thearboo # อนาคี99

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทส่งท้ายที่สอง (สุดท้าย)

ชื่อตอน : บทส่งท้ายที่สอง (สุดท้าย)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2559 20:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้ายที่สอง (สุดท้าย)
แบบอักษร
บทส่งท้าย
บทที่สอง


 “สวัสดีปีใหม่คร๊าบบบ ลุงยุ ลุงเมธ”
“Happy New Year ค๊า ลุงเมธ ลุงยุ”
ตัวยังไม่ทันเห็น  แต่เสียงสิดังฟังชัด มาตั้งแต่รั้วบ้าน แค่ได้ยินเสียงสดายุก็รีบถอดผ้ากันเปื้อน วางทัพพี แล้วปรี่ออกจากครัว ไปหาต้นตอของเสียงที่แสนคิดถึง
“เสียงดังไปจนถึงตีนดอยแล้วมั้ง โย ยู ยิม” สดายุแกล้งเอ็ด ทั้งที่ใบหน้าทอยิ้มระรื่น สองแขนที่ผายออกกว้าง เป็นสัญญาณให้หลานรักทั้งสาม ได้โผเข้ามากอดตามแรงคิดถึง
หลานตัวน้อยๆ ที่เลี้ยงกันมาแต่อ้อนแต่ออก บัดนี้ เติบใหญ่เป็นวัยรุ่นน่ารัก
โย พี่ชายคนโต วัย 17 ปี
ยู และยิม สองแฝดชายหญิง วัย 15 ปี
สามตัวแสบ ที่สดายุช่วยส่งเสียเลี้ยงดูมาจนโต  สามแสบ ลูกหัวแก้วหัวแหวนของสุริยะ
นั่นไง พูดถึงก็เดินหอบของตามหลังลูกๆ มาโน่นแล้ว
“ไงพี่ยุ ไม่เจอแป๊บเดียว แก่ขึ้นจมเลยนะ แล้วพี่เมธล่ะ?” ไม่ทันขาดคำ ทันทีที่เจอหน้าสุริยะก็ทักกวนอย่างคุ้นเคย พาลให้สดายุคิดถึงวันแรกที่เจอกันเหลือเกิน น้องชายวัย 16 ที่แสนขี้อาย และมีสัมมาคารวะคนนั้น มันไปตายไหนแล้วนะ!!?
“พี่เมธไปซื้อของเพิ่มที่ตลาดอยู่ มีตัวเขมือบมาเป็นฝูง ของที่ตุนไว้มันเลยไม่พอ”  พี่ชายแซวกลับบ้าง พลางไล่บรรดาหลานๆ ให้ขนกระเป๋าไปเก็บที่ห้องนอนประจำของตน
 “เชนไม่มาเหรอ?” พอเหลือกันสองคนพี่น้อง สดายุก็ถามน้องชายขึ้น
สุริยะที่ลงไปนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา ชายตามามองพี่ชายเล็กๆ ก่อนจะตอบออกมาเหมือนไม่ใคร่ใส่ใจเท่าไหร่ “ตามมาพรุ่งนี้”
จบ เป็นอันรู้กัน ได้ยินแบบนั้นสดายุก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ให้กับความปากแข็งของสุริยะ น้องชายวัย 45 พ่อหม้ายลูก 3 ที่ตอนนี้กำลังมีรักผลิบาน กับอาจารย์หนุ่มรุ่นน้อง ที่สอนในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน
อาจารย์เชน ชายผู้เป็นดั่งพรหมลิขิต คนที่สดายุคิดไม่ถึง ครั้งแรกที่ได้รู้ว่าน้องชายตัวยักษ์ ที่เคยมีเมียมีลูก เบี่ยงเบนมาปลื้มผู้ชายด้วยกันก็ว่าน่าตกใจแล้ว  แต่ผู้ชายที่น้องชายปลื้ม ยังอุตส่าห์มีพื้นเพที่น่าตกใจยิ่งกว่า
เพราะอาจารย์เชน หรือราเชน คือ น้องชายคนละแม่ของ ชิดจันทร์! ไม่รู้จะเรียกว่ามหัศจรรย์ พรหมลิขิต หรืออะไรดี ตอนแรกที่ได้รับรู้ สดายุกับกฤตเมธหารือกันอยู่พักใหญ่ด้วยคิดว่าคงได้เกิดปัญหา ชิดจันทร์มีน้องชายเพียงคนเดียว ข่าวว่าหลังจากกลับมารับตำแหน่งประธานบริษัทต่อจากเสน่ห์จันทร์ ก็รับเลี้ยงดูแลน้องชายต่างแม่อย่างราเชนเป็นอย่างดี
ทีแรกว่าคงเกิดเรื่องวุ่นวายเป็นแน่ ที่ไหนได้ชิดจันทร์ที่พอรู้ข่าว กลับยอมเปิดทางให้แต่โดยดีเสียอย่างนั้น หรือแม้แต่ความกังวลใจในเรื่องที่เด็กๆ อย่าง โย ยูและยิม อาจเกิดอาการต่อต้าน หรือเป็นปัญหาสังคม สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค ทุกคนรับได้ เด็กๆ ก็เห็นดีเห็นงาม ด้วยเพราะคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ ผ่านทางลุงๆ อย่างกฤตเมธและสดายุ
ทุกอย่างดูเหมือนจะจบแบบแฮปปี้ ขนาดที่กฤตเมธและสดายุยังออกปากว่า ความรักของสุริยะและราเชนคงราบรื่น ถ้าไม่ติดที่ทั้งคู่ดันปากแข็งกว่าหัวใจ ไม่ยอมปริปากยอมรับในความรู้สึกที่มีให้แก่กัน
คนหนึ่งก็มัวแต่จะยึดติดกับความหลัง ส่วนอีกคนก็ดันไม่หือไม่อือ ตามใจกันไปเสียทุกอย่าง จนเวลาผ่านมานานร่วม 10 ปี ที่สุริยะกับราเชน คบกันแบบไม่ระบุความสัมพันธ์
‘แค่เพื่อน’ คือคำตอบเดียวที่สุริยะให้กับทุกคน
ถึงจะสงสัย หรือหมั่นไส้มากเพียงใด สดายุก็ไม่คิดคาดคั้น คาดเดาไปเองว่า อาจเป็นเพราะสุริยะคือชายแท้ ทั้งยังมีลูกถึง 3 คน ถึงแม้ภรรยาจะเสียไปนานแล้ว แต่การที่จู่ๆ ตัวเองดันมามีความรู้สึกพิเศษกับกับฝ่ายราเชนที่เป็นเกย์ บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบาก หรือแม้ว่าจะมีพี่ชายเป็นเกย์เหมือนกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าสุริยะจะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาได้ง่ายๆ อย่างนั้นสินะ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เรื่องที่สดายุคิดทั้งหมด ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป แน่ล่ะ เพราะเขาได้แต่คิด แต่ไม่เคยได้อ้าปากถามน้องชายออกไปตรงๆ เสียที เพราะสดายุเอาแต่คิดว่า…
…ช่างหัวมันเถอะ มันคบกันมาแบบงงๆ ได้ตั้ง 10 ปี จะคบกันต่อไปแบบไหน ก็แล้วแต่มันสองคนแล้วกัน ปูนนี้แล้ว ขี้เกียจยุ่ง ว่าแล้วก็ทำเสียจิ๊จะขัดใจ กลอกตาเหนื่อยหน่ายเป็นรอบที่ร้อย

เย็นวันนั้น บ้านพักบนดอยของกฤตเมธและสดายุค่อนข้างครึกครื้น เพราะมีสมาชิกมาเพิ่มถึง 4 คน บ้านบนดอยนี้ กฤตเมธเป็นคนมาซื้อเอาไว้เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เพื่อไว้ตากอากาศ ยามอยากพักจากงานสุมหัวที่กรุงเทพฯ จนเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ที่ทั้งคู่ตัดสินใจ ย้ายออกมาอยู่ที่บ้านหลังนี้อย่างถาวร ด้วยอายุที่ล่วงเข้าสู่วัยเกษียณ กิจการครอบครัวต่างๆ ก็หาผู้ดูแลแทนได้แล้ว จึงขอลาพักยาวๆ อยู่บนดอยไกลผู้ไกลคนกันเพียงสองคน นอนกินเงินประกันวัยเกษียณ กับส่วนแบ่งของกำไรจากกิจการที่มีโอนเข้าบัญชีอยู่ทุกเดือน เพียงเท่านี้ก็พออยู่ได้สบาย ไม่ขาดเหลือ
30 ปีแล้ว ที่กฤตเมธและสดายุอยู่กินกันมาฉันท์คู่ชีวิต สดายุที่ใกล้จะ 58 ในขณะที่กฤตเมธเอง ก็กำลังจะ 64 สังขารร่วงโรยไปตามกาลเวลา ความรักก็ไม่ได้กระชุ่มกระชวยเหมือนเมื่อครั้งยังหนุ่ม แต่ที่อยู่กันมาจนถึงตอนนี้ได้คือความผูกพัน คือกันและกัน ที่ไม่มีความคิดอยากแยกห่างกันไปไหน เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ดูแลทุกข์สุขป่วยไข้กันไปตามประสา สดายุฝากตัวเข้าบ้านของกฤตเมธอย่างเป็นทางการ ในนามของบุตรบุญธรรมของแม่กรพิรน์ และเปลี่ยนนามสกุลตามกฤตเมธหลังแต่งงานได้ประมาณแปดปี เพียงหวังให้ยามป่วยไข้ ได้แสดงตนเป็นญาติกันได้อย่างเปิดเผย แม้ตามกฎหมายจะเป็นได้เพียงน้องชายบุญธรรมก็ตาม
 
เพราะไม่มีลูกของตัวเอง กฤตเมธและสดายุจึงเอ็นดู โย ยูและยิม ลูกของสุริยะมาก เมื่อครั้งที่ภรรยาของสุริยะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ สดายุกับกฤตเมธก็รีบรับเด็กๆ มาช่วยเลี้ยงดูโดยทันที เพื่อแบ่งเบาภาระของสุริยะที่กำลังอยู่ในอาการโศกเศร้า 13 ปีมาแล้วนับจากวันนั้น ตอนนี้หลานๆ ของสดายุทุกคนแข็งแรงน่ารัก และมีความสุขกันดี
 นี่คือครอบครัว…ทุกคนคือครอบครัว

