อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

วันหยุดนี้ฉัตรพระอินทร์มารับมารดาไปดูห้องใหม่ที่ย้ายมา ขากลับจึงตั้งใจมาส่งนางที่บ้าน แต่เห็นรถตู้คันหนึ่งจอดดักรออยู่หน้าทางเข้า สองแม่ลูกเกิดความระแวงจึงเปลี่ยนใจขับต่อไปข้างหน้า

ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวขับตามมา ฉัตรพระอินทร์จึงแวะที่ตลาดซึ่งมีผู้คนคึกคัก กระทั่งแน่ใจแล้วว่ารถคันนั้นขับเลยไปแล้วถึงได้หายใจโล่งอก

“ระหว่างที่พ่อยังไม่กลับบ้านแม่ไปอยู่กับฉัตรก่อนดีกว่า” รายนี้ออกความเห็น เริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต แทนที่จบเรื่องของช่ออัญชันแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย แต่ทำไมถึงดูเหมือนว่าอะไรๆ มันยังไม่จบ

ช้องนางเห็นด้วย แต่พรุ่งนี้นางต้องไปส่งแชร์ที่ร้านเสริมสวยก่อนถึงจะไปหาบุตรสาวได้

“ก็เอาไปส่งเขาวันนี้เลยไม่ได้รึไง แม่จะได้ไปพร้อมฉัตรเลยทีเดียว”

“ป่านนี้ใครมันจะอยู่ล่ะ นังติ๋มมันปิดร้านนอนไปแล้วมั้ง” นางแย้ง

คนเป็นลูกขี้เกียจเซ้าซี้ให้หงุดหงิด สองคนลงความเห็นว่าจะขับรถไปหาอะไรทานที่ถนนเส้นหลัก สุดท้ายก็มาจบอยู่ที่ร้านอาหารใกล้รีสอร์ตชื่อดังแห่งหนึ่ง และเนื่องจากสุดสัปดาห์เป็นวันหยุดยาว ผู้คนและนักท่องเที่ยวจึงค่อนข้างจะหนาตากว่าปกติ

ในห้องคาราโอเกะมีเสียงเพลงเล็ดลอดออกมาปะปนกัน หลายห้องเข้าก็ทำให้คนที่นั่งอยู่ด้านนอกฟังอะไรไม่ได้ศัพท์ สองแม่ลูกเลือกมุมสงบเพราะรำคาญเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทานข้าวแล้วก็ตั้งใจว่าจะคุยกันถึงเรื่องฝึกงานของฉัตรพระอินทร์ต่อ

ขากลับมัวแต่หันคุยกันจึงไม่ทันระวังตัว ร่างอรชรถูกมอเตอร์ไซค์ของเด็กวัยรุ่นที่เลี้ยวออกจากซอยเฉี่ยวจนล้มลงข้างทาง พอเห็นว่ามีคนเจ็บก็รีบซิ่งหนีไปตามระเบียบ

ช้องนางมัวแต่โวยวาย จึงไม่ทันสังเกตว่าที่แขนของบุตรสาวมีรอยถลอกและเลือดออก กำลังจะเข้าไปช่วย ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับเบี่ยงเข้ามาจอดด้านหลัง เจ้าของรถรีบวิ่งลงมาดูเหตุการณ์และช่วยประคองคนเจ็บ ซึ่งตอนนั้นช้องนางได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าหนุ่มจิตอาสาคนนั้นคืออาเขต

“เป็นอะไรมากมั้ยครับ?” เขาถามไถ่อย่างกระตือรือร้น พอหันมาเห็นช้องนาง ถึงสังเกตว่านี่คือฉัตรพระอินทร์ รายหลังพอเห็นแม่คุยกับคนแปลกหน้าก็เข้าใจว่าคงรู้จักกัน หญิงสาวเจ็บแต่ก็ยังหันมามองอาเขตด้วยรอยยิ้มเจื่อน

“ฉัตรไม่เป็นไรแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” ร่างอรชรพยายามทรงตัว

อาเขตอาสาช่วยพยุงไปยังรถของเธอที่จอดอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่เขาจะวิ่งกลับไปเอาชุดปฐมพยาบาลซึ่งมีติดไว้ในรถออกมาทำแผลให้อย่างคล่องแคล่ว

