อาราญา

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามงานเขียนของ อาราญา มาโดยตลอดนะคะหากมีข้อผิดพลาดอยากจะติหรือท้วงติงขอให้นักอ่านโปรดวิจารย์ได้เลยนะคะ จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่อๆไปค่ะ ขอบคุณค่ะ ><"

ตอนที่ 15 เปิดใจ 50%

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 เปิดใจ 50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2559 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 เปิดใจ 50%
แบบอักษร

ตอนที่ 15 เปิดใจ

 

                ช่วงเวลาเที่ยงคืนล่วงเลยผ่าน ท้องฟ้ายามค่ำคืนพร่างพราวไปด้วยหมู่ดาวนับร้อยนับพัน อัญญาดาลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืด หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสภาพสายตา ก่อนจะมองเห็นเพดานห้องที่คุ้นตา พร้อมทั้งค่อยๆยันกายลุกขึ้นนั่งแต่มือของเธอกับติดอะไรฉุดรั้งเอาไว้

                ดวงตากลมโตค่อยๆมองผ่านความมืดว่าที่ยึดเหนี่ยวมือของเธอเอาไว้นั้นคืออะไร ก่อนจะพบกับใครบางคนที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านเข้าทำให้มองเห็นซีกหน้าด้านข้างของเขาได้เป็นอย่างดี

                “...ต้นกล้า” เสียงหวานเบาหวิวราวกับกระซิบบอกตัวเอง แปลกใจไม่น้อยที่เห็นกฤตยชญ์มานอนฟุบอยู่ข้างๆกายเธอแบบนี้ ก่อนจะดึงมือออกมาจากการเกาะกุมของชายหนุ่มเมื่อหัวใจเริ่มเต้นถี่ คิดเข้าข้างตัวเองไปต่างๆนานา

                แรงดึงไม่มากนักแต่ก็ทำให้คนที่กุมมือน้อยอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมา มือหนารีบคว้าหมับเอามือบางมาจับไว้แน่น พลางสะบัดหัวไล่ความมึนงงและปรับสภาพการมองเห็น ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นดวงตากลมโตใสแป๋วกำลังจ้องมองมา

                “ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงเข้มถามขึ้นก่อนจะเอื้อมไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง

                “ทำไมคุณถึงมานอนอยู่ตรงนี้?” อัญญาดาไม่ตอบพลางถามกลับไปในสิ่งที่ตัวเองสงสัย ซึ่งคำถามของเธอก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากเขาอยู่ดี เมื่อกฤตยชญ์กลับเป็นฝ่ายยิงคำถามใส่เธออีกครั้ง พร้อมกับมือหนาที่ยกขึ้นมาจับที่หน้าผากมน

                “ทำไมถึงไม่บอกฉันว่าเธอป่วย”

                “ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก...” หญิงสาวตอบพลางเบี่ยงตัวหลบมือหนาที่อังอยู่บนหน้าผากตน

                “ไม่เป็นอะไรมากได้ยังไง เป็นลมล้มฟุบไปขนาดนั้นถ้าฉันรับไม่ทันหัวไม่กระแทกพื้นไปแล้วรึไง!” ชายหนุ่มเริ่มขึ้นเสียงเมื่อหญิงสาวแสดงอาการดื้อดึง ไม่ยอมรับในสภาพร่างกายของตัวเอง

                “ฉันขอโทษค่ะ ที่ทำให้คุณต้องเสียเวลางาน” อัญญาดาหันหนีถอยร่นจะลงจากเตียงแต่กลับถูกกฤตยชญ์คว้าแขนเรียวเอาไว้พลางดึงเข้าสู่อกแกร่งอ้อมแขนกอดรัดแน่นพร้อมทั้งเอาคางวางเกยไว้บนไหล่มน

                “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะอัญ”

                “อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ”

                “ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อเธอเป็นเมียฉัน!” คำว่า เมียที่หลุดออกมาจากปกหยักทำให้เกิดความเงียบเข้าครอบคลุม เมื่อทั้งคู่ต่างก็ตกอยู่ในความคิดของตัวเองก่อนที่หญิงสาวจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั่นเสียเอง

                “คุณก็รู้ว่าฉันเป็นแค่นางบำเรอเท่านั้น”

                “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการสักนิด” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นแผ่วเบาพลางซบหน้าลงกับซอกคอระหงขาวนวล เขาในตอนนี้ช่างไม่เหมือนกับกฤตยชญ์ที่ปากร้ายอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา

                “แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ...” แก้แค้นฉันแทนพี่สาวอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นคำถามที่เธออยากจะถามต่อแต่ก็ทำได้แค่เพียงพูดบอกตัวเองในใจ

                เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้งหลังจบคำพูดเชิงคำถามของอัญญาดา กฤตยชญ์เองก็ได้แต่ทบทวนความรู้สึกของตัวเองซึ่งมันก็ชัดเจนอยู่แล้วโดยไม่ต้องถามถึงเหตุผลอะไรอีก เหลือแค่เพียงหญิงสาวที่จะมีความรู้สึกตรงกันกับเขาไหมเพราะถ้าเธอคิดเช่นเดียวกัน เขาก็พร้อมที่จะหยุดทุกอย่าง...แต่ที่เขาอยากจะรู้ก็คือ...

                “เธอไม่รู้จริงๆเหรอ?” ...ไม่รู้จริงๆหรือว่าเขาคิดอย่างไร! เสียงอู้อี้พูดออกไปทำลายความเงียบที่เกาะกุมอยู่เมื่อสักครู่

                “ฉันต้องรู้อะไรละคะ?” อัญญาดาถามขึ้นด้วยความสงสัย เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังสื่อและที่สำคัญเธอไม่เข้าใจตัวเองเอาเสียเลย รู้ทั้งรู้อยู่เต็มอกว่าไม่ควรรักเขาแต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อหัวใจไม่ยอมฟัง

                “ความรู้สึกของฉัน เธอไม่รู้เลยเหรอ?”

                “แล้วคุณรู้สึกยังไงละคะ? คุณต้นกล้า” คำถามกลับที่เอ่ยถามออกไปแม้แต่คนถามเองก็ยังอยากรู้คำตอบ กฤตยชญ์ชะงักไป นิ่งทบทวนไม่รู้จะตอบคำถามของเธออย่างไร ในเมื่อความรู้สึกที่แท้จริงของเธอเขาเองก็ยังไม่เคยได้รับแต่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจว่าตอนนี้เขากำลังขลาดกลัว...กลัวคำตอบที่จะได้ยินหากเอื้อนเอ่ยความในใจ

                “เอ่อ...ฉัน...”

                “ว่ายังไงค่ะ”

                “ฉันว่าเธอควรทานข้าวซะหน่อยนะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกแม่บ้านทำมาให้” ชายหนุ่มเลี่ยงที่จะตอบด้วยการเปลี่ยนเรื่องพลางปล่อยหญิงสาวออกจากอ้อมกอดและลุกลงจากเตียงแต่กลับถูกมือบางคว้าชายเสื้อเอาไว้แน่น

                “ไม่ต้องหรอกค่ะฉันไม่หิว อีกอย่างดึกดื่นป่านนี้แม่บ้านที่ไหนจะลุกขึ้นมาทำข้าวปลาอาหารให้คุณกัน”

                “นั่นสินะ...งั้นฉันทำให้เธอทานดีกว่า” กฤตยชญ์คิดตามคำพูดของอัญญาดาเมื่อเห็นว่าเป็นจริงอย่างที่หญิงสาวพูดดึกดื่นป่านนี้คงไม่มีพ่อครัวแม่ครัวมาทำอาหารให้หรอก จึงอาสาทำให้เธอทานเองเพราะอย่างน้อยห้องสวีทสุดหรูของโรงแรมอย่างนี้คงต้องมีอาหารแห้งอย่างมาม่าหรือโจ้กไว้สำรองให้แขกบ้างละ

                “แต่ฉันไม่หิวจริงๆนะคะ”

                “ไม่หิวก็ต้องกิน เธอนอนหลับไปหลายชั่วโมงมาก อีกอย่างคุณหมอก็บอกว่าเธอ่อนเพลียเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอยิ่งถ้าไม่ทานอะไรเลยร่างกายจะยิ่งแย่เอา ที่สำคัญเธอต้องกินยา!

