อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

ช่ออัญชันหายเงียบและไม่มาทำงานที่ร้านอาหารจนวิชุดาสงสัย ปกติลูกน้องรายนี้ขยันขันแข็งและไม่เคยเถลไถล จะขาดลามาสายเป็นต้องโทรบอกโทรแจ้ง แต่นี่พยายามติดต่อเท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้ มือถือไม่มีสัญญาณ ทั้งเครื่องที่ห้องก็ไม่มีคนรับสาย แปลกใจมากเข้าจึงตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะแวะไปหาที่อะพาร์ตเมนต์ช่วงพักเที่ยง

ด้านพันตำรวจเอกแสนก็ยังไม่ทราบว่าบุตรสาวคนโตหายตัวไป วันๆ วุ่นวายอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่สำคัญ ซึ่งตอนนี้ภารกิจผิดพลาดทำให้คนร้ายไหวตัวทัน ฉะนั้นจึงต้องมาประชุมหารือกันใหม่เพื่อวางแผนการให้รัดกุมขึ้นกว่าเดิม แต่จู่ๆ สัญชาตญาณความเป็นพ่อก็เกิดร้อนรุ่มกลุ้มใจขึ้นมา สังหรณ์มาเยือนว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับคนในครอบครัว

หลังเลิกงานก็กลับบ้านพักข้าราชการซึ่งเป็นของเพื่อนตำรวจนายหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นช้องนางยืนดักรออยู่หน้าประตูรั้ว ทั้งที่เวลานี้ก็มืดค่ำแล้ว รายนั้นตั้งใจมาขอโทษและงอนง้อให้สามีกลับบ้านไปกับนาง

คนเป็นภรรยาเล่าว่าปัญหาทุกอย่างแก้ได้แล้ว เวลานี้นางเจรจากับผู้ช่วยของเสี่ยธีร์ขอผ่อนผันหนี้ไปเป็นสิ้นปี และระหว่างนี้นางก็ตั้งใจจะไปช่วยเพื่อนขายของเพื่อเก็บเงินใช้หนี้ส่วนที่เหลือ

“กลับบ้านเราเถอะนะพี่ ฉันขอโทษ ฉันสัญญาว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่สร้างปัญหาให้พี่อีกแล้ว ฉันกับยัยฉัตรสำนึกผิดแล้วนะ ลูกยอมย้ายคอนโดฯ ไปอยู่อีกที่ที่ค่าเช่าถูกกว่า มันบอกกับฉันว่าจะใช้จ่ายเงินให้น้อยลง พี่ให้โอกาสฉันกับลูกนะ” รายนี้เกลี้ยกล่อม น้ำเสียงและสีหน้าเศร้าสร้อยน่าเห็นใจ

ในฐานะพ่อและสามี เขาย่อมยินดีให้โอกาสช้องนางแก้ตัวเสมอ แต่เรื่องจะให้กลับบ้านตอนนี้ยังทำไม่ได้ แต่รับปากว่าถ้างานของเขาไม่ติดปัญหาคงจะได้กลับไปเร็วๆ นี้ ช้องนางได้ฟังก็ค่อยใจชื้น แสดงสีหน้าแช่มชื่นขึ้นกว่าตอนขามา

เมื่อถูกถามถึงช่ออัญชัน ช้องนางเล่าไปตามที่วางแผนไว้ว่ารายนั้นทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่พันตำรวจเอกแสนข้องใจ เพราะเมื่อตอนเช้าเขาติดต่อลูกสาวไม่ได้เลย ภรรยาอ้างว่าคงงานยุ่ง ไว้อีกสักสองสามวันค่อยโทรไปอีกที สามีก็ไม่ติดใจอะไร ความรู้สึกของเขาดูเหมือนช้องนางจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นเยอะ จึงเดาว่าน่าจะสำนึกผิดกับเรื่องที่ก่อขึ้นจึงปรับปรุงตัว

ก่อนกลับพันตำรวจเอกแสนให้ช้องนางนั่งรอตรงม้าหิน ตัวเขาเดินหายเข้าไปในบ้านก่อนจะกลับออกมาพร้อมเงินสดก้อนหนึ่ง เขาส่งให้นางและกำชับให้ไปใช้หนี้บางส่วน ภรรยาถึงกับอึ้งพูดไม่ออก น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจ

“พี่แสน ฉัน ฉันขอบคุณพี่มากจริงๆ...ฉันไม่รู้จะพูดยังไง” เสียงนางสั่นอ้ำอึ้ง ร่างอวบอัดขยับเข้ากอดเอวสอบของสามีอย่างรักใคร่ พันตำรวจเอกแสนไม่ได้เขยื้อนหนี หากยื่นมือไปโอบนางไว้อย่างเอ็นดู พร้อมฝากฝังให้ช่วยดูแลบุตรสาวทั้งสอง

“ฉันไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันอยากให้เธอดูแลลูกเราทั้งสองคนให้ดีนะ” สีหน้ากร้านแดดแลคร่ำเคร่ง เมื่อได้ยินสามีพูดเช่นนั้นช้องนางก็ผละออกจากอ้อมกอดของเขา

“ทำไมพี่พูดแบบนั้นล่ะพี่แสน” นางใจหาย  หากพันตำรวจเอกแสนไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่โอบนางไว้อย่างเงียบๆ ด้วยสีหน้าเข้มที่เป็นกังวล

ที่ผ่านมาเขารู้ว่าตัวเองไม่ใช่พ่อหรือสามีที่ดี แต่ช้องนางก็ไม่เคยเรียกร้องอะไร เขาจึงทั้งรักและไว้ใจ เชื่อว่านางจะสามารถดูแลลูกทั้งสองของเขาได้เป็นอย่างดี เหมือนอย่างที่นางเคยทำเสมอมา

ช้องนางไม่รู้ว่านางระแวงไปเองหรือเปล่า แต่หลายครั้งที่รู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตาม อย่างเมื่อตอนเย็นที่นั่งรถไปหาสามีที่บ้านพัก ตอนออกจากบ้านก็เห็นชายร่างผอมคนหนึ่งเดินตามมาถึงปากซอย นางตัดสินใจหยุดและหันมา ปรากฏว่าชายคนนั้นก็เดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังดีที่ขากลับสามีขับรถมาส่งถึงหน้าบ้าน ช่วงนี้นางสังหรณ์ใจชอบกล แถมเมื่อหัวค่ำสามีก็เพิ่งจะพูดจาแปลกๆ เหมือนเป็นลางอีกต่างหาก

ตั้งแต่ที่แลกตัวช่ออัญชันกับฉัตรพระอินทร์ คนเป็นแม่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ สาเหตุหนึ่งคือไม่รู้ถึงสวัสดิภาพของลูกเลี้ยงว่ายังปกติสุขดีหรือเปล่า เพราะทั้งเสี่ยธีร์และผู้ช่วยต่างก็เงียบหายไปเลย หนำซ้ำยังรู้สึกว่าตัวเองถูกสะกดรอยตาม นั่นยิ่งทำให้ช้องนางมีอาการเครียดจนต้องโทรหาบุตรสาวคนเล็กเพื่อปรึกษา

ด้วยความเป็นห่วง หลังเลิกเรียนฉัตรพระอินทร์ขับรถมาค้างเป็นเพื่อนมารดาที่บ้าน เนื่องจากรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดยาวและเธอก็ไม่มีธุระที่ไหน บังเอิญว่าตอนมาถึง ช้องนางเพิ่งกลับมาจากบ้านพักข้าราชการของเพื่อนพ่อพอดี

นี่ก็เกือบสามทุ่มแล้ว คนเป็นแม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังระหว่างนั่งทานอาหารกันบนโต๊ะทานข้าว ฉัตรพระอินทร์แวะซื้อเย็นตาโฟเจ้าอร่อยมาฝาก เพราะรู้ว่าแม่ชอบ นั่นทำให้วันนี้นางทานอะไรได้เยอะขึ้นจนน่าดีใจ

หลังจากได้ฟังที่มารดาเล่าแล้วก็สันนิษฐานว่าคนที่สะกดรอยตามอาจจะเป็นเจ้าหนี้รายอื่นๆ แต่ช้องนางยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่ใช่ เพราะนอกจากเสี่ยธีร์แล้วนางก็ไม่ได้มีเจ้าหนี้ที่ไหนอีก

“หรือเสี่ยเขายังให้คนคอยตามดูแม่อยู่?” หญิงสาววิเคราะห์ คนเป็นแม่หน้าเครียดลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด

“วันที่ส่งช่อขึ้นรถตู้เราก็ได้สัญญาคืนแล้วนี่ ทุกอย่างก็น่าจะจบแล้วสิ”