“โชคดีนะครับที่แผลไม่ลึก แค่ถากๆ น่าจะล้มไปโดนกิ่งไม้ข้างทางมากกว่า” อาเขตสันนิษฐาน และมองหน้าช้องนางด้วยรอยยิ้มอ่อน

ฉัตรพระอินทร์ไม่ได้พูดอะไรเลย มีแต่มารดากับเขาสนทนากันอยู่สองคน

ตลอดเวลาช้องนางสังเกตว่าอาเขตเหลือบมองบุตรสาวตนบ่อยๆ นั่นทำให้คนแอบหวังอมยิ้มและคาดเดาไปว่าชายหนุ่มอาจจะถูกอกถูกใจลูกสาวตน

อดีตนักการเมืองหนุ่มล้างแผลใส่ยาให้อย่างขะมักเขม้น เงยมองใบหน้าแฉล้มเฉลาของฉัตรพระอินทร์บ้างอย่างนึกเอ็นดู

แม้วันนี้เธอจะแต่งหน้าอ่อน ต่ผมสีน้ำตาลเงาสลวยยังเป็นลอนเป๊ะ จากรูปที่เห็นในมือถือของช้องนางคราวนั้น ตัวจริงหญิงสาวก็ดูไม่ต่างจากในรูปสักเท่าไหร่

“แล้วนี่มากันแค่สองคนเหรอครับ?” เขาชวนคุยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็นกันเอง พลางมองไปด้านหลังของหญิงสาวเหมือนดูว่ามีใครอื่นอีกหรือไม่

“ค่ะ ฉัตรมากับแม่ นี่ก็กำลังจะกลับ พอดีคุยกันเรื่องฝึกงานอยู่ เลยไม่ทันได้ระวังตัว” หญิงสาวตอบ สีหน้าชื่นชมว่าชายหนุ่มเป็นคนมีอัธยาศัยดี

“อ่อใช่ คราวก่อนที่เจอท่านผู้กำกับฯ ยังคุยกันอยู่ว่าเราใกล้จะจบแล้ว”

ได้ยินแบบนี้ ฉัตรพระอินทร์ก็นึกแปลกใจ ไม่ยักรู้ว่าบิดาจะสนอกสนใจเรื่องของเธอด้วย แต่พอดีว่าตอนนั้นอาเขตยังพูดไม่จบ หญิงสาวจึงได้เลิกคิดและหันมาสนใจคนตรงหน้าต่อ

“เรื่องฝึกงานนี่พี่ก็พอจะรู้จักอยู่หลายบริษัทนะ ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะครับ” เขาออกปาก แต่ถูกหญิงสาวปฏิเสธอย่างสุภาพ

“ไม่รบกวนหรอกค่ะ ความจริงฉัตรก็มีอยู่ในลิสต์หลายที่ แค่ยังไม่ได้เลือก ที่สมัครไปตามบริษัทใหญ่ๆ ก็รอแค่นัดสัมภาษณ์” เจ้าตัวคุย ในความสดใสนั้นแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง จนบางครั้งช้องนางต้องแอบสะกิดให้เพลาๆ ลงบ้าง

“อ่อครับ น้องฉัตรเก่งอยู่แล้ว พี่ว่าไม่น่าจะมีปัญหาหรอกเนอะ” เขายิ้ม พยักพเยิดหน้าเห็นด้วย ชายหนุ่มสังเกตเห็นความทะเยอทะยานในตัวของฝ่ายหญิงอย่างที่พันตำรวจเอกแสนเคยพูดไว้ และในสายตาเขา หญิงสาวยังดูเป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากอีกด้วย

“ค่ะ ฉัตรก็คิดว่าฉัตรต้องทำได้แน่”

“อื้ม ครับ พี่เอาใจช่วยนะ” เขาเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเป็นกำลังใจ อาเขตจำเป็นต้องตัดบท เพราะสมาชิกที่มาด้วยกำลังรอเขาอยู่ในร้านอาหาร

ก่อนจากกัน ช้องนางเอ่ยขอบคุณเขาด้วยสีหน้าระรื่น มีความสุขหลังสังเกตว่าอาเขตมีท่าทีเอ็นดูบุตรสาวตน ฉัตรพระอินทร์ยอมรับว่าตัวจริงของเขาดูหล่อกว่าที่เห็นในโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ ทั้งบุคลิกก็ต่างจากที่เธอคิด ลบภาพลักษณ์ของข้าราชการท้องถิ่นที่ดูบ้าอำนาจไปหมดสิ้น รายนี้นอกจากจะหนุ่มแน่นแล้วยังรูปร่างหน้าตาดี อัธยาศัยไมตรีก็ใช้ได้ แถมยังดูสุภาพอ่อนโยนอีกต่างหาก

