น้ำมิ้ม

เรื่องนี้จะรวมทุกความน้ำเน่าไว้อย่างที่คุณต้องคิดถึง 5555 คือ ไรท์เป็นคนที่ชอบอ่านนิยายเล่มบางๆที่เมื่อก่อนเล่มละ 10 บาทอ้ะ ใครจำได้บ้าง เรื่องนี้เลยเขียนแบบที่ตัวเองคิดถึงและอยากอ่าน คือแบบ...ถึงรู้ว่ามันน้ำเน่าแต่เราก็ยังติด ...มานั่งตบยุงด้วยกันเถอะ มาๆๆๆ

ชื่อตอน : ตอนที่ 11

คำค้น : รุ่งตะวันแห่งหัวใจ , หมอทหาร , พินัยกรรม , คำขอร้องสุดท้าย , แต่งงาน , มรดก , ปกเกียรติ , ปรางสุดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 870

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2559 01:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11
แบบอักษร

 

รุ่งตะวันเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยอีกครั้งในร่างของปรางสุดา และแม้ว่าเธอจะเรียนจบทำงานมาแล้ว แต่การได้เข้ามาเรียนด้านสถาปัตย์ต่อที่นี่ ทำให้หญิงสาวยิ่งกระตือรือร้นและมีไฟในการใช้ชีวิตในร่างของปรางสุดามากขึ้น รุ่งตะวันหลับตาสูดอากาศของลอสแองเจลิสเข้าไปเต็มปอด....เพื่อเตือนสติตัวเอง

...ต่อให้ตัวเธอจะเป็นยังไง แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังได้มีชีวิตอยู่ และมีโอกาสได้ทำสิ่งที่รัก ...

“ขอโทษครับ .... คุณเพิ่งเรียนปี 1 ที่นี่หรือเปล่า สนใจเข้าชมรมกฎหมายน่ารู้ของคณะนิติศาสตร์มั้ยครับ” (ขออ้างอิงชื่อคณะจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยนะคะ เพื่อความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อน)

ร่างสูงผึ่งผายกำลังมองมายังปรางสุดา ใบหน้าคมสันดูสะดุดตาด้วยดวงตาสีน้ำตาลทอง หากสีผมเข้มจัดจนเกือบดำทำให้เขายิ่งดูมีสเน่ห์จนน่าหลงใหล ปรางสุดาสบตากับเขาพลางยิ้มให้อย่างอัธยาศัยดี ก่อนจะก้มลงมองเอกสารที่ชายหนุ่มกำลังยื่นมาให้

“ฉันเรียนทางด้านสถาปัตย์ค่ะ ชมรมของคุณอาจจะไม่เหมาะกับฉันมั้งคะ”

“กฎหมายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้นะครับ และการได้รู้ในสิ่งที่แตกต่างย่อมเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้คุณนะสาวน้อย”

ใบหน้าหล่อนั้นยังคงพูดเกลี้ยกล่อมพลางแย้มยิ้มอย่างมีไมตรีเช่นกัน ปรางสุดาได้แต่รับเอกสารในมือชายหนุ่มมา พลางก้มหน้าหลบตาใบหน้าคมมีเสน่ห์นั้น .... #ฝรั่งหล่อคือพ่อของลูก แท็กนี้มันมีที่มาอย่างนี้เองสินะ

“อนาคตคุณต้องเป็นทนายที่มีลูกค้าสาวๆมากที่สุดในโลกแน่ .... ถ้าฉันยังไม่เจอชมรมที่ถูกใจเสียก่อน...ฉันจะไปค่ะ”

“ผมชื่อพิธาน...เรียกผมว่าพีต้าก็ได้”

“พิธาน ... คนไทยอย่างนั้นหรือคะ”

คราวนี้รุ่งตะวันเปลี่ยนภาษาพูดทันควัน หากชายหนุ่มยังคงยิ้มเรื่อยๆ สีหน้าชะงักไปนิดเมื่อรู้ว่าหญิงสาวเป็นคนไทย หากแล้วก็ยังคงยิ้มต่อพลางตอบเธอเป็นภาษาไทยชัดแจ๋ว

