น้ำมิ้ม

เรื่องนี้จะรวมทุกความน้ำเน่าไว้อย่างที่คุณต้องคิดถึง 5555 คือ ไรท์เป็นคนที่ชอบอ่านนิยายเล่มบางๆที่เมื่อก่อนเล่มละ 10 บาทอ้ะ ใครจำได้บ้าง เรื่องนี้เลยเขียนแบบที่ตัวเองคิดถึงและอยากอ่าน คือแบบ...ถึงรู้ว่ามันน้ำเน่าแต่เราก็ยังติด ...มานั่งตบยุงด้วยกันเถอะ มาๆๆๆ

ตอนที่ 4 : เด็กพิเศษ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 : เด็กพิเศษ

คำค้น : รุ่งตะวันแห่งหัวใจ , หมอทหาร , พินัยกรรม , คำขอร้องสุดท้าย , แต่งงาน , มรดก , ปกเกียรติ , ปรางสุดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2559 00:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 : เด็กพิเศษ
แบบอักษร

 

               รุ่งตะวันพยายามจะดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการที่รัดเธอติดไว้กับเตียงคนไข้ หากร่างกายนี้ดูจะผ่ายผอมและไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะหมอ” รุ่งตะวันพยายามเค้นเสียงพูด หญิงสาวรู้สึกว่าลิ้นคล้ายๆจะแข็งจนชา นี่เธอเป็นอะไรกันแน่

ปกเกียรติมองดูอาการเกร็งของอวัยวะต่างๆของน้องสาวแล้วก็รีบเรียกพยาบาลก่อนจะรักษาอาการชักกะทันหันของเด็กสาว และก่อนที่หญิงสาวจะหมดสติไป เธอได้แต่ภาวนาว่า ขอโอกาสให้เธอได้กลับไปอยู่กับครอบครัวเธอด้วยเถิด....

.........................................................................................................................................

เช้าวันที่สองที่เธอตื่นขึ้นมา รุ่งตะวันขอร้องให้พยาบาลพาเธอไปเข้าห้องน้ำ แม้หญิงสาวจะคาดเดาได้ว่าตัวเองคงไม่ได้ฟื้นขึ้นมาในร่างของตัวเอง เพราะเธอเห็นกับตาว่าร่างของเธอถูกเข็นเข้าห้องดับจิตไปแล้ว แต่หญิงสาวก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเข้ามาอยู่ในร่างที่ราวกับโครงกระดูกนี้ ใบหน้าที่ซูบซีดราวกับถูกดูดวิญญาณออกไป ทั้งยังร่างกายที่ผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก รุ่งตะวันอยากจะเอามือปิดหน้าร้องไห้ยังไม่กล้า ....

“ฉันเป็นโรคอะไรคะ”

รุ่งตะวันหันไปถามพยาบาลที่พยุงเธอเข้ามา แต่พยาบาลกลับยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนทว่าไร้ซึ่งคำตอบ

หญิงสาวพยายามสั่งการให้ปากตัวเองขยับเพื่อพูดให้ชัดถ้อยชัดคำอย่างลำบาก เพื่อทวนซ้ำคำถามเดิม

“ฉันเป็นโรคอะไร?”

ออทิสติก (Autistic Disorder”

คำตอบมาจากปากของชายหนุ่มร่างสูงที่เดินเข้ามาตามในห้องน้ำ พยาบาลสาวจึงเลี่ยงออกไป ทิ้งให้ปกเกียรติเข้ามาช้อนร่างแบบบางของหญิงสาวออกไปที่เตียงคนไข้

“น้องปรางต้องพักผ่อนมากๆนะคะ ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวจากอุบัติเหตุต้องพักให้มาก” ชายหนุ่มเอ่ยพลางคลุมผ้าห่มให้เรียบร้อยในขณะที่รุ่งตะวันกำลังประมวลผลโรคนี้ที่ส่งผลต่อร่างกายใหม่ของเธอ ....สมองพัฒนาช้าอย่างนั้นหรือ เด็กคนนี้เป็นเด็กพิเศษ แล้วเธอจะทำอย่างไรดี 

“คุณหมอ... ฉันไม่ใช่น้องปรางของคุณ”

รุ่งตะวันเริ่มต้นด้วยความจริง ... หญิงสาวพยายามพูดช้าๆและออกเสียงให้ชัดเจนให้มากที่สุด ถึงอย่างไรสักวันคนรอบข้างเด็กคนนี้ก็ต้องรู้ ความแตกต่างระหว่างคนปรกติกับเด็กพิเศษไม่ว่าใครก็ต้องสังเกตเห็น โดยเฉพาะคนเป็นหมอ....

