ออัญชันตัดสินใจไม่ถูก จอมือถือเปิดคาอยู่ในหน้าปุ่มกดแล้ว เพียงแต่เจ้าตัวลังเลอยู่ว่าจะโทรออกดีหรือไม่

จังหวะนั้นได้ยินเสียงประตูเปิด มือเล็กเผลอคลายออกจนโทรศัพท์ร่วงลงบนตัก เจ้าตัวใจหายวาบ โชคดีที่มันไม่หล่นลงไปกระแทกพื้น

“มีอะไร?” เจ้าของบ้านมองอย่างสงสัย สีหน้าคนเป็นภรรยาซีดเหมือนคนป่วย รายนั้นปฏิเสธอ้างว่าทำโทรศัพท์หลุดมือ

“คือ ช่อจะโทรหาพ่อน่ะค่ะ เห็นคุณยังไม่มา” เสียงกระท่อนกระแท่นส่อพิรุธ ฝ่ายชายไม่ได้ตำหนิแต่เริ่มจับสังเกต

“จะโทรก่อนรึเปล่าล่ะ ฉันจะได้ออกไปรอข้างนอก”

“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ไว้โทรพรุ่งนี้ตอนเที่ยงก็ได้” เจ้าตัวสรุป ตรัยวินท์ถึงเดินมาใกล้แล้วเริ่มประเด็นของฉัตรพระอินทร์ที่ฝ่ายหญิงข้องใจ แต่ก่อนอื่นเขาขอถามเธอก่อน

“เจอกับน้องแล้วเป็นไงมั่ง ฉัตรเล่าให้ฟังแล้วใช่มั้ย เรื่องที่เจอฉันก่อนหน้านี้”

“ค่ะ คุณไปที่ร้านพี่วิ เพราะแบบนี้ช่อเลยคิดว่าคุณวางแผนสร้างเรื่องเพื่อให้ได้เจอฉัตร”

“แล้วฉันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร?”

“เพื่อให้ฉัตรได้ใกล้ชิดคุณ คุณถูกใจฉัตร อยากได้ฉัตรเป็นภรรยามาตั้งแต่แรก แต่ดันพลาด คุณถึงได้สังเกตการณ์เรื่องฉัตรมาตลอด ช่อพูดถูกใช่มั้ย?”

ตรัยวินท์ย่นคิ้วแล้วมองหน้าที่เริ่มมีสีเลือดฝาดของภรรยาอย่างจริงจัง

“ไม่ ไม่ถูก ผิดตั้งแต่คิดว่าฉันสร้างเรื่องแล้ว วันนั้นฉันออกไปกินข้าวกับคุณลีแล้วเจอฉัตรโดยบังเอิญ ขากลับก็เห็นแล้วว่ารถเป็นรอย ไม่เชื่อไปถามน้องสาวเธอได้เลย และที่ชวนฉัตรมาฝึกงานที่นี่ก็เพราะอยากให้เธอสองพี่น้องได้เจอกัน ในเมื่อเธอเป็นห่วงน้องนักก็ให้มาอยู่ในสายตา ถ้ามีอะไรสงสัยก็จะได้เคลียร์กันเอง และขอบอกไว้เลยว่าฉันไม่เคยคิดอยากจะให้ฉัตรมาพัวพันกับเรื่องนี้”

“เรื่องแก้แค้นน่ะเหรอคะ?” หน้าใสเอียงเล็กน้อย มองเขาเหมือนเอาเรื่อง ตรัยวินท์ขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะแนบชิด

“ทุกเรื่อง” เขาตอบด้วยสีหน้ามุ่งมั่นจนคล้ายกับจะดุ ช่ออัญชันนิ่งเงียบ ก่อนจะโพล่งขึ้นมาอีก

“แต่คุณก็ดึงช่อและน้องเข้ามาเกี่ยวในที่สุด และยิ่งถ้าเป็นเรื่องของพ่อ ไม่มีทางเลยที่ช่อจะไม่เกี่ยว”