“เด็ก ๆ นอนกันหมดแล้วเหรอ?” กฤตเมธถามขึ้น เมื่อเห็นสดายุเดินออกมาจากห้องของหลานๆ ทั้งสาม
“หลับกันหมดแล้วล่ะ สงสัยเหนื่อย ขับรถกันมาทั้งวัน” สดายุตอบรับ “ไป...เราไปนอนกันบ้างเถอะ” พร้อมชวนกฤตเมธเข้านอน เพราะตอนนี้ก็จะเที่ยงคืนแล้ว แต่เดินขึ้นบันไดมายังไม่ทันพ้น เสียงคนคุยโทรศัพท์กลับดังขึ้นมาดักทางไว้เสียก่อน
“พรุ่งนี้จะมาถึงกี่โมง”
“อืม เดี๋ยวไปรับ”
เหมือนจะไม่มีความหมายใดๆ แต่เสียงแบบนั้นกลับทำให้กฤตเมธและสดายุจำต้องหยุดชะงัก ไม่กล้าก้าวขึ้นบันไดต่อ ทั้งที่ไม่ได้มีเจตนาแอบฟัง แต่การรักษามารยาทก็ทำให้สองลุงได้ยินถ้อยคำบางอย่างเข้า
“คิดถึงนะ...รีบมา”
ประโยคสุดท้ายก่อนร่ำลา เล่นเอาสดายุ ถึงกับสำลักเสลดในคอ กระแอมอ้อมแอ้มเสียงดังพอให้น้องชายได้ยิน สุริยะออกอาการตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ พวกพี่ชายก็โผล่ขึ้นมาจากบันได ในใจลุ้นว่าจะได้ยินเรื่องน่าอายที่พูดทิ้งท้ายไว้เมื่อครู่หรือเปล่า โดยเฉพาะยิ่งเห็นว่าสดายุแกล้งหมางเมินกัน สุริยะยิ่งรู้ทันว่าคงโดนเข้าแล้ว
“แค่กๆ โอยปู่เอ้ย ขอน้ำให้ตาหน่อยสิ เหมือนจะสำลักน้ำตาล แค่กๆ” เสียงดังฟังชัด
นั่นไงล่ะว่าแล้วเชียว สุริยะถึงกับถอนหายใจละเหี่ย แม้ร่างสดายุจะพ้นเข้าห้องไปแล้ว ไม่วายยังหลงเหลือเสียงแว่วหลอกหลอน จะมีก็เพียงแต่พี่เขยนี่ละมั้ง ที่ยังอุตส่าห์ตบไหล่ให้กำลังใจ พร้อมรอยยิ้มมีเลสนัยแปลกๆ...หมดกันแล้ว ภาพที่สร้างสั่งสมมา
คล้อยหลังเหล่าตาลุงตัวป่วน สุริยะก็พาตัวเองกลับเข้าห้องนอนบ้าง แต่กระนั้นก้ไม่อาจหลับตาลงได้ในทันที เพราะมัวแต่คิดเรื่องสำคัญอยู่
เรื่องสำคัญที่ว่า จะเปิดตัวคบหากับราเชนอย่างเป็นทางการ เพื่อจบบทบาทผู้ชายเห็นแก่ตัวเสียที

การพบกัน บางครั้งก็เป็นเรื่องของโชคชะตา ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าท่านจะพามาให้พบกันในรูปแบบไหน หรือว่าเมื่อไหร่ อย่างเช่น สุริยะ…กับราเชน ครั้งแรกที่ได้พบกัน เป็นอะไรที่ดาษดื่นทั่วไป ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ
จนกระทั่ง...วันนั้นเมื่อ 10 ปีก่อน
วันนั้น ฝนตกหนัก แต่ก็ยังอุตส่าห์มีงานเลี้ยงของเหล่าคณะคณาจารย์ของคณะศึกษาศาสตร์ เนื่องในโอกาส เลี้ยงต้อนรับอาจารย์บรรจุใหม่เพื่อประจำสาขาวิชาที่มีอาจารย์เก่ากำลังจะเกษียณ ซึ่งเป็นมารยาทที่ดีที่อาจารย์รุ่นพี่ต้องเข้าร่วมงานนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของน้องๆ โดยปกติสุริยะไม่ค่อยได้ไปเข้าร่วมนัก ยกเว้นครั้งนี้ ที่ถูกหัวหน้าภาคบังคับจับลากมาจนได้
สุริยะ ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ตั้งแต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตไปเนื่องจากอุบัติเหตุ ชีวิตของสุริยะก็ดูเหมือนจะเคว้งคว้าง  มันกะทันหันเสียจนตั้งรับไม่ทัน ในวันที่เสียใจจนชีวิตแทบเสียหลักนั้น อาจเป็นโชคดีที่มีครอบครัวคอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เช่นพี่ชายอย่างสดายุที่ช่วยรับลูกๆ ทั้งสามของสุริยะไปดูแลให้ในช่วงสองปีแรก ก่อนจะให้ย้ายกลับไปอยู่กับปู่ย่าในปีต่อมา เพื่อสะดวกในการสอบเข้าโรงเรียนในเขต
ด้วยความเห็นใจที่คนเป็นพ่อต้องทำงานนอกบ้าน จนอาจดูแลลูกเล็กทีเดียวถึง 3 คนไม่ไหว ทางสดายุที่ทำงานอยู่บ้านจึงสะดวกและมีเวลาที่จะช่วยดูแลเด็กๆ ได้มากกว่า จากตอนนั้น สุริยะจึงย้ายออกมาเช่าบ้านอยู่ข้างมหาวิทยาลัยที่ตนทำงาน เนื่องจากบ้านที่เคยอยู่ด้วยกันกับครอบครัวนั้น มันค่อนข้างไกลจากมหาวิทยาลัย
ครบ 3 ปีแล้วที่ภรรยาจากไป ถึงตอนนี้สุริยะจะสามารถทำใจได้แล้วก็เถอะ แต่ก็ยังไม่คิดมีใครใหม่ แม้จะมีคนแนะนำคนดีๆ ให้บ้าง แต่ก็แค่ทำความรู้จักกัน ในความสัมพันธ์เพียงคำว่าเพื่อน สุริยะยังไม่อยากมีใคร เพราะหัวใจยังไม่อาจลืม
ไม่คิดเลยว่าคืนนั้น…
คืนที่ฝนตกหนัก หลังงานเลี้ยงเลิกรา กะว่าฝนคงซาหน่อย สุริยะจึงรีบวิ่งกลับบ้านพัก ที่อยู่ถัดจากร้านจัดงานเลี้ยงไม่ไกล
"เข้ามาหลบฝนก่อนสิ"
แล้วดันเผลอเรียกคนที่ฝ่าฝนตามกันมาให้เข้ามาหลบในบ้าน เพราะนึกเห็นใจว่าบ้านของอีกฝ่ายไกลกว่า คนคนนั้นคือ ราเชน อาจารย์รุ่นน้องที่สอนอยู่คณะเดียวกัน
มันก็ไม่น่าแปลกที่สุริยะจะมีน้ำใจ ถึงอย่างไรก็ผู้ชายเหมือนกัน แม้ว่าคนที่เขาเรียกให้เข้าบ้านมาด้วยกันนั้น จะมีรสนิยมทางเพศแบบเฉพาะตัว อย่างไรเสียสุริยะก็ไม่ได้นึกรังเกียจ ด้วยพี่ชายของตัวเองมีก็คนรักเป็นผู้ชาย และเล็งเห็นว่าถึงราเชนจะมีความชอบส่วนตัวแบบนั้น แต่ก็ไม่เคยทำตัวไม่ดี ออกจะเป็นคนเรียบร้อยเก็บตัวเสียด้วยซ้ำ สุริยะจึงไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากอยากให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน…
ไม่คิดเลยว่า…คืนนั้นพวกเขาจะดันเผลอ…
อาจเป็นเพราะเมา
อาจเป็นเพราะเหงา
อาจเป็นเพราะเสียงฝนตก
อาจเป็นเพราะบรรยากาศ
อาจเป็นเพราะถูกท้าทาย
หรืออะไรดลใจให้หน้ามืดตามัวก็ไม่รู้ ซึ่งมันไม่อาจอ้างได้ว่าขาดสติ เพราะสุริยะจำได้ทุกการกระทำ จำได้ดีถึงทุกคำพูดระหว่างกัน สีหน้าท่าทางของราเชน แม้กระทั่งรสสัมผัสที่ลืมไม่ลง

