อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7
แบบอักษร

หลังจากที่ฉัตรพระอินทร์ได้พบกับอาเขตวันนั้น ไม่กี่วันต่อมาช้องนางก็โทรหาเขาเพื่อนัดหมาย โดยอ้างว่าบุตรสาวซาบซึ้งที่เขาช่วยเหลือ จึงอยากเลี้ยงตอบแทนสักมื้อ เสร็จสรรพถึงโทรแจ้งฉัตรพระอินทร์ว่าอาเขตจะขึ้นไปทำธุระที่กรุงเทพฯ

“วันพุธฉัตรไม่ว่างหรอกแม่ มีนัดแล้ว” หญิงสาวปฏิเสธอย่างไม่ลังเล ช้องนางจึงต้องอาศัยความเป็นแม่สั่งการให้เธอว่าง

“ไม่รู้ล่ะ แกไปจัดการธุระของแกให้เรียบร้อย แล้วคืนวันพุธก็อย่าลืมไปตามนัด ส่วนเรื่องร้านอาหารแกก็จัดการเอง ฉันบอกเขาไปแล้วว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้แกจะโทรไปบอก”

“อ้าว! นี่แม่ไม่กะถามฉัตรสักคำเลยเหรอ?”

“ถ้ารอถามแกชาติหน้าก็ไม่ว่างหรอก” นางย้อนอย่างรู้ทัน ฉัตรพระอินทร์กระเง้ากระงอด ทำเสียงเซ็ง บ่นว่าตนต้องโทรไปเลื่อนนัดเพื่อนอีก

“เพื่อนมันจะสำคัญกว่าแม่ได้ยังไง อ้อ แล้วก็แต่งตัวดีๆ ล่ะ หน้าน่ะไม่ต้องให้มันจัดนัก อายุแค่นี้ปล่อยให้สวยใสสมวัยน่ะดีแล้ว สไตล์คุณเขตเขาไม่ชอบหรอกพวกกร้านโลก” มารดาแนะ แต่คนฟังไม่วายยอกย้อน

“ละแม่รู้ได้ไง จริงๆ เขาอาจชอบผู้หญิงเอ็กซ์ๆ ก็ได้นะ” พูดจบก็หัวเราะ แทนคำโต้แย้ง ได้ยินเสียงช้องนางถอนใจกรอกสายอย่างเอือมระอา

คนเป็นแม่แนะแนวเสียอย่างกับเธอจะสมัครเข้าเรียนต่อ ฉัตรพระอินทร์หาวแล้วหาวอีก มารดาก็ยังพูดไม่จบ หนักเข้าเลยถามว่าทำไมนางถึงไม่ไปด้วยเสียเลย รายนั้นหาว่ายอกย้อนเลยสวดเสียยกใหญ่ บางช่วงบางตอนเสียงแหวจนปลายสายต้องเบนหูออกห่างโทรศัพท์

ความหวังของช้องนางแลบรรเจิด จินตนาการถึงหน้าอาเขตเวลาได้พบบุตรสาวตน มั่นใจว่าเขาจะต้องปลื้ม ฉัตรพระอินทร์เป็นคนสวยน่ารัก เวลาเจรจากับผู้อื่นจะอ่อนหวานน่าเอ็นดู จึงไม่แปลกที่หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างพากันลุ่มหลง

สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวเหมือนแม่ คือการรู้จักดูแลตัวเอง ไม่มีวันที่คนรักสวยรักงามอย่างพวกเธอจะปล่อยตัวให้ดูโทรมหมดสภาพจนไม่เหลือเสน่ห์ให้ชวนมอง

เมื่อใกล้ถึงเวลานัด ฉัตรพระอินทร์เลือกชุดเดรสสั้นสีขาวแต่งระบายเล็กๆ ที่ชายกระโปรง รวบผมลอนไว้ที่ท้ายทอยอย่างหลวมๆ แล้วติดด้วยเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ น่ารัก ก่อนจะลงมือแต่งหน้าโทนอ่อนตามบัญชาของผู้เป็นแม่

บลัชออนสีพีชถูกปัดลงบนพวงแก้มเนียนใสให้พอมีสีสัน วาดลิปธินสีกุหลาบลงบนริมฝีปากด้านในให้เป็นรูปปีกนก ก่อนตบทับด้วยกลอสสีชมพูอ่อนมันวาว ทำให้ปากทรงกระจับยิ่งดูสวยอวบอิ่มมีมิติ เชื่อว่าถ้าอาเขตได้เห็นเธอในลุคนี้ต้องชื่นชอบและประทับใจอย่างแน่นอน

พอนึกถึงหน้าเขาขึ้นมาก็นั่งคิด จริงอยู่ที่ภายนอกชายหนุ่มดูน่าสนใจ ในเบื้องต้นเขาสอบผ่านเรื่องรูปพรรณสัณฐานและหน้าตา ยิ่งชาติตระกูลหรือฐานะยิ่งไม่มีข้อกังขา หากเธอก็ยังไม่รู้ว่าเนื้อแท้เขาจะเป็นคนแบบไหน ส่วนเรื่องอายุไม่ซีเรียส หลังๆ เห็นจะชอบผู้ชายที่วัยวุฒิสูงกว่าด้วยซ้ำ เพราะหลายครั้งที่คบเด็กแล้วปรากฏว่าบางรายก็ชอบทำตัวงี่เง่าน่ารำคาญ