ปกเกียรติชะงักมือเพียงนิดเดียว หากแล้วก็ทำคล้ายกับว่าไม่ได้ยินคำบอกกล่าวนั้น

“ถ้าน้องปรางหายดีแล้ว เราจะกลับบ้านด้วยกันนะคะ ช่วงนี้พี่อาจจะให้ป้านวลมาช่วยดูแลระหว่างที่พี่ไปจัดการเรื่องคุณท่าน”

“ฉันชื่อรุ่งตะวัน ฉันเป็นมัณฑนากรที่ไปออกแบบบ้านให้คุณอย่างไรคะ”

ประโยคที่ยาวขึ้นทำให้หญิงสาวรู้สึกคล้ายกับขากรรไกรจะค้าง หากเธอก็ยังพยายามพูดจนจบประโยค ปกเกียรติสบตากับผู้เป็นน้องเนิ่นนาน ดวงตาที่สบประสานแม้จะใสแจ๋วเช่นเดิม หากแววตาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ... แต่นั่นยังไม่เพียงพอ...ชายหนุ่มได้แต่หลอกตัวเอง

“ปรางสุดา .... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น น้องปรางยังคงเป็นปรางสุดาของพี่เสมอ”

ปกเกียรติย้ำกับหญิงสาวและตัวเอง ชายหนุ่มกำมือแน่นก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องคนไข้ไป ทิ้งให้รุ่งตะวันได้แต่ขัดใจ .... เธอจะทำอย่างไรให้อีตาหมอนี่ยอมรับว่าเธอไม่ใช่น้องสาวคนเดิมของเขาอีกแล้ว....

........................................................................................................................................

ปกเกียรติต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนอย่างพยายามไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าท่านนายพลปิติ จะไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง หากก็มีคนให้ความเคารพนับถืออยู่มาก โดยเฉพาะกลุ่ม “เตชะพงษ์” ที่เป็นทั้งพันธมิตรและคู่ค้าคนสำคัญของท่านนายพล

“ผมเสียใจด้วยครับคุณหมอปกเกียรติ ท่านไม่น่าต้องด่วนจากไปแบบนี้เลย”

ชายสูงวัยเข้ามาพูดคุยกับปกเกียรติเมื่อเคารพศพเรียบร้อยแล้ว ปกเกียรติยกมือไหว้อย่างนอบน้อม เพราะถึงอย่างไรนาย “เดชา เตชะพงษ์” ผู้นี้ในอดีตนั้นเคยเป็นเพื่อนรักของท่านนายพล จนถึงขนาดที่ท่านนายพลยินยอมให้เช่าพื้นที่ของท่านในแม่ฮ่องสอนหลายไร่เพื่อทำรีสอร์ทด้วยสัญญาเช่าที่แสนจะถูกเพื่อแลกกับการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจในนามของปรางสุดาโดยที่ไม่เคยเข้าไปยุ่งในงานบริหารเลยแม้จะมีหุ้นถึง 49%

“แล้วนี่จะทำยังไงกันต่อไป ปรางสุดาก็ยังป่วยไม่ใช่หรือ แล้วใครจะสานต่อเรื่องงานการของท่านกัน”

นายเดชาบ่นเปรยๆ ให้ชายหนุ่มรุ่นลูกฟัง หากปกเกียรติยังคงนิ่ง ...เขาไม่จำเป็นต้องแพร่งพรายเรื่องในครอบครัวให้คนนอกฟัง หากนายเดชากลับตีความอาการนิ่งของชายหนุ่มผิดไป พลางกระหยิ่มยิ้มย่อง...หุ้น 49%ของปรางสุดา คงไม่ยากเกินความสามารถของเขา

“พระจะสวดแล้ว เชิญคุณลุงเดชาที่โซฟาด้านหน้าดีกว่าครับ”

ปกเกียรติตัดบทพลางเดินนำชายสูงวัยไปยังที่นั่งเจ้าภาพ .... แม้แต่ในวันนี้เขาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของครอบครัวของรุ่งตะวัน หญิงสาวที่ขับรถชนรถของท่านนายพลและปรางสุดา จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ .... หากจะบอกว่าเขาไม่คิดถึงคำพูดที่ปรางสุดาเอ่ยกับเขาที่โรงพยาบาลก็คงจะเป็นการโกหกเกินไป

“ฉันไม่ใช่น้องปรางของคุณ....ฉันชื่อรุ่งตะวัน เป็นมัณฑนากรที่ไปออกแบบบ้านให้คุณอย่างไรคะ

ปกเกียรติครุ่นคิดอย่างหวาดกลัว ..... หรือว่าอุบัติเหตุครั้งนี้จะพรากครอบครัวของเขาไปทั้งหมด...ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว!

............................................................................................................................................................

