น้ำมิ้ม

เรื่องนี้จะรวมทุกความน้ำเน่าไว้อย่างที่คุณต้องคิดถึง 5555 คือ ไรท์เป็นคนที่ชอบอ่านนิยายเล่มบางๆที่เมื่อก่อนเล่มละ 10 บาทอ้ะ ใครจำได้บ้าง เรื่องนี้เลยเขียนแบบที่ตัวเองคิดถึงและอยากอ่าน คือแบบ...ถึงรู้ว่ามันน้ำเน่าแต่เราก็ยังติด ...มานั่งตบยุงด้วยกันเถอะ มาๆๆๆ

ตอนที่ 6 : ยอมรับความจริง

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 : ยอมรับความจริง

คำค้น : รุ่งตะวันแห่งหัวใจ , หมอทหาร , พินัยกรรม , คำขอร้องสุดท้าย , แต่งงาน , มรดก , ปกเกียรติ , ปรางสุดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2559 01:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 : ยอมรับความจริง
แบบอักษร

 

รุ่งตะวันพยายามทำความคุ้นเคยกับร่างกายใหม่นี้อย่างตั้งใจ ... เธอพยายามฝึกกายภาพบำบัดกับป้านวลและพยาบาลพิเศษที่ปกเกียรติจ้างไว้ดูแลเธอก่อนที่ตัวเขาจะไปค่ายอาสาที่ชายแดน ..ช่วงนี้หญิงสาวรู้สึกว่าต้องขุนตัวเองให้มากที่สุด ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหญิงสาวกินทุกอย่างที่เป็นคุณต่อร่างกาย ... และที่สำคัญ หญิงสาวพยายามฝึกสั่งการสมองตัวเองอย่างขะมักเขม้น

“ป้านวลคะ หนูอยากได้กระดาษวาดรูปกับดินสอ”

รุ่งตะวันพูดออกมาเป็นคำๆอย่างช้าๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ จนหญิงสูงวัยได้แต่ยิ้มปลื้มกับพัฒนาการของเด็กสาวที่เธอเลี้ยงมาแต่เกิด

“ได้ค่ะ แต่เราต้องไปฝึกเดินแล้วก็ฝึกออกกำลังกายกับคุณปูเป้ก่อนนะคะ”

ป้านวลเอ่ยถึงนางพยาบาลที่ว่าจ้างมา แม้จะอายุยังน้อยแต่ก็ดูใจเย็นและดูแลคุณหนูเป็นอย่างดีสมกับที่คุณปกเกียรติเธอคัดมาให้ดูแล

หญิงสูงวัยเข้ามาจับจูงข้อมือน้อยของหญิงสาว พลางสังเกตความเปลี่ยนแปลงของปรางสุดา ตอนนี้เด็กสาวค่อยดูมีชีวิตชีวาขึ้น แม้ว่าจะยังแบบบางหากดูมีเนื้อมีหนังมากขึ้นไม่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูกเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว และที่สำคัญคือ เธอรู้ประสามากขึ้น ...สิ่งใดที่เธอหรือพยาบาลสั่งห้ามเพราะไม่ดีต่อร่างกายที่อ่อนแอของปรางสุดา หญิงสาวจะเชื่อฟังอย่างเคร่งครัด และสิ่งใดที่จะทำให้ร่างกายเธอแข็งแรงขึ้นเธอก็ยินดีทำโดยไม่อิดออด จนผลการรักษารุดหน้าไปอย่างน่าพอใจ

“คุณปกกลับมาจะต้องชมคุณหนูว่าเก่งมากแน่ๆค่ะ คุณหนูไม่ดื้อกับป้ากับคนอื่นๆแล้ว”

“หนูอยากหายไวๆค่ะ หนูจะได้ออกไปไหนมาได้เองได้”

“คุณหนูอยากจะไปไหนคะ ให้คุณปกพาไปก็ได้นี่คะ”

รุ่งตะวันหันไปยิ้มให้กับป้านวลที่ประคองเธอ ก่อนจะตอบไปอย่างหมายมาด

“ถ้าหนูหายดีเมื่อไหร่ หนูจะเขี่ยเขาออกไปจากชีวิตหนูคนแรกเลยค่ะป้า!

....................................................................................................................................