“ก็ใช่ ถ้ามันไม่เล่นตุกติกนะ” ฉัตรพระอินทร์เสริม

“ติดต่อไอ้ผู้ช่วยคนเดิมก็ไม่ได้ ทีนี้จะรู้ได้ยังไง ถามคนในตลาดก็ไม่มีใครเจอเลย มันน่าแปลกนะ” ดูเหมือนช้องนางจะเริ่มกระวนกระวาย

“รอดูไปอีกสักพักแล้วกันแม่ ไม่แน่อาจเป็นคนของพ่อที่ส่งมาคุ้มกันเราก็ได้นะ คิดในแง่ดีไว้ก่อนสิ” ฉัตรพระอินทร์แนะ เหมือนปลอบใจกันเองสองคนแม่ลูก ซึ่งช้องนางก็ได้แต่ทอดถอนใจ ภาวนาขอให้เป็นอย่างที่ลูกสาวคาดไว้แล้วกัน

“เออนี่แม่ ป่านนี้พี่ช่อจะเป็นไงมั่งเนอะ” ฉัตรพระอินทร์เปลี่ยนเรื่อง นึกห่วงอยู่ลึกๆ โดยสัญชาตญาณความเป็นพี่น้อง เล็บยาวแต้มสีสันจัดจ้านเกลี่ยหยดน้ำที่เกาะข้างแก้ว

คนเป็นแม่ได้ยินก็วางกระดาษเช็ดปากลงบนโต๊ะ ถึงตอนนี้นางเองก็รู้สึกผิดกลายๆ แต่จะทำอย่างไรได้ ถึงตอนนี้ก็คงช่วยอะไรไม่ทันแล้ว

“ก็ถ้าทำตัวดีๆ ให้เสี่ยเขารักเขาหลงก็คงสบายไปทั้งชาติแหละ” นางก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่อีกคนกลับคิดอีกแบบ

“แต่ถ้าพี่ช่อเกิดไม่ยอมเขาขึ้นมาล่ะ เขาจะทำร้ายพี่ช่อมั้ย แล้วคนอย่างเสี่ยเขาจะไม่ฆ่าแกงพี่ช่อเหรอ” เจ้าตัวนึกแล้วหวั่นใจ

เป็นครั้งแรกที่ฉัตรพระอินทร์มีความคิดเป็นห่วงพี่สาว เพราะจะชั่วดียังไงก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกัน ในฐานะแม่ก็อดคิดตามไม่ได้ ก็ได้แต่หวังว่าโชคคงจะเข้าข้างลูกเลี้ยง ถึงตอนนี้นางคงบอกได้คำเดียวว่า ‘สุดแล้วแต่เวรแต่กรรม’

ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทุกคนกำลังเป็นห่วงเธอ หลังช่ออัญชันถูกตรัยวินท์จับโยนลงบนเตียงแล้วก็ขึ้นคร่อมให้อยู่ใต้อาณัติ ทว่าฝ่ายหญิงเอาแต่สะอื้นและร้องให้คนช่วย จนเจ้าของบ้านเกรงว่าคนแถวนั้นจะแตกตื่นแห่กันมา

เวลานี้คนอ่อนแรงเหมือนจะสิ้นฤทธิ์ เพราะแขนขาเกะกะถูกเขาจับกดติดที่นอนด้วยมือที่เหนียวหนึบอย่างกับกาว เนื้อตัวบอบบางสั่นเทาเป็นลูกนกตกน้ำ รู้สึกได้ถึงความหวาดหวั่นที่ฉายออกมาทางแววตาสะท้านไหว ปากเก่งที่เคยต่อว่าต่อขาน บัดนี้นิ่งเงียบไร้เสียงเอื้อนเอ่ย

“หมดฤทธิ์รึไง?” เขาทัก

ช่ออัญชันไม่ตอบ แต่ทั้งนี้สีหน้าและแววตาเฉลยชัดว่าเกรงกริ่ง เธอได้แต่นอนนิ่งเพราะหนีไปไหนไม่ได้ คนได้เปรียบเล่นล็อกร่างเธอไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน

“ฮึ่!” ตรัยวินท์ทำเสียงขึ้นจมูก แววตาบ่งบอกความสะใจ

ช่ออัญชันยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยการไม่ต่อต้านขัดขืน แต่ถึงกระนั้นก็ยากที่จะทำใจยอมรับกับตำแหน่งนางบำเรอ ดูเขาเองก็ใช่จะพิศวาสอะไรเธอนักหนา

“ฉันไปทำอะไรให้คุณ?” เธอถามเป็นประโยคแรกหลังจากนิ่งมาได้สักพัก ตรัยวินท์เอียงคอ งงกับคำถามที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาราวกับกระซิบ

“ฉันเคยไปทำอะไรให้คุณไม่พอใจเหรอ?”

