อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

ตลอดเวลาที่ตรัยวินท์หลบไปสนทนาตามลำพัง ช่ออัญชันแอบฟังเขาคุยกันถึงเรื่องต่างๆ รู้แล้วว่าชายหนุ่มให้คนคอยสะกดรอยตามแม่กับน้อง ทั้งยังรู้ที่อยู่ใหม่ของฉัตรพระอินทร์ด้วย ซึ่งนี่เองที่ทำให้คนเป็นพี่นึกเป็นห่วง แสดงว่าตรัยวินท์ยังไม่รามือจากน้องสาวเธอเสียทีเดียว หรือในใจลึกๆ เขามีวัตถุประสงค์อื่นแฝงอยู่ ครั้นจะหลอกถามก็กลัวถูกจับได้ว่าแอบฟัง สถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้อึดอัดแต่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร

สองครั้งแล้วที่ช่ออัญชันได้ยินพวกเขาพูดกันถึงเรื่อง ‘ของ’ ค่อนข้างปักใจเชื่อว่าตรัยวินท์กับผู้ช่วยของเขาจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฏหมาย ใจนึกอยากจะโทรแจ้งบิดาให้มาตรวจสอบ แต่การจะเอาผิดใครต้องมีหลักฐาน ฉะนั้นจึงคิดว่าเธออยู่ทางนี้น่าจะพอหาเบาะแสอะไรได้บ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใด คงต้องทำให้ตรัยวินท์เชื่อก่อนว่าเธอสิ้นฤทธิ์แล้วจริงๆ

‘ถ้านายถูกจับ ฉันก็เป็นอิสระ’ เจ้าตัวคิด พลันความฮึกเหิมก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันระมัดระวัง ร่างเล็กถอยศอกไปกระแทกผนังไม้เต็มแรงจนต้องรีบย่องเข้าไปหลบในห้องครัว กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าตรัยวินท์ผ่านไปแล้วจึงโล่งอก คิดว่าเขาไม่น่าจะทันเห็นเธอ แต่ที่ไหนได้ เลยประตูครัวไปไม่ถึงเมตร ร่างหนาผินหน้ากลับมาเหยียดยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย...เขาเห็นเธอแล้ว แต่เธอต่างหากที่ไม่รู้ว่าเขาเห็น

“ตื่นแล้วเหรอ” เจ้าของบ้านทัก เงยหน้ามองคนร่างเล็กที่แสร้งทำเป็นว่าเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ

“คุณอุ้มฉันไปนอนบนเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?” ช่ออัญชันซัก ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะหลับลึกขนาดไม่รู้สึกตัวว่าโดนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

“เมื่อคืน แต่ไม่ต้องห่วงนะว่าจะบุบสลาย ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอเลย” ตรัยวินท์ยืนยัน และก็เชื่อว่าช่ออัญชันทราบดี ไม่เช่นนั้นป่านนี้คงโวยวายบ้านแตกไปแล้ว

แปลกที่ฝ่ายหญิงไม่ว่าอะไร ซึ่งมันค่อนข้างผิดวิสัยในความคิดของชายหนุ่ม ตรัยวินท์แจ้งว่าจะย้ายเธอไปอยู่กับเขาที่บ้านหลังใหญ่ รายนี้ถึงออกอาการขัดข้อง

ช่ออัญชันทำอิดออดในตอนแรก แต่แล้วก็เริ่มสงบลง เพราะถ้ามองในอีกแง่หนึ่งนั่นแสดงว่าเขาเริ่มไว้ใจเธอแล้ว และนี่ก็เป็นโอกาสดีที่เธอจะฉกฉวยหาหลักฐานมาเปิดโปงความชั่วของเขา

“แต่ฉันจะอยู่ได้ยังไงคะ คนที่บ้านโน้นไม่สงสัยหรือว่าฉันเป็นใครมาจากไหน” เจ้าตัวกังวล

“ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจัดการได้กับเรื่องแค่นี้...อ้ออีกอย่าง ต่อไปนี้เรียกแทนตัวเองว่า ‘ช่อ’ กับฉันจะดีกว่า หรือจะเรียกฉันว่า ‘พี่’ ก็ตามใจ” ชายหนุ่มอนุญาต แต่ดูเหมือนฝ่ายที่ติดขัดจะเป็นช่ออัญชันเสียเอง

“เอ่อ ค่ะ คุณตรัย” เจ้าตัวตอบเสียงนิ่ม แต่นั่นหมายถึงการปฏิเสธอย่างมีนัยว่าเธอจะไม่เรียกเขาว่า ‘พี่ตรัย’ เด็ดขาด

“ฮึ่!” ตรัยวินท์ไม่ท้วง เพียงแค่ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างหมั่นไส้เช่นทุกครั้ง และในเมื่อเธอไม่เต็มใจเขาก็จะไม่บังคับ

“หลังเสร็จมื้อเช้าวันนี้เราจะจดทะเบียนกัน” เขาพูดขึ้นลอยๆ

“คะ?” ช่ออัญชันฟังไม่ถนัดและคิดว่าตัวเองหูแว่วไป ตรัยวินท์เลยต้องพูดใหม่อีกครั้งอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“จดทะเบียนสมรส เข้าใจรึยัง?”