                กฤตยชญ์ร่ายยาวก่อนจะเดินหายออกจากห้องไปปล่อยให้หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ ว่าเธอดื้อเขานั่นแหละที่ดื้อด้านยิ่งกว่าเธอเสียอีก อัญญาดาส่ายหัวไปมาเบาๆก่อนจะสะดุ้งเมื่อเสียงดังกุกกักราวกับครัวจะแตกดังขึ้นมาติดๆ

                หญิงสาวเดินออกมาดูก็เห็นว่าชายหนุ่มกำลังก้มๆเงยๆอยู่หน้าเตา หยิบจับอะไรมั่วมึนไปหมดจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้ แอบยิ้มน้อยกับท่าทางจริงจังของเขากำลังคนโจ้กที่อยู่ในหม้อ

                “เดินออกมาทำไม เสร็จแล้วจะยกเข้าไปให้เองเดี๋ยวก็เป็นลมล้มพับลงไปอีกหรอก” กฤตยชญ์เอ็ดขึ้นเมื่อเห็นคนป่วยมายืนจ้องตาแป๋วอยู่ที่เค้าเตอร์

                “ให้ฉันช่วยดีกว่าไหมคะ” อัญญาดาพูดขึ้นเมื่อทดเห็นท่าทีเงอะงะของชายหนุ่มไม่ไหวแต่กลับถูกห้ามเอาไว้เสียก่อน

                “ไม่ๆ มานั่งนี่เลย” กฤตยชญ์เดินอ้อมมาหาหญิงสาวก่อนจะประคองเธอไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ไม่ไกลนัก พร้อมทั้งกำชับเป็นมั่นเป็นเหมาะ

                “นั่งอยู่ตรงนี้อย่าดื้อ เดี๋ยวฉันจะเอามาป้อนให้ถึงที่”

                หญิงสาวก้มหน้าเขินเมื่อชายหนุ่มเดินจากไป ในใจสั่นหวั่นไหวจนแทบจะหลุดออกมาวันนี้เขาช่างดีกับเธอจนผิดปกติหรือแค่รู้สึกผิดที่ทำให้เธอไม่สบายกันแน่ คิดได่แค่นั้นรอยยิ้มหวานก็ค่อยเจือนลงจนจางหายไป

                เพียงไม่นานโจ๊กร้อนๆส่งกลิ่นหอมฉุยก็มาวางอยู่ตรงหน้า กฤตยชญ์ยิ้มอย่างภูมิใจกับฝีมือการทำอาหารของตัวเองที่ออกมาดูดีไม่น้อยถึงจะแค่ฉีกซองเทลงน้ำร้อนก็ตามที ชายหนุ่มตักโจ๊กร้อนขึ้นมาเป่าก่อนจะส่งไปตรงหน้าหญิงสาว

                “ฉันทานเองดีกว่าค่ะ”

                “ฉันป้อนน่ะดีแล้ว เธอป่วยอยู่นะ”

                “ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้วค่ะ ให้ฉันทานเองนะคะ นะนะ” ท่าทางออดอ้อนอย่างลืมตัวของอัญญาดาทำให้กฤตยชญ์นิ่งอึ้งไป ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะปล่อยช้อนให้หญิงสาวได้ทานโจ๊กเอง

                “หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไงกัน?” หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเอาแต่จ้องมองเธอจนกินข้าวไม่ได้ เธอจะทานอาหารได้อย่างไรถ้าหากมีคนจับจ้องไม่ละสายตาอยู่แบบนี้

                แต่ในเมื่อไม่มีคำตอบให้กับคำถามของเธอ อัญญาดาจึงจำใจก้มหน้าก้มตากินโจ๊กในถ้วยต่อไปด้วยความหิวที่เริ่มทำงานอาจเป็นเพราะว่าเธอยังไม่ได้ทานอะไรเลยหลังจากอาหารเช้าแค่มื้อเดียวเท่านั้น

                ด้านกฤตยชญ์ที่นั่งมองร่างบางทานข้าวอย่างใจจดใจจ่อ หนึ่งด้วยกลัวว่าโจ๊กที่เขาทำจะไม่ถูกปากเธอ สองแค่อยากมอง และสามสี่แค่อยากมอง ใบหน้าหวานของเธอทำให้เขาหลงใหลทุกครั้งที่ได้มอง ราวกับมีแรงดึงดูดชายหนุ่มโน้มตัวเข้าไปใกล้ก่อนจะฉกฉวยดูดดมพวงแก้มสีชมพูระเรื่อของร่างบางตรงหน้าและผละออกมาอย่างรวดเร็ว       

                “คุณ...ทำอะไรน่ะ” เสียงหวานร้องเรียกอย่างตกใจพร้อมทั้งยกมือขึ้นมาจับพวงแก้มของตัวเองเอาไว้

 

                “ฉันทำ เพราะอยากทำ!

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น