“เปล่า”

“งั้นคุณทำกับฉันแบบนี้ทำไม?” เจ้าตัวรู้ว่าป่วยการที่จะงัดข้อกับเขา เธอเสียเปรียบทุกอย่างไม่ว่าจะสรีระหรือกำลัง คราวนี้คนฟังชักเห็นใจ พออีกฝ่ายไม่ขัดขืน เขาก็มีท่าทีอ่อนลงบ้าง

“ก็ฉันเตือนแล้วแต่เธอไม่ฟัง อย่าทำให้ฉันโมโหอีก เข้าใจไหม?”

“ฉันขอโทษ ปล่อยฉันกลับบ้านเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร...นะคะเสี่ย”

“เรียกฉันว่าตรัย” เขาแนะ ฝ่ายหญิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย พอเห็นเขาคลายมือและถอยห่างก็คิดจะดีดตัวหนี แต่ตรัยวินท์รู้ทันจึงดึงมือนุ่มไว้ก่อน

“เดี๋ยว นี่ฉันยังไม่ได้ตกปากรับคำอะไรเลยนะ”

“งั้นคุณจะเอายังไง?” เสียงเบาแต่ฟังดูเอาเรื่อง แววตาแดงรื้นเริ่มแข็งกร้าวขึ้น บ่งบอกให้รู้ว่ากำลังไม่พอใจ

“ฉันปล่อยเธอไปก็ได้ แต่ฉันลงทุนกับเธอไปแล้ว ฉะนั้นถ้าเธอไม่ยอม ฉันก็ต้องไปไล่เบี้ยกับน้องสาวเธอ ตกลงไหม?”

“ไม่ได้นะ! คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้” เจ้าตัวเสียงดังขึ้นทันที ตรัยวินท์ถึงมองหน้าอย่างข้องใจ

“เอ๊ะเธอนี่ยังไง เรื่องเยอะจริง นั่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ สรุปจะให้ฉันทำยังไง” เขานิ่วหน้า คิ้วหนาเริ่มย่นเข้าหากัน ช่ออัญชันเห็นเขาโวยวายบ้างก็นิ่งเงียบ และเมื่อเธอไม่พูดเขาจึงเป็นฝ่ายปิดประเด็น

“ฉันเบื่อจะต่อรองกับเธอแล้ว ไปคิดเอาแล้วกันว่าจะเอายังไง จะยอมอยู่กับฉันที่นี่หรือจะให้ฉันไปรับน้องสาวเธอมาก็เลือกเอา” เขาตัดบทไม่เจรจาต่อ

ช่ออัญชันคิดไม่ตกได้แต่เช็ดน้ำตาป้อยๆ ด้วยความอัดอั้น กลายเป็นคนอ่อนแอไปได้ทั้งที่แสดงให้เห็นว่าเข้มแข็งมาตลอด

ฝ่ายชายจับสังเกตได้ว่าเนื้อแท้แล้วเธอไม่ใช่คนเข้มแข็งสักเท่าไหร่ ดูจากเวลาที่พูดถึงครอบครัวทีไรเป็นต้องตาแดงทุกที หรือจริงๆ แล้วนี่คือจุดอ่อนของหญิงสาว จุดอ่อนที่ว่าก็คือ ‘ครอบครัว’

“ถึงฉันจะยอมอยู่กับคุณ ก็ใช่ว่าฉันจะยอมเป็นของคุณนะ ฉันคงทนไม่ได้หรอกถ้าต้องอยู่ในฐานะภรรยาของผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้”

“แต่อยู่กับฉัน ถ้าไม่อยู่ในฐานะภรรยาแล้วจะอยู่ในฐานะอะไร จะเป็นแม่ฉันหรือไง?” เขาประชด อีกฝ่ายชะงักกึก เธอก็ไม่ได้จะหมายความแบบนั้นสักหน่อย หรือเขาเป็นคนกวนประสาทแบบนี้เอง

ช่ออัญชันถอนใจแรงเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังพาล เข้าใจว่าคงหงุดหงิดที่ถูกปฏิเสธ แต่การจะให้ฉัตรพระอินทร์มารับเคราะห์กรรมแบบนี้คงไม่ได้ เธอยอมไม่ได้หรอกที่จะให้น้องสาวมาทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนพวกนี้

สถานการณ์นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ตรัยวินท์ปล่อยมือจากช่ออัญชันแล้วแต่หญิงสาวยังนั่งนิ่งไม่ขยับ ตลอดเวลาเขาสังเกตอากัปกิริยาของเธอ สีหน้าครุ่นคิดจนคิ้วเรียวเป็นธรรมชาตินั้นย่นแทบจะต่อกัน ดวงตาจับจดมีแววสับสนกังวล

“ให้ฉันตัดสินใจให้มั้ย...เธอไม่มีทางให้น้องเธอมาเป็นเมียฉันหรอก เธอรักน้องอย่างกับอะไรดี” ชายหนุ่มอดรนทนไม่ไหวจึงพูดออกมาแทน ความเงียบงำทำให้เขาอึดอัด ทั้งสีหน้าเศร้าหมองของคนตรงหน้ายังทำให้เขาหงุดหงิดด้วย

“แต่ฉันคงเป็นภรรยาคุณไม่ได้หรอก เปลี่ยนใจเถอะค่ะ”

“ก็แล้วมันยากตรงไหน แค่คอยดูแลฉัน ทำหน้าที่ภรรยาให้ดี ทั้งข้างนอกและบนเตียง” เขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายๆ หากแต่คนฟังไม่คิดแบบนั้น

“นั่นแหละที่ฉันทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง”

“ก็ไม่เห็นจะยากนี่ เดี๋ยวทำให้ดู” เขาแหย่ พลางแกล้งกระเถิบเข้ามาใกล้ ร่างเล็กกระถดหนีอย่างรวดเร็วจนน่าขำ

“ล้อเล่นน่า” ตรัยวินท์เฉลย หากหญิงสาวไม่สนุกด้วย เธอมองเขาเหมือนเป็นตัวอันตราย ไม่น่าเข้าใกล้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนตามไม่ทัน เจ้าของบ้านก็เหมือนจะรู้ตัวจึงเปลี่ยนเป็นหันกลับมาทำหน้าเคร่งและลุกไปยืนห่างๆ

“คิดให้ดีแล้วกัน ฉันไม่อยากบังคับ แต่ถ้าเลือกช้อยส์ที่สามคือคิดหนี เธอกับครอบครัวลำบากแน่ โดยเฉพาะพ่อเธอที่เป็นตำรวจ ฉันจะบอกอะไรให้ก็ได้ งานนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เฉพาะฉันกับเธอหรอก” รายนี้พูดเป็นนัยๆ น้ำเสียงจริงจังพอๆ กับสีหน้า ช่ออัญชันนึกถึงเรื่องที่ได้ยินชายชาญคุยโทรศัพท์ทันที

“หมายความว่าไง? คุณทำเรื่องผิดกฏหมายจริงๆ ใช่มั้ย หรือที่คุณจับฉันมาเพราะต้องการใช้เป็นเครื่องมือ...คุณเกี่ยวข้องกับคดีที่พ่อฉันสืบอยู่ใช่มั้ย?” เธอผูกเรื่องเองโดยพลัน เข้าทางคนที่เจตนาจะให้เป็นไปในทางนั้นพอดี ตรัยวินท์ไม่ตอบ ไม่เฉลยด้วยว่าที่เธอเข้าใจนั้นถูกหรือผิด

ช่ออัญชันเม้มปากแน่น คิดเองว่าที่แท้เขาไม่ใช่อยากได้เธอหรือน้องสาวมาเป็นภรรยา แต่อยากได้เครื่องต่อรองในการทำธุรกิจผิดกฏหมายมากกว่า ที่แท้แม่กับน้องก็โดนหลอก

“คอยดูนะ สักวันฉันจะเปิดโปงความชั่วคุณ” คนหน้าถมึงทึงหมายมาด ตรัยวินท์เหยียดยิ้มอย่างไม่สะท้านสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