บรรยากาศของร้านอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่นในคืนวันธรรมดามีผู้คนบางตา อาเขตมาถึงก่อนเวลาและนั่งคอยอยู่ที่โต๊ะซึ่งจองเอาไว้

รอหว่างรอก็นั่งมองสวนน้ำตกที่อยู่ด้านข้างไปพลาง จากความเหนื่อยล้าก็พอจะผ่อนคลายไปได้บ้าง ทว่าเมื่อฉัตรพระอินทร์เดินเข้ามา ความโดดเด่นของหญิงสาวกลับกลบกลืนความน่าสนใจของสภาพแวดล้อมไปเสียหมด

เขาลุกและเชื้อเชิญให้เธอนั่งฝั่งตรงข้าม หญิงสาวยิ้มและค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการขอบคุณเมื่อชายหนุ่มขยับเก้าอี้ให้

“ฉัตรต้องขอโทษนะคะที่มาช้า อายจัง เป็นเจ้ามือกลับมาถึงทีหลังแขก”

ประโยคแรกก็เรียกรอยยิ้มของชายหนุ่มได้เสียแล้ว อาเขตยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย ไม่ถือสาและอ้างว่าตัวเองมาถึงเร็วกว่ากำหนด พร้อมกันนั้นก็เรียกบริกรเพื่อขอเมนูอาหารส่งให้ฝ่ายหญิง

“พอดีวันนี้พี่เลิกประชุมเร็วน่ะครับ ไม่รู้จะไปไหนก็เลยมานั่งรอ” เขาพูดอย่างเป็นกันเอง ทำตัวตามสบายจนอีกฝ่ายไม่รู้สึกขัดเขิน อาเขตมองเธอด้วยสายตาชื่นชม สุภาพและให้เกียรติโดยไม่คิดฉกฉวยโอกาส

ระหว่างที่ต่างฝ่ายต่างกำลังเลือกรายการอาหาร อาเขตลอบสังเกตและเห็นท่าทีของฉัตรพระอินทร์เปลี่ยนไปจากครั้งก่อน คราวนี้เธออ่อนหวาน ช่างพูดและน่าเอ็นดูกว่า ซึ่งเขาก็ชอบให้เป็นแบบนี้

ระหว่างรออาหารก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะอึดอัดจึงชวนคุยเพิ่มบรรยากาศ การสนทนาดำเนินไปสักพัก ก็ถึงคิวที่อาหารยกมาเสิร์ฟ อาเขตเอาใจใส่ด้วยการตักกับข้าวใส่จานให้ฝ่ายหญิง พร้อมกันนั้นก็เปิดบทสนทนาเพื่อไม่ให้แลน่าเบื่อ

“ได้ข่าวว่าเราไปสัมภาษณ์งานมาแล้ว ผลเป็นยังไงบ้างครับ?”

“แหม ข่าวไวนะคะ สำนักข่าวกรองคุณช้องนางรึเปล่าเนี่ย?” เจ้าตัวยิ้ม

อาเขตหัวเราะเมื่อถูกจับได้ พยักหน้ายอมรับอย่างเปิดเผย รายนั้นยังคุยให้ฟังอีกว่าบุตรสาวชอบหรือไม่ชอบทานอะไร ฉัตรพระอินทร์ทราบก็ถอนใจเบาๆ

“พี่เขตคงไม่คิดว่าแม่ฉัตรจุ้นจ้านหรอกนะคะ”

“อุ้ย ไม่หรอกครับ คุณช้องเธอออกจะน่ารัก น้องฉัตรกับแม่สนิทกันดีนะครับ พี่มองแล้วพี่ยังชอบเลย”

“ฉัตรก็มีแต่แม่นี่แหละค่ะที่เป็นที่พึ่ง” แววตาสดใสสลดลงเล็กน้อย ก่อนจะเล่าย้อนถึงเรื่องที่ไปสัมภาษณ์งานว่าทุกอย่างราบรื่นดี แต่ต้องรอผลต้นสัปดาห์หน้า ชายหนุ่มก็ตั้งใจฟัง ไม่พูดหรือสอดแทรกระหว่างที่ฝ่ายหญิงกำลังเล่า

“แล้วทำไมเราถึงไม่ไปฝึกงานที่เดียวกับที่พี่สาวทำอยู่ล่ะ บริษัทนั้นพี่รู้จักผู้บริหารนะ เพื่อนพี่เอง” เขาแนะ คราวนี้หน้าสวยหดเหลือสองนิ้ว ฉัตรพระอินทร์คิดไม่ถึงว่าโลกมันจะแคบถึงเพียงนี้ เกิดชายหนุ่มคุยกับเพื่อนก็ต้องรู้เรื่องที่ช่ออัญชันไม่ได้ไปทำงาน แล้วถ้าอาเขตเกิดไปคุยกับบิดาขึ้นมามีหวังความแตก