“งั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวก่อนนะครับ...อ้อ นี่นามบัตรพี่ ถ้าติดปัญหาอะไรก็ปรึกษาได้นะ พี่ยินดี” เขาล้วงแผ่นกระดาษเล็กๆ ในกระเป๋าเสื้อส่งให้

ฉัตรพระอินทร์สังเกตเห็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดที่เป็นรูปพระแสงขรรค์ชัยศรีปักหราบนหน้าอกเสื้อ เธอยิ้มขืนให้เขาและรับมาด้วยความเกรงใจ ทว่าหันไปเจอสายตาคนเป็นแม่ที่มองเหมือนคอยกำกับให้เธอสุภาพอ่อนโยนต่อเขามากกว่านี้

“ยังไงฉัตรก็ต้องขอบคุณคุณเขตอีกครั้งนะคะ”

“เรียกพี่ก็ได้นะครับ พี่ก็ยังดูไม่ได้แก่เท่าไหร่หรอก” เขายิ้มหยอกอย่างอารมณ์ดี ฉัตรพระอินทร์จึงเผลอยิ้มกว้างอย่างขำๆ

หลังล่ำลาเสร็จสรรพก็แยกย้ายกันไป อาเขตเอาอุปกรณ์ทำแผลกลับไปเก็บในรถอย่างเก่า ด้านสองแม่ลูกกลับขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว

ร่างอรชรยังแสบแผลไม่หาย ตากลมสวยมองไปที่พลาสเตอร์ยาที่อาเขตปิดให้อย่างประณีต จะว่าไป เขาก็เป็นผู้ชายที่น่ารักน่าคบค้าสมาคมด้วย ความยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองของเขาถือเป็นเสน่ห์ติดตัวอย่างหนึ่งของชายหนุ่ม

“ไงล่ะ คุณเขตเขาดูโอเคเลยใช่มั้ย ก็แม่บอกแล้ว เข้าท่ากว่าไอ้พวกลูกเศรษฐีที่แกควงไปวันๆ อีก” ช้องนางได้ทีก็รีบยุ จากเดิมที่ตั้งใจเชียร์แต่แรกแล้ว

“ก็โอเคนะแม่ แต่เห็นอย่างนี้เขาจะมาสนใจเด็กอย่างฉัตรเหรอ เผลอๆ เป็นพวกชีกอรึเปล่าก็ไม่รู้” เจ้าตัวเบ้หน้า ไม่ค่อยอยากไว้ใจเพราะเจอคนจำพวกนี้มาเยอะแล้ว แต่ช้องนางก็ยืนยันว่าอาเขตเป็นคนดีจริงๆ เพราะขนาดสามีเองก็ยังเคยชื่นชมให้ฟัง

“ชาวบ้านแถวนั้นเขายกย่องเทิดทูนกันจะตาย แถมตระกูลนี้น่ะเล่นการเมืองมาตั้งแต่สมัยโคตรพ่อโคตรแม่แล้ว เรื่องบารมีนี่ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เสี่ยธีร์ก็เสี่ยธีร์เหอะ เจอรายนี้เข้าไปก็หนาวเหมือนกันแหละ”

“งั้นทำไมตอนแรกแม่ไม่ไปกู้คุณเขตล่ะ ไปกู้เสี่ยธีร์ทำไม” เธอย้อน ช้องนางถึงใช้นิ้วผลักหัวลูกสาวอย่างหมั่นไส้

“แหม ถ้าเขาให้กู้ก็ดีน่ะสิ” คนเป็นแม่สวนกลับ ฝ่ายลูกสาวทำหน้ายุ่งตอนใช้มือเสยผมที่ปรกหน้า ทำปากขมุบขมิบบ่นคนเป็นแม่จนถูกนางค้อนขวับ ด้วยความสนิทสนม ทั้งคู่จึงมักทำตัวเหมือนพี่กับน้องมากกว่าจะเป็นแม่กับลูก