“แต่...ถ้าทำแบบนั้นคุณไม่เสียประโยชน์เหรอคะ และฉันจะมีสิทธิ์ในทรัพย์สินบางอย่างของคุณด้วยนะ” ช่ออัญชันเริ่มอิดออด อ้างนี่อ้างนั่นเพราะไม่อยากรับปาก แต่อีกฝ่ายก็แจ้งเหตุผลของตัวเองเช่นกัน

“ใช่ ฉันรู้ และนั่นหมายถึงเธอต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับการกระทำของฉัน” เขาเหยียดยิ้ม

ช่ออัญชันถึงพูดไม่ออก แท้จริงแล้วเจตนาของตรัยวินท์คือต้องการหาเครื่องยืนยัน เพราะใช่แต่ช่ออัญชันที่ไม่ไว้ใจ เขาเองก็ต้องหาทางกำจัดความเสี่ยงด้วยการทำให้แน่ใจเสียก่อนว่าเธอจะไม่เป็นพิษเป็นภัยกับเขาในภายภาคหน้า

“เงียบทำไม หรือมีปัญหา ก็ถ้าเธอไม่จดเราคงมีเรื่องต้องเคลียร์กันอีกยาว ไหนจะพ่อจะน้องและก็ยังตัวเธออีก” เขาเอ่ยเสียงเย็น แววตาข่มขวัญเป็นประกาย

หญิงสาวไม่ตอบโต้ รู้แบบนี้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว บ่งบอกว่าเธอไม่สู้จะเต็มใจนัก และก็เบื่อกับการข่มขู่ของเขาเต็มประดา

“เปล่าค่ะ จะจดก็จด แต่เอกสารฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ นะ” เธออ้าง

ตรัยวินท์แย้งว่าชายชาญจัดการให้แล้ว ทีนี้ฝ่ายหญิงได้แต่นิ่งงัน หมดข้อแก้ตัว ต้องยอมรับคำสั่งอย่างฝืนใจ

ตรัยวินท์ยิ้มมุมปากหลังการเจรจาเป็นผลสำเร็จ อีกสองชั่วโมงนายทะเบียนคงมาถึง เขาหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยและเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ

ตอนเดินนำลงบันไดบ้าน เขายื่นกุญแจรถส่งให้เป็นการหยั่งเชิง หญิงสาวปฏิเสธเพราะเธอขับรถไม่เป็น ตรัยวินท์ยิ้มอย่างเข้าทาง แบบนี้ค่อยสบายใจได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เชิดรถหนีกลับบ้านแน่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชายหนุ่มย้ำตัวเองเสมอว่าไม่ควรไว้ใจสตรี โดยเฉพาะสตรีที่เข้าตาจน เพราะนั่นหมายถึงว่าหล่อนจะยอมทำทุกอย่างแม้รู้ว่ามันไม่เข้าท่าก็ตามที

ไม่กี่นาที ร่างเล็กก็ลงมายืนอยู่ในรั้วรอบขอบชิดของบ้านไม้หลังคาสูง ลมหนาวพัดเอาใบเรียวเหมือนจันทร์เสี้ยวของต้นกฐินณรงค์ปลิวลงมา แม้แดดจะเริ่มจ้าแต่ความหนาวยังไม่จาง ตรัยวินท์ถอดแจ็กเก็ตคลุมให้พร้อมดันหลังให้เธอเดินขึ้นหน้า

ตอนสมาชิกในบ้านเห็นช่ออัญชันครั้งแรก แม่บ้านที่ชื่อบุญอิ่มดูจะสะดุดตาจนเผลอยืนจ้อง ก็คนที่เจ้านายพามานั้นช่างสวยน่ารักเสียเหลือเกิน หญิงสูงวัยรายนี้มีรูปร่างท้วม ผิวของนางคล้ำเป็นสีน้ำตาลเข้ม แต่ท่าทางเป็นคนใจดี โดยสังเกตได้จากรอยยิ้มที่คลี่รับผู้มาเยือนทั้งที่เพิ่งเคยเจอกัน

ตรัยวินท์แนะนำให้คนมาใหม่รู้จักกับสมาชิกในบ้าน ที่เห็นคงจะมีแต่บุญอิ่มที่ไม่คุ้นหน้า เพราะกับนวลน้อยรายนั้นได้ชื่อว่าเจอกันทุกวัน ดูท่าทางหล่อนจะเกรงตรัยวินท์มากถึงขนาดหลบไปยืนข้างๆ บุญอิ่ม ถึงว่าทุกครั้งที่เอาสำรับหรือข้าวของไปให้ รายนั้นไม่เคยอยู่พูดคุยด้วยเลย ถามอะไรก็นิ่งเงียบอมพะนำ ผิดกับสายตาที่คอยสอดส่ายคล้ายอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา นั่นคงเป็นเพราะว่าคนเป็นนายสั่งไว้ว่าไม่ให้พูดมาก