“มีอะไรรึเปล่าครับ ทำไมเงียบไป?” เขาทัก สังเกตว่าคนตรงหน้าสะดุ้งนิดๆ ฉัตรพระอินทร์รีบขืนยิ้มกลบเกลื่อน

“ปะเปล่าค่ะ...เอ่อ ที่ฉัตรไม่ไปฝึกบริษัทนั้นเพราะมันไกลจากคอนโด”

“อ้าว พี่ก็นึกว่าเราสองคนพักด้วยกัน”

“เปล่าค่ะ พักคนละที่ พี่ช่อก็อยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานเหมือนกัน”

“อ่อ แบบนี้ก็ไม่ค่อยได้เจอกันสิครับ”

“ค่ะ พอดีช่วงนี้พี่ช่องานยุ่งด้วย...เอ่อ ฉัตรขอตัวเข้าห้องน้ำหน่อยนะคะ” เจ้าตัวตัดบทเพื่อจบประเด็นดังกล่าว เริ่มอึดอัดและยิ่งอึดอัดขึ้นทุกขณะ ต้องหาทางหลบออกมาเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มซักไซ้ไล่เลียงต่อ ลับหลังฉัตรพระอินทร์แอบหงุดหงิด ไม่รู้อาเขตจะใส่ใจอะไรนักหนากับเรื่องของเธอสองพี่น้อง

ระหว่างนั่งรออยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ดูเหมือนหญิงสาวไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึงเรื่องในครอบครัวเท่าไหร่ ยิ่งเฉพาะเมื่อถูกถามถึงช่ออัญชัน แต่คงจะเป็นการไม่เหมาะหากเขาจะละลาบละล้วงถามอีก

ฉัตรพระอินทร์หายไปนานผิดสังเกตจนอาเขตนึกเป็นห่วง ทีแรกตั้งใจจะให้พนักงานผู้หญิงแวะไปดู แต่ปรากฏว่าร่างอรชรเดินออกมาพอดี เป็นจังหวะที่ชายหนุ่มหันมาเจอคนรู้จัก เป็นสาวสวยรูปร่างหน้าตาดีแต่แต่งตัวเปิดเผยเล็กน้อย

หล่อนเดินมากับเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพศที่สาม ทว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เดินเข้ามาทัก แต่กลับส่งข้อความเข้ามือถือของอาเขต

ชายหนุ่มรีบเปิดอ่านและพิมพ์ตอบกลับอย่างว่องไว พอเห็นฉัตรพระอินทร์เดินมาก็รีบกดปิดหน้าจอและกลับมาให้ความสนใจกับคนตรงหน้า

หลังของหวาน ชายหนุ่มเรียกเช็กบิลและออกค่าอาหารให้ โดยอ้างว่าเป็นการเลี้ยงขอบคุณที่หญิงสาวอุตส่าห์มานั่งเป็นเพื่อนทานข้าวในมื้อนี้ ฉัตรพระอินทร์อ้ำอึ้ง ก่อนจะท้วงว่าตนตั้งใจแล้วที่จะเลี้ยงขอบคุณเขา แต่อาเขตเผยยิ้ม

“นี่ก็ถือว่าพี่รับคำขอบคุณแล้ว ฉะนั้นเรื่องค่าเสียหายพี่จัดการเอง” เขาพูดติดตลก แต่อีกฝ่ายยังทำหน้าเหมือนไม่สบายใจ ฉัตรพระอินทร์พูดไม่ออก ได้แต่แค่นยิ้มแล้วเอ่ยขอบคุณ ถามว่าประทับใจไหมก็ประทับใจ

อาเขตเป็นคนดีกว่าที่เธอคิด ทั้งยังใจกว้างชนิดไม่คิดเล็กคิดน้อย จะว่าไปเธอก็ชอบคนประเภทนี้ เสร็จสรรพชายหนุ่มยังมีการเดินไปส่งเธอถึงที่รถและยืนรอกระทั่งหญิงสาวขับออกไปอีกด้วย

ที่จริงแล้วอาเขตก็ชอบใจฉัตรพระอินทร์อยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเรียกให้ถูกน่าจะเป็นความเอ็นดูมากกว่า บางครั้งก็รู้สึกว่าเธอยังเด็กทั้งคำพูดและความคิด ซึ่งผู้ใหญ่อย่างเขาพอจะเข้าใจและไม่ถือสา

ชายหนุ่มเตรียมจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่จังหวะนั้นนึกขึ้นได้ว่ามีคนรออยู่ อาเขตหยิบโทรศัพท์กดไปหาหญิงสาวที่เจอในร้านอาหาร ก่อนยืนรอกระทั่งหล่อนเดินออกมาพบ ทั้งคู่ขึ้นรถไปด้วยกัน โดยไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่ไปไหนและไปทำอะไรต่อ

