น้ำมิ้ม

เรื่องนี้จะรวมทุกความน้ำเน่าไว้อย่างที่คุณต้องคิดถึง 5555 คือ ไรท์เป็นคนที่ชอบอ่านนิยายเล่มบางๆที่เมื่อก่อนเล่มละ 10 บาทอ้ะ ใครจำได้บ้าง เรื่องนี้เลยเขียนแบบที่ตัวเองคิดถึงและอยากอ่าน คือแบบ...ถึงรู้ว่ามันน้ำเน่าแต่เราก็ยังติด ...มานั่งตบยุงด้วยกันเถอะ มาๆๆๆ

ตอนที่ 1 : คำขอร้องสุดท้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 : คำขอร้องสุดท้าย

คำค้น : รุ่งตะวันแห่งหัวใจ , หมอทหาร , พินัยกรรม , คำขอร้องสุดท้าย , แต่งงาน , มรดก , ปกเกียรติ , ปรางสุดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2559 01:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 : คำขอร้องสุดท้าย
แบบอักษร

ตอนที่ 1

ร่างสูงที่ก้าวลงจากรถยุโรปราคาแพง เรียกความสนใจจากบรรดาผู้คนที่ผ่านไปมาไม่น้อย นอกจากความสูงที่เกือบทะลุ 190 ซม.แล้ว เครื่องแบบทหารเต็มยศก็ยิ่งส่งให้ใบหน้าคมเข้มที่ค่อนข้างเฉยชาดูมีสเน่ห์น่าหลงใหล แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของป้ายชื่อที่ติดอยู่บนเครื่องแบบ "นายแพทย์ปกเกียรติ ชนพิทักษ์" แพทย์ทหารหนุ่มอนาคตไกลจะไม่ใส่ใจต่อคนรอบข้าง และเร่งขึ้นไปยังตึกรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยอาการก้าวยาวๆอย่างเร่งร้อน

เมื่อมาถึงห้องคนไข้พิเศษ ปกเกียรติไม่ลังเลที่จะเปิดประตูเข้าไป แม้ว่าที่หน้าห้องจะติดป้ายห้ามเยี่ยมไว้ก็ตาม เหตุผลหนึ่งคือ ตัวเขาเองเป็นแพทย์เจ้าของไข้ และสอง เขาลูกบุญธรรมของท่านนายพลปิติ ชนพิทักษ์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงเด็กในอุปการะของท่านนายพลปิติ แต่เขาคือความภาคภูมิใจและเป็นคนสนิทที่ท่านนายพลไว้ใจที่สุด 

ชายหนุ่มเดินเข้ามาตรวจอาการผู้เป็นพ่ออย่างไม่สบายใจ อาการของท่านนายพลไม่ดีขึ้นจากเดิมเลย ปกเกียรติปรารถนาให้บิดาหายวันหายคืน เพราะครอบครัวของเขานั้น หากจะนับกันจริงๆแล้วก็มีเพียงท่านนายพล และปรางสุดา ลูกสาวคนเดียวของท่านนายพลเท่านั้นที่เป็นครอบครัวของเขา  ท่านนายพลอุปการะปกเกียรติตั้งแต่เขายังเป็นเด็กกำพร้าอยู่ที่มูลนิธิ เมื่อเติบโตขึ้นก็สำนึกบุญคุณท่านนายพลเสมอ เพราะท่านชุบเลี้ยงไม่ต่างจากลูกแท้ๆของท่าน ปรางสุดาเองเขาก็เห็นแต่ยังเล็ก แม้ว่าเธอคนนั้นจะเป็น เด็กพิเศษ” แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจ แต่กลับยิ่งเอื้อเอ็นดูและเวทนาเด็กน้อยที่ต้องเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาเองก็ยังยากจะทำใจในสิ่งที่ท่านนายพลขอร้อง

ลุงรู้ดีว่า สิ่งที่ลุงขอร้องปกมันออกจะมากเกินไป ปกเองยังหนุ่มยังแน่น มีอนาคตอีกไกล ยังมีผู้หญิงดีๆอีกมากที่เหมาะสมกับปก และเพราะอย่างนี้ลุงถึงเห็นแก่ตัว ถ้าจะให้ปกเป็นผู้ปกครองน้อง ลุงก็เป็นห่วงกลัวว่าผู้หญิงที่จะแต่งงานกับปกอาจจะรังเกียจน้อง บอกตามตรงว่าลุงกลัวปกทอดทิ้งแก แกเองก็คงไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพังไปตลอดชีวิต ปกจะด่าจะว่าลุงอย่างไรก็ได้ ลุงยอมทั้งนั้น เห็นแก่คนกำลังจะตายอย่างลุงเถอะ ลุงคงไม่สามารถจากโลกนี้ไปได้ โดยที่ยัยปรางยังไม่มีคนดูแลคุ้มครอง

วันที่ท่านนายพลออกปากกับเขาว่าต้องการให้เขาแต่งงานกับปรางสุดา แม้จะรู้ว่าท่านนายพลต้องการเพียงให้เขาดูแลลูกสาวของท่านไปตลอดชีวิต แต่ถึงอย่างไรปกเกียรติก็ยังเสียดายอนาคตชีวิตครอบครัวของเขา...แต่สิ่งเดียวที่ปกเกียรติเลือกคือ เขาจะทำเพื่อตอบแทนบุญคุณ....แม้ว่าคนที่เขาจะต้องแต่งงานด้วยจะเป็น เด็กพิเศษอายุเพียง 18 ปีก็ตาม 

"ลุงเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ตอนนี้ลุงเหลือห่วงเพียงอย่างเดียวก็คือ ยัยปราง  แกเกิดมาอาภัพสมองพัฒนาช้าผิดปรกติ ตอนนี้แกครบ 18 ปีเต็มแล้ว แต่สมองของเธอยังเหมือนเด็กเล็กๆ" 

ประโยคเหล่านี้ ปกเกียรติได้ยินมานับไม่ถ้วนนับตั้งแต่เขาแจ้งผู้เป็นบิดาว่า ท่านเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย สิ่งที่ท่านกังวลไม่ใช่อาการป่วย แต่เป็นลูกสาวคนเดียวที่ท่านรักดุจแก้วตาดวงใจ เขาได้ยินผู้เป็นบิดาได้แต่พร่ำโทษตนเองว่าเป็นเพราะตัวเองมีลูกตอนแก่จึงทำให้เด็กไม่สมบูรณ์ ดังนั้นท่านนายพลจึงไม่แต่งงานใหม่และได้แต่ทุ่มเทความรักและการดูแลทั้งหมดไปที่ลูกสาวคนเดียว แม้ว่าทุกวันนี้เด็กสาวจะเติบโตขึ้นแต่พัฒนาการยังคงด้อยกว่าเด็กอื่นหลายเท่าตัว จึงได้แต่พยายามฝึกให้ลูกทำอะไรๆด้วยตัวเองอย่างอดทน ในขณะที่มารดาของเด็กนั้นหนีไปแต่งงานใหม่กับสามีก่อนย้ายถิ่นฐานไปที่อเมริกาโดยไม่หวนกลับนับสิบปี ทิ้งเพียงลูกสาวที่แสนอาภัพคนนี้ไว้

 

ปกเกียรติก้มลงมองรายงานทางการแพทย์ในมือของตนเอง ท่านนายพลปิติอาการไม่กระเตื้องขึ้นเลย และในขณะที่ชายหนุ่มกำลังตรวจช่องอกอยู่นั้น ท่านนายพลก็ตื่นขึ้นมาทักทายเขา  

"เป็นไงบ้างลูก ลุงแข็งแรงพอจะออกจากโรงพยาบาลได้หรือยัง"

ปกเกียรติเก็บหูฟัง ก่อนจะตอบบิดาอย่างสุภาพ 

"เท่าที่ผมดูอาการคุณลุงยังไม่ดีขึ้นเลยครับ ผมเกรงว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลไปตอนนี้อาการจะยิ่งทรุดหนัก"

"ปก ลุงขอร้อง ลุงรู้ตัวเองดี ให้ลุงออกจากโรงพยาบาลเถอะ ลุงอยากกลับบ้านแล้ว"

ปกเกียรติพยายามจะทัดทาน แต่นายพลปิติยื่นมามาจับแขนเด็กในอุปการะของตนไว้

"ลุงไม่ต้องการอะไรอีกแล้วปก ถ้าปกพร้อมที่จะทำตามคำขอร้องของลุงได้เมื่อไหร่ ก็พาลุงกลับบ้านเถอะ ลุงอยากไปตายที่บ้าน"

ปกเกียรติ ก้มกราบแทบเท้าชายสูงวัยตรงหน้า ทำไมเขาจะไม่รู้ว่า "คำขอร้องสุดท้าย" ของท่านนายพลคืออะไร ชายหนุ่มตัดสินใจแล้ว เขาจะเลือกเส้นทางของลูกที่ดี ...ก่อนจะเอ่ยตอบรับเสียงสั่นอย่างพยายามสะกดกลั้นน้ำเสียงที่สั่นเครือเอาไว้สุดความสามารถ

ปกเกียรติคนนี้ มีชีวิตเป็นผู้เป็นคนมาจนวันนี้เพราะพระคุณของท่าน ปกรักท่านยิ่งกว่าพ่อ เอ็นดูปรางไม่ต่างจากน้องแท้ๆ หากท่านมั่นใจว่าไอ้ลูกกำพร้าคนนี้จะช่วยเหลือท่านได้ แม้แต่ชีวิตกระผมก็ยินดีมอบให้ท่านด้วยความเต็มใจ

และด้วยประโยคนั้นเพียงประโยคเดียว วันต่อมาเขาและปรางสุดาจึงได้จดทะเบียนสมรสกันเงียบๆ โดยมีท่านนายพลปิติเป็นพยาน ในยามที่ท่านนายพลประคองมือเล็กของบุตรสาวจรดปากกาเซ็นชื่อลงในใบทะเบียนสมรสนั้น ทำเอาหัวใจของปกเกียรติบีบรัดแน่นจนเขาคิดว่าตัวเองคงจะหยุดหายใจ แต่เมื่อสบสายตาใสแจ๋วของปรางสุดาที่มองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างไม่รู้ประสา ก็ได้แต่เวทนา เด็กสาวตรงหน้ามีร่างผอมบางแทบจะปลิวลม ผิวที่ขาวอยู่แล้วแทบจะกลายเป็นซีดเผือดเพราะนอกจากสมองที่พัฒนาช้าแล้ว เจ้าตัวยังมีโรคประจำตัวทั้งภูมิแพ้โดยเฉพาะอาการแพ้อาหาร ทำเอาเจ้าตัวแทบจะทานอาหารอะไรไม่ได้เลย เด็กสาวมีอาการแพ้อาหารหลายประเภท อีกทั้งเจ็บป่วยบ่อยเสียจนเขาแทบจะเป็นหมอประจำตัวก็ไม่ปาน

 

 ปกเกียรติได้แต่ลอบถอนหายใจ เอาเถิดเกิดมา 30 ปี แล้ว คิดเสียว่ามีลูกให้เลี้ยงทันใจก็แล้วกัน....

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น