หลังจากช่ออัญชันยกมือไว้บุญอิ่ม นางก็ทำสีหน้าตกใจรีบรับไหว้อย่างไม่เคยชิน ตรัยวินท์ยิ้มและไม่ได้ว่าอะไร กลับอธิบายคร่าวๆ ว่าใครมีหน้าที่ทำอะไรในบ้าน ระหว่างนั้นนวลน้อยจัดโต๊ะอาหารเช้าไว้พร้อมแล้ว ทั้งสองจึงเดินไปที่โต๊ะ

ร่างเล็กนั่งก้มหน้าก้มตารับประทานโดยไม่เงยหน้าหรือสบตากับใครเลย ท่าทางเหมือนอึดอัด ในขณะที่ตรัยวินท์ดูผ่อนคลายและปกติดีทุกอย่าง

“อีกเดี๋ยวนายทะเบียนคงจะมา ทานข้าวเสร็จแล้วฉันจะพาเธอขึ้นไปดูห้องด้านบน” เจ้าของบ้านเปิดบทสนทนาก่อน ฝ่ายหญิงเพียงแค่พยักหน้ารับคำ พอนวลน้อยเดินผ่านก็หันหน้าไปมองสักที ท่าทางเหมือนนกน้อยตื่นกรงทอง

“แล้วอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องพูดมากล่ะ ไม่ต้องคิดจะดราม่าให้ใครฟัง ที่นี่ถิ่นฉัน ยุ่มย่ามมากระวังจะเจอดี” เขาเตือน แต่นั่นกลับทำให้ช่ออัญชันรู้สึกเหมือนถูกขู่

หลังมื้อเช้าผ่านไปเจ้าของบ้านก็พาหญิงสาวขึ้นไปชั้นบน ห้องพักเธออยู่คนฝั่งกับเขา ห้องนอนของตรัยวินท์อยู่ซีกขวา ช่ออัญชันอยู่ซีกซ้าย ติดกันกับห้องของชายหนุ่มเป็นห้องทำงานที่สามารถเปิดประตูทะลุถึงกันได้ ภายในห้องที่จัดไว้สำหรับช่ออัญชัน มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไม่ต่างจากรีสอร์ต ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นจัดเก็บประจำที่เรียบร้อย

จะว่าไปแล้วตรัยวินท์ก็ใจดี หรือนี่เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งที่นอกเหนือจากความร้ายกาจอันเป็นตัวตนของเขา บางทีนี่อาจไม่ใช่พื้นฐานบรรดามีทั้งหมด หากแต่แค่ภาพพจน์ที่สร้างไว้ไม่ให้ลูกนกอย่างเธอตื่นตระหนกและบินหนีไป

ไม่นานนักนวลน้อยก็ขึ้นมาเรียนว่านายทะเบียนรออยู่ในห้องรับแขก ช่ออัญชันใจเต้นตึก แข้งขาพลอยไม่มีแรงจะเดินตาม พอลงไปถึงเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดข้าราชการสองคนนั่งอยู่ แต่ใกล้ๆ กันนั้นมีชายชาญด้วย ช่ออัญชันหน้าซีด รู้สึกวูบวาบคล้ายจะเป็นลม ตอนเดินตามตรัยวินท์ไปนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยนอกจากคิดว่าจะทำยังไงดี เจ้าของบ้านคุยอะไรกับนายทะเบียนหลายประโยค เธอจับใจความไม่ได้เลยเพราะตอนนั้นรู้สึกหูอื้อเหมือนคนจมน้ำ

หรือจะบอกความจริงว่าเธอถูกบังคับ?...ถ้าเป็นแบบนั้นตรัยวินท์ต้องเล่นงานเธอแน่ ช่ออัญชันคิดสะระตะอยู่นานจนรู้สึกว่าแขนขวาถูกสะกิด ตอนนั้นเอกสารทะเบียนสมรสวางหราอยู่ตรงหน้าแล้ว เจ้าพนักงานคนดังกล่าวก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี ตลอดเวลาทุกคนต่างก็พูดคุยกัน ตรัยวินท์เซ็นชื่อเรียบร้อย ทีนี้ก็เหลือแต่ฝ่ายหญิงเท่านั้น

ชายหนุ่มสะกิดช่ออัญชันอีกครั้งหลังจากที่เธอยังนิ่งไม่จับปากกา เวลานี้ในหัวหญิงสาวคิดแต่ว่าจะเซ็นดีหรือไม่ดี หากลงชื่อก็เท่ากับว่าตรัยวินท์มีสิทธิ์สมบูรณ์ในตัวเธอ แล้วหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น กลายเป็นทุกวันต้องอยู่อย่างระแวดระวังและต้องหาทางเอาตัวรอดตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ

“ทำไมไม่เซ็นล่ะ?” เขาทัก สายตาคมเริ่มเคร่งขรึมขึ้นแล้ว มือใหญ่ช้อนมือของฝ่ายหญิงขึ้นมา สัมผัสว่ามันเย็นเชียบราวกับก้อนหินที่แช่อยู่ในลำธาร

ทีนี้ทุกคนจับจ้องมาที่เธอ ตรัยวินท์จึงอ้างว่าเจ้าสาวของเขากำลังตื่นเต้น หากในใจตอนนี้เริ่มหงุดหงิด เอ่ยปากขอตัวสักครู่และดึงมือช่ออัญชันไปด้านหลังเพื่อเจรจา

“เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ทำไมถึงไม่เซ็น?” สีหน้าคับข้องใจ ก่อนหน้าที่คุยกันไว้ก็ดูเหมือนไม่ติดปัญหา เอาเข้าจริงรายนี้กลับทำท่าเหมือนถูกบังคับ ถ้าเขาไม่รีบพาเธอออกมาก็เสี่ยงว่าช่ออัญชันจะเปิดโปงความลับของเขาต่อหน้าทุกคน

“ฉัน...ฉัน” คนเสียงแผ่วอ้ำอึ้ง ตรัยวินท์ต้องกระตุ้นด้วยการก้มลงไปสบตา

“มีอะไรก็พูดมา”

“ฉันรู้สึกว่าเสียเปรียบ” เธอพูดตามตรง ฝ่ายชายได้ยินก็ถอนใจดัง

“เราเสียเปรียบกันคนละครึ่ง ฉันจดทะเบียนกับเธอฉันก็เสี่ยง แต่ถ้าไม่จดก็เสี่ยงเพราะเธอเล่นงานฉันแน่ ฉันรู้ แบบนี้ถึงต้องป้องกันไว้ก่อน เธอเองก็เหมือนกัน หากต้องการหลักประกันความปลอดภัยของคนในครอบครัวก็ควรทำตามที่ตกลงกันไว้”

“ฉันไม่เข้าใจเลย คุณทำแบบนี้ทำไม...เพื่อผลประโยชน์แค่นั้นเหรอ?” สีหน้าเธอคร่ำเคร่งจริงจัง ตรัยวินท์ไม่ตอบ บอกแค่ว่าเขาจำเป็น ที่สำคัญคือเมื่อเดินหน้าแล้วจะถอยหลังไม่ได้ และนี่เขาก็มาจนเกือบจะครึ่งทางแล้ว

“เชื่อเถอะ ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเธอหรอก”

ตอนพูดประโยคนี้น้ำเสียงเขาอ่อนลง แต่แววตาหวาดระแวงของช่ออัญชันก็ยังไม่วางใจ เวลานี้ทุกคนต่างก็รอเธออยู่ ตรัยวินท์เห็นแล้วว่าชายชาญเดินมาตามจึงตัดสินใจงัดไม้ตายขึ้นมา

“อย่าลืมว่าสวัสดิภาพของแม่กับน้องเธอขึ้นอยู่กับฉัน รู้ไม่ใช่หรือ ว่าฉันให้คนสะกดรอยตามสองคนนั้นอยู่ อีกอย่าง เวลานี้พ่อเธอก็กำลังเสี่ยงอยู่กับคนของฉัน และถ้าเธอยังขืนสร้างปัญหาอีกก็เท่ากับว่าเร่งเวลาตายให้พวกเขา”

คราวนี้เสียงเบาแต่หนักแน่น ช่ออัญชันชะงักกึก ยืนตัวชาดิกเหมือนถูกแช่แข็ง แววตาเข้มของชายหนุ่มขึงขังน่ากลัวจนเธอไม่กล้าสบตาด้วย

ช่วงเวลานั้นรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา ช่ออัญชันตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขกด้วยท่าทางมุ่งมั่นแน่วแน่ พอมาถึงหน้านายทะเบียนก็นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม จับปากกาและเซ็นชื่อในเอกสารอย่างไม่ลังเล ตรัยวินท์เดินตามหลังมา เห็นแล้วว่าทุกอย่างกำลังเรียบร้อย เขามองหน้าชายชาญแล้วอมยิ้มนิดๆ อย่างเบาใจ

มันเป็นความอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก หลังเจ้าหน้าที่กลับกันหมดแล้ว ตรัยวินท์ยังนั่งคุยกับชายชาญต่อด้านล่าง แต่ช่ออัญชันขอตัวกลับขึ้นห้องด้วยรู้สึกปวดหัวคล้ายจะไม่สบาย

เวลานี้เธอได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของตรัยวินท์อย่างถูกต้องตามกฏหมายแล้ว นอกเสียจากชายหนุ่มจะจดทะเบียนซ้อน เช่นนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาถึงจะถือเป็นโมฆะ

