อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8
แบบอักษร

“เด็กนักศึกษานั่นใครเหรอคะ ลีเห็นคุณยืนคุยกับเธอเมื่อครู่นี้” ลีรดาทัก ตรัยวินท์กำลังทำหน้าที่ขับรถ จึงตอบคำถามโดยไม่ละสายตามามอง

“ฉัตรน่ะ น้องสาวของคนที่ผมจะให้มาเป็นผู้ช่วยคุณไง”

ความจริงตรัยวินท์เห็นฉัตรพระอินทร์ตั้งแต่ตอนรายนั้นเดินเข้ามาในร้าน เขากำลังนั่งทานอาหารอยู่กับลีรดา แต่ไม่คิดว่าหญิงสาวจะบังเอิญมาจอดรถข้างๆ แถมยังเปิดประตูมาชนรถของเขาอีกต่างหาก

“เรื่องคนที่คุณจะให้มาเป็นผู้ช่วยเลขา ลีว่าไม่เห็นจะจำเป็น” ลีรดาท้วง ริมฝีปากที่ฉาบสีแดงสดทับกันสนิท ดวงตาคมโฉบเฉี่ยวมองออกข้างนิดๆ แสดงถึงขัดใจที่จู่ๆ ท่านประธานก็รับผู้หญิงที่ไหนไม่รู้เข้ามาเป็นผู้ช่วยเธอ

“ก็ผมเห็นว่าคุณงานยุ่ง ทีนี้งานอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ปล่อยให้ช่อเขาทำไป ส่วนคุณก็จะได้ออกไปหาลูกค้ากับผม” ตรัยวินท์ชี้แจง หากสีหน้ายังคงนิ่ง และทำหน้าที่ขับรถไม่ได้หันมาสนอกสนใจคนข้างๆ ผิดกับคนเป็นเลขา ที่พอได้ยินเหตุผลก็เผยยิ้มหน้าบาน ตีความว่าชายหนุ่มคงอยากอยู่กับเธอตามลำพังบ่อยๆ

ลีรดาหลงคิดไปว่าตรัยวินท์เป็นห่วงเป็นใย ทั้งที่ใจหนึ่งก็หวั่นวิตก เพราะแม้จะเห็นหน้าของฉัตรพระอินทร์ไม่ชัดแต่ก็ประเมินได้ว่ารายนั้นคงสวยไม่เบา

แบบนี้ผู้หญิงที่ชื่อช่ออัญชันเล่าจะหน้าตาประมาณไหน ถ้ารูปร่างท่าทางอรชรอ้อนแอ้นแบบนี้ด้วยคงจะปล่อยให้ใกล้ชิดกันบ่อยๆ ไม่ได้ งานนี้เล่นเอาคนเป็นเลขาค่อนข้างจะระแวงไม่น้อยถึงผู้ช่วยคนใหม่ของเธอ

“อะไรนะคะ จะให้ช่อไปทำงาน” คนเป็นภรรยาหันขวับ คิดว่าตัวเองหูฝาด ที่ผ่านมาเขาไม่ปล่อยให้เธอไปไหนมาไหน แต่จู่ๆ จะให้ออกไปทำงานนอกบ้าน ร่างเล็กชักสับสน เผลอแสดงออกทางสีหน้าว่างวยงง กระทั่งตรัยวินท์ต้องอธิบาย

“จะให้ไปทำงานกับฉันที่บริษัทส่งออก ไปเป็นผู้ช่วยเลขา” เขาชี้แจง พอรู้ว่าเป็นบริษัทของชายหนุ่ม ช่ออัญชันก็ทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก แถมถอนใจเสียงดังอีกต่างหากเมื่อรู้ว่าต้องไปนั่งทำงานหน้าห้องของเขา

“ไม่ต้องแสดงออกว่าเซ็งขนาดนั้นก็ได้” ตรัยวินท์เหน็บ ฝ่ายหญิงถึงทำหน้ามุ่ย แอบแยกเขี้ยวใส่ตอนเขาหันหลัง

ตรัยวินท์ไม่ได้เล่าเรื่องที่เจอฉัตรพระอินทร์ในร้านอาหาร และไม่ได้บอกว่าร้านที่เขาไปทานมื้อเย็นนั้นเป็นร้านของวิชุดา เขาโทรไปเล่าให้ชายชาญฟังเรื่องที่ฉัตรพระอินทร์เปิดประตูมาชนรถของเขา

คนสนิทนึกขำ ไม่อยากเชื่อว่ากรุงเทพฯ มันจะแคบถึงเพียงนี้ ตรัยวินท์สารภาพว่าความจริงเขาก็อยากเจอฉัตรพระอินทร์อยู่เหมือนกัน จึงให้นามบัตรไปเพราะเชื่อว่ารายนั้นต้องโทรมา