เสียงอื้ออึงของฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าคำรามเป็นระลอก ไม่ต้องเปิดแอร์ ในห้องนั้นก็หนาวจนแทบสะท้าน ถึงสุริยะจะเรียกมันว่าบ้าน แต่แท้จริงแล้ว มันก็เป็นแค่ห้องเช่าห้องน้อยเท่านั้น ห้องเล็กๆ ที่มีเพียงฉากกั้น ระหว่างพื้นที่ใช้สอยกับเตียงนอน
เมื่อสองต่อสองต้องมาอยู่ในที่พื้นอันเป็นส่วนตัว สุริยะที่กำลังเมากึ่ม ก็จัดแจงถอดเสื้อโชกฝนออก แบบไม่เกรงใจเพื่อนร่วมห้องที่ยืนตะลึงอยู่ตรงหน้าประตู ตอนที่สุริยะชำเลืองสายตาไปเห็น ก็นึกสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายต้องหน้าแดงจัด กับอีแค่ผู้ชายด้วยกันถอดเสื้อ มานึกได้เอาทีหลังก็พอเข้าใจ แต่ก็อดไต่ถามออกไปตรงๆ ไม่ได้
“เกย์เนี่ย แค่เห็นผู้ชายถอดเสื้อก็เขินเหรอ? มันก็มีเหมือนๆ กันนี่…”
สายตามองเห็นว่าทันทีที่ตั้งคำถาม ราเชนก็ถึงกับหน้าม้าน สุริยะรู้ดีว่าคำถามที่โพล่งออกไป มันเป็นการเสียมารยาท เขายังมีสติ เพียงแต่ขาดความยั้งคิด เมื่อสัมปชัญญะทำงาน จึงรีบออกปากขอโทษราเชนออกไป “ขอโทษทีนะ อย่าถือคนเมาเลย…”
“กับคนอื่น ผมไม่เขินหรอก…แค่กับคุณ…”
แต่แล้วคำตอบที่ได้มา กลับทำให้สุริยะแทบสร่าง เพราะไม่ใช่เด็กไร้เดียงสา เขาจึงรู้ได้ในทันทีว่าราเชน ต้องการสื่ออะไร
“ชอบผมเหรอ?”
 มันชัดเจนเสียจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสุริยะคิดว่าหากเขาทำเป็นไม่รู้ มันออกจะดูไม่แฟร์สำหรับราเชน ในเมื่ออีกฝ่ายยอมเปิดเผย เขาเองก็จะยอมรับมันตรงๆ
“ครับ” ราเชนตอบเบา ใบหน้าขาวเนียน สลดลง คงเพราะนึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดความในใจที่ไม่ควรออกมา โดนฤทธิ์สุราผลักดันให้ใจกล้าหน้าด้าน จนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี ร่างแบบบางดูเหมือนจะตัวเล็กลงกว่าเดิม แต่ถึงขั้นนี้แล้ว ราเชนเองก็ไม่คิดถอย
“ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย” สุริยะพูดตรง เพราะคิดแล้วว่าเรื่องแบบนี้ ไม่ควรทิ้งคาไว้ให้รู้สึกกำกวม เพราะการคาราคาซัง มันยิ่งทำร้ายกันและกัน ความสัมพันธ์พาลจะพังมากกว่าก่อ
“ผมรู้” ในเมื่อสุริยะ ตอบตรง ราเชนก็ตั้งใจเผชิญหน้าอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา
“แล้ว…ตัดใจได้ไหม?”
“ไม่รู้สิครับ แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ ”น้ำเสียงเครือสั่น แต่ชัดถ้อยชัดคำ
“หึ…ชอบผมได้ยังไง ผู้ชายคนอื้นมีเยอะแยะ ทำไมต้องเป็นผม? เอาตรงๆ นะ ผมแทบไม่รู้จักคุณ ” เห็นว่าราเชนก็ไม่ได้อ้อมค้อม สุริยะจึงไต่ถามถึงไถ่เหตุผล การมีคนมาชอบไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่การชอบในเชิงชู้สาวนี้ อาจต้องถามไถ่กันให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ชาย ทั้งยังไม่ใช่คนที่รู้จักสนิทสนม
 “คุณอาจจำไม่ได้แล้ว เมื่อตอนผมบรรจุใหม่ๆ คุณคอยให้ความช่วยเหลือผมตลอด ผมประทับใจมาก…” นั่นเป็นการเปิดหัวข้อสนทนา ที่ราเชนก็คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว ในหัวมีคำตอบมากมายรอสาธยายให้อีกฝ่ายได้ฟัง แต่ให้ตายคนขี้อายอย่างเขาก็คงไม่กล้าพอจะพูดออกไปตรงๆ ว่า ‘แอบรักตั้งแต่แรกเห็น และคอยติดตามความเป็นไปเรื่อยมา’ จึงได้อ้างเอ่ยเหตุผลอันสมควรสารพัด งัดมาให้สุริยะเชื่อ ว่าความรู้สึกนี้ ไม่ได้ล้อเล่น
“ถ้าแค่นั้นน่ะ อาจารย์คนอื่นเขาก็ช่วยป่ะ?”
“แต่คุณดีกับผมที่สุด แถมยังไม่รังเกียจที่ผมเป็น”
เหตุผลฟังไม่ขึ้นในตอนแรก แต่พอเป็นเรื่องการยอมรับในรสนิยมของราเชนได้ สุริยะก็ต้องถอนหายใจ ใช่...เขาอาจเป็นอาจารย์ผู้ชายเพียงไม่กี่คนในคณะ ที่ไม่คิดติดใจเรื่องแบบนี้ ในขณะที่คนอื่น มีการเว้นนะยะในช่วงแรก
นั่นอาจเป็นเหตุผลสมควร แล้วมันยังไงล่ะ ในเมื่อสุริยะไม่อาจรักตอบ จะปล่อยให้ยืดเยื้อก็คงไม่ดีนัก จึงได้ตัดสินใจบอกออกไปโดยไม่คิดเลยว่า นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้น
“…ผมคงคบกับคุณไม่ได้หรอกนะ ไม่ใช่เรื่องที่ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่…”
“เพราะคุณยังไม่ลืมเธอ ผมทราบครับ และผมก็ไม่ได้ต้องการให้คุณมาคบด้วย แค่อยากปลอบโยนคุณแทนเธอ…”
“แทนงั้นเหรอ?...คุณมีสิทธิ์อะไร?
ก็ว่าจะไม่โกรธ แต่สุริยะอดไม่ได้ เพราะราเชนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายในเรื่องนี้ ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะพูดถึงภรรยาผู้ล่วงลับของตน! น้ำเสียงที่ถามกลับไปจึงต่ำขรม หมายข่มให้อีกคนสงบปาก
“ผมไม่ได้อยากแทนที่เธอครับ ผมรู้ว่าไม่มีใครแทนที่ตรงนั้นของเธอได้ ผมก็แค่อยากปลอบโยน ไม่อยากให้คุณต้องจมปลักกับอดีต...” ราเชนพยายามอธิบาย ไม่ผิดหรอกที่สุริยะจะโกรธ เพราะทั้งที่ไม่สนิท แต่ก็ยังปากดี ไม่รู้ทำไม ราเชนถึงห้ามมันเอาไว้ไม่ได้ ห้ามความปลากพล่อย ปากเปราะของตัวเองไม่อยู่
“คุณกล้าใช้คำว่าจมปลักเชียวเหรอ? หึหึ...” นั่นยิ่งทำให้สุริยะหงุดหงิดจนถึงกับแค่นเสียงหัวเราะ
ราเชนรู้แล้วว่า ยิ่งพูดก็จะยิ่งพาลโดนเกลียด แต่อยากสื่อสารออกไปให้สุริยะรู้ให้ได้ ว่าตนจริงจังแค่ไหน จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาพูดในสิ่งที่เอาแต่ใจตนออกไปอย่างถือดี “ขอโทษ...ผมแค่อยากช่วยจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี...”
“ช่วยผม?...ช่วยยังไง?”
คำถามของสุริยะ ทำราเชนนิ่งอึ้ง ทำไมนะ ทั้งที่ต่อปากต่อคำอย่างลืมตายไปเป็นเข่งๆ แต่พอมาเจอคำถามวาจะช่วยยังไงเข้าก็ดันนึกคำตอบไม่ออก จะช่วยอย่างไรดีเล่า ให้ไม่ต้องบาดหมางใจกัน แค่อยากอยู่เคียงข้างเท่านั้น ถ้าพูดออกไปจะถูกหัวเราะเยาะเอาหรือไม่นะ
“มีเซ็กส์กันไหม?”
“ห๊ะ!?” เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาคิดคำตอบ จึงไม่ทันได้สังเกตว่าถูกสุริยะเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ในหูอื้ออึงอนทั้งทีที่ได้ยินคำเชื้อเชิญแสนอันตราย
“ถ้าอยากช่วย ก็ช่วยผมปลดเปลื้องหน่อยสิ”
นั่นเป็นแค่คำยั่วยุ ที่สุริยะต้องการใช้เพื่อข่มขู่ราเชนให้กลัวเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าทันทีที่เขาโพล่งออกไป ราเชนกลับจัดการเปลื้องผ้าตัวเองออก จนเหลือแต่กางเกงในสีดำตัวจ้อย แล้วยอมรับคำเขื้อเชิญนั้น
“เฮ้ยคุณ! เดี๋ยว!!...” สุริยะเหวอ เมื่อจู่ๆ ราเชนก็คุกเข่าลงตรงหน้า
แค่เห็นก็รู้แล้วว่าราเชนต้องการที่จะทำอะไร สุริยะกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างไม่อาจข่มกลั้นความรู้สึก ใจหนึ่งแม้จะปฏิเสธพัลวัน แต่อีกใจก็ใคร่อยากลิ้มลอง ผิดชอบชั่วดีตีกันให้มั่ว สุดท้ายจึงได้แต่ยืนมองเราเชนนิ่งๆ  มองมือสั่นเทาของอีกฝ่าย ที่ค่อยๆ เอื้อมมาปลดเข็มขัด แล้วรูดซิปลงช้าๆ
ใบหน้าราเชนแดงก่ำลามลงไปถึงแผ่นอก เมื่อพยายามเปิดกางเกงยีนส์ออก แล้วเห็นของของสุริยะเต็มตา สิ่งนั้นยังคงอ่อนตัวและซุกซ่อนอยู่ ราเชนตัดสินใจถอดแว่นออก เพื่อลดความคมชัด ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปหาสิ่งนั้นอย่างกล้าๆ กลัว เพียงแค่แตะต้องด้วยปลายนิ้วเย็นจัด ก็เหมือนจะได้ยินเสียงของสุริยะดังขึ้นเบาๆ ร่างที่ยังยืนมั่นคงกระตุกเล็กน้อย ลมหายใจหน่วงหนักขึ้น เมื่อราเชนจับกำตัวตนของสุริยะที่ยังไม่ยอมตื่นตัวเอาไว้ รูดรั้งอย่างเงอะๆ เงิ่นๆ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนริมฝีปากเข้าครอบครอง
สุริยะพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ สัมผัสที่ห่างเหินไปนานตรงช่วงล่าง กำลังทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนวนท้องน้อย ราเชนไม่ได้ช่ำชอง สุริยะสัมผัสได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นปลายลิ้นเล็กที่ดูจะลังเลในการสัมผัส ทั้งมือเย็นจัดที่สั่นราวกับเจ้าเข้า แทนที่จะทำให้สุริยะหมดอารมณ์ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับผลักดันให้กึ่งกลางร่างกายพองขยายและร้อนจัดยิ่งขึ้น
ยิ่งราเชนเล็มเลียที่ส่วนปลายด้วยความประหม่า ลมหายใจร้อนผ่าวที่ขาดห้วง โพรงปากที่ขยับอย่างลนลาน กระทั่งท่าทางกระวนกระวายยามที่สัมผัสแก่นกายของเขา ปฏิกิริยาราวสาวแรกรุ่นไม่ประสีประสาแบบนั้นของราเชน ในที่สุดก็สามารถปลุกเร้าอารมณ์ดิบของสุริยะได้สำเร็จ ร่างสูงใหญ่สั่นสะท้าน จนสุริยะต้องแหงนเงยขึ้นเพื่อระบายลมหายใจร้อนจัด ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ตกตะลึงพรึงเพริศไปกับรสสัมผัสที่ห่างหายมานาน มันเร้าใจไปหมดจนแทบจะปลดปล่อยออกมาอยู่รอมร่อ
เมื่อเห็นว่าไม่ได้การ สุริยะจึงรีบผละตัวออก แล้วจัดการลากตัวของราเชนไปที่เตียงน้อย เหวี่ยงหวือเดียวร่างผอมบางก็ลงไปนอนแปะอยู่อย่างน่าสงสาร สุริยะตามลงไปประกบทันที เพื่อไม่ให้กิจกรรมขาดตอน ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาเองก็ไม่คิดหยุด
“อื้อ...” จูบร้อนแรงจัดส่งให้ถึงที่ คนโสดหรือจะทีทักษะดีเท่ากับคนที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว เพราะปลายลิ้นของราเชนตอบสนองไม่ทันใจ สุริยะจึงโหมตะโบมลิ้นใส่ เพื่อกลั่นแกล้งจนราเชนแทบสิ้นสติ
เมื่อมาถึงที่สุดแล้ว สุริยะก็ไม่อาจห้ามตัวเองได้อีก ชายหนุ่มรีบผละตัวออกมาเพื่อจัดการถอดกางเกงชื้นฝนออกจากร่าง เร่งควานหาถุงยางตรงลิ้นชักข้างเตียงมาสวมใส่ โดยมีสายตาของราเชนจับจ้องอยู่ไม่คลาด ไร้คำเสวนาใดๆ ระหว่างกัน เมื่อสวมถุงยางเสร็จ สุริยะก็จัดการจับราเชนพลิกคว่ำ   
 "อ๊ะ! เดี๋ยวคุณ...ม...ไม่มีโลชั่นเหรอ" ราเชนร้องห้าม เมื่อจู่ๆ ความร้อนระอุก็จดจ่ออยู่ตรงปากทาง ทั้งที่ยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แถมยัง และยังปราศจากการเล้าโลมหรือแม้กระทั่งการเตรียมพร้อมใดๆ
"มันต้องเตรียมพร้อมก่อน...อื้อ..." แม้จะร้องวิงวอน แต่ดูเหมือนเสียงแตกพร่าจะเบาไปสำหรับสุริยะที่กำลังได้ที่ เพราะนอกจากจะไม่บอกว่าโลชั่นอยู่ที่ไหนแล้ว ยังพยายามถูส่วนปลายอยู่กับจุดซ่อนเร้นของราเชนไม่ห่าง
“ได้โปรด...ขอโลชั่นก่อนนะครับ” ราเชนวิงวอนเสียงสั่นพร่า พยายามพลิกตัวแปะป่ายมือห้าม
“มีที่ไหนล่ะ ของพรรณ์นั้นน่ะ” สุริยะกระซิบพร่า ดึงดันคร่อมร่างของราเชนไว้
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอเตรียมตัวก่อน นะครับ...แค่ครู่เดียว...”
ถึงอย่างไร ราเชนก็ไม่ยินยอมให้ล่วงล้ำ หากยังไม่เตรียมพร้อม สุริยะออกอาการหงุดหงิด แต่ก็ยอมผละออกมาให้ พลางคิดในใจอย่างหัวเสียว่า อีกฝ่ายเป็นคนชวนเองแท้ๆ ทำไมถึงยังเล่นตัวนัก โดยลืมตระหนักไปว่า ของผู้ชายนั้นต่างจากผู้หญิง แน่นอนว่าหลังจากนี้ สุริยะจะรู้สึกผิดต่อราเชนอย่างครามครัน
และการยอมให้ราเชนเตรียมความพร้อมให้ตัวเองนั้น น่าจะถือได้ว่าเป็นกำไรเล็กๆ ก็ว่าได้ ด้วยท่วงท่าที่เซ็กซี่น่ามอง จนแทบนึกใบหน้ายามปกติไม่ออก ราเชนนอนคว่ำหน้าลงเช่นเดิม กดไหล่ลงต่ำจนติดที่นอน แล้วยกสะโพกให้ลอยเด่น ก่อนจะเอานิ้วมือข้างขวาใส่เข้าไปในปากจิ้มลิ้ม ดูดเลียจนได้ยินเสียงเปียกชื้นของน้ำลายเจ๊าแจ๊ะบาดหู เพียงไม่นาน ดูเหมือนจะได้ที่ ราเชนจึงยอมคายนิ้วมือฉ่ำน้ำลายจนหยดเยิ้มออกมา แล้วสอดแขนส่งนิ้วนั้นไปที่ด้านหลัง จากนั้นก็เริ่มคลึงเคล้นดอกตูมที่ยังคงปิดสนิทของตน ออกแรงกด และหมุนวนปากทางเพียงนิด อึดใจต่อมาราเชนจึงส่งนิ้วมือเข้าไปด้านใน
“อึก” ราเชนครางแผ่ว เหมือนจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ ร่างบอบบางสั่นระริกไปกับการเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง นอกจากอารมณ์ความใคร่แล้ว ราเชนยังรู้สึกราวกับสูญเสียซึ่งศักดิ์ศรี พร่ำถามตัวเองว่าแบบนี้มันดีแล้วจริงๆ น่ะหรือ คาดหวังความทรงจำแค่เพียงครั้ง คาดหวังอ้อมกอดชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แล้วหลังจากนี้คุณค่าของตนจะยังหลงเหลืออยู่อีกหรือ...
ความละอายที่แล่นพล่านในอก ทำให้ราเชนไม่อาจกระทำการที่ตั้งใจได้ต่อไป นิ้วสั่นระริกหยุดนิ่ง แต่ก่อนที่จะได้ถอนหายใจ ก็ถูกสุริยะทาบทับลงมาเสียก่อน
“อ๊ะ...คุณ อย่างเพิ่ง...อื้อ...” ราเชนร้อง แต่ไม่ทันเสียแล้ว
“คุณยั่วผมเองนะ” สุริยะเอ่ยเสียงแตกพร่า แตะส่วนปลายที่ร้อนจัด และโป่งพองจนแทบระเบิดเข้าเสียดสีช่องทางที่อ่อนนุ่ม สองมือแกร่งยึดท่อนเอวของราเชนไว้ แล้วค่อยๆ กดสะโพกเสือกไสตัวเองเข้าไปด้านในอย่างเชื่องช้า
คราวนี้ไม่มีเสียงร้องห้ามอีกต่อไป มีเพียงเสียงลมหายใจขาดห้วงของราเชนที่มาพร้อมกับเสียงครางผะแผ่วเท่านั้น สุริยะพยายามเคลื่อนตัวเองเข้าไปอย่างเชื่องช้า ภายในร้อนจัดและรัดแน่น ยิ่งขยับเข้าลึกผนังเนื้อนุ่มหยุ่นยิ่งโอบรัดเข้ามาราวกับกำลังพยายามผลักไสเขาออก สุริยะกัดฟันพรูลมหายใจหนักๆ แบบนี้มันดีเกินไปจนสมองคิดอะไรไม่ออก
“อ๊ะ อะ…อื้อ….” แค่เฉพาะส่วนหัวที่มุดเข้ามาได้ ราเชนก็แทบขาดใจเสียหลายรอบ มันอึดอัดแน่นตึงไปทั้งช่องท้อง แม้พยายามผ่อนลมหายใจ หรือผ่อนคลายแค่ไหน ก็ดูเหมือนจะไม่พอให้สุริยะเข้ามา ภายในร่างบีบรัดสิ่งแปลกปลอมถี่ยิบด้วยความไม่คุ้นชิน แต่ยิ่งบีบรัดมากเท่าไหร่ ดูเหมือนจะยิ่งสร้างความหฤหรรษ์ให้ผู้รุกรานเสียมากกว่า สุริยะถึงได้สูดปากอย่างห้ามไม่อยู่
และเพียงอึดใจต่อมา ในที่สุดสุริยะก็เข้าไปได้จนมิด โดยไม่ยอมปล่อยให้ราเชนได้พักหายใจ ความเร่าร้อนก็เริ่มขับเคลื่อน มือแกร่งกระชับเอวบางของราเชนไว้มั่นเพื่อยึดเหนี่ยว พลางเริ่มขยับสาวสะโพกอย่างเนิบช้า
 “อ๊ะ…อือ…” ราเชนไม่อาจเก็บกลั้นเสียงครางร้อง เมื่อถูกกระทั้นกายหนักหน่วงขึ้น ทั้งเจ็บทั้งอึดอัด แต่มันก็ระคนปะปนไปด้วยความวาบหวาม เพราะความเร่าร้อนแข็งขึงของอีกฝ่ายนั้นกำลังกระตุ้นจุดอ่อนไหวภายในอย่างรุนแรง
ร่างของราเชนเกร็งสะท้าน พร้อมกับที่ลมหายใจขาดห้วงไปตามร่างกายที่ถูกกระแทกกระทั้นจนโยกคลอน สองมือของราเชนจิกผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อขึ้นขาว ไม่อยากร้องครางออกไปมากมายจนอีกฝ่ายอาจหมดอารมณ์ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเสียงของผู้ชาย ราเชนึงกัดริมฝีปากไว้แน่น ที่เป็นอย่างนั้น เพราะราเชนรู้ดีว่าที่สุริยะทำอยู่ตอนนี้ส่วนหนึ่งคงเพราะความเมา เขาถูกกระทำไม่ต่างจากผู้หญิงโดยการถูกจับให้คว่ำหน้า เพราะท่านี้สุริยะจะได้ไม่ต้องเห็นอวัยวะของเขา...และไม่ต้องทนมองหน้ากันให้เสียอารมณ์ด้วย
เพราะคิดแบบนั้น ราเชนจึงพยายามขบกัดริมฝีปากของตัวเองเพื่อกลั้นเสียงจนสัมผัสได้ถึงรสคาวเลือด น้ำตาหยดน้อยร่วงไหลเผาะแผะ...