มันก็แค่กระดาษใบเดียว...หญิงสาวกำลังปลอบใจตัวเอง จะไม่ยอมให้สิ่งนั้นมามีอิทธิพลในชีวิต ที่ทำไปก็เพราะคำนึงถึงสวัสดิภาพของคนในครอบครัว ส่วนตัวนั้นคิดว่าคงจัดการเองได้ อย่างดีตรัยวินท์ก็ได้แต่ข่มเหงรังแก แต่รับรองได้ว่าเขาจะไม่มีทางเป็นสุขตราบเท่าที่เธอยังไม่ได้รับอิสรภาพ

ชั่วขณะหนึ่งของความคิด ช่ออัญชันเริ่มรู้สึกถึงความเคียดแค้นที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในจิตใจ เขาทำให้เธอรู้จักความเกลียดชัง ซึ่งก่อนหน้าไม่เคยแม้แต่จะคิด

สิ่งนี้เองที่อาจเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามย่อยๆ ระหว่างเธอกับชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี หญิงสาวพยายามบอกกับตัวเองว่าจะต้องไม่อ่อนแอ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาแสดงความร้ายกาจออกมา เธอก็จะตอบแทนเขาด้วยความร้ายกาจพอๆ กัน

ร่างเล็กนอนเหยียดยาวบนที่นอนนุ่มขนาดคิงไซส์ มันก็แค่สิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่ชายหนุ่มเอื้อเฟื้อให้ในฐานะภรรยา แต่ก็แค่ภรรยาจำเป็น ภรรยาในนามที่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อเปิดโปงสามี

ความอ่อนล้าทำให้ช่ออัญชันเผลอหลับไปหลายชั่วโมง ตื่นมาอีกครั้งพบว่าด้านล่างนั้นเงียบเชียบราวกับไม่มีใครอยู่ เธอยังไม่เคยเดินสำรวจบ้านหลังนี้ สบโอกาสจึงตรวจตราว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจ

ปรากฏว่าเลยจากรั้วหลังบ้านไปเป็นไร่สับปะรดยาวสุดลูกหูลูกตา ก่อนหน้าไม่เคยสังเกตเห็น พอดีบุญอิ่มเดินเข้ามากรอกน้ำในครัว หญิงสาวได้ทีจึงเดินเข้าไปทักทายและพูดคุยกับนาง

“คุณตรัยไม่อยู่เหรอคะป้า?”

นางผินมาเจอและยิ้มให้ ก่อนจะแจ้งด้วยสำเนียงเหน่ออย่างคนราชบุรีว่าเจ้าของบ้านออกไปดูความเรียบร้อยที่โรงงาน ช่ออัญชันถึงหูผึ่งทันที

“โรงงานอะไรคะ? แล้วอยู่แถวไหน?”

“อ๋อ โรงงานไม้ค่ะ อยู่แถวๆ นี้แหละ” นางตอบ มองเหมือนสงสัยว่าทำไมนายหญิงถึงไม่รู้ ช่ออัญชันเริ่มรู้ตัว ครั้นถามอะไรมากไปคงจะเป็นที่กังขา

“เอ่อ แล้วคุณลุงที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทางด้านโน้นนี่ใครคะ?”

ก่อนหน้าเธอเห็นชายสูงวัยผ่านไปทางไร่สับปะรด บุญอิ่มถึงเดาว่าน่าจะเป็นธีระหัวหน้าคนงานในไร่ ช่ออัญชันฟังแล้วพยักพเยิดหน้าตามเป็นจังหวะ

ใจอยากไปเห็นโรงงานที่ว่านั่น เดาว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าไม้แปรรูปแน่ หวังว่าสักวันคงมีโอกาสได้ไปเหยียบ แต่ตอนนี้ที่ทำได้คงเป็นหาหลักฐานหรือข้อมูลที่อยู่ใกล้ตัวก่อน

ช่ออัญชันชวนบุญอิ่มคุยสัพเพเหระไปเรื่อย นั่นเพราะอยากให้เกิดความคุ้นเคย แต่ก็แปลกที่ทุกคนดูไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่กับการมีนายผู้หญิง จะว่าไป เธอเป็นเมียคนที่เท่าไหร่ของตรัยวินท์ก็ไม่รู้ ครั้นจะถามแม่บ้านก็ดูจะน่าเกลียด

บุญอิ่มเล่าให้ฟังในขณะที่เตรียมอาหารไปด้วยว่านางเป็นแม่บ้านมาตั้งแต่สมัยบิดาของตรัยวินท์ยังมีชีวิตอยู่ กิจการโรงไม้ที่นี่ก็เป็นกิจการดั้งเดิมของครอบครัว ซึ่งตัวตรัยวินท์เองมีหน้าที่ดูแลธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและส่งออกไม้ในกรุงเทพฯ นานๆ ครั้งถึงจะกลับมาสักที กระทั่งบิดาเสียชีวิตถึงเริ่มมาสานต่อกิจการอย่างจริงจัง แต่หลักๆ จะเป็นชายชาญที่คอยดูแลงานที่นี่ให้

“บ้านหลังที่คุณพักอยู่ก่อนหน้านี้จริงๆ แล้วเป็นของคุณชาญค่ะ แต่พอต้องไปๆ กลับๆ กรุงเทพฯ ก็เลยไม่ค่อยได้ไปอยู่” นางเล่า

ช่ออัญชันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง ถึงว่าเขาดูคล่องแคล่วและรู้หมดว่าอะไรอยู่ตรงไหน หญิงสาวตั้งใจฟังพลางช่วยหยิบนู่นส่งนี่ให้นาง คนเป็นแม่บ้านยังเล่าอีกว่าผู้ช่วยคนสนิทแท้จริงแล้วมีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดาของตรัยวินท์ เป็นลูกที่ติดมากับอนุภรรยาของคุณท่าน และเพราะอายุห่างกันไม่กี่ปี สองคนนี้จึงสนิทสนมกันมาก

“แล้วคุณแม่ของคุณตรัยล่ะคะ?”