ก่อนแยกกันช้องนางแนะให้บุตรสาวหาโอกาสเลี้ยงขอบคุณอาเขต แต่ฉัตรพระอินทร์รู้ทันว่าแม่พยายามจะจับคู่ให้เธอ ด้านมารดาเห็นบุตรสาวไม่ปฏิเสธก็เจ้ากี้เจ้าการใหญ่ นางรับอาสาเป็นตัวแทนนัดหมายให้เพื่อที่จะได้ดูไม่น่าเกลียด คนเป็นลูกยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำก็เห็นคนเป็นแม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อารมณ์ดี

ตรัยวินท์ตัดสินใจแล้วว่าจะพาช่ออัญชันเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปอยู่บ้านอีกหลังแถวถนนพระรามสี่ ตอนได้ยินครั้งแรก ภรรยาสาวทำหน้าแปลกใจ แต่แล้วมาคิดได้ ว่าคงดีหากเธอได้อยู่ในเมือง อย่างน้อยก็น่าจะหาทางติดต่อฉัตรพระอินทร์ได้ไม่ยาก เพราะอย่างไรเสียในเรื่องการสื่อสารที่นั่นก็คงจะสะดวกกว่าที่นี่

คืนนี้เจ้าของบ้านเดินมาเคาะประตูเรียก แต่รออยู่เป็นนาทีก็ยังไม่มีใครมาเปิด ตรัยวินท์เอะใจจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป แต่ก็ต้องพบกับความว่างเปล่า ในใจเริ่มคิดระแวง อย่าบอกนะว่าแม่ตัวแสบหาทางหนีออกไปจากที่นี่อีกแล้ว

ร่างหนาถอนใจหนัก เตรียมจะเดินลงไปดูข้างล่าง แต่แล้วพอหมุนตัวกลับก็ชนเข้ากับร่างเล็กที่วิ่งทะเล่อทะล่ามาจากไหนไม่รู้พุ่งเข้าประตูมา

“โอ๊ย!” เสียงเล็กอุทานเบาๆ ตกใจตอนเห็นชายหนุ่มออกมาจากห้องของตัวเอง แต่พอรู้ว่าเป็นเขาก็โล่งอก

ตรัยวินท์รวบตัวเธอไว้หลังจากที่หญิงสาวโผเข้ามากระแทกอกเขา อารามตกใจทำให้ร่างเล็กรีบเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงกว่า ชายหนุ่มก้มลงสบตาด้วยสีหน้างวยงง ระยะห่างแค่นี้กระชั้นพอจะทำให้เขาได้ยินเสียงหัวใจเธอเต้นรัว

“เป็นอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม แววตาอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง

ฝ่ายหญิงเหมือนถูกสะกดให้สบตาเขาอยู่แบบนั้น กระทั่งสำนึกได้ถึงรีบผละตัวออก ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ ก่อนถามย้ำอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น

“ช่อแค่ตกใจ เมื่อครู่อยู่ข้างล่างรู้สึกเหมือนเห็นเงาใครบางคน แต่ในบ้านไม่มีใคร” เธอเล่า ขยับผ้าคลุมไหล่ให้กระชับขึ้น แน่นอนว่าเวลานี้ในบ้านมีแต่เธอกับเขาแค่สองคน บุญอิ่มและนวลน้อยต่างกลับบ้านพักไปหมดแล้ว ตรัยวินท์จึงเดินออกไปชะโงกดูตรงระเบียง แต่แล้วก็เห็นว่าด้านล่างไม่มีใครจริงๆ

“อาจเป็นนวลหรือป้าอิ่มแวะมาทำอะไรก็ได้ หรือไม่ก็คิดไปเอง ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งนานไม่เคยเจออะไรแปลกๆ จะมีก็แต่เธอนี่แหละ พอมาถึงก็เจอนั่นเจอนี่ หรือเจตนาจะทำให้ฉันหลอนไปด้วยอีกคน ฉันไม่ขวัญอ่อนหรอกนะ” เขาติเสียงนุ่ม ในแววตาคล้ายเอ็นดูมากกว่าตำหนิ คนถูกหาว่าเพ้อเจ้อทำปากยื่น งอนนิดๆ เพราะนึกอยู่แล้วว่าเขาจะต้องหาว่าเธอฟุ้งซ่าน

“แล้วคุณเข้ามาในห้องช่อทำไม?” คราวนี้เริ่มหันมาจับผิดชายหนุ่ม ยังระแวงกลัวว่าเขาจะมาเอาคืนเรื่องที่เธอทำไว้ในห้องทำงาน