แล้วก็เป็นไปตามคาด ไม่ทันข้ามคืนคู่กรณีก็โทรมาเจรจาเรื่องค่าเสียหาย แต่ตรัยวินท์ไม่ติดใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาปฏิเสธที่จะเรียกร้องค่าชดเชยใดๆ แต่ถ้าอีกฝ่ายรู้สึกผิดก็แค่เลี้ยงกาแฟตอบแทนเขาสักแก้วก็พอ

“งั้นเอาเป็นว่าวันจันทร์ฉัตรจะไปพบคุณตรัยที่ออฟฟิศนะคะ”

“ได้สิ แล้วฉันจะบอกโอเปอเรเตอร์ไว้แล้วกัน ถ้าเธอมาถึงให้เข้าไปพบฉันที่ห้องรับรอง” ตรัยวินท์นัดแนะ

ฉัตรพระอินทร์สัมผัสได้ถึงเสียงทรงอำนาจของเขาเวลาพูด บางสิ่งบางอย่างทำให้รู้สึกว่าชายหนุ่มแตกต่างจากผู้ชายหลายคนที่เคยเจอ ประการแรกที่เห็นคือความใจกว้าง ไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยแม้บางคนจะถือว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ก็ตามที

รุ่งขึ้นอีกวันตรัยวินท์พาช่ออัญชันมายังอะพาร์ตเม้นต์ของเธอเพื่อเก็บสัมภาระที่เหลือ ระหว่างทางเกิดรถติดจึงได้พูดคุยกันบ้าง ประเด็นส่วนใหญ่คือเรื่องที่จะให้ช่ออัญชันไปทำงานช่วงกลางเดือน หญิงสาวต้องพบเจอผู้คนมากมาย ฉะนั้นเขาจะควบคุมเธอลำบาก แล้วที่ผ่านมาเธอก็ค่อนข้างคอนโทรลยากเสียด้วย

“รู้นะว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด เพื่อความปลอดภัยของเธอและก็คนในครอบครัว” เขาเน้นหนักประโยคสุดท้าย เหมือนอยากกำชับไว้ให้เธอตระหนักและไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม คนถูกขู่กลอกตามองเล็กน้อยอย่างเบื่อหน่าย

“ค่ะ ช่อคงไม่อุตริเที่ยวไปบอกคนนู้นคนนี้หรอกว่าตัวเองถูกจับตัวมา แม้อยากบอกใจจะขาด” คนพูดไม่วายค่อนขอด ท้ายประโยคแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ชายหนุ่มหรี่ตามองอย่างหมั่นไส้เล็กน้อย

“ฉันให้ชาญจัดการใบสมัครของเธอเรียบร้อยแล้ว เคยกรอกข้อมูลไว้ในเว็บสมัครงานนี่ ก็เอาตามนั้นละกัน”

“ค่ะ” ช่ออัญชันรับทราบแล้วนิ่งเงียบ ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อ “ช่อถามหน่อยได้มั้ยคะ ทำไมถึงยอมให้ช่อไป ไม่กลัวช่อหนีหรือแจ้งตำรวจเหรอ?”

“ไม่กลัว เพราะคิดว่าเธอคงฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ แม้ลึกๆ อยากจะจับฉันเข้าคุกตลอดเวลาก็ตาม” เขาแย้ม เผยให้เห็นว่าเขารู้ทันความคิดเธอตลอด

คนเป็นภรรยานั่งหน้าจ๋อย ไม่โต้เถียงหรือแย้งให้อีกฝ่ายกล่าวหาว่าร้อนตัว

“แล้วคุณจะบอกใครมั้ยเรื่องที่เราจดทะเบียนกัน”

“อยากให้ใครรู้รึเปล่าล่ะ?”

“ไม่ค่ะ ช่อไม่อยาก แต่คุณชายชาญเองก็ทราบเรื่องนี้ เขาจะไม่ไปหลุดปากพูดกับใครเหรอคะ?”