“ครับ แม่ผมเป็นคนไทย.... ถ้าอย่างนั้นน้องมาชมรมพี่เลย เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันน้องชื่ออะไรคะ”

“ปรางสุดา เรียกฉันว่า รุ่ง ก็ได้ค่ะ”

รุ่งตะวันตอบกลับสั้นๆ นับจากนี้เธอจะไม่ปิดบังตัวเองอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าปรางสุดาจะคือฉากหน้า หากทุกคนจะต้องรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ...รุ่งตะวัน

พิธานยิ้มให้กับสาวร่างเล็กราวตุ๊กตาข้างหน้าอย่างเอ็นดู พลางเอื้อมมือไปเช็คแฮนด์

“ยินดีที่ได้รู้จักครับผม...หวังว่าเราคงจะได้เจอกันในชมรมเย็นนี้นะ”

.....................................................................................................................................

“สวัสดีน้องๆปี 1 ที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในชมรมของเรานะครับ ...ชมรมกฎหมายน่ารู้ของเราไม่ใช่ชมรมที่วิชาการจ๋า แต่เราจะให้ความรู้ ดูแลและให้คำปรึกษากันแบบเพื่อน แบบพี่ แบบน้อง ถ้าใครมีปัญหาเกี่ยวกับการอยู่หรือการเรียนที่นี่ ก็มาปรึกษาพี่ๆได้ครับ”

รุ่งตะวันนั่งมองร่างสูงที่กำลังเอ่ยทักทายสมาชิกใหม่ในฐานะรองประธานชมรม ...จะว่าไปสิ่งที่ทำให้รุ่งตะวันตัดสินใจเข้ามายังชมรมนี้ เพราะเธอเองเพิ่งตระหนักได้ว่า ตอนนี้เธออยู่ในร่างของเด็กสาวอายุ 18 ปี แน่นอนว่าการจะทำอะไรหลายๆอย่างยังคงไม่สามารถทำได้ถ้าไม่ผ่านผู้ปกครอง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติการรักษาในเคส “เด็กพิเศษ” อย่างเธอ

ดังนั้น การมีคนรู้จักที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายเอาไว้ก็ไม่เสียหลาย...เมื่อคิดดังนั้นรุ่งตะวันจึงพาตัวเองมานั่งเป็นหนึ่งในสมาชิกใหม่ของชมรมนี้

ดวงตาสีน้ำตาลทองมองปราดและเมื่อเห็นปรางสุดานั่งอยู่ชายหนุ่มก็ยิ้มให้นิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวปิดท้าย

“วันนี้เราจะมีปาร์ตี้เล็กๆต้อนรับทุกคน จะได้รู้จักพูดคุยกันได้นะครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชมรมกฎหมายน่ารู้อย่างเป็นทางการครับผม”

รุ่งตะวันคิดว่าน้ำเสียงทุ้มของเขายามพูดภาษาอังกฤษนั้นน่าฟังกว่าตอนที่เขาพูดภาษาไทยกับเธอ และดูเหมือนว่าพิธานเองก็คงจะคิดเช่นนั้น เพราะชายหนุ่มเองก็พยายามไม่พูดภาษาไทยกับเธอแม้ว่าจะเดินมาคุยกับหญิงสาวก็ตาม

“ผมดีใจนะที่คุณมาชมรมเรา คุณรุ่ง”

“ก็กฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างที่คุณว่าจริงๆ ฉันเลยมาเข้าชมรมนี้ไงคะ”

“ดีแล้วนี่ มีเรื่องอะไรก็จะได้คุยกันได้ นอกจากผมแล้วก็มีประธานชมรมจอร์จ กับไมเคิล รุ่นพี่ปี 4 ที่คอยให้คำปรึกษาอยู่ แต่ตอนนี้อาจจะไม่ค่อยว่าง เพราะกำลังเรียนหนักทั้งคู่”

“ฉันอยากปรึกษาเรื่องทำงานน่ะค่ะ ฉันอยากทำงานแต่ไม่รู้ว่าที่นี่เขาอนุญาตให้ว่าจ้างเด็กทำงานได้มั้ย”

พิธานมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างประเมิน...ใบหน้าเรียวเล็กบวกกับดวงตากลมใสแจ๋ว ทำให้ดูน่ารักน่าทะนุถนอม แล้วยังรูปร่างแบบบางที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะตรากตรำลำบากมาก่อน ... และท่าทางที่บ้านก็น่าจะมีฐานะพอสมควรแต่ทำไมถึงอยากทำงานกัน

“ทำไมล่ะ เดือดร้อนเรื่องเงินหรือ”

“เปล่า...ฉันแค่อยากแสดงฝีมือน่ะ กลัวเรียนๆอย่างเดียวแล้วสมองจะไม่แล่น”

“ถ้ารับเป็นจ๊อบเสริมก็ไม่น่าจะมีปัญหาหรอก แต่ถ้าจะว่าจ้างรับเป็นงานเป็นสัญญาว่าจ้าง ผมว่าคงลำบากหน่อย”

“จ็อบเสริมก็ได้ แหมดีจัง นึกว่าต้องขออนุญาตผู้ปกครองซะแล้ว ขอบคุณนะคะพีต้า”

รุ่งตะวันยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างจริงใจ ซึ่งชายหนุ่มเองก็อดยิ้มตอบไม่ได้ พลางเอื้อมมือมาตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ

“ขอให้โชคดีได้ทำงานไวๆนะสาวน้อย ผมเป็นกำลังใจให้”

  ...............................................................................................................................................

สามเดือนแรกที่รุ่งตะวันได้มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา และได้รู้จัก พิธานหนุ่มนักเรียนนอกที่เรียนกฎหมายอยู่ที่อเมริกาเช่นกัน ช่วงเวลาที่รู้จักกันกว่า 3 เดือนนี้ทำให้พิธานยอมเปิดเผยตัวตนให้หญิงสาวรู้จักมากขึ้น

พิธาน เป็นลูกครึ่งไทยอเมริกัน รูปร่างสูงลำสั่นเหมือนเชื้อสายทางบิดา หากใบหน้าคมสันดูสะดุดตาด้วยดวงตาสีน้ำตาลทอง หากสีผมเข้มจัดจนเกือบดำทำให้เขายิ่งดูมีสเน่ห์จนน่าหลงใหล และเรียกได้ว่าเมื่อมาเข้าคู่กับปรางสุดาที่ราวกับตุ๊กตาเจ้าหญิงน้อย ทำให้ทั้งคู่เป็นนักเรียนต่างชาติที่ถูกจับตามากที่สุด แม้ว่าพิธานจะเป็นรุ่นพี่ถึงสามปีก็ตาม

“ไงสาวน้อย วันนี้มีเรียนแต่เช้าหรือไง”

เสียงทุ้มทักทายรุ่งตะวันที่กำลังหอบหิ้วสัมภาระเพื่อเข้าคลาส ชายหนุ่มจึงรีบตรงเข้ามาช่วยถือให้ พลางชวนคุยอย่างสนิทสนม

“ผมช่วยถือดีกว่า รุ่งจะไปเข้าคลาสชั้นไหน”

“ชั้นสามค่ะ พีต้ามีเรียนตึกนี้เหมือนกันหรือคะ”

“ใช่แล้ว วันนี้มีเคสกรณีศึกษาเรื่องการฟ้องร้องมรดกด้วย น่าสนุกดีเชียวล่ะ”

รุ่งตะวันหันมามองพลางตั้งใจฟังหูผึ่ง ก่อนจะไต่ถามอย่างสนใจ

“ฟ้องร้องมรดกหรือคะพีต้า ฉันกำลังอยากรู้เรื่องพวกนี้พอดี อยากไปฟังด้วยจังแต่ดันตรงกับคลาสออกแบบพอดีด้วย”

“ไว้มาเจอผมตอนเย็นที่ปาร์คหน้าชมรมก็ได้ เลี้ยงข้าวผมมื้อเดียว รับรองจะเล่าให้ฟังทั้งหมดและยังให้ปรึกษาเรื่องกฎหมายฟรีด้วย”

