น้ำมิ้ม

เรื่องนี้จะรวมทุกความน้ำเน่าไว้อย่างที่คุณต้องคิดถึง 5555 คือ ไรท์เป็นคนที่ชอบอ่านนิยายเล่มบางๆที่เมื่อก่อนเล่มละ 10 บาทอ้ะ ใครจำได้บ้าง เรื่องนี้เลยเขียนแบบที่ตัวเองคิดถึงและอยากอ่าน คือแบบ...ถึงรู้ว่ามันน้ำเน่าแต่เราก็ยังติด ...มานั่งตบยุงด้วยกันเถอะ มาๆๆๆ

ตอนที่ 14 : ความจริงที่ต้องพิสูจน์ (18+ และควรมีวิจารณญาณ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 : ความจริงที่ต้องพิสูจน์ (18+ และควรมีวิจารณญาณ)

คำค้น : รุ่งตะวันแห่งหัวใจ , หมอทหาร , พินัยกรรม , คำขอร้องสุดท้าย , แต่งงาน , มรดก , ปกเกียรติ , ปรางสุดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2559 23:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 : ความจริงที่ต้องพิสูจน์ (18+ และควรมีวิจารณญาณ)
แบบอักษร

 

รุ่งตะวันโหมเรียนอย่างหนักพร้อมๆกับทำงานเก็บเงินเพื่อตั้งบริษัทออกแบบเป็นของตัวเอง โดยมีพิธานคอยช่วยเหลือคอยให้คำปรึกษากับหญิงสาวตลอดจนความรู้สึกของทั้งคู่พัฒนาไปเรื่อยๆ

“รุ่ง...เทอมนี้ผมก็จะเรียนจบแล้ว คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าผมจะไปขออนุญาตผู้ปกครองของคุณ....”

“อย่านะ....ห้ามเด็ดขาดเลย”

รุ่งตะวันรีบโบกมือห้ามตั้งแต่พิธานยังพูดไม่ทันจบ....แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร แต่เธอก็ยังกลัวใจปกเกียรติ อีตาคุณหมอนั่นเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าโทรมาที่บ้านทุกวันตอน 1 ทุ่มตรงเป๊ะ ... ซึ่งที่เมืองไทยคือเวลาตี 5 ...รุ่งตะวันได้แต่ประหลาดใจ นี่ใจคอตื่นนอนมาสิ่งแรกที่เขาจะทำคือโทรหาเธอทุกๆวันใช่หรือไม่....

“ผู้ปกครองฉันเข้มงวดมากกกกกก เค้าบอกว่าถ้าฉันยังเรียนไม่จบห้ามมีแฟนเด็ดขาด”

“นี่มันปีไหนแล้วคุณ ปี 2016 แล้วนะ แล้วคุณก็ 20 แล้วด้วย ถ้าเป็นคนไทยเขาก็ต้องเรียกว่าหัวโบราณมากๆ”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น แต่ก็คงจะตำหนิเค้าไม่ได้ เพราะครอบครัวเราเหลือแค่ฉันกับเขาสองคน คงเป็นห่วงมากเป็นธรรมดา”

“ถ้าผมไปพบเขาไม่ได้ แต่คุณไปพบพ่อกับแม่ผมได้ใช่มั้ย ผมอยากจะอวดแฟนกับที่บ้านเต็มแก่แล้ว”

พิธานเอ่ยพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ หากรุ่งตะวันเบี่ยงตัวหลบอย่างรู้ทัน

“อย่าเพิ่งเลยค่ะ ผู้ปกครองของเราทั้งคู่ควรรู้พร้อมกันนะ รอฉันเรียนจบหน่อยเถอะ อีกแค่ปีเดียวเองน่านะ”

ใบหน้าเรียวใสราวตุ๊กตายิ้มให้อีกฝ่ายอย่างประจบจนพิธานอดจ้องมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นในใจ หากชายหนุ่มก็รู้ดีเช่นกันว่าผู้หญิงตรงหน้านั้นถือตัวมากเพียงใด ถ้าเธอบอกให้รอนั่นหมายถึงเขาต้องรอ...หากยังฝืนดึงดันอาจจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเขาเอง

“ถ้าอย่างนั้นรุ่งสัญญาได้มั้ย ... ถ้าผมรับปริญญาคุณต้องไปเดทค้างคืนกับผม”

พิธานยังคงต่อรองด้วยแววตาเว้าวอน เกือบสองปีที่คบกันมานี้เขาเป็นฝ่ายอดทนยับยั้งชั่งใจตัวเองมาตลอดอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน และนี่อาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ชายหนุ่มกล้าเอ่ยมันออกมา

รุ่งตะวันหน้าระเรื่อขึ้นเล็กน้อยด้วยเข้าใจความหมายของเขาดีว่ามันจะเป็น “เดท”ในลักษณะไหน หากเธอยังไม่กล้าตกปากรับคำ

“เอาเป็นว่าฉันจะให้คำตอบคุณในวันรับปริญญาแล้วกันนะคะ”

..........................................................................................................................................