“ไม่หรอก ไว้ใจได้ เจ้านั่นมันรู้มาก มากกว่าที่เธอคิดเยอะ” ชายหนุ่มพาดพิงด้วยน้ำเสียงที่ดูมีพิรุธ

ตรัยวินท์ทักเรื่องที่หญิงสาวต้องไป-กลับที่ทำงานพร้อมกับเขา อาจทำให้มีคนเห็นและสงสัยในความสัมพันธ์ ช่ออัญชันจึงกังวล หญิงสาวขอเดินทางเองโดยอาศัยรถประจำทาง แต่ตรัยวินท์เป็นห่วงจึงจะให้รถตู้ของบริษัทไปรับไปส่งแทน

เบื้องหน้าเป็นตึกสูง 8 ชั้นสีขาวกลางเก่ากลางใหม่ตั้งอยู่ย่านสาธุประดิษฐ์ นาทีแรกที่คนดูแลอะพาร์ตเมนต์เห็นหน้าช่ออัญชันก็รีบทัก หล่อนเป็นหญิงสาวอายุเกือบสี่สิบ แจ้งว่าสัปดาห์ก่อนมีผู้หญิงผมซอยมาถามหา ร่างเล็กรู้ทันทีว่านั่นคือวิชุดา

ช่ออัญชันทำเรื่องขอเบิกกุญแจสำรองไปไขห้อง โดยอ้างว่าตัวเองทำกระเป๋าสตางค์หาย คนดูแลตึกจึงเดินกลับเข้าไปในออฟฟิศและหยิบมาส่งให้ พร้อมกันนั้นก็มองเลยมายังหนุ่มหล่อบุคลิกดีที่ยืนอยู่ด้านหลัง ตรัยวินท์ยิ้มให้เขาอย่างมีมาด ช่ออัญชันถึงรีบเซ็นรับกุญแจและดึงแขนเสื้อเขาเดินไปหน้าลิฟต์ ก่อนจะถูกถามว่าผู้ชายที่ติดตามมาด้วยนี้เป็นใคร

“นี่คงคิดว่าช่อหนีตามผู้ชายไปแน่” เจ้าตัวบ่นอุบตอนประตูลิฟต์ปิดสนิท ตรัยวินท์ไม่ตอบได้แต่ยืนอมยิ้มเงียบๆ พอถึงชั้น 5 ช่ออัญชันก็เดินนำมาที่ห้อง 508 เพื่อไขกุญแจและเปิดประตูเข้าไปในห้อง

ทุกอย่างในภายในนี้ยังเหมือนเดิม สะอาดเป็นระเบียบแต่เริ่มมีกลิ่นอับ เจ้าของห้องรีบเดินไปเปิดประตูหลังและหน้าต่างซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก ซ้ายมือเป็นเตียงและตู้เสื้อผ้าบานสไลด์ ตรงไปในสุดคือห้องน้ำ พื้นที่ทั้งหมดไม่ได้กว้างอะไรนัก มือเล็กเดินไปหมุนบานเกร็ดและเปิดพัดลมเพื่อระบายอากาศ

ผู้ติดตามขอออกไปรอที่ระเบียง ตรัยวินท์บอกแค่ว่าเก็บของเสร็จเมื่อไหร่ให้มาเรียก กำชับอีกว่าให้ขนไปเฉพาะของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนของชิ้นใหญ่ๆ เขาจะให้คนมาขนไปทีหลัง

“หมายความว่าไงคะ?”

“ก็หมายความว่าเราจะไม่กลับมาที่นี่อีก” เขาตอบ

ช่ออัญชันข้องใจมาก เดินตามและซักไซ้ไม่หยุดว่าเพราะอะไร ตรัยวินท์แจ้งว่าไม่มีเหตุอะไรจะต้องอยู่ต่อ ก็ในเมื่อหญิงสาวเป็นภรรยาของเขาก็ควรจะอยู่ที่บ้านสามี

“แต่ว่า...”

“เถอะน่า ตามนี้ ส่วนไอ้เรื่องค่าเช่าค่าปรับอะไรนี่เดี๋ยวจัดการเอง เธอแค่เอาสัญญาไปคืนและจัดการเอกสารให้เรียบร้อยก็พอ” พูดจบก็ไล่ให้ไปเก็บของต่อ

ช่ออัญชันอิดออดเหมือนทำอะไรไม่ถูก แสดงว่าชายหนุ่มคิดไว้ก่อนแล้ว คนถูกมัดมือชกได้แต่ถอนใจ พอดีว่าเอกสารต่างๆ อยู่ในลิ้นชักหัวเตียงจึงหยิบออกมาวางไว้บนเก้าอี้ รื้อกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ในตู้ออกมาใส่เสื้อผ้าที่มีไม่กี่ชุด