“ไว้วันหนึ่งเธอจะเข้าใจ” ร่างหนาตัดบทและเตรียมจะหันกลับ รู้ว่าเรื่องครอบครัวเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่สำหรับเธอมาก หากมือเล็กดึงแขนเขาไว้ด้วยความว่องไว ร่างหนาผินมองตามท่อนแขนที่ยึดเขาเอาไว้ อย่างไม่คิดว่าเธอจะกล้า          “ฉัตรปลื้มคุณมาก ช่อไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ แต่ขอร้องว่าอย่ายุ่งกับน้องช่อ คุณจะบีบบังคับหรือทำอะไรกับช่อคุณทำได้เลย ช่อจะไม่สู้แล้ว แต่ถ้าคุณคิดจะทำกับฉัตรแบบเดียวกับที่ทำกับช่อ ช่อไม่ยอม”

เป็นอีกครั้งที่ตรัยวินท์เห็นแววตามุ่งมั่นของคนร่างเล็ก พลังความรักของคนเป็นพี่ช่างยิ่งใหญ่ ถึงขนาดทำให้ท่อนแขนแน่นของเขาถูกเน้นจนเป็นรอยแดง

ร่างใหญ่หันกลับมาทั้งตัว ก่อนจะจับมือเล็กนั่นออกแล้วกำไว้ มองหน้าที่เนียนใสไร้เครื่องสำอางอย่างแน่วนิ่ง ในใจนึกสงสารคนที่ไม่เคยรู้เลยว่าน้องสาวนั้นตอบแทนความรักของเธอเช่นไร มันทำให้เขาย้อนคิดและเจ็บปวดกับเรื่องในอดีตของตัวเอง แววตาชายหนุ่มเริ่มมีท่าทีอ่อนระทวยลง

“ฉันไม่เคยคิดจะทำลายฉัตร ถึงเธอจะพยศกับฉันแค่ไหนฉันก็ไม่เคยมีความคิดที่จะเอาคืนด้วยการทำร้ายจิตใจน้องสาวเธอ ฉันรู้ว่าเธอรักฉัตรมาก จริงอยู่ที่ในใจฉันมีความแค้น แต่จำไว้นะช่ออัญชัน คนที่ฉันแค้นไม่ใช่เธอ” เพราะแบบนี้เขาถึงไม่เคยทำรุนแรง

จากคำพูดของชายหนุ่ม หัวใจสาวออกอาการเต้นผิดจังหวะ เกิดปั่นป่วนแปลกๆ บอกไม่ถูก มือที่กำมือเธอไว้ไม่ได้ออกแรกกด แต่กลับกุมไว้อย่างนุ่มนวล ช่ออัญชันเงยหน้าสบตาชายหนุ่ม ระงับความรู้สึกหวั่นไหวด้วยท่าทีสงบนิ่ง เป็นเหตุให้ตรัยวินท์นึกกังขาจนต้องเอ่ยปากถาม

“กลัวฉันจะเอาน้องเธอมาเป็นเมียอีกคนรึไง?”

“ค่ะ ช่อไม่อยากให้ฉัตรต้องเสียใจ เพราะทุกวันนี้คุณก็มีพี่ลีอยู่แล้ว”

เมื่อได้ยินแบบนี้ คนถูกติก็เผยรอยยิ้มขำ

“ฮึๆ รู้มากซะจริง อย่าบอกนะว่าเกิดจะหึงฉันขึ้นมา” เขาแหย่ ช่ออัญชันชะงักกึก พยายามปั้นหน้านิ่งไม่หลงกล

“เปล่าสักหน่อย คุณจะไปมีใครก็เรื่องของคุณเถอะ แต่อย่ายุ่งกับฉัตร” หญิงสาวเผลอค้อนใส่เขาโดยไม่รู้ตัว

ตรัยวินท์จุดประกายรอยยิ้มที่มุมปาก นึกชอบใจในท่าทีกระเง้ากระงอดของภรรยาสาว ฝ่ายหญิงยังยืนนิ่งเหมือนทำตัวไม่ถูก เขินมากเข้าจึงอ้างว่าง่วงและขอตัวกลับไปนอน