ตรัยวินท์รู้สึกสบายหูเวลาได้ยินภรรยาสาวเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น เห็นลีลาท่าทางระวังตัวแจแล้วนึกอยากแหย่ให้ตกใจกลัว อย่างน้อยก็แก้เผ็ดที่เธอบังอาจทำร้ายตรัยวินท์น้อยของเขา

“ก็จะมานอนกับเมียน่ะสิ ถามได้” ชายหนุ่มพูดออกมาหน้าตาเฉย ทีนี้คนที่ระแวงอยู่แล้วเลยถอยหลังหนี เอื้อมมือจะปิดประตู แต่ช้ากว่าความไวของร่างหนาที่พุ่งพรวดเข้ามาดันประตูไว้พร้อมปิดล็อกให้เสร็จสรรพ

“อย่านะ ฉันร้องจริงๆ นะ” ตากลมเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ทำเสียงแข็งขึ้นทันที ก้าวลงหลังอย่างช้าๆ รอจังหวะหลบหลีก แต่ตรัยวินท์ไม่ยอมถอยห่างจากประตู ยืนจังก้าขวางทางออกอยู่อย่างนั้นเพราะรู้ดีว่าหญิงสาวคิดจะทำอะไร

“ก็ร้องสิ” เขายุ รายนี้ไม่คิดจะห้าม ลำพังเขาเองก็ไม่ชอบให้ใครมาขัดใจ

พอถูกจับจ้องด้วยสายตากะลิ้มกะเหลี่ยชักเริ่มใจคอไม่ดี ตรัยวินท์ย่างสามขุมเข้ามาเรื่อยจนช่ออัญชันจนมุมกับขอบเตียง เบนถอยไปทางอื่นเพราะกลัวจะถูกจับได้ แต่พอพุ่งไปทางตู้เสื้อผ้า เขากลับโผเข้ามาคว้าหมับ ช้อนร่างเบาขึ้นจากพื้นจนตัวลอย เสียงคนถูกอุ้มหลุดร้องอุทานลั่นด้วยความตกใจ

“ว๊าย! ไม่นะ อย่านะคุณตรัย!” รู้ตัวอีกทีก็มานอนอยู่บนเตียงแล้ว

ร่างหนากระโจนเข้าใส่จนต้องตะเกียกตะกายหนี เขาดึงข้อขาเธอไว้และโถมใส่อย่างกับสัตว์ป่า ล็อกข้อมือเล็กกดแน่นแทบจะฝังจมไปกับที่นอนนุ่ม

“อย่านะคุณตรัย คุณจะบ้าไปแล้วเหรอ” ช่ออัญชันตาเหลือกลานด้วยความตกใจ พยายามกระตุ้นเตือนสติแต่ตรัยวินท์ไม่ฟังเสียง

เขายอมรับว่าท่าทางสะบัดสะบิ้งของเธอมันทำให้เกิดมันเขี้ยวขึ้นมาจริงๆ ใจนึกอยากจะคว้าคอหมับแล้วขบเสียให้เป็นรอยจั้ม อยากจะไล้ไปที่ซอกคอเนียนให้เจ้าตัวดีดดิ้นเสียให้เข็ด เกือบจะทำแบบนั้นอยู่แล้วหากฝ่ายหญิงไม่ขัดขึ้นมาอีก

“อย่านะ อย่าทำอะไรช่อเลยนะ เราไม่เคยโกรธแค้นอะไรกันไม่ใช่เหรอ”

ตรัยวินท์หรี่ตาลงเล็กน้อยหลังได้ยินประโยคดังกล่าว ช่ออัญชันทำลืมไปได้ยังไงว่าก่อนหน้าทำอะไรกับเขาไว้บ้าง

“ทำไมจะไม่มี ลืมรึไงว่าตัวเองทำอะไรไว้”

หญิงสาวชะงักกึก หน้าเจื่อนพูดไม่ออก ใบหน้าคมก็รังแต่จ้องจะขย้ำ ความจริงเธอไม่น่าขุดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย ทีนี้แทนที่เขาจะสงสารกลับยิ่งแค้นอยากเอาคืน ร่างเล็กตกอยู่ภายใต้การจองจำของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีในที่สุด