ไม่พอใจนักที่ตรัยวินท์ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง ระหว่างนั้นเหลือบไปเห็นโทรศัพท์ติดผนัง แววตาเป็นประกายของเธอชะเง้อมองไปที่ระเบียง เห็นว่าชายหนุ่มกำลังคุยโทรศัพท์อยู่จึงอาศัยจังหวะนั้นยืนบังและยกหูโทรศัพท์กดหาบิดา แต่ปรากฏว่าปิดเครื่อง ความหวังสุดท้ายก็คือวิชุดา ซึ่งพอรายนั้นรับสายและรู้ว่าเป็นเธอก็ทำเสียงตื่นเต้น

“ใจเย็นๆ นะคะพี่วิ คือช่อมีเรื่องอยากให้ช่วย มารับช่อหน่อยได้มั้ย ตอนนี้ช่ออยู่ที่ ตู้ดๆๆ”

สายถูกตัดไปแล้วด้วยน้ำมือของตรัยวินท์ เขาจ้องอยู่แล้วเพราะรู้ว่าเธอต้องไม่คิดซื่อ มือใหญ่เอื้อมมากระชากแขนเล็กจนหูโทรศัพท์หล่นกระแทกพื้น

“เคยเตือนแล้วใช่มั้ยว่าอย่าให้มีครั้งที่สาม”

ช่ออัญชันใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ถอยกรูดติดตู้เสื้อผ้า ร่างบอบบางถูกเขาดึงกลับไปที่เก่า และยิ่งยื้อยุดก็ยิ่งถูกรัดแน่นจนไม่มีทีท่าว่าจะหลุด

“โอ๊ยเจ็บ ปล่อยนะ!” เจ้าตัวโวยวาย ยิ่งสะบัดเขายิ่งออกแรงบังคับ

ตรัยวินท์จับร่างเล็กหมุนไปหาเตียงนอนและกดบ่าให้นั่งลง ทว่ารายนี้แข็งขืนไม่ยอมอ่อนให้ ร่างหนาถึงเริ่มหงุดหงิด

“นั่งลงไป! แล้วก็อยู่เฉยๆ” เขาขึ้นเสียงจนแทบจะเป็นตวาด เอื้อมไปลากกระเป๋าที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วจัดแจงโกยเสื้อผ้าที่กองไว้ยัดใส่ลงไปอย่างลวกๆ

“อย่าลุกมานะ!” เขาชี้หน้า แววตาดุดันมองกำราบเอาเรื่อง คนขยับถึงต้องนั่งลงไปใหม่แม้ในใจจะยังโมโหชายหนุ่ม แต่นี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะรอด ฉะนั้นพอฝ่ายชายเผลอจึงพุ่งพรวดไปที่ระเบียงแล้วร้องตะโกนสุดเสียงให้คนช่วย

“ช่วยด้วย...โอ๊ย!”

ตรัยวินท์ทิ้งกระเป๋าแล้วปรี่เข้าไปคว้าตัวเธอไว้ทันที มือหนาคว้าเข้าที่ใบหน้าเล็กแล้วปิดปากเธอไว้ แต่ถูกช่ออัญชันกัดเข้าที่สันมือเต็มแรง

“อ๊า!” เขาเจ็บแต่ไม่ปล่อย ยังฉุดกระชากลากถูคนตัวเบาเข้าด้านใน ก่อนจะเหวี่ยงเธอลงบนเตียงนอน ท่ามกลางเสียงอู้อี้ของร่างเล็กที่กำลังตื่นตระหนก

“อยากลองดีใช่มั้ย?” ชายหนุ่มข่มเสียงดุ คว้าผ้าห่มใกล้มือยัดปากคนฤทธิ์มากด้วยความโมโห มือใหญ่จับสองแขนเล็กตรึงไว้กับที่นอน โถมกายหนักคร่อมทับและโน้มใบหน้าคมลงมาใกล้ ช่ออัญชันเบิกตากว้าง ตกใจกรีดร้องและเบี่ยงหนีเป็นพัลวัน

“อื้อ!....อื้อออ!” หน้าซีดเผือดส่ายเร่าด้วยความกลัว ตอนนั้นริมฝีปากเขาจ่ออยู่ใกล้หูและกระซิบเสียงเย็นยะเยือก

“ถ้าไม่หยุดโวยวายฉันจะปล้ำ”

คนถูกขู่เหลือกตาโพลง ส่ายหน้าเร่าไม่กล้าขัดขืนอีก ตรัยวินท์ถึงดึงผ้าที่อุดปากออก แต่แล้วหญิงสาวก็อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง ชายหนุ่มไม่ฟังเสียง ก้มลงฉวยกลีบปากสยบถ้อยทีของฝ่ายตรงข้ามทันใด เจ้าของเรียวปากถึงกับตาค้าง ดิ้นขลุกขลักเหมือนนกน้อยที่ติดกับดัก