ร่างหนานึกมันเขี้ยว ถึงหันไปคว้าร่างแบบบางมากอดเต็มสองแขน ช่ออัญชันยืนทื่อด้วยความตกใจ อ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนี้

ได้ยินเสียงชายหนุ่มถอนใจเฮือกหนึ่งเหมือนพยายามสะกดกลั้น ก่อนจะคลายมือออก จากนั้นก็เดินดิ่งออกไปจากห้องและไม่หันกลับมาอีก ทิ้งให้ร่างเล็กยืนเคว้งอยู่เช่นนั้น การกระทำเมื่อครู่ทำเอาสติสาวตื่นเตลิด ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ลืมกระทั่งเรื่องที่จะถามว่าผู้หญิงในรูปภาพบนชั้นหนังสือนั้นคือใคร

เหตุการณ์เมื่อคืนยังคงค้างอยู่ในห้วงความคิด กลายเป็นว่าพอเจอตรัยวินท์เธอกลับพยายามหลบหน้าเขา คนเป็นสามีพ่วงด้วยตำแหน่งท่านประธานข้องใจ ว่าตนทำอะไรผิด สบโอกาสหลังพักเที่ยงจะเรียกเข้าไปคุยในห้องก็พบว่าหญิงสาวยังไม่ขึ้นมา

ช่ออัญชันอาศัยช่วงเวลาหลังทานข้าวโทรหาผู้เป็นพ่อเพื่อบอกกล่าวว่าตนสบายดี พันตำรวจเอกแสนได้ยินเสียงบุตรสาวก็ใจชื้น ไม่ได้ถามถึงเรื่องที่ทราบข่าวจากชายชาญเพราะอยากให้เจ้าตัวเป็นคนเล่าเอง

จากวันนั้นถึงวันนี้ท่านผู้กำกับฯ ยังไม่เคยพบหน้าตรัยวินท์ จะมีก็แต่ฝากสารผ่านผู้ช่วยคนสนิทมา ถึงเขาจะโกรธเรื่องที่ฝ่ายนั้นทำกับบุตรสาว หากสัญชาตญาณความเป็นพ่อย่อมไม่อยากทำให้ลูกรักลำบากใจ

“พ่อจ๋า พ่อสบายดีมั้ย?” ตอนเอ่ยถามคล้ายน้ำตามันจะรื้น อัดอั้นตันใจยังไงชอบกล

คนเป็นพ่อได้ยินเสียงกระเส่าก็พอเดาความได้ เขาบอกว่าตนสบายดี แต่ยังยุ่งเรื่องคดีที่ใกล้จะลุล่วงแล้ว ทุกวันนี้ยังมีคดีค้าไม้เถื่อนและยาเสพติดให้ตามจับได้ทุกวัน ช่ออัญชันฟังแล้วนิ่งเงียบ อยากจะบอกเบาะแสให้คนเป็นพ่อทราบเหลือเกินแต่ก็เหมือนน้ำท่วมปาก

“มีอะไรรึเปล่าลูก?” บิดาสังเกตน้ำเสียงที่เงียบไปของบุตรสาว

ช่ออัญชันรีบปฏิเสธว่าไม่มี กลับแจ้งเรื่องที่ฉัตรพระอินทร์ฝึกงานอยู่ที่บริษัทเดียวกันแทน ซึ่งประเด็นนี้ค่อยทำให้บิดามีสีหน้ายินดีขึ้น เขาบ่นแปลกใจที่ช้องนางไม่โทรบอก อาทิตย์ที่ผ่านมานี้รายนั้นก็พลอยหายเงียบไป ใจหนึ่งก็ห่วง กลัวว่าจะเกิดเรื่อง แต่อีกใจก็อยากดัดนิสัยคนเป็นภรรยา

“นี่พ่อยังไม่กลับบ้านอีกเหรอจ๊ะ แม่อยู่บ้านคนเดียวน่าเป็นห่วงออก”