บรรยากาศแห่งความยินดีที่ทั้งบัณฑิตและญาติพี่น้องล้วนสุขใจนั้นกระจายตัวไปทั่วมหาวิทยาลัย ร่างสูงของพิธานโอบกอดหญิงวัยกลางคนที่แม้จะวัยเกือบจะห้าสิบแล้วแต่รูปร่างและใบหน้ายังคงสาวสวยตามประสาคนสวยด้วยมีด หากแววตาแห่งความยินดีนั้นคงจะเป็นสิ่งเดียวที่แสดงออกถึงตัวตนของจริงของหญิงกลางคนคนนั้น ที่ส่องแสงแห่งความสุขและยินดีกับลูกชายของเธออย่างแท้จริง

รุ่งตะวันมาร่วมแสดงความยินดีตามสัญญา วันนี้ชายหนุ่มเรียนจบปริญญาตรีแล้ว และหญิงสาวก็ไม่อิดออดเมื่อชายหนุ่มพาเธอไปแนะนำให้ครอบครัวของเขารู้จัก

“พ่อครับ แม่ครับ นี่รุ่ง...แฟนของผมเอง”

หญิงวัยกลางคนที่ตกแต่งใบหน้าไว้ด้วยเครื่องสำอางจนปกปิดริ้วรอยไว้อย่างดีหันมาจ้องใบหน้าหญิงสาวที่ลูกชายพามาแนะนำว่าเป็นแฟนอย่างใคร่รู้ ... แม่นี่ลูกเต้าเหล่าใครกัน และที่สำคัญ “ดีพอ” ที่จะมาคบกับลูกชายของเธอหรือเปล่า

 “สวัสดีค่ะ” รุ่งตะวันยกมือไหว้ด้วยเห็นว่ามารดาของพิธานเป็นคนไทย หากหญิงวัยกลางคนกลับไม่รับไหว้แถมยังถามเธอกลับด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างไว้ตัว

“สวัสดีจ้ะหนู เป็นเพื่อนของตาพีต้าหรือจ๊ะ”

รุ่งตะวันยิ้มค้างกับคำต้อนรับนั้น จนเพื่อนชายต้องรีบเอ่ยแก้เป็นพัลวัน

“แม่ครับ รุ่งเป็นแฟนผมครับ ไม่ใช่เพื่อน”

นางกชกร ที่พิธานเรียกว่าแม่นั้นหันมาทำตาเขียวใส่บุตรชาย พลางเอ่ยซักประวัติหญิงสาวตรงหน้าต่อ

“เรียนที่ยูนี้เหมือนกันหรือจ๊ะ คณะอะไร ครอบครัวส่งมาเรียนหรือสอบชิงทุนมา”

รุ่งตะวันหน้าตึงขึ้นเรื่อยๆทุกๆครั้งที่แม่ของเพื่อนชายยิงคำถามมา ....จนพิธานต้องเอ่ยขอร้องมารดาเสียงจริงจัง

“แม่ครับ...เลิกถามคำถามแบบนี้กับรุ่งซักที”

“งั้นแม่ถามอีกแค่คำถามเดียวแล้วแม่จะเลิกถาม เธอลูกเต้าเหล่าใคร”

นางกชกรหันมาถามหญิงสาวที่บัดนี้แทบจะเหลือแต่เพียงรอยยิ้มตามมารยาทเท่านั้นเมื่อเอ่ยตอบ

“ดิฉันชื่อ... ปรางสุดา ชนพิทักษ์ ลูกสาวคนเดียวของท่านนายพลปิติ ชนพิทักษ์ คุณน้ารู้จักหรือเปล่าคะ”

กชกรรู้สึกเหมือนกับหายใจไม่ออกขึ้นมากะทันหัน... ปรางสุดาอย่างนั้นหรือ แล้วคบกันเป็นแฟนกับพิธานอย่างนั้นหรือ.....ร่างท้วมของนางกชกรเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถยืนทรงตัวได้ จนนายโทนี่ผู้เป็นสามีและพิธานต้องเข้ามาประคองไว้คนละด้าน

“พีต้า...พาแม่กลับบ้าน...”