ร่างสูงในชุดลายพรางสีเขียวหากสวมปลอกแขนสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยแพทย์ทหารเอาไว้กำลังเก็บอุปกรณ์อย่างขะมักเขม้นภายใต้แสงสว่างจากตะเกียงที่ถูกจุดไว้  ณ ชายแดนบ้านน้ำเพียงดินนี้ มีหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญหลายแห่ง เขาและท่านนายพลจึงมุ่งหมายที่จะมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่แม่ฮ่องสอนนี้ เพื่อจัดตั้งคลินิกและหน่วยบริการแพทย์ไว้คอยรักษาชาวบ้านในที่กันดารเหล่านี้เพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิด แม้ว่าในปัจจุบันหมู่บ้านชายแดนหลายๆแห่งจะถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ความเจริญยังคงไม่ทั่วถึงอยู่ดี

ปกเกียรติเดินออกมาหน้าอาคารไม้ที่สร้างแบบเรียบง่าย พลางเงยหน้าขึ้นมองดาวที่พร่างพรายบนท้องฟ้าอย่างคำนึงถึงผู้ที่ลาลับไปแล้ว

“ผมพยายามจะสานต่อความฝันของคุณท่านให้เป็นจริงในทุกๆเรื่องครับ ตอนนี้เรื่องคลินิกรักษาชาวบ้านก็สำเร็จไปเกือบครึ่งแล้ว แต่เรื่องของปรางสุดา ผมไม่รู้จริงๆว่าผมต้องทำยังไงเพื่อที่จะทำให้ความหวังสุดท้ายของท่านเป็นจริงได้”

ปกเกียรตินึกถึงใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็นน้องและเป็นห่วงใยสุดท้ายของผู้มีพระคุณ ยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ที่จะทำให้ความหวังสุดท้ายของท่านนายพลเป็นจริง

เขาจะทำอย่างไรให้น้องสาวของเขากลับมาเป็น...ปรางสุดา ชนพิทักษ์ คนเดิม...

..........................................................................................................................................

แม้จะหายหน้าไปเกือบสองเดือน หากวันนี้ปกเกียรติกลับมาพร้อมกับการตัดสินใจที่เด็ดขาดชายหนุ่มเดินไปยังสวนหลังบ้านที่ดัดแปลงเป็นพื้นที่สำหรับทำกายภาพบำบัดของปรางสุดา ภาพที่เขาเห็นยิ่งทำให้เขามั่นใจ .... เขาตัดสินใจถูกแล้ว

เด็กสาวที่เคยผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูก วันนี้มีดูมีน้ำมีนวลขึ้นแม้จะแบบบางแต่หน้าตาและผิวพรรณสดใสขึ้น ชุดกระโปรงสีชมพูที่เด็กสาวสวมใส่ขับผิวขาวละเอียดให้ดูราวกับเป็นเจ้าหญิงน้อยที่น้องสาวเขาใฝ่ฝันมาแต่เยาว์วัย

“ปรางสุดา.....”

เสียงปกเกียรติแหบเครืออย่างอัดอั้นในใจ ..... เขาอยากได้น้องสาวของเขาคืน!

 

“คุณปกกลับมาแล้ว .... ดูผอมลงนะคะ มัวแต่ดูแลชาวบ้าน ต้องดูแลตัวเองบ้างนะคะ”

ผู้ที่ปราดเข้ามาโอบทักทายชายหนุ่มคือหญิงสูงวัย ปกเกียรติจึงโอบตอบป้านวลไว้ พลางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับป้า ป้าไม่ต้องเป็นห่วง ...น้องปรางเป็นอย่างไรบ้างครับ”

“ คุณหนูดีขึ้นมากเลยค่ะคุณปก เธอพูดได้ชัดขึ้น พูดจารู้เรื่องด้วยค่ะ ป้ากับคุณปูเป้ประหลาดใจมาก เธอเหมือนคนรู้ประสา เราบอกอะไรเธอก็ทำ จนตอนนี้แทบดูไม่ออกแล้วค่ะว่าเธอป่วย”

“ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่างเลยหรือครับ” ปกเกียรติถามย้ำอย่างต้องการความมั่นใจ

“ใช่ค่ะ อาบน้ำ กินข้าว วาดรูป เธอฝึกทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทุกคนที่บ้านที่เห็นได้แต่ดีใจที่คุณหนูหาย คุณท่านคงหมดห่วงได้แล้วล่ะค่ะ”

ป้านวลเอ่ยพลางซับน้ำตา .... ปกเกียรติผละจากหญิงสูงวัยไปยังร่างแบบบางในชุดกระโปรงสีชมพูที่จูงมือกับพยาบาลสาวพาเดินประคองในสวน

“น้องปราง......”