คืนอันผิดบาปผ่านพ้นไปอย่างเงียบงัน ท่ามกลางห่าฝนโปรยกระหน่ำ
ตี 5 โดยประมาณ ราเชนก็ออกจากห้องของสุริยะไป หลังจากนั้น ก็แทบเป็นหลักเดือนที่ไม่ได้เจอหน้ากันอีก ซึ่งโดยปกติก็เจอกันน้อยครั้งอยู่แล้ว แม้จะทำงานอยู่คณะเดียวกัน แต่ภาคส่วนวิชาที่แยกกันอย่างชัดเจน ก็ทำเอาไร้การติดต่อ แม้สุริยะจะพยายามเดินผ่านไปหน้าภาควิชาของราเชนอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
…ไม่เจอเลยแฮะ

“เอ้า วันนี้พอแค่นี้แหละ เลิกได้”
“ขอบคุณครับโค้ช”
โค้ชสุริยะ หรือก็คืออาจารย์สุริยะ สั่งเลิกซ้อมประจำวัน  นอกจากการเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับสาขาวิชาพลศึกษาแล้ว สุริยะยังรับหน้าที่เป็นโค้ชของชมรมบาสเก็ตบอลของมหาวิยาลัยด้วย
วันนี้ก็เป็นอีกวัน ที่ไม่ได้เจอกันกับราเชน สุริยะได้แต่ถอนหายใจ เพราะไม่นึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนนั้น และผ่านมานานร่วมเดือนแล้ว มันจะยังติดอยู่ในสมองจนสลัดไม่หลุด เหม่อก็คิด เผลอก็คิด วนไปวนมาอยู่นั่น หรือเพราะเขาเกิดรู้สึกผิดติดค้างกับราเชนกันนะ
จะบอกว่าอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วคงไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรก็สอนอยู่คณะเดียวกัน ไม่วันนี้ก็สักวัน เดี๋ยวก็ต้องได้เจอกันวันยันค่ำ
ติดอยู่ตรงที่ ถ้าเจอหน้ากันแล้ว เขากับราเชน จะเป็นยังไงต่อต่างหาก…
“เฮ้ย ไอ้วิม ไปเยี่ยมอาจารย์เชนที่โรงพยาบาลกับกูไหม?”
แต่พอแว่วเสียงของลูกศิษย์ในชมรม เรื่องที่ควรจะใช้เวลาคิด ถึงตอนนี้ คงไม่ต้องคิดให้ยุ่งยากแล้ว


“เอ่อ…หวัดดีครับอาจารย์ ขอโทษที่มาเอาเวลานี้นะครับ อาจารย์เป็นไงบ้าง?”
“ก็แค่ไส้ติ่งอักเสบจนเกือบแตกน่ะ ผ่าออกไปได้ก็ดีขึ้นแล้ว”