“ฮึ่! เธอนี่มันหอกข้างแคร่ชัดๆ...แต่แบบนี้ก็ดี ฉันชอบ” เขาพูดออกมาตรงๆ และนั่นทำให้ช่ออัญชันถึงกับหน้าร้อนวูบ

คนตกที่นั่งลำบากน้ำตาแห้งเหือดกรังใบหน้า หลังจากเดาเกมได้ก็เริ่มเห็นแววที่จะชนะ ดวงตาเศร้าฉายรัศมีวาวโรจน์ขึ้นเล็กน้อย ในเมื่อเรื่องมันพลิกออกมาในรูปนี้แล้ว ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่จะใช้เธอเป็นสะพาน เธอเองก็กุมความลับของเขาไว้เช่นกัน เสียแต่ยังไม่รู้ว่าไพ่ใบสำคัญที่คว่ำอยู่นั้นคืออะไร แต่เธอจะต้องรู้ให้ได้ในอีกไม่ช้า

วินาทีนั้นความฮึกเหิมลำพองมันมาจากไหนไม่รู้ ชักจูงความกล้าหาญชาญชัยให้หลั่งไหลเข้ามาจนเต็มหัวใจไปหมด สุดท้ายเพราะความที่อยากจะเอาคืนบ้างก็เลยตกปากรับคำชายหนุ่มออกไป

“ตกลงค่ะ ฉันจะอยู่กับคุณที่นี่”

“ในฐานะภรรยาน่ะนะ?” ตรัยวินท์คิดว่าตัวเองหูฝาด มองหน้าเหมือนถามย้ำให้มั่นใจว่าเขาได้ยินไม่ผิด

แปลกใจไม่เบาที่อีกฝ่ายตัดสินใจรวดเร็วขนาดนี้ ว่าแล้วก็ยิ้มพรายออกมาอย่างมีเลศนัย แสดงว่าหญิงสาวต้องมีแผนหรือความคิดจะทำอะไรบางอย่างแน่ แต่เขาไม่กลัว ถ้าหมากตัวสำคัญอย่างเธออยากจะเล่นเกมกับเขา เขาก็พร้อมจะเล่นด้วยสักตาสองตา

“ค่ะ ฉันจะอยู่ในฐานะภรรยา แต่จะไม่ทำหน้าที่ภรรยา และถ้าคุณคิดที่จะบังคับหรือข่มเหงฉันล่ะก็ ฉันจะฆ่าตัวตาย คอยดู”

สิ้นเสียงประกาศกร้าว ตรัยวินท์กลอกตามองคนตรงหน้าอย่างอึ้งนิดๆ

“หายกลัวเข้าหน่อยก็ใจกล้าเชียวนะ ตามใจสิ อยากฆ่าตัวตายตรงไหนก็เชิญ เห็นบอกว่าที่นี่มีผีไม่ใช่เหรอ งั้นฉันคงไม่ต้องห่วงว่าเธอจะเหงา” พูดจบก็ยักไหล่เดินออกไปจากห้อง เขาตีหน้านิ่งแบบนี้อีกแล้ว ปล่อยให้คนขู่ต้องเสียความมั่นใจ

ช่ออัญชันทำหน้าเหวอ นี่นอกจากตรัยวินท์จะไม่ห้ามแล้วยังไม่รับปากอีกด้วยว่าจะไม่บังคับหรือข่มเหงน้ำใจ เช่นนั้นแล้วเปอร์เซ็นที่จะถูกเขารังแกคงมีสูง คราวนี้หญิงสาวเริ่มวิตก หรือจริงๆ แล้วเธอพลาดที่ตกลงรับปากอยู่เป็นตัวประกันของเขาที่นี่

ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งหนาวเย็น เสียงลมเลาะกิ่งไม้ฟังดูน่าวังเวงเป็นครั้งคราว คืนนั้นตรัยวินท์อยู่เป็นเพื่อนช่ออัญชัน แต่ความปรารถนาดีกลับสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้อาศัย

ร่างเล็กนั่งไม่เป็นสุขเพราะระแวงว่าอีกฝ่ายจะบุกเข้ามาปล้ำ ร่างกายที่เหนื่อยล้าก็เพียรจะล้มตัวลงนอน สุดท้ายก็ทนต่อความง่วงงุนไม่ไหว ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ว่าฝ่ายชายโผล่เข้ามาในห้องตอนไหน