“พ่อก็ห่วง แต่ก็เพียรให้ลูกน้องมันแวะไปดูอยู่เรื่อยๆ พ่อเองก็มีแวะไปหาบ้างถ้ามีเวลา...ว่าแต่ช่อเถอะ มีปัญหาอะไรก็บอกพ่อนะลูก” ที่แย้มเพราะอยากดูทีท่าของบุตรสาว หากรายนั้นเอาแต่เงียบไม่ปริปาก คนเป็นพ่อเลยตัดใจเลิกเซ้าซี้

“ถ้าไม่มีก็ดีแล้วล่ะ ยังไงก็ฝากดูน้องด้วยนะลูก พ่อมีลูกสาวแค่สองคน แล้วพ่อก็รักมากทั้งคู่” เขาทิ้งท้ายแบบนี้เสมอเวลาโทรคุยกับช่ออัญชัน แต่ก็แปลกที่บิดาไม่เคยพูดแบบนี้ให้ฉัตรพระอินทร์ฟังเลยเวลาอยู่กับเจ้าตัว

“จ๊ะ พ่อไม่ต้องห่วงหรอก ยังไงช่อก็ไม่ทิ้งน้องแน่” หญิงสาวรับปากเป็นมั่นเหมาะ และมันก็เป็นประโยคเดิมๆ ที่มักจะตอบกลับผู้เป็นพ่อเสมอ เหมือนเป็นไปโดยอัตโนมัติ

ในความรู้สึกของคนเป็นลูก ช่ออัญชันโหยหาอยากจะโผกอดบิดาใจแทบขาด ทว่าได้แต่ข่มอารมณ์ ไม่อยากให้พ่อรู้ถึงความอัดอั้นในอก

พันตำรวจเอกแสนจะเข้ากรุงเทพฯ ปลายเดือนนี้ จึงนัดแนะกับบุตรสาวเพื่อที่พ่อลูกจะได้เจอหน้ากันบ้าง คราวนี้เขากำชับให้พาฉัตรพระอินทร์มาด้วย

ช่ออัญชันฉุกคิดได้ว่าถ้าพ่อขึ้นมากรุงเทพฯ ก็ต้องมาหาเธอที่ห้อง แต่ว่าตอนนี้เธอย้ายออกมาอยู่บ้านเดียวกับตรัยวินท์แล้ว แบบนี้จะทำยังไง

“เอ่อพ่อจ๊ะ ช่อย้ายหอแล้วนะ พอดีเจ้านายช่อเขาหาที่พักให้ใหม่น่ะจ้ะ”

“อ่อเหรอ งั้นก็นัดกันที่ที่พวกเราสะดวกเถอะ พ่อไม่ติดอะไรหรอก” บิดาตัดบท แต่ก็รอดูว่าบุตรสาวจะเล่าอะไรอีก สุดท้ายช่ออัญชันไม่ยอมพูด ได้แต่บอกว่ารักพ่อแล้วก็วางสายเหมือนเช่นทุกครั้ง

หลังเสร็จสิ้นการสนทนา พันตำรวจเอกแสนได้แต่นั่งหน้าเคร่ง หลังหนักพิงพนักเก้าอี้จนเอนไปด้านหลังเล็กน้อย เวลานี้มีเรื่องหนักใจสุมไว้ในอกมากมาย ไหนจะเรื่องคดีที่ละเลยไม่ได้ แล้วยังจะเรื่องลูกเมียที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องของช่ออัญชัน

เวลานี้เขาไม่สามารถล่วงรู้อะไรได้เลย เพราะลูกสาวอยู่ไกลหูไกลตา มีแค่ข้อตกลงที่ทำไว้กับชายชาญเท่านั้นที่เป็นหลักประกันว่าบุตรสาวจะปลอดภัยเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของเขา กลัวอย่างเดียว คือว่ากลัวตรัยวินท์จะไม่รักษาคำพูด

“พ่อรู้ว่าช่ออึดอัด แต่ถ้าเขาทำอะไรลูก เขากับพ่ออยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แน่”

ความคิดเห็น