สองนักศึกษา ชวนอาจารย์ประจำสาขาวิชาของตนคุยอย่างสนุกสนาน ไม่ได้ลืมหรอกว่ามีอาจารย์อีกคนเนียนตามมา แต่เพราะอาจารย์แกดันยืนนิ่งประหนึ่งอากาศธาตุ เลยกลายเป็นแค่ 2 ลูกศิษย์คุยเม้าท์มอยกับอาจารย์ที่นอนป่วยอยู่บนเตียงอีกคนของพวกตนแทน  กระทั่งเวลาล่วงผ่านไปสักพัก นักศึกษาจึงขอลากลับ
ทว่าอาจารย์ที่ทำตัวเป็นฝุ่นละอองของห้องนี้มาตลอด กลับไม่ยอมตามศิษย์กลับไปด้วย  แต่ดันสิงตัวอยู่ในห้อง สองต่อสองกับอาจารย์ราเชน คนที่ไม่เจอหน้ากันมาร่วมเดือนแทน
“แฮ่ม…อา…เป็นไงบ้าง?” คงเพราะนั่งเอ้อระเหยลอยชาย ทำตัวเป็นก้อนหินก้อนดินอยู่นาน พอเหลือสองต่อสองแล้ว จึงจำต้องหาเรื่องคุยกันหน่อย เสียงที่ออกมาจึงดูประหม่าพอสมควร
 “โอเคขึ้นแล้วครับ ถ้าแผลไม่มีปัญหาอะไร มะรืนนี้คงได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ขอบคุณนะครับที่มาเยี่ยม” ราเชนตอบเบา พยายามเก็บอาการละล้าลัง เพราะทำหน้าไม่ถูกที่จู่ๆ ต้องมาเจอกันในสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนใจเช่นนี้
“...นึกว่า คงไม่ได้เจอกันง่ายๆ แล้วเสียอีก” กระนั้นก็ยังไม่วายเอ่ยคำตัดพ้อ ให้สุริยะพอระแคะระคาย ด้วยราเชนทึกทักเอาเองไปแล้วว่าตนนั้นโดนเมินหมาง...ก็นะ ราเชนเข้าใจอยู่หรอก ว่าคืนนั้นมันเป็นแค่ความพลั้งเผลอของสุริยะ เขาไม่ควรเก็บมาใส่ใจ
ได้แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“ก็ไปหาตลอด แต่คุณดันไม่เคยอยู่”
“...ห๊ะ...ไปหา...?”
“...อืม...ไปหา”
ช่างเป็นคนที่ไม่อ้อมค้อมจนราเชนต้องขอซูฮกจริงๆ นี่สุริยะไม่คิดบ้างหรืออย่างไรว่าคำพูดแบบนั้น มันทำให้อีกคนมีความหวัง ความใส่ใจที่จู่ๆ ก็ได้มารับรู้อย่างกะทันหัน ว่าได้รับมาเสมอในช่วงที่ไม่เจอหน้ากัน แบบนั้นเล่นเอาราเชนทำตัวไม่ถูก
“นี่...คุณ...เริ่มคิดอะไรกับผมขึ้นมาหรือยัง?” เพราะแบบนั้น ราเชนจึงอดถามออกไปไม่ได้
ซึ่งคำถาม มันได้นำพาความเงียบมาด้วย เงียบทั้งคนตอบ เงียบทั้งคนถาม
เงียบนาน จนราเชนใจเสีย อาจารย์หนุ่มพยายามนับถอยหลังอยู่ในใจ หากครบตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ แล้วยังไม่ได้คำตอบ ก็จะขอออกปากไล่ เพื่อจะได้อยู่ตามลำพังกับความเศร้าของตัวเองเสียที
และก่อนที่เวลาจะหมดไป มือข้างที่เผลอกำผ้าห่มไว้ กลับถูกจับไว้ด้วยมือร้อนจัดของคนข้างเตียง
ร่างใต้ผ้าห่มสะดุ้งหวือ จะดึงมือกลับก็ถูกกำเอาไว้แน่น ยิ่งเมื่อถูกเจ้าของมือจ้องหน้าไม่ลดละ ราเชนก็ราวกับต้องมนต์สะกด ให้ต้องนิ่งค้างเป็นหิน
“ผมก็ยังไม่รู้หรอกนะ ว่าควรคิดกับคุณยังไง” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ทั้งที่ยังไม่ยอมละสายตา “ผมค่อนข้างสับสน ที่ความสัมพันธ์ทางกายของเราทะลุหลักร้อย แต่เรื่องอื่นๆ กลับยังอยู่ที่ศูนย์ เรายัง...ไม่ได้เริ่มอะไรเลย แล้วผมควรสานต่อยังไง?...” สุริยะเว้นวรรค จ้องลึกเข้าไปในดวงตาไหวระริกของราเชน ใช้หัวแม่มือสากคลึงเบาๆ บนหลังมือเนียนเรียบ
“หรือจะให้เป็นเซ็กส์เฟรนด์กันไปเรื่อยๆ ดีล่ะ?”
จบคำสุริยะ เล่นเอาราเชนนิ่งอึ้ง อะไรกันคนคนนี้ ความไม่ประสาในการใช้คำพูดนี่ ควรเรียกว่าซื่อบื้อ หรืออย่างไรดีนะ? คิดไปคิดมาราเชนจึงหลุดขำออกมาในที่สุด
“คุณนี่มัน...พูดตรงสมกับเป็นครูพละเลยนะ”
“อืม ใครๆ ก็ว่างั้น หลายคนบอกว่าสมองผมไม่ค่อยมีตัวกรอง”
“จริง ผมยืนยันเลย หึหึ”
ยิ่งพอว่าออกไป สุริยะดันยอมรับกันดื้อๆ แบบนั้น ราเชนก็ถึงกับหัวร่องอหงายจนต้องร้องซี้ด เพราะดันไปกระเทือนแผลผ่าตัดเข้าให้
รอยยิ้มของราเชนที่สุริยะเพิ่งสังเกตุเห็นครั้งแรก ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีหน้าดูผ่อนคลายแบบนั้น ทำให้หัวใจของสุริยะเต้นแรงขึ้นนิดหน่อย สำหรับคนที่เคยมีอะไรกัน มันคงเป็นเรื่องปกติสินะ ที่มักตื่นตาตื่นใจกับอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ของอีกฝ่ายเสมอ
“ความสัมพันธ์ของเรามันก้าวกระโดดจริงๆ น่ะแหละ คุณจะลบมันทิ้งเสียก็ได้...” ราเชนเอ่ยออกมา ทั้งที่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มสดใส “ถ้าคุณไม่รังเกียจในสิ่งที่ผมเคยทำลงไป เรามาเริ่มนับหนึ่งจากการเป็นเพื่อนกันก็ได้นะครับ”
“เพื่อน...ทั้งที่เราสองคนเคยนอนด้วยกันแล้วน่ะเหรอ?” สุริยะตั้งคำถาม ไม่ใช่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ราเชนสื่อ แต่แค่อยากลองจี้ไปเพื่อให้ราเชนแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ สำหรับเขาน่ะ ไม่มีปัญหาหรอก แต่กับราเชนที่คิดเกินเลยมาตลอดเล่า จะทนเป็นแค่เพื่อนได้นานแค่ไหน
“ผมคงไม่ขอโกหก ว่าถึงอย่างไร ผมก็ยังคาดหวัง ถึงได้พยายามขอร้องคุณอยู่นี่ไง ว่าเราเริ่มจากเพื่อนได้หรือเปล่า เผื่อสักวันข้างหน้ามันจะ...”
“ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้ว มันจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง? เพื่อนน่ะยังไงซะ มันก็เป็นได้แค่เพื่อน”
ตัดรอนอย่างไร้เหยื่อใย ทันทีที่ได้ยินคำขอร้องของราเชน เมื่อถูกปฏิเสธ แววตาใต้แว่นใสก็ไหวระริก ริมฝีปากแดงระเรื่องเม้มแน่น ใบหน้าซีดขาว ในที่สุดก็ผินหลบไป เพราะไม่อยากให้เห็นสายตาแสดงความผิดหวัง พยายามฝืนดึงมือออกจากมือของสุริยะ แต่กลับถูกกระชับไว้แน่น จนอดไม่ได้ที่จะตัดพ้อ
“ถ้าแม้แต่ความเป็นเพื่อนผมยังไม่มีสิทธิ์ คุณก็ปล่อยมือผมเถอะ”
“ทำไมล่ะ แค่ผมบอกว่าไม่อยากเป็นเพื่อนคุณ คุณก็จะละเลยผมเลยงั้นเหรอ?”
“แล้วจะให้ผมทำยังไง ในเมื่อคุณปิดทางสานสัมพันธ์กันหมด” ราเชนยังคงก้มหน้า ไม่ยอมหันมาสบตา แต่ก็ไม่ได้ดึงดัน ยื้อยุดมือไปมากับสุริยะอีก อยากจับก็ให้จับไป
“ในเมื่อเพื่อนมันพัฒนาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ผมก็ไม่อยากเป็นเพื่อน”
นั่นอาจเป็นคำพูดสวยหรูที่สุดเท่าที่สุริยะจะสามารถพูดออกมาได้ และมันคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก ระหว่างเขากับราเชน

สุริยะยังคงยกให้ภรรยาที่จากไป เป็นที่หนึ่งในหัวใจเสมอ แต่ก็พยายามเปิดใจยอมรับราเชนเข้ามาเรื่อยๆ ฝ่ายราเชนเอง ก็ยอมรับในการตัดสินใจของสุริยะเสมอ เขาไม่ได้อยากแทนที่ภรรยาของสุริยะ แค่อยากเป็นคนที่ใกล้ชิด และได้รับความไว้วางใจจากสุริยะที่สุดเท่านั้น
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก นานเข้าความอยากครอบครองก็เพิ่มพูลขึ้น แต่กระนั้น ราเชนก็ยังคงอดทนเก็บงำความรู้สึกหึงหวงเอาไว้ในหัวใจเรื่อยมา  เพราะหลังจากคืนนั้น สุริยะกับราเชนก็ไม่ได้สานสัมพันธ์ทางกายกันอีกเลย แม้ปฏิสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ จะถือว่าพัฒนาขึ้นก็ตาม
สองคนมักมีกิจกรรมให้ได้ทำร่วมกันอยู่บ่อยๆ เช่น กินข้าว ดูหนัง เล่นกีฬาด้วยกัน หรืออื่นๆ ซึ่งมันก็แค่นั้น ไม่ได้ต่างอะไรกับที่เพื่อนเขาทำกัน เป้นแบบนั้นนานเข้า ราเชนจึงเริ่มทำใจ

จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่สาม
เพราะเกิดเหตุไม่คาดฝันบางอย่างขึ้น ทำให้ทั้งคู่ ได้กลับมามีสัมพันธ์ทางร่างกายกันอีกครั้ง
และครั้งนี้ มันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชั่วข้ามคืนอีกต่อไป
“อย่าให้เขาเข้าใกล้คุณอีก!”
นั่นคือคำสั่งที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์หึงหวง สุริยะ ไม่คิดเลยว่าเขาจะรู้สึกหึงราเชนได้ขนาดนี้ ไม่เคยรู้สึกเสน่หาอีกฝ่ายจนเกินพอดี ขนาดควบคุมตัวเองไม่ได้มาก่อน จนวันที่ได้เห็นว่า มีอาจารย์หนุ่มต่างคณะเข้ามาสานสัมพันธ์ในความหมายที่มากกว่าแค่เพื่อนกับราเชนนั่นแหละ
จากที่ต้องอยู่รอกินข้าวเย็นด้วยกัน เสาร์อาทิตย์ก็พอมีเวลาไปซ้อมบาสฯ ด้วยกันบ้าง ช่วงนี้กลับแทบไม่เห็นหน้า เพราะราเชนต้องติดสัมนา ต้องออกภาคสนาม กับกิจกรรมทวิภาคีที่ราเชนเป็นคณะกรรมการอยู่ร่วมกับอาจารย์หนุ่มต่างคณะคนนั้น ไอ้ที่เป็นงานของมหาวิทยาลัยน่ะ สุริยะไม่ขัดข้องหรอก แต่การที่ช่วงหลังมันลามออกมาถึงนอกเวลางาน รวบเสาร์อาทิตย์ไปด้วยเนี่ย สุริยะจึงเริ่มทนไม่ไหว   เขารับไม่ได้ ที่พื้นที่ของตัวเองข้างกายของราเชนกำลังถูกคนอื่นยึดไป!
และโดยไม่ตั้งใจ ในขณะที่กำลังจะขอยึดพื้นที่คืน ก็เผลอหน้ามืดจับกดไปโดยสมยอมเสียได้
 “ย...ยะ คุณจะทำอะไร?”
ราเชนร้อง เมื่อจู่ๆ ก็ถูกกดลงบนที่นอน แล้วถูกสุริยะรังแก อย่างไม่มีสาเหตุ
“เดี๋ยว...อื้อ...”
ไร้คำตอบใด มีเพียงจูบลึกล้ำตามขย้ำลงมาแทนที่ การถูกรุกรานอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาราเชนตกตะลึงพรึงเพริด จูบแบบแลกลิ้นพาสติเตลิดเปิดเปิง เรียวแรงต่อต้านพาลหดหาย ราเชนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสุริยะ จึงอยากขอเจรจากันให้รู้ความก่อน
แต่หากพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถดึงสติของอีกฝ่ายกลับมาได้ล่ะก็…ราเชนก็ไม่ได้คิดห้ามจริงจัง ถึงอย่างไรเขาก็ยินยอมปล่อยให้เรื่องราวมันดำเนินต่อไปอยู่แล้ว
เสื้อผ้าถูกถอดออก กางเกงในถูกถอดออกไปพร้อมกับกางเกงสแล็ก ร่างเปลือยเปล่าต้องลมพาลสะท้านน้อยๆ สุริยะเร่งร้อนเป็นหนึ่งเดียวกับราเชนโดยไม่คิดช่วยผ่อนคลายให้ก่อน ราเชนจึงต้องกัดฟันทนไม่ให้เสียงครางเจ็บปวดเล็ดรอดออกมา ทั้งร่างถูกมือใหญ่กร้านฟอนเฟ้นไปทั่ว ตะโบมลูบเอาตามแต่ใจ ไม่สนว่าจะทิ้งรอยแดงช้ำ บดขยี้ราเชนอย่างเร่าร้อน จนผู้ถูกกระทำ ต้องกระเสือกกระสนหาที่พึ่ง สองแขนเรียวจึงไขว่คว้าแผ่นหลังกว้าง โอบกอดเอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะครางหวามไหวออกมาเป็นระยะ เมื่อถึงที่สุดแห่งความอดทน
ถูกประทับตราครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ตกเป็นของสุริยะอย่างสมบูรณ์แบบ

เซ็กส์ครั้งที่สอง ผ่านไปราวกับพายุซัด รีบร้อนกระทั่งลืมสวมถุงยาง การปลดปล่อยในร่างของราเชน เป็นอะไรที่สุริยะรู้สึกผิด หลังจากออกกำลังจนสมองโล่ง แรงอารมณ์จึงเบาบางลง ตาก็เลยสว่าง ว่าได้เผลอกระทำรุนแรงลงไป แม้ว่ามันจะไม่ใช่การข่มเหงขืนใจ แต่ก็สร้างรอยแดงช้ำไปทั่ว
สุริยะค่อยๆ ถอนกายออกมาช้าๆ ช่องทางของราเชนยังคงขยับกระตุกรัดอย่างหวาดหวั่น คนใต้ร่างสั่นน้อยๆ แม้แต่ดวงตาที่มองจ้องมาอย่างมีคำถาม ก็ยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาวาวรื้น
“ผมขอโทษ...” จึงเป็นคำแรกที่สุริยะพูดออกมา หลังเห็นสภาพของราเชนอย่างเต็มตา
“ยะ...คุณโกรธอะไรมา?” ไร้คำคาดโทษ หรือคำต่อว่า ราเชนเพียงส่ายหน้า แล้วเอ่ยถามสุริยะด้วยความเป็นห่วง “คุณไม่เคยฟิวส์ขาดขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ผมไปทำอะไรให้หรือเปล่า...?”
คำถามของราเชน ในที่สุดก็ปลุกให้สุริยะคิดได้ ใช่แล้ว...เหตุผลที่เขาทำรุนแรง
“ผม...แค่หึงน่ะ” แล้วคำตอบ ก็แทบทำให้ดอกไม้ไฟระเบิดตูมๆ อยู่ในอกของราเชน
อะไรนะ...หึง?...หึงใคร?
“ผมหงุดหงิดที่อาจารย์คนนั้นเข้าหาคุณ แล้วแย่งเวลาของคุณไปจากผมจนหมด...ผมก็เลย...หึง...ขอโทษที่ผมทำรุนแรงนะ เจ็บหรือเปล่า” สุริยะอธิบาย พลางเอื้อมมือมาลูบที่รอยแดงตรงต้นแขนขาว
ราเชนรู้สึกขอบคุณกับความตรงไปตรงมาของสุริยะเหลือเกิน ที่ทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาคาดเดา
ราเชนลอบยิ้มในใจ เขาจะไม่ยอมให้สุริยะรู้อย่างเด็ดขาดเลยว่า อาจารย์ต่างคณะคนนั้น คือหนึ่งในแผนเรียกร้องความสนใจที่ราเชนคิดขึ้น เพื่อให้สุริยะรู้สึกหึงหวง...แถมยังได้ผลเกินคาดเสียด้วย
“ผมไม่เจ็บหรอก แค่ตกใจน่ะ ไม่นึกว่าจะโดน...หึง” ใบหน้าขาวในซับสีแดงระเรื่อ รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นมุมปาก ไม่อาจสะกดกลั้นความดีใจในอกได้
เมื่อความร้อนรุ่มได้คลายลงไป ราเชนที่ยังนอนเปลือยคงเริ่มหนาว สุริยะสังเกตุเห็นจากขนแขนที่ลุกชันอย่างพร้อมเพรียงของคนที่กำลังนอนใช้กระดาษทิชชู่ทำความสะอาดตัวเองอยู่ เหมือนจะรู้ตัวว่าโดนมอง เพราะพอเห็นว่าสุริยะจ้องอยู่ ราเชนก็รีบลุกขึ้นควานหาเสื้อผ้าใส่ เพราะยังทำใจให้ชินกับการเปลือยต่อหน้าคนอื่นไม่ได้
“อ๊ะ...” ทว่าทันทีที่ ขยับตัว ของเหลวที่ถูกสุริยะปลดปล่อยเอาไว้ภายในก็ไหลย้อนออกมา ห้ามไม่ทันกลั้นไม่อยู่ ด้วยความอับอาย ราเชนจึงรีบคว้าเสื้อผ้า เร่งพาร่างของตัวเองเข้าห้องน้ำ แม้ว่าสองขาสั่นระริกจะเคลื่อนไหวอย่างยากลำบากก็ตาม พยายามปะป่ายสะเปะสะปะ ให้พอทรงตัวอยู่ได้ แต่ในอึดใจต่อมาก็ต้องสะดุ้งหวือ ตื่นตระหนกไปกับร่างที่จู่ๆ ก็ลอยเหนือพื้นขึ้นมาจากน้ำมือของใครอีกคน
“ด...เดี๋ยว...”
“อาบน้ำกันเถอะ”
“ห๊ะ!?”
ราเชนได้แต่เหวอ เมื่อจู่ๆ ก็โดนสุริยะอุ้ม ทั้งยังบอกว่าจะอาบน้ำด้วยกัน!? ไม่ทันจะได้ขัดขืนอะไร สุริยะก็เดินถึงห้องน้ำเสียแล้ว ในห้องน้ำราเชนไม่ได้ถูกทำอะไรน่าอายมากไปกว่าการช่วยอาบน้ำให้ แต่แค่นั้นก็ทำให้ใบหน้าที่แดงจัดอยู่แล้ว ยิ่งแดงก่ำเข้าไปใหญ่ ราเชนไม่ชินจริงๆ กับการถูกปรนนิบัติอย่างเอาอกเอาใจขนาดนี้ ถึงสีหน้าของสุริยะจะไม่เข้ากับบรรยากาศเลยสักนิด แต่สัมผัสที่อ่อนโยน กับความเอาใจใส่ ก็พาลให้ราเชนแทบหน้ามืด...
นอกจากอาบน้ำให้แล้ว คืนนั้นยังถูกรั้งให้นอนด้วยกัน ทั้งที่ตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่เคยได้นอนค้างอ้างแรมด้วยกันมาก่อน ราเชนถึงกับทำตัวไม่ถูก สุริยะนี่ยังไงนะ บทจะเฉยก็เฉยเป็นพระอิฐพระปูน แต่พอจะเร่งเร้า ก็จะเอาให้ได้ อยู่กันมาตั้งนานไม่ยักแสดงอาการอะไร พอมีคนอื่นเข้ามาใกล้เท่านั้นเอง ก็ถึงกับออกอาการหึง แค่ไปกินข้าวกับชายอื่น ก็โกรธจนไม่ฟังเสียงใคร ทำจนเสร็จแล้วมาเอาใจกันทีหลัง อย่างตอนนี้ที่อุตส่าห์ชวนให้ค้างคืนด้วย โดยให้เหตุผลว่าเป็นวันหยุด
แต่เอาเถอะ สำหรับราเชนแล้ว แบบนี้ก็ถือว่าได้กำไรล่ะนะ
“ผมขอโทษนะ ที่ทำอะไรเห็นแก่ตัวลงไปแบบนั้น” และในคืนนั้นเอง ราเชนก็ถูกสุริยะ สารภาพความในใจจนหมดเปลือก “ขอโทษนะ...ทั้งที่ผมให้สถานะอะไรกับคุณไม่ได้ ให้เป็นที่หนึ่งก็ไม่ได้ แต่กลับเรียกร้อง อยากเป็นคนเดียวของคุณ”
หัวใจของราเชนเต้นรัว นี่มันไม่ต่างกับคำสารภาพรัก
“ผม...ไม่เคยมีใครนอกจากคุณนะ...” เราเชนตอบ
เตียงหลังน้อย กับผู้ชายสองคนอาจดูอึดอัดไปนิด นี่จะเข้าฤดูหนาวแล้ว สุริยะยังอุตส่าห์เปิดแอร์เสียเย็นเฉียบ จึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่ราเชนต้องขอนอนเบียดร่างเข้าหากายร้อนผ่าวของสุริยะเสียหน่อยเพื่อหาไออุ่น
“ผมรู้...แบบนั้น ยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิด” สุริยะเสียงอ่อนลง “เชน ที่ผมไม่แตะต้องคุณเลยตลอด 3 ปี เพราะผมไม่ต้องการให้คุณต้องมาผูกติดอยู่กับผม ผมคิดว่ายังมีคนอีกมากมายที่คู่ควร และให้ความสำคัญกับคุณได้มากกว่าผม...คุณควรได้เป็นที่หนึ่ง”
ได้ยินที่สุริยะพูด ราเชนก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะในคำพูดเหล่านั้น มันแฝงไปด้วยความหมายที่ว่า สุริยะให้ความสำคัญกับตนมากแค่ไหน เพราะเห็นว่ามีค่า จึงไม่ยอมแตะต้อง เพราะกลัวจะมัวหมอง เพียงเท่านี้ราเชนก็รู้สึกขอบคุณเป็นหนักหนาแล้ว
อยากเอื้อมมือไปแตะต้อง แต่ก็รู้สึกเคอะเขินเกินกว่าจะยื่นมือออกไป จึงได้แต่เก็บงำมันไว้ แล้วเผยความในใจเป็นคำพูดออกไปแทน “อย่ารู้สึกผิดไปเลยครับ ผมรู้สึกดีที่คุณทำแบบนี้” เสียงของราเชนติดจะพร่าเล็กน้อยตอนพูด ทำให้สุริยะที่นอนอยู่ข้างกันท่ามกลางความมืด ไพล่นึกไปว่าราเชนอาจร้องไห้อยู่
โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่มือใหญ่ก็เอื้อมไปแตะที่ข้างแก้มเนียนเสียแล้ว
“ขอโทษ ผมนึกว่าคุณร้องไห้”
 ทันทีที่สัมผัสโดน แล้วแน่ใจว่าราเชนไม่ได้ร้องไห้ สุริยะจึงเอ่ยปากขออภัยในการกระทำบุ่มบ่าม แต่ในขณะที่จะถอนมือออกมา กลับถูกราเชนกอบกุมไว้ ให้อยู่ที่ข้างแก้มเช่นเดิม
“นี่ไง...ผมชอบที่คุณคอยห่วงใยผมแบบนี้ ยะ...ที่คุณบอกว่าคุณให้ความสำคัญกับผมไม่ได้ ให้ผมเป็นที่หนึ่งไม่ได้ แท้จริงมันไม่ได้จำเป็นสำหรับผมเลย แค่ที่เป็นอยู่นี่ ผมก็มีความสุขมากพอแล้ว”
“ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับยะ ที่คุณคิดน่ะถูกต้อง ผมต้องการเป็นที่หนึ่งของคุณจริงๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมต้องการจะให้คุณเอาผมไปแทนที่คนสำคัญของคุณหรอกนะ ให้เธอเป็นที่หนึ่งมันคือเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้วครับ แค่ให้ผมเป็นคนปัจจุบัน ให้ผมได้มีสิทธิ์อยู่เคียงข้างคุณมากกว่าใครๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมก็พอใจแล้ว...”
“คุณอาจไม่รู้ แต่ชีวิตของเกย์มันลำบากนะครับ กับการหาให้ได้อย่างที่ผมมีคุณเนี่ย...เพราะงั้น ผมไม่ยอมปล่อยคุณไปง่ายๆ แน่ ไม่ต้องมาคอยรู้สึกผิดอะไรหรอกนะ เพราะผมยอมเป็นของคุณเอง”
ราเชนร่ายยาว ตามแบบฉบับของอาจารย์สาขาจิตวิทยาและการแนะแนว ทุกคำพูดของราเชนถึงได้ละมุนละไมน่าฟัง ทั้งยังสามารถ โน้มน้าวให้สุริยะคล้อยตาม ราวกับโดนกล่อมได้ไม่ยากเย็น
ถึงตรงนี้ ราเชนเงียบฟัง ว่าทางฝั่งสุริยะนั้นจะมีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมาบ้าง โดยไม่ยอมปล่อยมือใหญ่ที่พยายามเกาะกุมอยู่  แต่สิงที่ได้กลับมาดันเป็นความเงียบ เงียบนานจนราเชนนึกถอดใจ หากไม่ได้ยินบางอย่างขึ้นเสียก่อน
บางอย่างที่สามารถเรียกน้ำตาของราเชนได้ของจริง
“วันหยุดนี้ ไปเที่ยวบ้านผมกันนะ...ไปไหว้พ่อแม่ผมกัน”