“อ่อ คุณผู้หญิงเสียไปเกือบยี่สิบปีแล้วค่ะ ส่วนคุณท่านมาเสียพร้อมกับคุณโฉมตอนอยู่ที่นี่สักหกเจ็ดปีเห็นจะได้”

ช่ออัญชันเดาว่าคุณโฉมที่พูดถึงน่าจะเป็นอนุภรรยาของท่าน หรือก็คือมารดาของชายชาญที่อยู่บ้านหลังนั้น

จู่ๆ ก็ขนลุกซู่ หรือผู้หญิงที่เธอฝันเห็นคืนนั้นจะเป็นคุณโฉมนี่เอง แต่ทำไมนางถึงต้องมาให้เห็น ระหว่างกำลังใช้ความคิดอยู่นั้นนวลน้อยก็โผล่พรวดเข้ามา เล่นเอาช่ออัญชันสะดุ้งโหยงจนอีกฝ่ายอุทานเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้าน

“แม่แหก!...โธ่คุณช่อ อะไรกันคะ ตกใจหมดเลย” นวลน้อยหน้าตาตื่น บุญอิ่มที่หันหลังหั่นผักอยู่พลอยสะดุ้งไปด้วย

“ไม่มีอะไรค่ะพี่นวล ช่อแค่คิดอะไรไปเพลินๆ” พูดจบก็ยิ้มแหย เห็นว่าบุญอิ่มมีลูกมือแล้วจึงขอตัวออกไปข้างนอก

ลับหลังคุณผู้หญิงคนใหม่ของบ้าน นวลน้อยอดคิดไม่ได้ว่าช่ออัญชันมีท่าทีแปลกๆ ขณะต้มน้ำซุปเตรียมตุ๋นขาหมูจึงเอ่ยถามความคิดเห็นคนมีศักดิ์เป็นป้า แต่ด้วยวัยวุฒิที่สูงกว่า บุญอิ่มจึงรู้สึกเฉยๆ ไม่ค่อยอยากยุ่งเรื่องของเจ้านายเท่าไหร่

“นี่ฉันยังสงสัยอยู่เลยนะป้า สองคนเขาไปแต่งงานกันตอนไหน?”

“เขาคงจะแต่งเงียบๆ ที่กรุงเทพฯ ล่ะมั้ง”

“โห ระดับคุณตรัยแต่งงานทั้งทีนี่ยังจะมีคำว่าเงียบอีกเหรอ” หญิงสาวตั้งคำถาม บุญอิ่มส่ายหน้าขี้เกียจวิเคราะห์

“แล้วเอ็งจะไปยุ่งอะไรกับเขาล่ะนังนวล เขาจะไปรักไปชอบไปแต่งกันตอนไหนก็ เขาต้องมารายงานเอ็งด้วยรึไง” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชด พลางยกกะทะที่ใช้แล้วออกจากเตาไปตั้งที่แท่นปูนด้านข้าง

“แหมป้าก็...แต่ฉันคิดไม่ถึงเลยนะว่าเมียคุณตรัยจะเด็กขนาดนี้ อย่างกับนักศึกษาแน่ะ” นวลน้อยทำป้องปาก เห็นคนเป็นป้าเหล่มองอย่างนึกรำคาญ ก่อนจะเดินไปหยิบหมูในตู้เย็นส่งให้เอาไปล้างและหั่นเพื่อเตรียมปรุงอาหารมื้อเย็น

ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดถึงช่ออัญชัน คนตกเป็นประเด็นกลับไม่ได้สนใจปัญหาเหล่านั้น ถือโอกาสที่เจ้าของบ้านไม่อยู่เข้าไปรื้อค้นหาหลักฐานในห้องทำงาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยจนไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนก่อน แล้วอะไรบ้างที่จะสามารถยืนยันได้ว่าเขาทำผิดกฏหมาย

รายนี้กวาดสายตามองไปด้วยคิดไปด้วย ไม่แน่ว่าหลักฐานสำคัญทั้งหมดอาจอยู่ในโรงงานที่บุญอิ่มพูดถึง แต่ตอนนี้คงต้องสำรวจดูที่นี่ก่อนเผื่อโชคดี