ช้องนางส่งข้อความมาตั้งแต่หัวค่ำ ว่าถ้าฉัตรพระอินทร์กลับถึงบ้านแล้วให้โทรหา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามีธุระอะไร หนีไม่พ้นอยากรู้ผลงานของบุตรสาว คนเป็นลูกร่ายยาวว่าเขาเป็นคนยังไง และเขาพูดคุยอะไรกับเธอบ้าง ส่วนใหญ่ค่อนไปในทางชื่นชม ช้องนางจึงอุ่นใจเพราะอย่างน้อยก็มีหวังว่ารายนั้นอาจสานต่อ

“แต่ไม่รู้นะแม่ ดูเขาก็เหมือนไม่ได้ชอบอะไรฉัตร” เจ้าตัวแย้ม ความรู้สึกมันบอกเช่นนั้น ช้องนางออกความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะวุฒิภาวะและวัยมากกว่าที่ทำให้เขาต้องวางตัว แต่คนเป็นลูกก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่

“อ้ออีกอย่าง เขาถามถึงพี่ช่อด้วย เขารู้นะว่าพี่ช่อทำงานที่ไหน แบบนี้เกิดไปเผลอคุยกันแล้วรู้ถึงหูพ่อขึ้นมาจะว่ายังไง” หญิงสาวกลัวอย่างเดียวว่าความจะแตก เรื่องนี้ช้องนางเองก็หนักใจอยู่ เพราะวันก่อนสามีก็โทรมาบ่นเรื่องที่ติดต่อช่ออัญชันไม่ได้ รายนี้เลยจำต้องโกหกต่อไปว่าหญิงสาวทำโทรศัพท์มือถือหาย

“แล้วพ่อก็เชื่อเหรอ?”

“ตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันแหละ แต่อ้างไปว่าช่อโทรมาบอกแม่แล้วแต่แม่ลืมบอกพ่อเขาไป พ่อแกก็เลยเลิกถาม นี่ตอนแรกยังหวั่นๆ อยู่นะคิดว่าไปรู้อะไรมา ไว้ใจไม่ได้หรอกพวกนังติ๋มนังอ้อยที่ตลาดน่ะ คราวก่อนก็ทีนึงละ เรื่องที่แม่ไปติดหนี้เสี่ย ที่พ่อแกรู้ก็คงเพราะนังพวกนี้แหละ และนี่ถ้าเกิดไปรู้เรื่องที่ช่อไม่ได้ไปทำงานด้วยสงสัยคงต้องหาทางโกหกอีกว่าย้ายบริษัท”

“ฉัตรใจคอไม่ดีเลยแม่ แล้วก็ยังไม่มีใครติดต่อพี่ช่อได้เลยสักคน แถมรายนั้นจะว่ายังไงบ้างที่รู้ว่าพวกเรารวมหัวกันหลอก ป่านนี้ก็คงจะรู้ความจริงหมดแล้วล่ะมั้ง...โอ๊ยแม่ ฉัตรเครียดจริงๆ นะเนี่ย เกิดพี่ช่อฟ้องพ่อขึ้นมาเราลำบากแน่”

นานๆ ครั้งจะเห็นความกลัวแล่นผ่านเข้ามาในความคิด จากน้ำเสียงที่สั่นก็พอแสดงให้เห็นว่าเธอหวั่นวิตกกับเรื่องนี้จริงๆ

“แกก็อย่ายอมไปรับสิ”

“แล้วเขาจะเชื่อเราเหรอ พี่ช่อเองก็เหอะ ป่านนี้ยังอยู่ดีรึเปล่าก็ไม่รู้” พูดถึงแล้วก็หวั่นใจ กลัวเหลือเกินกลัวว่าฝ่ายนั้นจะทำอันตรายพี่สาวเธอ ช้องนางถึงเอ็ดว่าหญิงสาวพูดจาไม่เป็นมงคล

ฉัตรพระอินทร์โทษมารดาว่าวางแผนไม่รอบคอบ ช้องนางถึงสวนกลับ หาว่าเป็นเพราะบุตรสาวต่างหากที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ทีนี้พอเกิดเรื่องขึ้นก็ดันไม่ช่วยกันแก้ เอะอะจะโยนความผิดมาท่าเดียว น้ำเสียงคนเป็นแม่ไม่ค่อยสบอารมณ์ ต่างฝ่ายต่างก็เลยเถียงกันไปมา ด้านบุตรสาวก็หาว่าเป็นเพราะมารดาไม่รู้จักบริหารเงิน แถมตัดสินใจผิดที่ไปยืมเงินเสี่ยธีร์มาถึงต้องลำบากกันอยู่ทุกวันนี้

“เออ ฉันมันไม่ดี ฉันมันผิดตั้งแต่แรกแล้วที่ตามใจแก” ช้องนางเสียงสั่น โพล่งออกมาด้วยความน้อยใจ ฉัตรพระอินทร์เงียบ สำนึกตอนได้ยินเสียงแม่สะอื้น

“ฉัตรขอโทษ แม่ไม่ต้องห่วงหรอก เป็นตายยังไงฉัตรก็ไม่ทิ้งแม่แน่”