รุ่งตะวันหันตามเสียงเรียก ครั้นพอเห็นร่างสูงที่กำลังเดินมา เธอก็หันกลับไปหาพยาบาลดังเดิม จนปูเป้ต้องหันไปยิ้มรับกับปกเกียรติแทน

ชายหนุ่มอดใจหายไม่ได้ หากเป็นปรางสุดาคนเก่าแล้ว เด็กสาวจะไม่รีรอที่จะกระโจนเข้ามากอดเขาพร้อมกับรอยยิ้มยินดีว่า....พี่ชายกลับมาแล้ว

“พี่มีเรื่องจะคุยด้วย เราออกไปกราบคุณพ่อที่วัดกันมั้ยคะ”

รุ่งตะวันหันมาประสานสายตากับชายหนุ่ม พลางตัดสินใจ ....คุยกันวันนี้ให้จบไปเลยก็ดีเหมือนกัน

“ค่ะ....”  หญิงสาวตอบรับพลางค่อยๆเดินไปหาชายหนุ่ม ปกเกียรติจึงเอื้อมมือมาประคอง หากรุ่งตะวันปัดออกเบาๆ

“ดิฉันเดินเองได้...”

“น้องปรางไม่ควรฝืนตัวเองมากเกินไปนะคะ” ปกเกียรติเตือนเสียงเข้ม หากรุ่งตะวันยังคงฝืนเดินไปขึ้นรถเองจนได้ ชายหนุ่มได้แต่ระอาใจ .... นิสัยดื้อๆอย่างนี้คงต้องดัดนิสัยเข้าสักวัน

 ..................................................................................................................................

วันนี้เป็นครั้งแรก ที่ปกเกียรติจะพาปรางสุดาออกไปข้างนอก หลังจากที่ต้องรักษาอาการป่วยจากอุบัติเหตุและโรคทางสมองของเธอ จากการที่ต้องทำกายภาพบำบัดมาหลายเดือน เวลานี้ปรางสุดาเริ่มเดินเองได้คล่องมากขึ้นแล้วทั้งยังพูดคุยกับคนอื่นได้เป็นปรกติ นับว่าเป็นพัฒนาการที่ดีสำหรับคนที่ร่างกายไม่ปรกติมาตลอด 18 ปี

ตอนแรกชายหนุ่มตั้งใจจะพาปรางสุดาไปกราบอัฐิของท่านนายพล หากวันนี้ชายหนุ่มตัดสินใจเด็ดขาด เขาต้องคุยกับหญิงสาวให้รู้เรื่องเสียก่อน จึงเปลี่ยนใจขับพาไปสวนสาธารณะที่มีต้นไม้จำนวนมากใจกลางกรุงที่ขับรถไม่นานก็ถึง ระหว่างทางปรางสุดานั่งเงียบมาตลอด จนกระทั่งรถจอดสนิท และปกเกียรติจะเอื้อมมือมาปลดเข็มขัดนิรภัยให้ หญิงสาวจึงหันมาปฏิเสธเขาสั้นๆ และพยายามจะลงจากรถเอง ปกเกียรติมองอาการเหล่านั้นอย่างเจ็บปวดในใจ นี่คงเป็นสัญญาณเตือนให้เขาเตรียมทำใจรับความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

  รุ่งตะวันพยายามเกาะประตูรถแล้วค่อยๆยืนขึ้น ผลกระทบจากอุบัติเหตุรถชนนั้นหนักหนาพอดู แม้ว่าเธอจะทนทำกายภาพบำบัดมานาน แต่อาการเจ็บปวดระหว่างเดินก็ยังคงมีอยู่ ปกเกียรติยังคงยืนระยะอยู่ไม่ไกล ราวกับจะดูว่าเธอจะดื้อเดินเองไปได้สักกี่น้ำ และนั่นทำให้รุ่งตะวันไม่ยอมแพ้ เธอค่อยๆเดินไปทีละก้าว จนกระทั่งถึงม้านั่งใต้ร่มไม้ใหญ่จึงหยุดพัก

  “น้องปรางก็เดินเก่งแล้วนี่นา อย่างนี้พี่ก็พาออกมาเที่ยวได้บ่อยๆแล้วซี

น้ำเสียงที่หยอกเย้านั้น ทำให้รุ่งตะวันเผลอค้อนไปโดยไม่รู้ตัว ...เหอะ เมื่อไหร่อีตาหมอบ้านี่จะเลิกคุยกับเธอเหมือนเด็กปัญญาอ่อนสักที