“ไปหาหมอก่อนมั้ยครับ”

นางกชกรสั่นศีรษะพลางยึดแขนลูกชายไว้แน่น

“พาแม่กลับบ้านพีต้า แม่มีเรื่องสำคัญต้องคุยกับลูก”

รุ่งตะวันช่วยเก็บของของชายหนุ่มแล้วเดินตามไปส่งถึงรถ นางกชกรเบือนหน้ากลับมามองหญิงสาวที่แนะนำตัวเองว่าปรางสุดาแล้วยิ่งหน้าซีดหากก็ไม่ยอมละสายตาจากร่างแบบบางนั้นจนกระทั่งรถเคลื่อนจากไป ....หรือว่าสวรรค์กำลังลงโทษเธอ

.....................................................................................................................................................

“เลิกกับเด็กคนนั้นซะ”

นางกชกรเอ่ยเสียงเข้มทันทีที่อยู่ตามลำพังกับบุตรชาย หากพิธานลุกพรวดขึ้นอย่างไม่พอใจ

“ทำไมแม่ถึงไม่ชอบเธอ....รุ่งเค้าเป็นเด็กดีนะครับ ที่บ้านเขาก็มีฐานะ ผมไม่เข้าใจว่าแม่จะกีดกันพวกผมเพราะอะไร”

“เพราะปรางสุดาเป็นน้องสาวของแก”

“แม่ว่าอะไรนะครับ”

ร่างสูงหันมามองมารดาอย่างงุนงง หากนางกชกรยังคงเอ่ยย้ำประโยคเดิมพร้อมขยายความ

“ปรางสุดาเป็นน้องสาวแก เขาเป็นลูกของฉันกับท่านนายพล”

พิธานรู้สึกเหมือนกับว่าขาตัวเองกำลังจะหมดแรง จนต้องทรุดตัวนั่งลงที่โซฟาใกล้ๆมารดา นางกชกรเอื้อมมือมาโอบลูกชายไว้

“ตอนนั้นพีต้ายังเด็กมาก คุณพ่อของลูกเขาหนีแม่กลับอเมริกาไปกะทันหัน แม่เลยพยายามหาที่พึ่ง และท่านนายพลเองที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ”

พิธานดูเหมือนจะไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว สองหูยังคงอื้ออึงไปด้วยคำของมารดาที่ตอกย้ำราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ ...เขากับปรางสุดาเป็นพี่น้องกัน

“แต่ยัยปราง แกอาภัพเกิดมาไม่ปรกติ แม่เองก็รับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโทนี่กลับมาหาแม่อีกครั้ง แม่จึงตามพ่อแกมาและไม่เคยกลับไปที่เมืองไทยอีกเลย”

“ผมอยากอยู่คนเดียว...”

“พีต้า....แม่ขอร้องยัยปรางแกเป็นน้อง”

“ผมบอกว่าขออยู่คนเดียว!

เสียงห้าวนั้นหันมาร้องบอกมารดาเสียงดังจนนางกชกรสะดุ้ง... แต่เมื่อเห็นดวงตาที่ร้าวราน จึงได้แต่ลูบไหล่บุตรชายเบาๆก่อนจะลุกจากไป....เธอต้องให้เวลาลูกชายกับการยอมรับความจริงนี้

.........................................................................................................................................................

รอยยิ้มอันสดใสกับดวงตาที่เปล่งประกายแห่งความสุขที่สะท้อนอยู่บนใบหน้าของรุ่งตะวันแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่พิธานเฝ้าฝันถึงเสมอไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น ชายหนุ่มนอนครุ่นคิดมาตลอดคืนก่อนจะลากร่างอันไร้เรี่ยวแรงของตัวเองมาจนถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์ที่พักของหญิงสาว วันนี้เขาต้องการพิสูจน์หัวใจตัวเอง

รุ่งตะวันเปิดประตูออกมาก่อนที่ชายหนุ่มจะกดออดด้วยซ้ำ คล้ายว่าเธอก็กำลังรอการมาถึงของเขาเช่นกัน หญิงสาวยิ้มให้เขาทั้งปากและนัยน์ตา ก่อนจะเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

“ฉันพร้อมแล้วค่ะพีต้า...วันนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี”

พิธานจ้องมองหญิงสาวราวกับต้องการให้มันทะลุไปถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจตัวเอง ชายหนุ่มไม่เอ่ยคำพูดใดหากแต่เพียงยื่นมือหนาอบอุ่นมาให้เธอตรงหน้า รุ่งตะวันมองอาการนั้นก่อนจะวางมือเรียวเล็กของเธอลงไปที่ฝ่ามือของเขา หญิงสาวไม่ลังเลไม่สอบถามอะไรทั้งสิ้น ตราบใดที่เธออยู่กับพิธานเธอจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเสมอ

มือพิธานสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเปในใจ หากก็ยังกุมกระชับมือน้อยนั้นก่อนจะที่จับจูงกันเดินออกไป

“รุ่ง....จำเดตที่ผมเคยบอกคุณไว้ได้มั้ย”