เสียงกุกกักดังแว่วออกมาเล็กน้อยตอนก้มลงไปค้นลิ้นชักโต๊ะที่ไม่ได้ล็อก ร่างเล็กถึงกับอึ้งไปนิดเมื่อเห็นปืนกระบอกหนึ่งวางอยู่ในนั้น จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จู่ๆ ใจมันหวิวไหวบอกไม่ถูก ปิดลิ้นชักแล้วกลับขึ้นมาคุ้ยเอกสารในถาดสีดำ ไม่มีอะไรน่าสนใจนอกจากงานโครงการ ลายเซ็นที่เห็นก็เป็นของเขา แทบไม่มีอะไรที่จะเชื่อมโยงให้เห็นว่าเขาเป็นเสี่ยธีร์หรือมีธุรกิจผิดกฏหมายเลย

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ขลุกอยู่ในห้องปิดสนิทนั้น ไม่ได้ดูเวลาเลยทำให้ลืมนึกถึงตรัยวินท์ไป ถ้าเขามาเจอเธออยู่ในนี้ได้เป็นเรื่อง

จังหวะที่โกยเอาสิ่งต่างๆ ลงลิ้นชักแล้วจัดให้เป็นระเบียบ ปรากฏได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินขึ้นบันไดทางด้านนอก หัวใจน้อยๆ แทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบมุดเข้าไปหลบใต้โต๊ะเพราะเกรงจะมีคนเปิดเข้ามาเห็น ทว่าลืมปิดไฟ จังหวะจะโผล่หน้าขึ้นมาก็ได้ยินเสียงเปิดประตู คราวนี้พอจะผลุบกลับเข้าที่ ศีรษะดันกระแทกกับขอบโต๊ะเสียงดังและแรงขนาดทำให้โต๊ะไม้เขยื้อนได้

“ออกมา!” ตรัยวินท์เสียงเข้ม เดาไม่อยากเลยว่าช่ออัญชันต้องอยู่ในนี้

คนถูกเรียกได้ยินแล้วแต่ลุกไม่ขึ้น สมองถูกกระทบกระเทือนจนมึนไปชั่วขณะ กระทั่งคนออกคำสั่งต้องเดินมายืนจังก้าถึงที่

“ฉันบอกให้ออกมาไม่ได้ยินหรือยังไง? ลุกขึ้น!” เขาไม่เพียงแต่เรียกซ้ำยังคว้าแขนเล็กติดมือมาด้วย เล่นเอาร่างบอบบางแทบปลิวตามแรง

พอตั้งสติได้ก็ถูกดันไปติดผนังห้อง แต่ช่ออัญชันเจ็บหัวจึงยกมือขึ้นกุมไว้ ตรัยวินท์ส่งสายตาดุเข้าข่ม เห็นว่าเธอเจ็บจึงคลายมือออก หญิงสาวสะบัดศีรษะเล็กน้อย พอเห็นเขาไม่ว่ากล่าวก็เลยเดินสวนออกไปอย่างหน้าตาเฉย

“เดี๋ยว!” มือใหญ่คว้าเอวคอดดึงกลับมา “คิดจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างงั้นเหรอ อย่ามาเนียน เข้ามาค้นอะไรในห้องทำงาน?” ตรัยวินท์ซัก

คนถูกจับได้ส่ายหน้าลูกเดียว เค้นเท่าไหร่ก็ไม่พูดจนเจ้าของห้องต้องลงมือเอง ด้วยการดึงข้อมือเธอมานั่งที่เก้าอี้ทำงานของเขา กดบ่าไว้ไม่ให้ลุกหนี แต่คนดื้อก็พยายามจะฝืน

“โอ๊ย! เจ็บนะ!” หญิงสาวโวยวาย แต่สู้แรงไม่ได้เลยต้องยอมจำนน

ชายหนุ่มเอามือตะปบที่กระเป๋ากางเกงยีนของภรรยา ช่ออัญชันตกใจคิดว่าเขาจะลวนลามจึงตบเพียะเข้าที่ใบหน้า เสร็จแล้วถึงอ้าปากค้างเพราะความไม่ตั้งใจ ทว่าคนถูกตบเม้มปากแน่น หูอื้อเพราะปลายนิ้วเรียวพลาดไปโดน

“หนอย...” เขากัดฟันกรอด มือใหญ่จับเก้าอี้หมุนให้พนักพิงยันกับขอบโต๊ะทำงาน เข่าหนักทั้งสองข้างดันคนที่นั่งอยู่เอาไว้ไม่ให้ลุกหนี รวบมือเล็กแล้วจับแขนเรียวขึงพาดไปตามแนวสันโต๊ะ ช่ออัญชันปริปากร้องเพราะความเจ็บ ตรัยวินท์ขึงเธอไว้แบบนั้นแล้วทำตาดุใส่

“ปล่อยนะ ฉันไม่ได้หยิบอะไรของคุณไปสักหน่อย” คนถูกควบคุมปฏิเสธเสียงสั่น แต่อีกฝ่ายยังไม่เชื่อและมุ่งมั่นจะคาดคั้นให้ได้ว่าเธอเข้ามาหาอะไรในห้องนี้

“ไม่มี ปล่อยฉันนะ!”