ด้านวิชุดายังตกใจไม่หายหลังจากที่สายหลุดไปเมื่อครู่ เป็นห่วงสวัสดิภาพของรุ่นน้องขึ้นมาทันที เดาจากเบอร์ที่ปรากฏหน้าจอว่าคงเป็นที่อะพาร์ตเมนต์ ลองโทรกลับไปที่ห้องแต่สายไม่ว่าง กดหาโอเปอเรเตอร์ก็ไม่มีใครรับสาย

เวลานี้ร้อนใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะตัวเองก็ยังไม่ถึงกรุงเทพฯ ตัดสินใจโทรหาฉัตรพระอินทร์ตามเบอร์ใหม่ที่หล่อนเคยให้ไว้เมื่อวันก่อน

“ฉัตร เมื่อกี้นี้ช่อโทรหาพี่ขอให้พี่ไปรับ แต่คือพี่ยังอยู่นครปฐมอยู่เลย ยังไงหนูแวะไปดูที่อะพาร์ตเมนต์ให้หน่อยได้มั้ย พี่กลัวเกิดเรื่องไม่ดี” น้ำเสียงของเธอตอนนี้แลสั่นๆ แน่นอนว่ารุ่นพี่กำลังกระวนกระวายใจ

ครั้งแรกที่ได้ยินฉัตรพระอินทร์ค่อนข้างตกใจ เกือบจะหลุดถามไปแล้วว่าช่ออัญชันจะอยู่ที่ห้องได้อย่างไรในเมื่อรายนั้นอยู่กับเสี่ยธีร์

“แน่ใจเหรอคะว่าพี่ช่ออยู่ที่ห้อง?”

“ไม่แน่ใจหรอก แต่เบอร์ที่โทรมาเป็นเบอร์อะพาร์ตเมนต์ พี่ลองโทรกลับแล้วแต่เหมือนสายไม่ว่าง”

“ไม่เป็นไรค่ะ งั้นเดี๋ยวฉัตรไปดูเอง ตอนนี้ฉัตรออกมาข้างนอกพอดี” เจ้าตัวรับอาสา หากเวลานั้นหญิงสาวกำลังนั่งรอคิวสัมภาษณ์อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง อีกแค่สองคนก็จะถึงคิวแล้ว เวลานั้นร้อนใจอยากรู้เรื่องพี่สาวก็อยาก แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาสสัมภาษณ์เช่นกัน

ระหว่างนี้ลองโทรไปที่ห้องของพี่สาว แต่ก็เป็นเหมือนที่วิชุดาบอก ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ ผู้เข้าสัมภาษณ์คนล่าสุดก็เดินออกมา ตอนนี้มีคิวก่อนหน้าแค่คนเดียวเท่านั้น

ฉัตรพระอินทร์กระสับกระส่ายจนต้องลุกจากห้องไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก ลังเลอยู่ว่าระหว่างงานกับพี่สาวจะเลือกอะไรดี และหลังจากเดินวนไปวนมาหลายรอบก็ตัดสินใจได้

“รอก่อนแล้วกันนะพี่ช่อ เดี๋ยวเสร็จธุระทางนี้แล้วฉัตรจะตามไป หวังว่าคงไม่เป็นอะไรไปก่อนนะ” สุดท้ายเจ้าตัวก็เลือกผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าความปลอดภัยของคนเป็นพี่

อะพาร์ตเมนต์ ห้อง 508...

ตรัยวินท์ถอนริมฝีปากหนักออกจากคนร่างเล็ก เห็นน้ำหูน้ำตาไหลพรากก็รู้สึกผิดน้อยๆ ยกตัวขึ้นถอยหลังออกห่างเรือนร่างเล็กที่นอนเหยียดยาว อกตึงของเธอกระเพื่อมขึ้นลงแทนเสียงสะอื้นไห้ ริมฝีปากบางแดงเห่อหลังถูกบดขยี้มาสักพัก

“ฉันขอโทษ” เสียงนั้นนิ่งและแผ่วลง ใบหน้าคมคายหลุบลงต่ำอย่างสำนึก อีกฝ่ายยังเงียบงันไม่พูดจา มือที่เคยถูกขึงลดลงมาดึงชายเสื้อที่ถลกขึ้นไปเหนือเอว

ช่ออัญชันตวัดสายตามองเขาด้วยความโกรธขึ้ง ตรัยวินท์ทำให้จูบแรกของเธอเลวร้ายและน่าขยะแขยงที่สุด นิ้วเรียวแตะไปที่ริมฝีปากช้ำเพื่อดูว่าทำไมถึงแสบขนาดนี้