คำชวนนั้น คือจุดเริ่มต้นแรก ของการเปิดใจคบหากันอย่างเป็นทางการ ราเชนได้ไปเที่ยวที่บ้านของสุริยะ ในช่วงวันหยุดปิดเทอมต่อมา แม้จะไม่ได้ออกตัวว่าเป็นอะไรกัน เพราะสุริยะกับราเชนไม่ได้ให้คำนิยามการคบหากันเอาไว้ แต่สุดท้ายพ่อกับแม่ก็รู้อยู่ดี ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้ไม่ธรรมดา คุณแม่ไม่ว่าอะไร ส่วนคุณพ่อก็แค่เปรยว่า ‘ตามไอ้ยุไปอีกคนแล้วรึ’ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากมายกว่านั้น ครอบครัวของสุริยะให้การต้อนรับราเชนเป็นอย่างดี ไม่เว้นแม้แต่พวกพี่สาว ที่เปิดใจยอมรับกันอย่างง่ายดาย จนราเชนแทบไม่อยากเชื่อ กระทั่งมารู้ทีหลังว่าแท้จริงแล้ว สุริยะคือน้องชายคนละพ่อกับสดายุ นักแสดงที่ออกมาเปิดตัวคบกับกฤตเมธที่เคยเป็นข่าวฮือฮามากเมื่อสิบกว่าปีก่อน
การเข้ากันกับครอบครัวของสุริยะได้ นำพาความตื้นตันมาสู่ราเชนไม่น้อย แม้ไม่ได้เปิดตัวจริงจังอะไร แต่ในเมื่อถูกให้การยอมรับ ก็อดปลื้มใจจนเผลอร้องไห้ออกมาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่สุริยะแนะนำเขาให้กับลูกๆ ทั้ง 3 คนได้รู้จัก แล้วเด็กๆ ให้ความสนิทสนมด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ด้วยแนวคิดที่ว่า หากพ่อของพวกเขาจะมีเพื่อนสนิทบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะพ่อเหงามา 6 ปีแล้ว ขอแค่เป็นคนดี และตามใจพวกตนมากๆ ก็พอ
ราเชนตื้นตันไปหมด ทั้งยังอดกังขาในความง่ายดายของครอบครัวนี้ไม่ได้ แต่พอมารู้ที่หลังว่า เพราะพี่ชายคนดีของสุริยะ เป็นคนเคลียร์ทางให้ ราเชนก็หมดข้อสงสัย แล้วตั้งใจว่า หากได้เจอเมื่อไหร่ เขาจะต้องขอบคุณพี่ชายคนนี้ให้มากๆ

ในส่วนบ้านของราเชนเอง ทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่า ราเชนเป็นอะไร ดังนั้นการพาผู้ชายเข้าบ้าน จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาด ซ้ำคุณพ่อและคุณแม่ของราเชน ยังรู้สึกดีใจเสียอีกที่ลูกชายมีคนช่วยดูแล
ทุกอย่างแลดูราบรื่น จนกระทั่งเรื่องรู้ถึงหูพี่สาวของราเชน
ชิดจันทร์ ในวัย 43 ปี เจ้าแม่แห่งวงการแทนที่เสน่ห์จันทร์ผู้เป็นมารดา รู้สึกไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นักกับการที่ราเชนจะไปคบหากับน้องชายของสดายุ อดีตคู่ปรับเก่า ไม่ใช่เพราะยังรู้สึกติดใจอะไรกับทางพี่ชายอย่างสดายุหรอก แต่ชิดจันทร์มองไปถึงภาพลักษณ์ของทั้งราเชนและสุริยะมากกว่า เพราะด้วยอาชีพพ่อพิมพ์แล้ว พฤติกรรมการคบหาเพศเดียวกันแบบนี้ ชิดจันทร์มองว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
แต่ในตอนท้าย ชิดจันทร์ก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร เพราะถือว่าความรัก มันเป็นเรื่องของคนสองคน ด้วยวุฒิภาวะขนาดนั้นแล้ว หล่อนคิดว่าราเชนกับสุริยะ คงไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามเป็นเด็กๆ จนต้องเสื่อมเสียแก่ตัวอยู่แล้ว ชิดจันทร์จึงออกตัว ว่าขอแค่ดูอยู่ห่างๆ เพราะหล่อนรู้ซึ้งดีว่าความเป็นห่วงที่มากจนเกินไป มันจะแพ้ภัยตัวเอง ซึ่งครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ หล่อนเคยได้ประสบด้วยตัวเองมาแล้ว
จากวันที่ตกลงปลงใจพากันไปแนะนำตัวให้ครอบครัวรู้จัก ก็ผ่านมาได้ 7 ปีแล้ว ครอบครัวสุดท้ายที่สุริยะพาราเชนไปพบคือ บ้านของพี่ชายตัวร้ายอย่างสดายุนี่แหละ ตอนนั้นสดายุเพิ่งตามกฤตเมธไปอยู่ที่เชียงใหม่ได้ไม่นาน แถมยังเหาะขึ้นไปอยู่เสียสูง เกือบถึงยอดดอย จึงกลายเป็นพวกสุดท้ายที่ได้พาราเชนไปพบ
จำได้ว่าวันนั้น สุริยะโดนสดายุแซวเล่นไม่หยุดจนนึกรำคาญ พอถูกถามถึงความสัมพันธ์จึงตอบไปอย่างหงุดหงิดว่าแค่เพื่อนแทน ซึ่งจริงๆ ก็เป็นคำตอบที่เขามอบให้กับทุกคนที่ถามอยุ่แล้ว เพราะในตอนนั้น ต่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างสุริยะกับราเชนจะลึกซึ้งมากแค่ไหน แต่มันก็ยังไม่สามารถพัฒนาให้ไกลไปถึงคำว่าคนรักได้...
ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้ มันก็พัฒนาเกินคนรักไปไกลแล้วเหมือนกัน   
นึกถึงตรงนี้ สุริยะก็ยิ้มออกมาในความมืด จากคืนแรกที่เผลอใจ 10 ปีแล้วสินะ อายุ 45 เข้าไปแล้ว ก็ไม่อยากจะเปิดตัวให้ดูหวือหวาอะไรหรอก เพียงแต่อยากเลียบเคียงราเชนดูว่า...
จะเป็นไปได้ไหมหากจะมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