“ช่อขอโทษ ปล่อยช่อไปเถอะ ช่อรู้ว่าลึกๆ คุณไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอก อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ อย่าทำอะไรช่อเลย” เสียงห้วนเปลี่ยนเป็นเสียงหวาน เกลี้ยกล่อมจนตรัยวินท์คิดว่าตัวเองหูฝาด ความเกรี้ยวกราดอวดดีมลายหายไปหมดสิ้น

“เข้าใจพูดนี่” ตรัยวินท์รู้ทัน หยักรอยยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ ไม่ยักรู้ว่าเธอสามารถปรับตัวได้เร็วขนาดนี้ พอตกอยู่ในภาวะขับขันก็เปลี่ยนจากเสือร้ายเป็นลูกแมวน้อยได้ทันที แต่ดูสิว่าถ้าเขาไม่ยอมเธอจะทำยังไง

สังเกตได้ว่าเธอไม่ได้กริ่งเกรงเขาเหมือนช่วงแรกๆ ดูจากแววตาละห้อยที่ปราศจากความพรั่นพรึงในตอนนี้ แต่พอก้มหน้าลงไปใกล้เธอกลับร้องไห้โฮ สะอึกสะอื้นจนเขาตกใจ ตรัยวินท์ชะงัก แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเสแสร้งแกล้งเล่นละครก็ตามที

“เฮ้อ! หมดอารมณ์กันพอดี” เขาทำบ่น หยัดตัวลุกขึ้นก่อนจะผละออกมานั่งข้างๆ สีหน้าทำเป็นว่าหงุดหงิดเสียเต็มประดา

เห็นชายหนุ่มเลิกล้มความคิดก็ดีดหนีไปนั่งแทบจะชิดขอบเตียง บังคับลมหายใจที่รัวลั่นให้เป็นปกติ อกตึงยังกระเพื่อมแรง ลำตัวบอบบางหอบสะท้านตอนยกมือลูบหน้าที่ปราศจากเหงื่อ ตาสองข้างแดงรื้นแม้ไม่มีน้ำตาเลยสักหยด

ตรัยวินท์ลุกพรึบออกจากห้องไป ไม่พูดไม่ถามหรือแม้แต่จะหันหลังกลับมามอง ช่ออัญชันผ่อนหายใจยาวอย่างโล่งอก นึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คืนนี้เธอผ่านพ้นเงื้อมมือเขามาได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะรอดไปได้ถึงเมื่อไหร่ ตรัยวินท์ต้องเพียรหาทางเล่นงานเธอแน่ แล้วแบบนี้ควรหรือที่จะอยู่รอ มีหวัง ไม่วันใดก็วันหนึ่งคงได้พลาดท่าตกเป็นของเขาในที่สุด

ช่วงสายของวันนี้อากาศอบอุ่นขึ้นหลังเจอแสงแดด หากช่วงที่มีต้นไม้ครึ้มปกคลุมก็ยังคงความเย็นยะเยือกไว้ ช่ออัญชันออกจากห้องมาก็ไม่พบเงาของใครเลย รายนี้จึงเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยกระทั่งไปถึงไร่สัปปะรดที่ทอดยาวไปทางเทือกเขา ท่ามกลางพระอาทิตย์ที่แผดจ้า มีชาวบ้านใส่เสื้อผ้าปิดหมวกมิดชิดอยู่ละแวกนั้นไม่กี่คน แต่มีคนหนึ่งที่สังเกตเห็นและเดินเข้ามาทักพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตร

“มีอะไรให้ลุงช่วยมั้ยคุณหนู?” น้ำเสียงของธีระแสดงถึงความมีน้ำใจ ใบหน้าย่นชราภายใต้หมวกสานมีริ้วรอยเฉกเช่นชาวไร่ ช่ออัญชันสะดุ้งนิดๆ ก่อนหันมายิ้มหวานให้คนอาวุโสกว่าอย่างขอบคุณ

“หนูชื่อช่อค่ะลุง ลุงเป็นคนดูแลไร่ที่นี่ใช่มั้ยคะ?”