“ไหนดูสิ เจ็บมากรึเปล่า” ชายหนุ่มเชยคางมนขึ้น แต่หญิงสาวเอามือปัด

“ช่อ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษ” เขาถอนใจเฮือก ยอมรับผิดทุกอย่าง

ร่างเล็กกำมือแน่นเหมือนจะบีบคอเขาให้ตาย สูดหายใจลึกๆ แล้วปาดน้ำตาทิ้ง ลุกขึ้นนั่งพร้อมก้มเก็บกระเป๋าที่หล่นอยู่ข้างเตียงขึ้นมา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่ปริปากพูดอะไรอีกเลยกระทั่งตรัยวินท์ทนไม่ไหว

“ยังไม่ไปไหนทั้งนั้น คุยกันก่อน ฉันรู้ว่าเธอโกรธ” ชายหนุ่มดึงกระเป๋าออกจากมือเล็ก พอมันตกไปที่พื้นเขาก็รวบเอวบางเข้ามากอด ช่ออัญชันสะบัดออกด้วยความไม่พอใจ หากเขาก็ไม่ได้ออกแรงยื้อเอาคืนมา

“ช่ออยากกลับ” ประโยคแรกที่เอ่ยขึ้นหลังเงียบไปนาน ตรัยวินท์ไม่ยอมกลับจนกว่าจะเคลียร์กันให้รู้เรื่อง

คนได้ชื่อว่าเป็นภรรยานิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบหรือแสดงท่าทีต่อต้านใดๆ จนสุดท้ายชายหนุ่มต้องยอมทำตามความประสงค์ของเธอ

ในสายตาช่ออัญชัน เขาคงกลายเป็นสัตว์ร้ายไปแล้ว ตรัยวินท์รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่กับเรื่องที่เกิดขึ้น แปลกใจอยู่ว่าทำไมรายนั้นถึงไม่ตบหน้าเขาสักฉาด เขาไม่ชอบเลยที่เธอนิ่งเงียบ เงียบจนเขาใจคอไม่ดี

รถยนต์สีแดงจอดที่ลานด้านหน้าอะพาร์ตเมนต์ แต่กว่าที่ฉัตรพระอินทร์จะมาถึงช่ออัญชันก็กลับไปแล้ว ชั่วระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงสิบนาที สองพี่น้องก็คลาดกันอย่างน่าเสียดาย

คนน้องมารอสักพักถึงได้พบกับคนดูแลอะพาร์ตเมนต์ จึงได้ทราบจากหล่อนว่าช่ออัญชันแจ้งย้ายออกแล้ว แต่รายนั้นว่าจะเข้ามาขนของที่เหลืออีกครั้ง ฉัตรพระอินทร์จึงรีบถามรายละเอียด เพราะเป็นโอกาสเดียวที่หล่อนจะได้เจอกับพี่สาว แต่ผู้ดูแลคนดังกล่าวบอกว่าทางนั้นยังไม่ได้แจ้งวันเวลาที่แน่นอน

“เอ่อขอโทษนะคะ พี่ช่อเขามากับใคร?” ฉัตรพระอินทร์ใคร่รู้ คนดูแลตึกถึงรีบสาธยายว่ามากับผู้ชายรูปร่างหน้าตาดี รายนี้เลยเดาว่าน่าจะเป็นเสี่ยธีร์ แต่ก็แปลกใจหลังได้ยินคำบรรยายรูปพรรณสัณฐาน

“หล่อด้วยเหรอคะ?” เจ้าตัวย้ำ หญิงคนเดิมพยักหน้ายืนยัน แถมท้ายอีกว่าหนุ่มคนดังกล่าวแต่งตัวดูดีมีฐานะ

“ใช่หล่อ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่หน่อยนะ” หล่อนสรุป ฉัตรพระอินทร์ได้ยินก็ครุ่นคิดเล็กน้อย กล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมาที่รถอย่างเงียบๆ

“หล่อด้วยงั้นเหรอ...ก็ถือว่าโชคยังดีนะพี่ช่อ ได้ผัวแก่แต่หล่อ” เจ้าตัวยักไหล่แล้วยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนเข้าไปประจำที่นั่งคนขับ

จากคำบอกเล่าของคนดูแลอะพาร์ตเมนต์ เดาว่าพี่สาวคงจะสุขสบายดี ทันใดนั้นมือถือก็แสดงข้อความแจ้งเตือนในปฏิทินขึ้นมา ฉัตรพระอินทร์เผยยิ้มตอนนึกถึงหน้าเจ้าของรถคู่กรณี ไม่รู้ทำไมถึงได้ผุดภาพเขาขึ้นมาในหัว ยอมรับว่าปลาบปลื้มแต่ก็เสียดายที่ชายหนุ่มดันมีเจ้าของแล้ว แล้วสาวที่ว่าก็ดูท่าจะเผ็ดร้อนเสียด้วย พรุ่งนี้เธอนัดเขาไว้ที่ออฟฟิศ ไม่รู้เหมือนกันว่ารายนั้นจะพาใครมาด้วยหรือเปล่า