ถึงจะชั่วดียังไง ฉัตรพระอินทร์ก็รู้ว่าทุกอย่างที่แม่ทำไปก็เพื่อเธอ ฉะนั้นต่อให้ที่ผ่านมาจะเถียงหรือขัดใจอะไร เธอก็ไม่มีวันที่จะทอดทิ้งช้องนาง

ประโยคนี้ทำเอาผู้เป็นแม่น้ำตารื้น ไม่บ่อยนักที่ถ้อยคำเหล่านี้จะหลุดออกจากปากลูกสาว สถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างก็นิ่งเงียบด้วยกันทั้งคู่ แต่อีกสักพักฉัตรพระอินทร์ก็โพล่งขึ้นมา

“ไม่แน่นะแม่ บางทีพี่ช่ออาจจะติดต่อหาคนอื่นก็ได้” เจ้าตัวออกความคิด ซึ่งนั่นจุดประกายทำให้หล่อนวิเคราะห์ต่อว่าควรจะเริ่มหาจากจุดไหนก่อน

ลึกเข้ามาในซอยแห่งหนึ่งย่านถนนพระรามสี่ ละแวกนี้มีแต่บ้านหลังใหญ่รวมถึงคฤหาสน์ของบุคคลมีชื่อเสียง ดูได้จากป้ายตระกูลที่ติดหราหน้าประตูรั้ว บางหลังกินเนื้อที่ยาวเป็นไร่ ก่อกำแพงทึบล้อมไว้พร้อมติดกล้องวงจรปิด และที่ไม่น่าเชื่อคือสองข้างทางยังเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น ถนนกว้างพอรถสวนกันได้ สงบเงียบและไม่ค่อยมีรถราแล่นผ่าน

บ้านของตรัยวินท์เป็นหนึ่งในนั้น บ้านหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมกึ่งโรมัน เมื่อขับเข้าไปตามทางโค้งเข้าสู่ตัวบ้านจะพบรูปปั้นวีนัส ตรงกลางวนเวียนมีฐานน้ำพุ อีกด้านเป็นสวนและสนามหญ้าสีเขียวดุจกำมะหยี่ เหนือฐานบันไดหน้าบ้านคือเสาต้นใหญ่ที่รองรับหลังคาทรงแหลมแบบวิหาร ประตูหน้าต่างบานกว้างเป็นกระจกสีมรกต ชั้นสองมีระเบียงโค้งยื่นออกมาคลุมบริเวณหน้าประตูทางเข้า

“ตามมาสิ” เจ้าของบ้านเรียกผู้เป็นภรรยา หลังส่งกุญแจให้คนขับรถนำรถไปจอดที่ลานอีกด้านหนึ่ง

ช่ออัญชันมองบรรยากาศรอบด้านอย่างตื่นตะลึงและเดินตามไปเงียบๆ ผ่านเข้าสู่โถงชั้นล่างที่ประดับฝ้าเพดานโค้งด้วยโคมไฟคริสตัล เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูหรูมีราคา กระทั่งพรมผืนที่เหยียบนี่ก็ดูท่าจะแพงลิบ

ตรัยวินท์แนะนำคนในบ้านให้รู้จักสมาชิกใหม่ ทุกคนแสดงออกถึงความสงสัยแตกต่างกัน บ้างยิ้มให้ บ้างจับจ้อง แต่ที่เหนือความคาดหมายคือช่ออัญชันไม่คิดว่าเขาจะกล้าบอกคนอื่นว่าเธอเป็นภรรยาของเขา

เจ้าของบ้านจัดแจงพาชมสถานที่ด้วยตัวเอง ไม่ไว้ใจเพราะกลัวหญิงสาวเที่ยวไปฟ้องใครเข้า แต่รายนั้นก็ดูจะเชื่อฟังดี กระทั่งถึงห้องพักที่อยู่ใกล้กันก็ยังเห็นสงบเสงี่ยมเจียมตัว

ในห้องที่จัดไว้ให้ช่ออัญชันมีข้าวของเครื่องใช้ค่อนข้างครบ แต่ในตู้มีเสื้อผ้าใหม่เพียงไม่กี่ชุด เพราะคนดื้อรั้นดึงดันจะกลับไปขนของที่อะพาร์ตเม้นต์ ตรัยวินท์สงสัยว่ารายนี้จะมีแผน สุดท้ายเลยตกลงใจที่จะอาสาพาไปเอง

“แต่ต้องเป็นวันพรุ่งนี้นะ วันนี้ฉันเหนื่อยอยากพักผ่อน”

“ก็บอกแล้วว่าเดี๋ยวช่อไปเอง รับรองไม่หนีหรอก ช่อยังต้องเคลียร์ค่าเช่าห้องอีกนะ คุณจะไปทำไม” รายนี้พยายามอ้าง แต่ตรัยวินท์ก็ดูออก

“ไว้ก่อนเถอะน่า เชื่อสิ” พูดจบก็เดินออกจากห้องไป ทีนี้ความหวังของหญิงสาวก็เลยพังทลายลง