รุ่งตะวันหน้าแดงขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนพูดขึ้นราวกับต้องการรื้อฟื้นคำสัญญา

“อืม....แต่ว่ารุ่งยังไม่พร้อม”

หญิงสาวตอบกระอุบกระอิบหากในใจรู้ดีว่า ไม่พร้อมด้วยสาเหตุอะไร .... เธอยังเหลือเวลาอีก 1 ปีในการเรียนในสิ่งที่เธอรัก และเธอยังไม่ต้องการผิดคำพูดต่อคุณผู้ปกครอง

พิธานพาหญิงสาวเดินมาจนถึงชมรมที่มหาวิทยาลัย หากในวันหยุดพักผ่อนเช่นนี้ แทบไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามา รุ่งตะวันได้แต่เดินตามชายหนุ่มมาด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม วันนี้ชายหนุ่มขรึมกว่าเคยและแทบไม่จะพูดคุยหยอกล้ออย่างหนุ่มเจ้าเสน่ห์เช่นเดิม หากกลับมองเธอด้วยแววตาที่หลากหลายความรู้สึกจนรุ่งตะวันได้แต่ประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มกันแน่

พิธานหันไปปิดล็อกประตู ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับหญิงสาวร่างแบบบางที่ยืนเด่นอยู่กลางห้องอย่างตัดสินใจแน่วแน่

“แค่จูบ...ได้มั้ย”

แม้จะเป็นคำพูดที่แผ่วเบา หากกลับสั่นไหวอารมณ์ของรุ่งตะวันได้อย่างประหลาด ชายหนุ่มประคองใบหน้าเรียวเล็กของหญิงสาวด้วยสองมือก่อนจะนาบริมฝีปากร้อนลงมาบดเบียดกับเรียวปากจิ้มลิ้มนั้น เป็นจูบทักทายที่แผ่วเบาเนิบนาบ ทว่าค่อยๆร้อนแรงขึ้นจะเกือบจะกลายเป็นรุ่มร้อน

สองมือชายหนุ่มค่อยเลื่อนจากใบหน้าไล้แตะเรือนร่างของเธออย่างทะนุถนอม พิธานจูบไซร้ไปยังซอกคอขาวผ่องก่อนจะค่อยๆปลดเสื้อคลุมของหญิงสาวออกทีละชิ้นอย่างใจเย็นด้วยสองมืออันสั่นระริก ตอนนี้รุ่งตะวันไร้เรี่ยวแรงที่จะผลักไส  สัมผัสของพิธานทำให้เธอตื่นเต้นและยินยอมให้อีกฝ่ายใช้มือสำรวจเธอแต่โดยดี แม้ว่าเสียงในใจจะเตือนตัวเองถึงคำสั่งของพี่ชายที่แสนดุคนนั้น ....ห้ามใจแตก! แต่สมองของเธอคล้ายกับจะเบลอๆเมื่อริมฝีปากร้อนๆของพิธานกำลังพรมจูบไปทั่วซอกคอหอมกรุ่นนั้น

ร่างแบบบางของปรางสุดาถูกรุนให้ถอยหลังจนไปชิดกับโซฟาตัวหนานุ่ม พิธานเอนตัวหญิงสาวให้นอนราบก่อนจะทาบทับลงไป ในขณะที่มือหนากำลังสวมบทบาทนักสำรวจพื้นที่ เสื้อสเวตเตอร์ตัวหนาถูกมือซุกซนซอนไซร้ไปข้างในจนพบกับเนินนวลอวบหยุ่นที่มีกำแพงผ้าลูกไม้ชิ้นโตห่อหุ้มอยู่ มือใหญ่นั้นควานคลำคลึงคล้ายกับต้องการวัดพื้นที่ด้วยปลายนิ้ว จนหญิงสาวหอบหายใจแรงขึ้น ....

หากแล้วจู่ๆพิธานกลับหยุดกะทันหันและลุกหนีไปยืนห่างจนรุ่งตะวันต้องลุกขึ้นนั่งมองตามด้วยหัวใจที่ยังเต้นผิดจังหวะ

“พีต้า....”

“ผมขอโทษรุ่ง .... ผมไม่ควรทำแบบนี้ ลุกขึ้นเถอะ...ผมจะพาคุณไปส่งที่บ้าน”

พิธานหันมามองหญิงสาวด้วยแววตาที่รวดร้าว....ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อกลางฝ่ามือ ...หากยังไม่เจ็บปวดเท่ากับหัวใจของเขาตอนนี้....ทุกการสัมผัส ทุกการตอบสนอง ไม่ได้สร้างความสุขอย่างที่เขาหวังไว้ หากกลับยิ่งกรีดลึกในหัวใจของเขาราวกับแผลฉกรรจ์ ....นับจากนี้ไป ปรางสุดาในใจเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว....

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น