ชายหนุ่มรีบเสนอโอกาสที่จะได้เจอะเจอสาวน้อยแสนสวยอีกครั้ง แม้ว่าตลอดสามเดือนนี้ชายหนุ่มจะมั่นใจว่าเขาคือคนเดียวที่ใกล้ชิดเธอที่สุด แต่ถึงอย่างไรเขาก็อยากจะให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เติบโตต่อยอดไปเรื่อยๆ

รุ่งตะวันนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง สามเดือนที่แสนอิสระที่นี่ ทำให้เธอคิดอะไรต่างๆมากมาย โดยเฉพาะเรื่องตัวเอง ...ที่ยังไม่เลิกล้มความคิดที่จะหลุดพ้นจากการปกครองของปกเกียรติ และถ้าได้ที่ปรึกษาทางกฎหมายฟรีๆก็คงดีไม่น้อย

“ได้ค่ะ งั้นเย็นนี้เจอกันที่ปาร์ค ฉันไปเรียนก่อนนะคะ”

หญิงสาวตกลงนัดหมายก่อนจะแยกเข้าห้องเรียนไปโดยที่มีสายตาของพิธานมองตามไปด้วยรอยยิ้มและเฝ้ารอให้ตอนเย็นมาถึงเร็วๆ

...................................................................................................................................

“คุณปกจะมาเยี่ยมคุณหนูวันไหนคะ ป้าจะได้เตรียมจัดห้องไว้รอ”

ป้านวลเอ่ยถามผ่านโทรศัพท์เพื่อต้องการความแน่ใจ แม้ว่าที่ผ่านมาต้องโทรรายงานชายหนุ่มทุกวันถึงเรื่องราวความเป็นอยู่และความประพฤติของปรางสุดาที่นี่ แต่หญิงสูงวัยก็ยังอยากให้ปกเกียรติมาเห็นด้วยตาตัวเอง

“ผมยังไม่ได้คิววันหยุดเลยครับป้านวล อาจจะเป็นอาทิตย์หน้า แต่ป้านวลยังไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้ปรางสุดารู้ก็ได้ ผมยังไม่คอนเฟิร์ม กลัวจะรอกันเก้อ”

“ค่ะ ป้าจะรอคุณปก คุณหนูปรางอยู่ที่นี่แสนอิสรเสรีจนป้าชักจะเป็นห่วง นี่ก็มีหนุ่มๆมาติดพันเธออยู่เหมือนกันค่ะ”

เสียงปลายสายเงียบหายไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบมาด้วยน้ำเสียงที่ติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย

“ป้าก็คอยๆเตือนน้องปรางบ้าง ห่างหูห่างตาผู้ปกครองแบบนี้ ระวังเถอะจะใจแตก”

คราวนี้ป้านวลแอบยิ้มกับตัวเอง .... ก็นี่แหละถึงอยากให้คนเป็นผู้ปกครองได้มาเห็นเองไง เผื่อจะได้จัดแจงตบแต่งให้เรียบร้อยไม่ต้องรอเรียนจบมันแล้ว

“ป้ากับคุณอุดมก็เตือนคุณปกหลายครั้งแล้ว ถ้าคุณหนูหายดีแล้ว ป้าก็อยากให้คุณปกดูแลเธอตามฐานะที่แท้จริงของตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องคนรับช่วงต่อมรดกคุณท่านด้วย แต่นี่คุณปกก็ยังดื้อรั้น คราวนี้ป้าจะยอมเป็นไม้กันหมาให้ชั่วคราวนะคะ รีบมาดูแลเด็กในปกครองของตัวเองดีๆเถอะค่ะ”

ปกเกียรติวางสายทางไกลจากอเมริกาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ห่างกันแค่สามเดือน คนที่อยากจะเป็นอิสระอย่างเต็มที่ก็ตีปีกใหญ่เชียว ....ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ....

ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเช่นกัน ก่อนหน้านี้เขามั่นใจว่าตัวเองเห็นปรางสุดาเป็นน้องสาวที่น่าสงสาร ต้องคอยดูแลปกป้องมาตลอด ไม่เคยคิดเป็นอื่นเลยแม้กระทั่งในวันที่เขาจดทะเบียนสมรสกับปรางสุดา

...แต่ในวันนี้เขาไม่กล้าสำรวจใจตัวเอง...เขาจะกล้ามองปรางสุดาที่เคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็กในฐานะอื่นนอกจากน้องสาวได้อย่างไร

“เป็นเพราะคุณหรือเปล่ารุ่งตะวัน .... เพราะคุณทำให้ปรางสุดาในใจผมเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

....................................................................................................................................................

 “ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องมรดกนักล่ะ หรือว่ากำลังจะต้องแบ่งมรดกกับใครงั้นเหรอ”

เสียงทุ้มของพิธานเอ่ยถามหญิงสาวแบบบางตรงหน้าด้วยประกายตาเจิดจรัสจนตาสีน้ำตาลทองนั้นสุกใสน่ามอง ทั้งสนใจเรื่องราวและสนใจหญิงสาวที่นั่งตรงข้าม

“ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับมรดกบ้าๆพวกนั้นต่างหาก ฉันอยากทำงานเก็บเงินใช้เอง อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง และไม่อยากให้คนในครอบครัวมายุ่งน่ะ ได้มั้ย”

“ได้สิ ถ้าบรรลุนิติภาวะแล้ว คุณสามารถทำได้ทุกอย่างแหละไม่ต้องรอเห็นชอบจากคนในครอบครัวหรือผู้ปกครองแล้ว”

“ทีนี้มันมีปัญหาตรงที่ฉันป่วย เอ่อ มีประวัติป่วยเป็นเด็กพิเศษ ทำให้ฉันทำอะไรเองไม่ได้เลย ต้องผ่านผู้ปกครองตลอด"

“คุณเนี่ยนะป่วยเป็นเด็กพิเศษ ผมดูๆแล้วคุณก็ปรกติดีนี่” ชายหนุ่มร้องถามเสียงหลง พลางพินิจซ้ายขวาก็เห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าก็ปรกติดีไม่มีวี่แววของคนป่วยสักนิด

“ฉันหายแล้ว แต่ในทางกฎหมายฉันไม่รู้ว่าฉันจะต้องทำยังไงให้ฉันกลายเป็นคนปรกติ ไม่เป็นคนป่วยน่ะ”

 “งั้นคุณก็ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล แล้วก็เอาผลการรักษาที่ยืนยันว่าคุณหายแล้วไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลขอให้ศาลรับรองให้”

พิธานแนะนำโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง หากรุ่งตะวันฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ...เธอหัวเดียวกระเทียมลีบขนาดนี้ ขึ้นศาลไปใครจะยืนข้างเดียวกับเธอบ้าง ดีไม่ดีจะรวมหัวช่วยกันเข้าข้างปกเกียรติจนเธอต้องเป็นเด็กในปกครองเขาไปตลอดชีวิตเสียมากกว่า

“มีวิธีอื่นนอกจากการขึ้นศาลมั้ยคะ”

“มี....ใช้วิธีนอมินีไง ใช้ชื่อคนอื่นสวมรอยทำแทนคุณ แต่มันผิดกฎหมายนะ แล้วผมก็ไม่อยากให้คุณทำด้วย”

รุ่งตะวันตาโต .... ใช่สิยังมีวิธีนี้นี่นา ที่สำคัญเธอให้พ่อกับแม่เธอมาเป็นหุ้นส่วนด้วยก็ได้นี่นา ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองต่อ ได้ทำงานแล้วยังได้ใกล้ชิดพ่อกับแม่อีกด้วย

“พีต้า ...คุณนี่เจ๋งสุดๆไปเลย”

“แต่มันเสี่ยงนะรุ่ง  ผมไม่เห็นด้วย”

 

ชายหนุ่มค้านเสียงแข็ง หากอีกฝ่ายดูจะไม่ฟังเสียแล้ว เพราะหลังจากที่ได้คำตอบเจ้าตัวก็ลุกจากไปโดยที่ยังกินข้าวไม่เสร็จด้วยซ้ำ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น