ช่ออัญชันตั้งใจจะโทรหาวิชุดา เพราะคิดว่ารายนั้นคงหาทางช่วยได้ ไว้รอจังหวะที่เจ้าของบ้านเผลอ ตอนนั้นแหละที่จะแอบลงไปใช้โทรศัพท์ข้างล่าง

“อ้อนี่!” ชายหนุ่มย้อนกลับมาอีกรอบ ร่างเล็กกระเด้งพรวดเพราะกำลังใช้ความคิด ฝ่ายชายหรี่ตามอง เดาว่าหญิงสาวต้องคิดการอะไรอยู่แน่ๆ จึงได้ดักคอไว้ก่อน

“อย่าให้รู้นะว่ามีแผนจะทำอะไร”

“เปล่าสักหน่อย จ้องจับผิดกันเกินไปแล้ว” เธอติ กระเง้ากระงอดไม่พอใจ

ตรัยวินท์เพ่งพินิจ ทำนองไม่เชื่อ แต่ช่ออัญชันตีหน้าซื่อไม่รู้ไม่ชี้ แต่ลับหลังแอบพึมพำอย่างหมั่นไส้

“เชอะ! ถึงมีแผนก็ไม่บอกหรอก” ปากบางฉีกออกในลักษณะแยกเขี้ยว แต่ลืมไปว่าห้องชายหนุ่มอยู่ข้างๆ ไม่ทันขาดคำก็มีเสียงผลักประตูพรวดเข้ามา ตรัยวินท์ยืนกอดอกอย่างเอาเรื่อง คนปากเก่งถึงรีบเผ่นเข้าด้านในแล้วยืนสำรวมในความสงบเงียบ

บ่ายโมงก็แล้ว บ่ายสองโมงก็แล้ว ตรัยวินท์ไม่เห็นจะกลับขึ้นไปบนห้องสักที ช่ออัญชันก็เล็งว่าเมื่อไหร่รายนั้นจะขึ้นข้างบน ไหนเมื่อช่วงสายบ่นว่าเหนื่อยนักหนา เหนื่อยแล้วไฉนมานอนกระดิกเท้าดูโทรทัศน์อยู่ในห้องรับแขก

“จะเข้าก็เข้ามา” เจ้าของบ้านเรียก เห็นแล้วว่าภรรยาสาวยืนจดๆ จ้องๆ

ช่ออัญชันทำหน้าเซ็ง เดินไหล่ตกมานั่งต๋อมที่โซฟา ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า แต่ดูเขาอารมณ์ดีผิดสังเกต ตรัยวินท์อมยิ้มเพราะรู้ว่าหญิงสาวรอจะใช้โทรศัพท์

“นั่งสิ ดูหนังมั้ย?” เขาชวนเล่นๆ เป็นการหยั่งเชิง ช่ออัญชันสะบัดหน้าไปมาในลักษณะปฏิเสธ ตรัยวินท์ก็แกล้งถามอีก

“จะดื่มอะไรไหม?” คราวนี้สังเกตช่ออัญชันเริ่มหน้ามุ่ย

“เป็นอะไร ไม่พอใจอะไร?”

“เปล่าค่ะ...ไหนคุณบอกว่าเหนื่อยไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงไม่ขึ้นไปพักล่ะ”

“ก็นี่ไง พักอยู่” เขาตอบ พลางหยิบป๊อบคอร์นโยนเข้าปาก

ช่ออัญชันขืนยิ้มนิดๆ อย่างผิดหวัง ร่างเล็กนั่งทื่อไม่ขยับ กระทั่งถูกมือใหญ่คว้าไปแนบชิดในอิริยาบถที่เหมือนจะกอด เอวบางจึงทะลึ่งพรวด ดันร่างหนาออกห่างทันที

“คุณจะทำอะไรน่ะ?” คนตาโตจ้องเขม็ง

“ทำไม ก็แค่อยากให้มานั่งใกล้ๆ ผัวเมียอะไรนั่งห่างเป็นโยชน์ แบบนี้ใครเขาจะเชื่อว่าแต่งงานกันแล้ว” พอสิ้นประโยคนี้ช่ออัญชันทำหน้าฉงน รู้สึกแปลกที่วันนี้ชายหนุ่มมีท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยชอบกล

“เมื่อตอนบ่ายดื่มเหล้ามาเหรอคะถึงได้เพ้อเจ้อ”

เสียงดุทำให้คนเป็นสามีนั่งขำ จริงๆ แล้วตรัยวินท์แค่มันเขี้ยว จึงอยากแกล้งให้แปลกใจเล่น แต่รายนี้คงอึดอัดมากที่เขาไม่ยอมลุกไปไหน ทำให้แผนการที่เธอคิดไว้ไม่สำเร็จสักที พอมองหน้ากระเง้ากระงอดนี่ทีไรเป็นต้องรู้สึกขำ