ตรัยวินท์แหงนหน้ามองขื่อไม้บนเพดาน หลับไม่สนิทเพราะคิดถึงแต่เรื่องที่ช่ออัญชันเล่า ผู้หญิงในฝันคนนั้นจะใช่รัตน์นรีหรือเปล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน สุดท้ายพยายามข่มตาให้หลับจนรู้สึกว่ามีบางอย่างขยับอยู่ข้างกาย ครั้นลืมตาขึ้นมองก็ตกใจ ปรากฏใบหน้าซีดขาวของหญิงสาวที่กำลังจ้องเขาด้วยแววตาไม่กะพริบ

“เฮ้ย!” ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว อุทานเสียงดังลั่นพร้อมผลักร่างนั้นกระเด็นเกือบตกเตียง ช่ออัญชันตกใจที่จู่ๆ ตรัยวินท์ก็ลืมตาโพลง ซ้ำยันเธอแทบหงายหลังหัวฟาดพื้น ต่างฝ่ายต่างก็ใจหายใจคว่ำ แตกตื่นตกใจด้วยกันทั้งคู่

“เล่นบ้าอะไรของเธอ?” ชายหนุ่มตั้งสติได้ก่อน รีบหันมาโวยคนที่ทำให้ตัวเองเกือบหัวใจวายตาย ช่ออัญชันรีบดันตัวขึ้นนั่งด้วยความโมโห อะไรไม่ว่าทำไมเขาต้องผลักเธอเสียแรงขนาดนี้ด้วย

“คุณนั่นแหละ เป็นบ้าอะไร จู่ๆ ก็ผลักฉันซะกระเด็น แล้วเข้ามานอนนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

ตรัยวินท์เริ่มรู้ตัว เพราะความตกใจเขาจึงออกแรงผลักเธอเต็มที่ เจ้าตัวเอ่ยขอโทษด้วยไม่เจตนา แต่เพราะหญิงสาวโผล่หน้ามาตอนเขากำลังเคลิ้ม ทำให้เขาตกใจคิดว่าผีหลอก ช่ออัญชันถึงขำเสียงดังอย่างลืมตัว

“ฮ่ะๆๆ โธ่ ที่แท้คุณก็กลัวเหมือนกันนั่นแหละ” พูดจบก็หัวเราะอีก

ตรัยวินท์เสียหน้าเลยทำวางมาดสงบนิ่ง แต่หญิงสาวก็ดูออกว่าเขาเสแสร้ง สีหน้าเยาะเย้ยแลดูสะใจ พอได้ทีก็เอาใหญ่เรื่องที่ฝ่ายชายกลัวผี

“นอนๆ ไปซะ” ตรัยวินท์สั่งเสียงดุเพราะไม่อยากเห็นแววตาเย้ยหยันคู่นี้

ช่ออัญชันไม่เชื่อฟัง เพราะยังเคืองเรื่องที่เขาถือวิสาสะเข้ามานอนร่วมเตียงด้วย ร่างเล็กคว้าหมอนกับผ้าห่มลงมาปูนอนข้างเตียง ชายหนุ่มถึงมองอย่างงงๆ ว่าเจ้าหล่อนจะทำอะไรอีก

“ฉันไม่ปล้ำเธอหรอกน่า “

“ไม่ไว้ใจ” ร่างเล็กตอบทันควัน เล่นเอาเจ้าของบ้านชะงักไปหลายวินาที สูดหายใจเสียงดังในความเหลือเกินเหลือการของหญิงสาว

“สักวันฉันจะทำให้เธอรักและกลายมาเป็นของฉันอย่างยินยอมพร้อมใจ” คนหมั่นไส้พูดด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง อีกฝ่ายรีบสวนกลับทันทีว่า ‘ไม่มีวัน’

หลังจากนั้นตรัยวินท์เลยนอนไม่หลับ ท่อนแขนหนักยกขึ้นก่ายหน้าผาก แต่คนข้างเตียงนิ่งเงียบไปแล้ว ไม่มีแม้แต่เสียงพลิกตัวหรือขยับเขยื้อน เดาว่าคงจะผล็อยหลับเพราะความอ่อนล้า ร่างหนาจึงลุกขึ้นไปหรี่ไฟในห้องให้สลัวลง

ชายหนุ่มขยับมานอนแทนที่ช่ออัญชัน กำลังจะชะโงกลงไปมองว่าคนข้างล่างหลับแล้วจริงหรือเปล่า ปรากฏว่ารายนั้นดันลืมตาโพลงขึ้นมาพอดี

โป๊ก!