ชายสูงวัยพยักหน้ารับ เพิ่งทราบตอนได้ยินชื่อของหญิงสาว เวลานี้ทุกคนในไร่ต่างก็รู้ว่าตรัยวินท์มีภรรยาแล้ว แต่ธีระก็ไม่คิดว่าหญิงสาวจะดูอ่อนวัยขนาดนี้ สมกับที่นวลน้อยคุยไว้ไม่มีผิด หัวหน้าคนงานรายนี้สงสัยว่าทำไมนายผู้หญิงถึงได้มาเดินลำพังท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยงๆ และลมแรงเช่นนี้

“ลุงคะ ช่วยไปส่งหนูที่หน้าปากทางหน่อยได้มั้ย?”

“จะออกไปซื้อของเหร๊อ ฝากคนงานมันไปซื้อก็ได้ ไม่ต้องลำบากหรอก” เขาแนะด้วยความหวังดี แต่หญิงสาวทำทีเป็นเกรงใจ แท้จริงแล้วคืออยากจะหนีไปจากที่นี่ และเห็นว่าธีระมีมอเตอร์ไซค์ ยังไงคงพาเธอออกไปข้างนอกได้ไม่ยาก

“ร้านค้าอยู่ไกลมั้ยคะ?” ตอนนั้นช่ออัญชันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มาแล้ว ธีระขับนิ่มแต่หนทางมันขรุขระจึงมีกระเด้งไปกระเด้งมา

“ที่ถนนมีร้านสะดวกซื้อนะ แต่โน้น ต้องออกไปจากนี่ร่วมสิบกิโล”

พอได้ยินคำตอบแล้วหญิงสาวถึงขั้นอึ้งเล็กน้อย

“โห ไกลนะคะ” เจ้าตัวทำตาโต

เสียงเครื่องรถผสมเสียงลมที่พัดตีเข้าหน้าจนฟังไม่ค่อยถนัด แต่พอขับออกมาได้สักพักแล้วรู้สึกเหมือนนกกำลังจะตีปีก อิสรภาพรออยู่ตรงหน้าแล้ว...อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกแค่นิดเดียวก็จะหลุดพ้นไปจากกรงบ้าๆ นี่แล้ว

เวลานั้นสายตามองไปเห็นว่าข้างหน้ามีทางแยก จำได้ว่าที่ตรงนี้ วันก่อนเธอเคยนั่งแผ่หมดสภาพเพราะถูกตรัยวินท์จับได้ ข้างทางในดงหญ้ายังมีร่องรอยล้มแหวกเป็นช่อง ถึงตอนนี้ยังแค้นไม่หายที่ชายหนุ่มแกล้งปล่อยให้เธอหงายท้อง

ช่ออัญชันคิดว่าตัวเองคงจะฝังใจมากไปถึงขนาดหูแว่วได้ยินเสียงรถของชายหนุ่ม แต่ทว่ามันไม่ใช่แค่ในความคิด จู่ๆ ก็มีรถกระบะสีขาวขับมาจากทางแยกและเลี้ยวชะลอมาจอดข้างๆ

‘ซวยแล้วไง!’ ช่ออัญชันคิดในใจ อารมณ์นั้นอยากกระโดดหนีเข้าป่าแต่ไม่ทันแล้ว ธีระหยุดมอเตอร์ไซค์ข้างรถกระบะคันดังกล่าวซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่อยู่ในห้องโดยสารเป็นใคร หลังเห็นหน้าภรรยาสาวแล้วเขายิ้มเยือก แสร้งหันกลับมาถามไถ่หัวหน้าคนงานอย่างอารมณ์ดี

“จะไปไหนกันครับลุง?” น้ำเสียงไม่ได้บ่งบอกว่าจะเอาผิด หากสายตาเชือดเฉือนส่งมาให้คนนั่งซ้อนท้ายเป็นระยะ ธีระก็พลอยรายงานด้วยความซื่อ หารู้ไม่ว่าคนต้นเหตุนั่งเอามือกุมหน้าเหมือนอยากหายวับไปจากตรงนี้

ตรัยวินท์ทราบว่าช่ออัญชันขออาศัยรถเครื่องของธีระออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ เพราะแบบนี้เจ้าตัวจึงอาสาเป็นธุระต่อให้ คนสร้างภาพทำพยักหน้าเรียกภรรยาสาวลงมาจากเบาะท้ายมอเตอร์ไซค์ ช่ออัญชันจำต้องเดินคอตกอย่างรู้ชะตากรรม ตอนเปิดประตูมานั่งข้างๆ เขา ชายหนุ่มทำจดจ้องเธอด้วยแววตาเหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ใครจะเชื่อว่าหัวใจมันเต้นไม่เป็นส่ำ หลังธีระขอตัวกลับไปก็เหลือแต่เธอกับเขาท่ามกลางบรรยากาศที่วังเวง พลันในใจคิดไปว่าถ้าเกิดเขาฆ่าเธอหมกป่าขึ้นมาจะทำยังไง ถึงตอนนี้ตรัยวินท์ก็ยังไม่พูดอะไรสักคำ ชายหนุ่มขับมานิ่งๆ แล้วจู่ๆ ก็หยุดรถกึกจนเธอหน้าทิ่มไปข้างหน้า