ฉันว่าฉันบอกคุณหลายครั้งแล้วนะว่าฉันไม่ได้ชื่อปรางสุดา ฉันชื่อรุ่งตะวัน มัณฑนากรที่เคยเจอคุณที่บ้านพักตากอากาศก่อนที่จะรถชนไง

ปกเกียรติขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เอาอีกแล้ว ... พอจะเอ่ยปากคุยกันทีไรเป็นต้องเริ่มต้นด้วยประโยคนี้ทุกที ประโยคที่เด็กสาวร่างเพรียวใบหน้ารูปไข่ดวงตากลมโตนามว่าปรางสุดา จะต้องเอ่ยคำยืนยันตนเองว่า ตัวเองคือ รุ่งตะวัน มัณฑนากรสาว ร่างสูงโปร่งผิวสีน้ำผึ้งใบหน้าเหลี่ยมเก๋ ที่เขาเคยเห็นหน้าแค่ครั้งเดียวคนนั้น

ปกเกียรติก้มตัวลงเล็กน้อยให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็กสาวตรงหน้า ก่อนจะใช้สายตาไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าแทนคำตอบทั้งหมด รุ่งตะวันเก็บอาการไม่พอใจเอาไว้ ก่อนจะบอกชายหนุ่มเสียงขุ่น

ฉันเป็นวิญญาณ ต่อให้คุณมองหาฉันยังไงก็ไม่เห็นหรอก

พี่ก็เห็นอยู่เต็มสองตานี่คะว่า น้องปรางเป็นคน ไม่ใช่วิญญาณ แล้วต่อให้น้องปรางจะบอกว่าตัวเองชื่ออะไรก็ตาม แต่พี่ก็จะเรียกน้องปรางตามใบเกิด บัตรประชาชน และผล DNA “

คือสรุป ต่อจะให้ฉันยืนยันว่าฉันไม่ใช่ปรางสุดายังไง คุณก็ไม่เชื่อใช่มั้ย

ผมบอกคุณแล้วหรือว่าผมไม่เชื่อปกเกียรติใช้น้ำเสียงและคำแทนตัวอย่างหมางเมิน ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาวอย่างไม่หลบตา พลางเอ่ยย้ำอย่างหนักแน่น

ผมรู้ดีว่าคุณเป็นใคร แต่คุณต่างหากที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร

ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ฉันคือรุ่งตะวัน

คุณจะเป็นคนที่ตายไปแล้วไม่ได้!.... คุณหมดสิทธิ์ที่จะเป็น รุ่งตะวัน ตั้งแต่วันที่มีใบมรณะบัตรเป็นของตัวเองแล้ว ตั้งสติใหม่ซะปรางสุดา กลับไปส่องกระจกแล้วบอกว่าตัวเองเป็นใคร

คุณไม่มีสิทธิ์ทำกับฉันแบบนี้ ฉันจะไปหาพ่อกับแม่ ให้ท่านยืนยันว่าฉันเป็นลูกสาวของเขา

คุณจะใช้อะไรมายืนยันล่ะ การซักประวัติปากเปล่างั้นหรือ ผมถามหน่อย คุณทำแบบนั้นแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา

ฉันก็จะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวของฉัน

ปกเกียรติยิ้มเครียดกับคำตอบที่ได้รับ ชายหนุ่มจับไหล่หญิงสาวให้หันมาจ้องหน้ากันแบบตรงๆ น้ำเสียงที่เจ้าตัวเอ่ยออกมานั้นพยายามข่มอารมณ์โกรธอย่างที่สุด แต่รุ่งตะวันก็ยังคิดว่า เธอกำลังโดนข่มขู่อยู่จากโจรลักพาตัวที่แสนชั่วร้ายอย่างไรอย่างนั้น

ผมเตือนด้วยความหวังดีนะรุ่งตะวัน เลิกคิดในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ต่อให้ผมรู้ พ่อแม่คุณรู้ แต่คุณจะไม่มีวันได้กลับไปเป็นรุ่งตะวันคนเดิมอีกแล้ว ตอนนี้คุณคือ ปรางสุดา ครอบครัวของคุณคือผม คือ บ้านชนพิทักษ์ ผมพยายามอธิบายอย่างใจเย็นที่สุดแล้ว แต่ถ้าคุณยังคิดทำอะไรโง่ๆ อย่างที่คุณพูดมา คุณก็เตรียมตัวเอาไว้เลย เพราะผมจะใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทุกอย่างที่ผมมี ทำให้คุณเป็นปรางสุดาไปจนตาย!