“โกหก! มาหาหลักฐานเอาผิดฉันใช่มั้ย?” เขาเดาเจตนาออก ตาคมยิ่งเข้มตอนจ้องเขม็งใส่เธอ พอถูกเค้นมากเข้าหญิงสาวก็ยอมรับสารภาพ

“ใช่! รู้แล้วก็ปล่อยสักทีสิ” ตอนนั้นร่างบอบบางปวดไหล่เหมือนจะหลุด ได้ยินเสียงตรัยวินท์ถอนหายใจดังลั่น

“เผลอไม่ได้เลยจริงๆ” เสียงทุ้มที่ปรามาส บ่งบอกถึงความเอือมระอา พอจะคลายมือออกก็ถูกร่างเล็กกระทืบเท้าใส่บนหลังเท้าของเขา ชายหนุ่มสะดุ้งเสียจังหวะเลยโดนเข่าแหลมเสยเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ด้วย ใบหน้าหล่อเหลาเหยเกพูดไม่ออก จุกเสียดและได้แต่ชี้หน้าคาดโทษคนตัวแสบ

“สม!” ช่ออัญชันรีบถอยไปยืนห่าง หยุดมองสมน้ำหน้าคนบ้าพลังก่อนจะเผ่นออกจากห้องไปอย่างว่องไว ทิ้งสามีหมาดๆ ให้เจ็บแค้นตัวงออยู่อย่างนั้น

‘ดี จะได้เลิกข่มขวัญเธอสักที จะได้รู้สำนึกเสียบ้างว่าเธอก็สู้คน!’

“ยัยบ้าเอ๊ย!” ตรัยวินท์ด่าไล่หลัง กัดฟันกรอดด้วยความเคืองแค้น

‘หนอย! บังอาจมาโจมตีกล่องดวงใจของเขาได้’ คนหน้าเขียวหน้าแดงถึงขั้นผูกใจเจ็บ ไว้ได้ฤกษ์เมื่อไหร่จะเอาคืนให้สาสม ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กว่าอาการจุกเสียดจะบรรเทาได้ก็ล่อเป็นชั่วโมง

ถึงตอนนี้ เห็นแล้วว่าความประพฤติของช่ออัญชันไม่ได้ดีขึ้นเลย เขายังไว้ใจเธอไม่ได้ ไม่แน่รายนั้นอาจกำลังคิดหาหนทางติดต่อกับทางบ้านอยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาเดือดร้อนแน่ เมื่อเรื่องถึงหูพันตำรวจเอกแสนทางการก็จะแห่กันมา ดีไม่ดีแผนการทุกอย่างที่วางไว้ก็จะพังพินาศหมด ตรัยวินท์ตัดสินใจแล้วว่าจะชิงลงมือก่อน หลังจากนั่งคิดทบทวนอยู่นานครึ่งค่อนคืน

วันรุ่งขึ้นขณะที่พันตำรวจเอกแสนกลับเข้าไปยังหน่วยงาน เจ้าหน้าที่นายหนึ่งรายงานว่ามีบุคคลมาขอเข้าพบ เวลานั้นเจ้าตัวยังแปลกใจ แถมผู้ช่วยคนดังกล่าวยังบอกอีกว่าเป็นเรื่องด่วนที่สำคัญ

ทันทีที่ท่านผู้กำกับเดินไปถึงห้องรับรองแขก เห็นผู้ชายร่างสันทัดคนหนึ่งยืนหันหลังให้ข้างโซฟาหนังสีน้ำตาล พอได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก็หันกลับมา ซึ่งพอพันตำรวจเอกแสนเห็นหน้าแล้วก็ต้องแปลกใจ บุคคลดังกล่าวเป็นใคร และมีธุระอะไรกับตน

“คุณใช่มั้ยที่ต้องการพบผม?” ท่านผู้กำกับฯ เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ สีหน้าและแววตายิ่งหน้าเกรงขามยามอยู่ในชุดเครื่องแบบ ทันทีที่เขาเอ่ยขึ้น คนที่คอยอยู่ก่อนหน้านั้นก็เอ่ยทักและแนะนำตัว

“สวัสดีครับ ผมชายชาญ ผมมีเรื่องสำคัญจะต้องแจ้งให้ท่านทราบ” คนเป็นแขกไม่ลีลา แววตาของชายหนุ่มแน่วนิ่งอย่างมีจุดประสงค์

อีกฝ่ายรับทราบและเชื้อเชิญให้เขานั่งลงเพื่อคุยธุระต่อ แต่ตอนนั้นสีหน้าของพันตำรวจเอกแสนยังปกติ ไม่มีท่าทีเคร่งเครียดอะไร กระทั่งชายชาญเอ่ยเข้าเรื่องช่ออัญชัน บรรยากาศในห้องนั้นถึงเริ่มอึมครึมราวกับพายุฝนที่กำลังตั้งเค้า

ความคิดเห็น