“เดี๋ยวกลับไปเก็บเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้ากรุงเทพฯ” เขาสั่งเสียงเรียบ นี่เป็นประโยคแรกหลังขับมาเงียบๆ จนเกือบจะถึงบ้าน

“แต่ที่นี่ไม่มีอะไรที่เป็นของฉัน” เธอแย้ง สีหน้ายังกล้าๆ กลัวๆ

“งั้นก็ไม่ต้องเก็บ” เขาพูดเสียงห้วน

เป็นอันจบการสนทนา หญิงสาวไม่กล้าทักท้วงหรือโต้เถียงอะไรอีก สถานการณ์อยู่ในความตึงเครียด ช่ออัญชันมองรั้วเหล็กถักที่อยู่ข้างหน้าอย่างลุ้นระทึก อีกนิดเดียวก็จะถึงที่หมายแล้ว แต่ทว่าเขาไม่ยอมออกรถเสียที

ร่างหนาเอนเข้ามาใกล้ มือที่ละจากพวงมาลัยคว้าแขนเล็กของเธอหมับ หญิงสาวตกใจกระถดหนีจนตัวบอบบางเบียดติดประตู มองหน้าคมเข้มที่เอาแต่จับจ้องของตรัยวินท์อย่างหวั่นเกรง

“จะ จะทำอะไรน่ะ” เธอเดาอารมณ์ไม่ออก เห็นตรัยวินท์หน้านิ่งๆ แต่ภายในนี้ระอุอย่างกับเตาหลอมเหล็ก

“อย่าทำแบบนี้อีก อย่าให้ฉันต้องเตือนเป็นครั้งที่สาม” สีหน้าขุ่นขึ้งพอๆ กับน้ำเสียง

หัวใจดวงน้อยของช่ออัญชันเต้นตึกไม่เป็นจังหวะ ทั้งหวั่นทั้งเกรง ท่าเขาคงจะโกรธมาก คนต้นเหตุจึงนั่งนิ่งเพราะไม่อยากเอาไม้ไปเขี่ยไฟให้ลุกโชน

“อย่าพยายามสร้างความลำบากใจให้พ่อเธอ” เขาพูดขึ้นมาลอยๆ ตอนนั้นชายหนุ่มขยับไปนั่งที่เตรียมจะออกรถ ช่ออัญชันสะดุดกึกเพราะประโยคเมื่อครู่

“เกี่ยวอะไรกับพ่อฉัน?”

แทนคำตอบตรัยวินท์กลับนิ่งเฉย เขาเพียงแค่หันมายิ้มเยือกเหมือนท้าทายความอวดดีของหญิงสาว

“อย่ายุ่งกับครอบครัวฉันนะ” ช่ออัญชันโต้ตอบเขาด้วยสายตาจริงจัง

ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นยิ้ม ทะนงว่าตนถือไพ่เหนือกว่า แถมยังย้ำอีกว่าถึงอย่างไรช่ออัญชันก็เสียเปรียบอยู่ดี เพราะเธอไม่มีทางเอาชนะเขาได้

“คุณต้องการอะไรกันแน่?” นัยน์ตาละห้อยเปลี่ยนเป็นขึงขัง พอถามจริงจังชายหนุ่มก็เลยตอบอย่างตรงไปตรงมา

“แก้แค้น” ตรัยวินท์ผินมองคนข้างๆ ด้วยสีหน้าเย็นเยียบ แววตาคมสีนิลบาดลึกจนร่างเล็กถึงกับวาบขึ้นสันหลัง

คิดอยู่แล้วว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านี้ อะไรเป็นเหตุจูงใจทำให้ชายหนุ่มลงทุนทำถึงขนาดนี้ และความแค้นที่ว่ามันคืออะไร?

ความคิดเห็น