รุ่งเช้า สุริยะขับรถออกไปรับราเชนที่สนามบิน สดายุกับหลานๆ ช่วยกันทำอาหารอร่อยๆ เพื่อรับรอง ‘เพื่อน’ พ่อ หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ในที่สุดคนที่รอคอยก็มาถึง เมื่อก่อนสดายุมักเอ่ยแซวว่า ‘สวัสดีน้องสะใภ้’ เพื่อแกล้งให้น้องๆ ทำตัวกันไม่ถูก แต่เดี๋ยวนี้มันเคยชินจนไม่ต้องใช้คำสัพยอกใดๆ ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ว่าราเชนคือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว คนที่สามารถฝากผีฝากไข้น้องชายคนเล็กได้ในยามที่แก่ชราลงไป   

วันหยุดปีใหม่ เป็นช่วงเวลาแสนสุข วันหยุด วันเที่ยว วันผ่อนคลาย และเป็นเวลาของครอบครัว แต่ทว่ามันก็ช่างสั้น ดังนั้นในคืนก่อนที่ผู้มาเยือนจะเดินทางกลับ กฤตเมธและสดายุจึงช่วยกันจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร เป็นงานปาร์ตี้เล็กๆ เหมือนการเลี้ยงส่ง คืนสุดท้ายสนุกครื้นเครง โดยเฉพาะในตอนที่จู่ๆ สุริยะก็โพล่งขึ้นมาไถ่ถามกับราเชนว่า ‘ย้ายมาอยู่ด้วยกันเลยไหม?’ คำถามเดียวที่เล่นเอาอึ้งกันไปทั้งวง ไม่ใช่ตกใจหรือตื่นเต้นไปด้วยหรอก เพียงแค่สงสัยว่า นี่ยังไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกเหรอ? เพราะได้ข่าวว่าตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ก็ออกจะไปมาหาสู่ อยู่ค้างคืนกันบ่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัด เพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศ ทั้งที่สดายุอยากพูดออกไปจะแย่ ว่าทำไมไม่ไปคุยเรื่องแบบนี้กันสองต่อสอง
คงจะมีแต่หลานสาวอย่างยูคนเดียวนี่แหละ ที่กรี๊ดกร๊าด เขินไปด้วยกับโมเม้นต์ขอแฟนแต่งงาน(?) ของผู้เป็นพ่อ
แน่นอนล่ะว่า ราเชนย่อมตอบตกลง
สดายุได้มารู้ทีหลังว่าการชวนมาอยู่ด้วยกันของสุริยะนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การอยู่ร่วมชายคาบ้านเท่านั้น แต่มันหมายถึงการขอแต่งงานอ้อมๆ เป็นการขอให้ราเชนอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต และเปิดตัวเรียกว่าคนรักอย่างเป็นทางการ ในวัย 45 ปี แม้ว่า การเปิดตัวจะไม่เป็นที่ฮืฮา เพราะใครๆ ต่างก็รู้ว่าทั้งคู่คบกัน แต่กระนั้น ราเชนก็ดูเหมือนจะมีความสุขมาก

วันหยุดยาวผ่านไป พร้อมความเงียบเหงาที่หวนคืน สองปู่ตา กลับมาใช้ชีวิตที่มีเพียงสองคนกันเหมือนเดิมๆ สองคน กับ หมา 2 แมว 5  มันก็ไม่ได้น่าเบื่อเท่าไหร่นัก ไหนจะแปลงผักเล็กๆ แปลงดอกไม้หน่อยๆ บ่อปลา เล้าไก่ แค่นั้นสดายุก็มีอะไรให้ทำได้ทั้งวันแล้ว ส่วนกฤตเมธยิ่งไม่เบื่อใหญ่ เพราะอย่างน้อยตอนนี้ตาแก่ก็ยังทำหน้าที่นักเขียนบทหนัง บทละครอยู่บ้างเป็นงานอดิเรก 
วันเวลาเวียนผ่านไป ชีวิตก็ไหลเวียนไปตามกัน ความแข็งแรงของร่างกายวัยหนุ่มลดทอนลงไปตามวัฏจักร ความหวาน ไม่รู้ว่ายังหลงเหลือหรือเปล่าระหว่างกฤตเมธกับสดายุ เพราะมันยาวนานเหลือเกินที่อยู่ด้วยกันมา เมื่อก่อนต้องนอนกอดกัน ตื่นเช้ายังต้องมีอ้อนขอหอม เดี๋ยวนี้น่ะหรือ แม้จะยังนอนเตียงเดียวกัน แต่ก็หันไปคนละทิศละทาง เรื่องหอมแก้ม...อย่าเลย ต่อให้กฤตเมธอยากจะหอม แต่สดายุคงไม่ยอมแล้ว เนื่องจากไม่มั่นใจในกลิ่นแก่และใบหน้าที่เริ่มหย่อนย้วยตามวัย
หมดหวาน แต่ไม่เคยหมดรักนะ ค่ำคืนยังคงอยากนอนอยู่ข้างกัน เช้ายังคงอยากตื่นขึ้นมาเจอหน้า อยู่ด้วยกันมานาน นานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สิ่งเดียวที่สดายุรับรู้มาตลอด คือตั้งแต่ตกลงปลงใจคบกับกฤตเมธมา พวกเขาไม่เคยแยกห่างกันเลย ไปไหนไปกัน ทำด้วยกันตลอด เป็นดูโอ เป็นแฝดสยาม แม้ยามอยู่ด้วยกันจะไม่รู้สึกอะไร แต่หากอีกคนหายไป คงจะร้องไห้แน่ๆ แม้กระทั่งตอนนี้ แก่จนผมกลายสี ก็ยังคงเป็นตาลุงที่ตามติดตาแก่แจเช่นเดิม
ไม่รู้หรอกว่าในบั้นปลายชีวิตจะต้องพบเจอกับอะไร แต่กฤตเมธกับสดายุก็ตั้งใจแล้วว่า ในทุกลมหายใจ พวกเขาจะใช้มันไปด้วยกัน กระทั่งถึง...วันสุดท้าย

“ตาเอ้ย มากินข้าวได้แล้ว วันนี้มีน้ำพริกอ่องด้วยนะ”
“เอ้อเหรอ ฮะฮ่า รอเดี๋ยวนะปู่ จะเก็บถั่วฝักยาวไปกินกับน้ำพริกด้วย”
“เร็วหน่อย มีไข่เจียวใส่หอมแดงเยอะๆ ด้วยนา...หึหึ”
“เออๆ อย่ายั่วสิ รีบอยู่”

“เสร็จแล้วๆ ป่ะ กินข้าวกัน”

      

*************************************************** จบ

**เจอคำผิด รีบบอกเลยนะจ๊ะ**
จะไม่เหลือตอนพิเศษในเล่มแล้วค่ะ (ฮ่าๆ ล้อเล่นน๊า)
บทส่งท้ายบทนี้ อนาคีเกือบลืมไปแล้วค่ะ ว่าเขียนเอาไว้ เกือบลืมกระทั่งเอาใส่ลงในเล่ม เพราะดันแยกไฟล์เอาไว้ที่อื่น ดีนะคิดขึ้นได้เสียก่อน 555 (ปาดเหงื่อ) ต้องขอบคุณโรงพิมพ์ที่ให้อนาคีจัดหน้าใหม่ค่ะ ไม่อย่างนั้นคงลืมไปแล้ว TT^TT

 เรื่องย่อยๆ ของสุริยะ ที่มาเน้นย้ำ ว่า นิยายเรื่องนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับชะนี! อิอิ เรื่องจบแค่ตรงนี้นะคะ สุริยะไม่มีตอนพิเศษเพิ่มเติมแล้วค่ะ มาตอนเดียวจบ กิกิกิ

ใครสังเกตไหมคะ ว่าเรื่องนี้ฝนตกบ่อย…
อิอิ อนาคีชอบฤดูฝนค่ะ ชอบมากถึงมากที่สุด เพราะฝน มันสามารถแทนความหมายได้หลายอย่าง ทั้งความเย็นฉ่ำ ความงดงาม ความโรแมนติก ความเหงา ความเศร้า และความคิดถึง ดังนั้น ในหลาย ๆ ฉากของเรื่องจึงมีแต่สายฝนโปรยปราย แฮะ ๆ ฝนเอยจงชุ่มฉ่ำ

แม้ผมคือ...นางเอก จะจบลงแล้ว แต่อนาคีก็ยังเร่ ๆ ร่อน ๆ อยู่แถว ๆ นี้แหละค่ะ ฮ่าๆ
เพราะยังมีภารกิจติดพัน นั่นคือ พจมาน ที่จะรีบกลับมาสานต่อในไม่ช้า
หลังจากเคลียร์รวมเล่มเสร็จ น้องพึ่งก็คงไคลแมกซ์พอดี (ปริ่ม)
ต้องขออภัย ที่ปล่อยให้รอน้องพึ่งกันจนลืมเนื้อเรื่องนะคะ TT^TT
 
และขอแจ้งประกาศสำคัญอีกเรื่องค่ะ
หากใครคิดถึงคู่ตัวประกอบอดทนอย่าง บดินทร์และดนัย ทั้งสองจะมีเปิดเรื่องใหม่ของตัวเองค๊า
ชื่อเรื่อง ผมคือ...ตัวร้าย
ต้องขออภัย ที่เปลี่ยนใจไม่ใช้ตัวร้ายในกรงรักแล้ว เพราะต้องการให้ดูเป็นเซ็ตเดียวกันกับ ผมคือนางเอกค่ะ อิอิ
ต้องขอบคุณท่านผู้มีอุปการคุณหลาย ๆ ท่าน ที่ช่วยกันคิดชื่อเรื่องให้นะคะ
ผมคือ...ตัวร้าย เพิ่งเริ่มเขียนได้ 5 ตอนเองค่ะ ดังนั้น กำหนดการเปิดตัวจึงเป็นหลัง ผมคือนางเอก ออกเล่มเสร็จเรียบร้อยค่ะ
เพื่อที่คนเขียนจอมขี้เกียจอย่างอนาคี จะมีเวลานั่งมโนอีกสักนิดดด...กิกิกิ

สุดท้ายนี้ ขอบคุณนะคะที่อยู่เคียงข้างกันเสมอมา
ขอขอบคุณทุกความรัก และกำลังใจที่มอบให้กันไม่เคยขาด
และต้องกราบขอโทษอีกครั้ง ที่อนาคีเป็นนักเขียนนิสัยเสีย ชอบหาย ชอบดอง จนต้องคอยดัน คอยตามกันอยู่หลายครั้ง
ทั้งนี้ นิยายเรื่องนี้คงประสบความสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าไม่มีคนอ่านที่น่ารักอย่างทุก ๆ คนนะคะ
ขอขอบคุณจากใจอีกครั้งค่ะ

รักเสมอและตลอดไป
อนาคี99 # Thearboo
*******************************************

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}