ตกดึกคืนนั้นฉัตรพระอินทร์โทรไปเล่าให้มารดาฟัง เรื่องที่เกือบได้เจอช่ออัญชัน แถมรายงานอีกด้วยว่าแท้จริงนั้นเสี่ยธีร์เป็นคนหน้าตาหล่อเหลาเอาการ ช้องนางถึงกระเดียดยิ้ม กระแนะกระแหนหาว่าบุตรสาวกำลังเสียดายของ

“เปล่าสักหน่อย หล่อจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ยัยป้านั่นอาจจะโม้ไปเรื่อย” เธอเหน็บคนดูแลตึก ผู้เป็นแม่ฟังแล้วอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้ เลยถามไปถึงเรื่องของอาเขต ว่าจากวันนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นอย่างไร ฉัตรพระอินทร์ถอนใจหนักก่อนจะตอบ

“ก็งั้นๆ แหละแม่”

“นี่เขาไม่ได้นัดแกไปดูหนังฟังเพลงอะไรบ้างเลยเหรอ?” ช้องนางซัก อยากรู้ว่าไอ้ ‘งั้นๆ’ ของบุตรสาวคือยังไง ฉัตรพระอินทร์พูดเสียงเบื่อหน่ายว่าอาเขตก็นัด แต่เธอไม่อยากไปเอง

“อ้าวนังนี่!” นางโพล่ง บ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อยจนต้นสายหูอื้อ หนักเข้าก็เลยโวยวายคืนให้บ้าง

“โอ๊ยยยแม่! เลิกคาดหวังฉัตรกับเขาสักทีเหอะ เขาไม่ถูกใจฉัตรหรอก”

“เขาหรือแกกันแน่ที่ไม่ถูกใจ” นางย้อน เสียงบุตรสาวถอนใจเฮือก

“ไว้ฉัตรหาลูกเขยดีๆ รวยๆ ได้แม่ได้ก็แล้วกัน” พูดจบก็ตัดบทวางสายฉับ ช้องนางหมั่นไส้แต่ก็เถียงไม่ทันอีกฝ่าย

ช่วงบ่ายวันจันทร์อากาศเริ่มร้อน ที่กรุงเทพฯ อุณหภูมิสูงกว่าเขตปริมณทลและต่างจังหวัด ฉัตรพระอินทร์เดินทางมาถึงออฟฟิศของตรัยวินท์ตามกำหนด สิ่งแรกที่สะดุดตาคือความโอ่อ่าของสำนักงาน โอเปอเรเตอร์โทรแจ้งเลขาของท่านประธานให้แล้ว ทั้งยังเชิญผู้เป็นแขกเข้าไปนั่งในห้องรับรองตามคำสั่งที่ชายหนุ่มสั่งไว้ก่อนหน้านี้

ระหว่างเดินผ่านก็กวาดสายตาไปเห็นกระดานข่าวสารของบริษัท สะดุดกับเอกสารแจ้งอัตรานักศึกษาฝึกงานที่รับเข้ามาในแต่ละแผนก บังเอิญว่าตอนนั้นตรัยวินท์ยังประชุมไม่เสร็จ ขณะนั่งรอจึงเดินออกมาเข้าห้องน้ำ และแวะดูรายละเอียดของประกาศฉบับดังกล่าวตอนขากลับ ทว่าเปิดประตูห้องรับรองเข้าไปกลับพบว่าท่านประธานนั่งรออยู่แล้ว

“อุ๊ย! ฉัตรขอโทษค่ะ พอดีแวะอ่านประกาศที่บอร์ด เห็นมีรับสมัครนักศึกษาฝึกงานด้วย ฉัตรไม่ยักรู้ ไม่งั้นคงมาสมัครที่นี่แล้ว”

หญิงสาวพูดทำนองหยั่งเชิง ลึกๆ ก็คาดหวังอยากมาทำงานที่นี่ เพราะถ้าจะให้เปรียบเทียบ บริษัทส่งออกของตรัยวินท์ก็มีชื่อเสียงไม่หยิ่งหย่อนไปกว่าบริษัทที่เธอไปสัมภาษณ์มาเลย