เห็นท่าจะหมดหวังจึงตัดสินใจกลับห้อง เดินออกมาครึ่งทางได้ยินเสียงมือถือของสามีดัง เห็นแล้วว่าเขาเดินออกมาจากห้องรับแขก สบโอกาสก็รีบย้อนกลับและตรงดิ่งไปยังโทรศัพท์พื้นฐาน ครั้นยกหูก็ต้องแปลกใจเพราะมันเงียบผิดปกติ สำรวจกระทั่งเห็นว่าสายเชื่อมสัญญาณถูกถอดออก เท่านั้นเองหน้าใสก็เริ่มขุ่น ตรัยวินท์คงหิ้วติดมือไปด้วยเพราะรู้ว่าเธอต้องแอบมาใช้โทรศัพท์

“หนอย อีตาบ้า!” มือเล็กกำแน่นอย่างโกรธขึ้ง เดินงึมงำไปตลอดทาง

‘หมอนี่จะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว’ ช่ออัญชันบ่นอุบตอนเดินหน้าคว่ำกลับขึ้นห้อง แต่ปรากฏว่าต้นตอยืนคุยโทรศัพท์อยู่แถวนั้นจึงไม่อยากเดินผ่าน กำลังจะหมุนตัวกลับได้ยินเขาเอ่ยถึงชื่อผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเรียกหล่อนว่า ‘คุณลี’ เธอจับใจความได้ว่าพวกเขากำลังนัดแนะกันไปที่ไหนสักแห่ง

“ช่อ!” เสียงเรียกทำให้เจ้าของชื่อชะงักเท้า ตรัยวินท์หันมาเห็นเธอพอดี

ร่างเล็กทำตาใสซื่อทำนองไม่รู้ไม่เห็นอะไร ชายหนุ่มก็ไม่ซักไซ้ แค่มองอย่างจ้องจับผิด หน้าคมสันไหวขึ้นลงเล็กน้อย สายตาซอกแซกเพ่งเล็ง แต่ฝ่ายหญิงก็ยืนกรานด้วยการทำหน้ามึนใส่

“เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอก ไม่ต้องรอทานข้าวเย็นนะ” เขาสั่ง หญิงสาวยืนนิ่งคล้ายกวนประสาท บ่นอุบอิบเสียงค่อย

“ก็ไม่เคยคิดจะรออยู่แล้ว” เธอย้อนเขากลับแต่ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ บังเอิญว่าตรัยวินท์ได้ยิน เขาไม่โต้ตอบแต่ส่งสายตาพิฆาตมาให้แทน

ฉัตรพระอินทร์รู้แล้วว่าจะสืบข่าวของพี่สาวได้จากที่ไหน หลังหมดคาบเรียนจึงขับรถไปที่ร้านอาหารของวิชุดา แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อรายนั้นไม่รู้เรื่อง

วิชุดาเล่าว่าหล่อนไปหาช่ออัญชันที่อะพาร์ตเมนต์ แต่คนดูแลตึกบอกว่าไม่เห็นรุ่นน้องมาเป็นสัปดาห์แล้ว ด้วยความเป็นห่วงเพราะรายนั้นไม่เคยหายเงียบไปโดยไม่บอกกล่าว ทีแรกก็คิดว่าคงอยู่กับน้องสาว แต่พอฉัตรพระอินทร์มาถามหาก็เลยแปลกใจ

“มันยังไงกันแน่ฉัตร พี่คิดว่าหนูน่าจะรู้ซะอีก” วิชุดาถามเสียงเครียด ร่างอรชรในชุดนักศึกษาเลยต้องเสแสร้งแสดงเป็นไม่รู้ไม่เห็น

“ฉัตรก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ หลังจากออกไปธุระด้วยกันวันนั้น พี่ช่อก็หายเงียบไปเลย โทรหากี่หนก็ไม่ติด”

“พี่ชักเป็นห่วงแล้วสิ ช่อไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา พี่ว่ามันผิดสังเกตแล้ว หรือเราจะแจ้งความไว้ก่อน” หล่อนใจร้อน แต่ลืมไปว่าบิดาของรุ่นน้องก็เป็นตำรวจ

ฉัตรพระอินทร์กระสับกระส่าย ทักท้วงเพราะเกรงเรื่องจะบานปลาย

“ยะอย่าเพิ่งดีกว่าค่ะพี่วิ ยังไงฉัตรขอปรึกษาแม่ก่อน บางทีวันสองวันนี้พี่ช่ออาจโทรหาแม่หรือไม่ก็พ่อ ฉัตรกลัวว่าผลีผลามไปจะทำให้เรื่องมันใหญ่โต บางทีพี่ช่ออาจอยู่บ้านเพื่อนคนไหนสักคน หรือไม่ก็มีปัญหาที่บอกพวกเราไม่ได้”

“แต่อย่างน้อยช่อก็น่าจะโทรบอกพี่หน่อยนี่นา” วิชุดาข้องใจ

“เอาเป็นว่าตอนนี้ขอฉัตรโทรคุยกับที่บ้านก่อนนะคะ แล้วยังไงค่อยว่ากัน ถ้าฉัตรติดต่อพี่ช่อได้จะบอกให้โทรหาพี่วินะคะ” เจ้าตัวสรุป แสร้งทำสีหน้าว่าเป็นกังวล วิชุดาจึงเออออตามนี้ ภาวนาขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นกับช่ออัญชันเลย