พอเห็นว่ามีเงาคนชะโงกหน้ามาก็ตกใจกระเด้งพรวด ศีรษะเลยกระแทกกับหน้าผากคนบนเตียงอย่างเต็มแรง เล่นเอาใบหน้าคมคายถึงกับสั่นคลอน เขามึนจนเห็นดาวระยิบระยับเต็มหน้าเลยทีเดียว

“อะ ไร กัน เนี่ย?” ชายหนุ่มย้ำช้าๆ อย่างหงุดหงิด ช่ออัญชันก็พลอยพูดไม่ออกเพราะความเจ็บ ปวดหัวราวกับใครเอาท่อนเหล็กมาฟาด ไม่มีอารมณ์จะโต้เถียงเลยล้มตัวนอนตะแคงหันหลังให้ ดีหน่อยที่เงาดังกล่าวเป็นตรัยวินท์ ใจหายวาบตอนคิดว่าถูกผีหลอกเข้าอีกแล้ว

วันรุ่งขึ้นตรัยวินท์ตื่นแต่เช้ามานั่งทำงานในห้องรับแขก ขายาวเหยียดพาดไปบนโต๊ะกาแฟตัวสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใบหน้าจับจ้องไปยังโน้ตบุ๊กเครื่องเดิม แต่บริเวณดังกล่าวไร้วี่แววช่ออัญชัน รายนั้นยังไม่ตื่นเพราะเพลียมากเลยหลับลึก ขนาดเขาช้อนขึ้นไปนอนบนเตียงตั้งแต่เมื่อกลางดึกยังไม่รู้สึกตัว

ชายชาญโทรศัพท์มาแต่เช้า ด้วยเรื่องที่คนเป็นนายสั่งไว้เมื่อหลายวันก่อน

“จากที่ผมให้คนคอยตามดูสองแม่ลูกนั่น เป็นอย่างที่คาดไว้ครับ ฝ่ายโน้นแอบตกลงกันเอง ช่อน่าจะไม่รู้เรื่องด้วย” ผู้ช่วยรายงาน ตรัยวินท์ฟังนิ่งๆ อย่างวิเคราะห์ ถึงว่า หญิงสาวดูมั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกินว่าเป็นการเข้าใจผิด และนี่ก็คงจะยังไม่รู้ด้วยกระมังว่าใครบงการอยู่เบื้องหลัง

ตรัยวินท์กำชับให้ชายชาญบอกคนของเขาคอยจับตาความเคลื่อนไหวของสองแม่ลูกนั่นให้ดี หากเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็จัดการได้ตามสมควร

“ได้ครับ ว่าแต่กับช่อนี่โอเคมั้ย?” ชายชาญถามในฐานะคนสนิท ถึงตรงนี้คนเป็นนายแอบถอนใจนิดๆ

“โอเคอะไรล่ะ เมื่อคืนระแวงกันทั้งคืน ผู้หญิงอะไรดื้อชะมัด” เขาบ่น

ผู้ช่วยถึงขำ เป็นอย่างที่เขาเคยบอกจริงๆ ว่ารายนี้ท่าทางเอาเรื่อง แบบนี้เห็นทีตรัยวินท์คงต้องเหนื่อยไปอีกสักระยะ

“ฉันเตรียมใจไว้แล้ว ว่าแต่ฉัตรเป็นยังไงบ้าง”

“ย้ายไปเช่าคอนโดใหม่แถวคลองเตยครับ แต่ยังไม่รู้สาเหตุ เดี๋ยวผมจะพยายามสืบดู”

“ระวังด้วยล่ะ...อ้อ แล้วเรื่องของที่ผ่านชายแดนเข้ามาติดอะไรมั้ย?”

“ไม่ครับ คราวนี้พวกมันไม่ได้สงสัยอะไร ทุกอย่างเรียบร้อยดี ผมเปลี่ยนคนสังเกตการณ์เป็นอีกชุด คิดว่าน่าจะโอเค”

“อืม ดี บอกคนของเราให้ระวังตัวด้วยแล้วกัน ส่วนเรื่องของผู้กำกับฯ ฉันขอดูความประพฤติลูกสาวเขาอีกหน่อย”

ความคิดเห็น