มันยากนักหรือไงที่จะปล่อยฉันไปตามทางของฉัน ทำไมคุณต้องบีบบังคับฉันทุกวิถีทางแบบนี้ด้วย

ใช่ มันยาก มันยากตรงที่คุณเป็นปรางสุดา ลูกสาวคนเดียวของนายพลปิติ และตามพินัยกรรมของท่าน ผมไม่สามารถปล่อยคุณไปได้ มีคนอีกมากมายที่คุณต้องแบกรับ มีหน้าที่อีกมากมายที่คุณต้องทำ สิ่งที่คุณจะเลือกใช้ชีวิตได้ มีแค่สองทางเลือกเท่านั้นคือ .....เป็นปรางสุดาแบบที่มีผมคอยดูแลและแบกรับแทนคุณทุกอย่าง  และแบบที่ 2 คือ เป็นปรางสุดา แต่ไม่มีผม ซึ่งคุณจะทำยังไงก็แล้วแต่คุณ แต่ถึงยังไงคุณก็หนีไม่พ้นจากปรางสุดา คุณต้องแบกรับฐานะนี้ของคุณไปจนวันสุดท้ายของชีวิต!” 

รุ่งตะวันเบิกตามองผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขารู้ทุกอย่าง เข้าใจทุกอย่าง แต่เลือกบังคับให้เธอทำในสิ่งที่เธอไม่ต้องการ สุดท้ายแล้ว เธอก็ไม่เหลือทางเลือกอะไรทั้งนั้น มันผิดทั้งหมด ผิดตั้งแต่ที่เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้ว

คุณกำลังฆ่าฉัน คุณรู้ไหมคุณหมอ คุณกำลังฆ่าฉัน  ทำไมไม่มีใครถามฉันบ้างว่าฉันเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร ทำไมต้องเป็นฉันทีต้องทำตามคุณทุกอย่าง ทุกอย่างนี้มันผิดตั้งแต่ตอนที่ฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้งใช่มั้ย จริงๆทุกคนควรต้องตายกันหมด ทั้งนายพล ทั้งน้องสาวคุณ ทั้งฉัน พวกเราต้องตายกันทั้งหมด แล้วทำไม ทำไมฉันถึงต้องต้องกลับมาคนเดียว กลับมาแล้วต้องมารับรู้ว่า ฉันมาอยู่ที่ร่างของใครไม่รู้ ทำไมๆๆๆ

ปกเกียรติรวบตัวหญิงสาวเข้ามากอดไว้แน่น เพื่อหยุดอาการทำร้ายตัวเองของเธอ ถึงอย่างไรหญิงสาวตรงหน้าก็คือปรางสุดาน้องสาวของเขา ถึงแม้ว่าจะเห็นใจรุ่งตะวัน....แต่เขาจะใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด

ในมุมมองของเขานั้น รุ่งตะวันตายไปแล้วจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่คือปรางสุดา แม้ว่าตัวเขาเองจะรู้อยู่แก่ใจว่าปรางสุดาคนนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ใช่ว่าทุกคนจะรู้และเข้าใจอย่างเขา สมบัติที่ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษของตระกูลชนพิทักษ์ เขาจะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นไม่ได้ นี่เป็นคำขอร้องเดียวที่ท่านนายพลสั่งเสียไว้ในพินัยกรรม สมบัติทุกชิ้นต้องเป็นของปรางสุดา เป็นของตระกูลชนพิทักษ์ และเขามีหน้าที่เดียวที่ต้องทำคือ ทำคำขอร้องสุดท้ายของคนที่เป็นยิ่งกว่าพ่อให้สมปรารถนา

ผมขอโทษ ขอโทษทุกอย่างที่ต้องบังคับให้คุณทำโน่นทำนี่อย่างที่คุณไม่อยากทำ แต่ผมอยากให้คุณใจเย็นลงกว่านี้ แล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่ดีไหม พวกเราเจอกันครึ่งทางได้ ผมจะไม่ขัดใจคุณสักอย่างเลย ขอแค่คุณยอมเป็นปรางสุดา

รุ่งตะวัน จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคุณหมอหนุ่มตรงหน้า ในแววตาของชายคนนั้นมีแต่เด็กสาวผิวขาวใสตากลมโต รุ่งตะวันมองไม่เห็นตัวเองในนั้นเลย เธอคงตายไปแล้วจริงๆ..........

 

 และก่อนที่ใครจะคิด รุ่งตะวันรวบรวมพลังที่มีทั้งหมดออกวิ่งสุดฝีเท้า ก่อนที่จะกระโจนลงทะเลสาบกว้างริมสวนสาธารณะนั้น!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น