“แล้วตอนนี้เราได้ที่ฝึกงานรึยังล่ะ?” ตรัยวินท์ซักพร้อมเชิญให้เธอนั่งลง

ท่านประธานหนุ่มใส่สูทสีดำเพราะเพิ่งออกจากห้องประชุม ฉัตรพระอินทร์เห็นแล้วก็ปลาบปลื้ม เขาช่างมีบุคลิกโดดเด่นและหล่อเหลาราวกับนายแบบ

“ยังไม่แน่ใจค่ะ ฉัตรเพิ่งจะไปสัมภาษณ์มาเมื่อวันก่อน ที่นั่นเขาก็คัดคนน่าดูเหมือนกัน” เจ้าตัวยิ้มเจื่อนเรียกร้องความเห็นใจ ตรัยวินท์ถึงยิ้มเล็กน้อยแล้วลองเอ่ยปากชวน

“มาสมัครที่นี่มั้ยล่ะ ส่งเอกสารมาที่ HR สิ แล้วฉันจะเป็นคนพิจารณาเอง”

“ได้เหรอคะ?” หญิงสาวตาวาว ชอบเหลือเกินที่ชายหนุ่มทำเหมือนเสกอะไรต่อมิอะไรให้เธอได้ตามต้องการ

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ฉันเป็นเจ้าของที่นี่นะ” เขาย้ำ ฉัตรพระอินทร์ถึงยิ้มรื่นและยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณอย่างอ่อนน้อม

หลังจากนั้นตรัยวินท์ก็ชวนลงไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านดังข้างตึก ตอนเดินออกจากห้อง ฉัตรพระอินทร์เห็นแล้วว่าลีรดานั่งอยู่หน้าห้องท่านประธาน

เลขาสาวมองนักศึกษาที่เดินตามตรัยวินท์ออกมาชนิดที่ตาแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า แถมคนเด็กกว่ายังทำอ้อล้อน่าหมั่นไส้ เดินเชิดหน้าเชิดตาเสียจนนึกอยากจะลุกมากระชากให้หน้าหงาย

“คุณลี เดี๋ยวผมจะลงไปข้างล่างหน่อยนะ มีอะไรสำคัญก็โทรหาได้” ตรัยวินท์แจ้งให้ทราบ ลีรดาพยักหน้ายิ้มแย้ม แต่พอพ้นจากร่างสูงไปแล้ว สายตาอ่อนโยนก็เปลี่ยนเป็นแข็งขึงขึ้นทันที

ฉัตรพระอินทร์สะดุ้ง รีบเดินขึ้นหน้าไปเคียงข้างชายหนุ่มเหมือนจะฟ้องกลายๆ ว่าแม่เลขารายนี้ถลึงตาใส่เธออย่างกับนางมารร้ายในหนังจีน

“ผู้หญิงคนนั้นใครเหรอคะ สวยจัง แต่มองน่ากลัวจังเลย”

ตรัยวินท์ตอบคนเสียงอ้อนว่าลีรดาเป็นเลขาของเขา และพอรู้เช่นนั้น ฉัตรพระอินทร์ก็ฉีกยิ้มกว้างทันที

แม่นั่นคงจ้องจะตะครุบท่านประธานสิท่าถึงได้ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ตาเป็นประกายฉายแววลำพองขณะเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาของคนข้างๆ เหลือก็แค่สืบให้รู้ว่าชายหนุ่มมีลูกมีเมียแล้วหรือยัง

ตลอดเวลาที่นั่งดื่มกาแฟด้วยกัน ฉัตรพระอินทร์รู้สึกว่าตรัยวินท์ดูเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับเธอ ราวกับว่าคู่กรณีที่เป็นฝ่ายเสียหายคือเธอเสียเอง

ยิ่งอยู่ใกล้เขายิ่งสัมผัสได้ถึงเสน่ห์อันอบอุ่น ฉัตรพระอินทร์ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหน ทุกคนที่ผ่านเข้ามาดูคล้ายกับแค่หลงใหลในความสวยที่ฉาบฉวยผิวเผิน ถ้อยทีอ่อนหวานอ้อล้อมันกลายเป็นของเลี่ยนไปแล้วสำหรับเธอ หากตรัยวินท์ไม่เหมือนใคร เขาแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา มีความเป็นผู้นำและมีอำนาจ แววตาเข้มฉายแววดุนิดๆ เวลาเคร่งขรึม ลักษณะแบบนี้เหมือนกับพันตำรวจเอกแสนผู้เป็นบิดา ยิ่งพิจารณาก็ยิ่งเห็นถึงความน่าค้นหาในตัวเขามากขึ้น

ความคิดเห็น