ร่างอรชรเดินหน้าหงิกกลับไปที่รถ ดีเท่าไหร่ที่ความไม่แตก วิชุดาเล่นบุกไปถึงอะพาร์ตเมนต์ของช่ออัญชัน ฉัตรพระอินทร์ถึงรู้สึกว่าตัวเองพลาด พลาดที่ไม่ได้โทรไปลางานให้พี่สาว เลยกลายเป็นว่าเรื่องมันจะยิ่งยุ่ง เมื่อวิชุดาสงสัยในการหายตัวไปของช่ออัญชันด้วยอีกคน

“วุ้ย! ให้มันได้อย่างนี้สิ” ร่างอรชรบ่นอย่างหัวเสีย เปิดประตูพร้อมโยนกระเป๋าถือใบแพงระยับไปที่นั่งข้างคนขับ จังหวะนั้นไม่ทันระวัง สะโพกมนเผลอดันประตูอ้าออกไปกระแทกรถเบนซ์คันข้างๆ จนสีถลอก คนประมาทถอนใจดัง หงุดหงิดก็หงุดหงิด แถมต้องดันมาเกิดเรื่องตอนนี้อีก

จังหวะนั้นเจ้าของรถคันดังกล่าวเดินมาพอดี เขาเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกท่าทางเป็นผู้ใหญ่ การแต่งตัวดูดี มีมาดคล้ายกับผู้บริหาร

“ฉัตรขอโทษค่ะ พอดีประตูมันอ้าแล้วคว้าไม่ทัน แต่เดี๋ยวฉัตรรับผิดชอบค่าเสียหายให้” เจ้าตัวรีบออกปาก ตอนนั้นคู่กรณีเดินอ้อมมาดูรอยถลอกที่ว่า

“ไม่เป็นไรหรอก แค่นิดหน่อย” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม ไม่ได้มีทีท่าทุกข์ร้อนอะไร

ชายหนุ่มแค่ใช้มือลูบรอยขีดข่วนนิดหน่อยแล้วก็เงียบ ฉัตรพระอินทร์งงที่เห็นเขานิ่งเฉย ไม่หงุดหงิดหรือถามไถ่อะไรเลยสักคำ

“ไม่เป็นไรค่ะ ให้ฉัตรรับผิดชอบดีกว่า ฉัตรไม่สบายใจ” เจ้าตัวยืนกราน

เห็นฝ่ายหญิงมุ่งมั่นแบบนี้ก็อมยิ้ม มองแววตาหยิ่งทะนงของนักศึกษาสาวรายนี้อย่างชื่นชม สุดท้ายเขาพยักหน้ายินยอม ร่างสูงกว่าเดินไปเปิดรถแล้วหยิบนามบัตรส่งให้ ซึ่งท่าทางเธอรีบร้อนเหมือนอยากหนีไปให้พ้นจากตรงนั้น

“มีอะไรก็ติดต่อมาที่เบอร์นี้นะ” เขาแจ้ง น้ำเสียงแบบผู้ใหญ่คุยกับเด็ก

ฉัตรพระอินทร์พยักหน้าแล้วยิ้มรับ มองหน้าคมคายอีกครั้งอย่างฉงน เขาค่อนข้างจะแปลก เจอบุคลิกแบบนี้เข้าไปก็ถึงกับเดาไม่ออกเลยทีเดียว

ตอนหญิงสาวก้มมองกระดาษแผ่นเล็กในมือ ชายหนุ่มกลับขึ้นรถไปแล้ว เธอเองก็เตรียมจะออกรถเหมือนกันแต่ปรากฏว่ามีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเดินมุ่งมา

รายนั้นเป็นคนรูปร่างหน้าตาสะสวย แต่งตัวดีแต่วาบหวิวเล็กน้อย ทว่าหล่อนเปิดประตูขึ้นไปนั่งรถคันข้างๆ ด้วยสีหน้าท่าทางเย่อหยิ่งพอสมควร เดาว่าถ้าไม่ใช่ภรรยาก็คงจะเป็นคู่รัก...หรือไม่แน่ บางทีรายนั้นอาจจะเป็นแค่คู่ขาก็ได้

“ตรัยวินท์ ไตรภควัต” ฉัตรพระอินทร์อ่านชื่อนามสกุลของคู่กรณีจากนามบัตร แต่แล้วก็ต้องอึ้งเมื่อสายตากวาดลงมาถึงตำแหน่งที่อยู่บรรทัดล่าง

หนุ่มหล่อดูภูมิฐานรายนี้เป็นถึงประธานบริษัทส่งออกไม้แปรรูป และยังอีกหลายบริษัทที่ปรากฏอยู่ในบรรทัดถัดลงมา ถึงตรงนี้ ฉัตรพระอินทร์เริ่มเห็นว่าคู่กรณีของเธอท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

ความคิดเห็น