รุ่งตะวันไม่ได้พบหน้ากับคุณหมอตัวสูงอีกเลย จนกระทั่งวันที่เธอจะออกจากโรงพยาบาล ปกเกียรติเข้ามาหาเธอเพื่อมารับตัวหญิงสาวกลับบ้าน

“วันนี้หมออนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แต่น้องปรางต้องขยันทำกายภาพบำบัดนะคะ ผลกระทบจากอุบัติเหตุทำให้ร่างกายเราอาจจะเดินเหินไม่สะดวก แต่เดี๋ยวพี่จะจ้างพยาบาลพิเศษไปดูแลน้องปรางที่บ้านด้วย”

“หมอคะ... ฉันว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันก่อนจะออกจากโรงพยาบาลนะคะ”

รุ่งตะวันเอ่ยขึ้นเมื่อปกเกียรติเข้ามาพยุงตัวเธอเพื่อพาไปส่งให้พยาบาลช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า หญิงสาวขืนตัวเอาไว้ไม่ยอมเดิน จนปกเกียรติต้องหยุดเดินและหันมาให้สัญญาณพยาบาลให้ออกไปก่อน

“น้องปรางไม่ควรดื้อกับพี่นะคะ”

“ฉันไม่ใช่น้องปรางของคุณ เมื่อไหร่คุณจะยอมรับเรื่องนี้”

“น้องปรางเอาอะไรมาพูดคะ น้องปรางแค่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อาจจะยังจำพี่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พี่จะดูแลน้องปรางเอง”

ปกเกียรติพูดพลางสบตาเพื่อยืนยันในสิ่งที่ตัวเองพูด หากรุ่งตะวันสวนกลับทันควัน

“ฉันจำคุณได้ คุณเป็นผู้ชายคนที่ฉันเจอที่บ้านพักที่แม่ฮ่องสอนของท่านนายพล ฉันจำทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นได้ คุณบอกจะให้ฉันต่อเติมบ้านพักที่นั่นให้มีห้องพยาบาลเพิ่มเพื่อเอาไว้พักฟื้นผู้ป่วยด้วย ฉันยังร่างแบบไว้คร่าวๆแล้วด้วย คุณต่างหากที่จำฉันไม่ได้”

“ทำไมพี่จะจำน้องสาวของตัวเองไม่ได้”

“เพราะฉันไม่ใช่น้องสาวของคุณไง”

รุ่งตะวันเกร็งปากเถียงคำจนตัวเองรู้สึกเหนื่อย เธอคงต้องจัดการฟื้นฟูร่างกายนี้ให้แข็งแรงให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเธอคงหนีไม่พ้นสภาพนี้ไปจนตายแน่

“น้องปรางชอบสีชมพู แพ้อาหารทะเลทุกชนิด เกลียดสุนัข แพ้เกสรดอกไม้ ชอบกินสปาเก็ตตี้ครีมซอสกับซุปเห็ด อาหารจานโปรดคือไก่อบน้ำผึ้ง”

ปกเกียรติร่ายยาว พลางจ้องตาหญิงสาวไม่กระพริบ จนรุ่งตะวันก้าวถอยหลังไม่รู้ตัว

“น้องปรางไม่ชอบแสงแดดแรงๆ เพราะผิวจะแพ้ง่ายและทำให้ไม่สบาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องมีกระโปรงฟูๆเหมือนเจ้าหญิงในนิทานที่น้องชอบให้พี่กับคุณท่านเล่าให้ฟังก่อนนอน”

“พอ...พอได้แล้ว” หญิงสาวเอามืออุดหู หากปกเกียรติยังคงไม่ยอมหยุด

“ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับปราง พี่จำได้ทั้งหมด แล้วทำไมปรางถึงคิดว่าพี่จะจำปรางไม่ได้”

“ถ้าคุณจำน้องของคุณได้ คุณก็จะรู้เองว่าฉันไม่ใช่น้องสาวของคุณ แต่คุณแค่ไม่ยอมรับมันก็เท่านั้น”

รุ่งตะวันเงยหน้าขึ้นเถียงชายหนุ่ม ดวงตาที่วาวโรจน์ขึ้นเป็นข้อยืนยันได้อย่างดีว่าหญิงสาวพูดถูก หากปกเกียรติไม่แม้แต่จะเอ่ยยอมรับออกมา

“หยุดพูดจาเหลวไหล แล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้าน พี่จะไปตามพยาบาลมาช่วย”

 

ปกเกียรติหันหลังเดินจากไปอย่างเจ็บปวด .... เขาไม่มีวันจะยอมรับความจริงได้ เพราะภาระบนบ่าของเขาหนักเกินไป .... เขาจะไม่มีวันยอมให้ทุกอย่างที่ท่านนายพลทำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่า.. ถึงอย่างไรปรางสุดาต้องยังอยู่เพื่อสานต่อความฝันของท่านนายพลและเพื่อรักษาเยื่อใยสุดท้ายที่เขามีต่อโลกใบนี้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น