<< Back page

ตะวันทอแสง : ตะวันทองแสง ตอนที่ 2(จบตอนที่2)

ตะวันทอแสง
  • ชื่อเรื่อง : ตะวันทอแสง
  • ชื่อตอน : ตะวันทองแสง ตอนที่ 2(จบตอนที่2)
  • คำค้น : เรื่องย่อ &ldquo;ตะวันทอแสง&rdquo; นิยายตะวันทอแสง ละครตะวันทอแสง อ่านตะวันทอแสง
  • คนเข้าชมทั้งหมด : 1,743
  • ความคิดเห็น : 0
  • ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2555 10:22 น.
สุธาวี
สุธาวี

ตะวันทองแสง ตอนที่ 2(จบตอนที่2)

ตะวันทองแสง ตอนที่ 2

 

 

 

ตะวันทอแสง ตอนที่ 2 
       
       ภายในที่ทำงานตอนเย็น รสาทิ้งตัวนั่งที่เก้าอี้ด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ชีวินเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
       
       “ไหวมั้ยรส มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”
       “ช่วยไปเอาของที่บ้านให้ก็พอจ้ะ รสโทร.บอกป้าภรณ์ไว้แล้ว”
       “ได้ งั้นวินรีบไปรีบมานะ”
       ชีวินยิ้มๆ แล้วก็รีบเดินออกไปด้วยความกุลีกุจอ รสามองตามนิดๆ ก่อนจะหันกลับมาเริ่มทำงาน โทรศัพท์มือถือรสาดังขึ้น เห็นชื่อพิมจึงรีบรับสาย
       “พิมว่าไง”
       
       เด็กนักเรียนระดับมัธยมกำลังเดินกลับบ้านกันเป็นกลุ่มๆ ภายในห้องสมุด พิมพรรณยืนโทรศัพท์อยู่ในห้องทำงานของบรรณารักษ์
       “รสตกลงว่าเสาร์ อาทิตย์นี้ รสมาระยองหรือเปล่า”
       “ไม่ได้กลับไป มีงานเข้า” รสาตอบเสียงเหนื่อยๆ
       “เสียดายจัง พิมว่าจะชวนรสไปเที่ยวสักหน่อย ช่วงนี้เบื๊อเบื่อๆ เพื่อนคนอื่นๆแต่งงานกันไปหมดแล้ว คนสุดท้ายในกลุ่มก็กำลังจะแต่ง ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเที่ยวกับพิมเลย” พิมพรรณบ่นหน้าเศร้า
       รสาพยายามให้กำลังใจ
       “ก็รสไง..รสยังโสดเป็นเพื่อนพิม”
       พิมพรรณยังไม่หายเบื่อ
       “แต่รสอยู่ไกล ที่กรุงเทพก็มีผู้ชายให้เลือกตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวรสก็มีแฟน พิมสิ อยู่แต่ในห้องสมุดหันไปทางไหนก็เจอแต่หนังสือ สักวันก็คงจะต้องแต่งงานกับหนังสือนี่แหละ”
       พิมพรรณบ่นไปตามเรื่องตามราว ทันใดนั้นพลันสายตาก็หันไปเห็น “วาริช แสนดี” เดินหน้าเข้ม หล่อ ใส เข้า
       มาในห้องสมุด พิมพรรณอึ้งนิดๆ ในความหล่อ ชายแปลกหน้าเดินมาที่หน้าห้องแล้วก็ชะเง้อๆมองเหมือนกำลังมองหาใครสักคน
       “เอาน่า..ใจเย็นๆ เดี๋ยวพิมก็เจอเองแหละ” รสาบอก
       พิมพรรณพูดเบาๆ
       “รส..แค่นี้ก่อนนะ พอดีมีแขกมา เดี๋ยวค่อยโทร.คุยกันใหม่ สวัสดีจ้ะ”
       พิมพรรณรีบวางสายไป รสาชะงักนิดๆ อย่างงงๆ
       “อะไรของเค้า”
       
       วาริชยังชะเง้อๆ มองเข้ามาในห้อง ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก เห็นพิมพรรณยืนอยู่ วาริชชะงักนิดๆ กับความน่ารักสดใสของพิมพรรณ
       “มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ”
       พิมพรรณยิ้มกว้างอย่างกระตือรือร้นและเป็นมิตร วาริชสวมวิญญาณสุภาพบุรุษพูดด้วยน้ำเสียงอันเป็นมิตรทันที
       “ผมมาจากบริษัทติดตั้งคอมพิวเตอร์ที่ทางโรงเรียนติดต่อให้มาวางระบบฐานข้อมูลในห้องสมุดน่ะครับ คุณ คุณพิมพรรณใช่มั้ยครับ” วาริชพูดพลางเปิดแฟ้มดู
       “ค่ะ เรียกพิมเฉยๆก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
       “ผมชื่อ “วาริช” ไม่มีชื่อเล่นเป็นทางการ มีตามใจคนเรียก คุณพิมอยากจะเรียกว่า “วา” หรือ “ริช” ก็ได้ครับ ตามสะดวก”
       พิมพรรณยิ้มขำแล้วบอก
       “งั้นพิมขอเรียกว่าวาริชแล้วกันนะคะ แค่สองคำไม่ได้ลำบากอะไร”
       “ได้ครับ แต่ผมขอเรียกว่า “พิม” นะครับ น่ารักดี”
       วาริชทำเป็นหยอดแบบอายๆ เหมือนจะซื่อ พิมพรรณอายนิดๆ อย่างไม่มีจริต
       
       เวลาเย็นที่หน้าโรงเรียน ห้าวใส่แว่นดำ สวมหมวกปีกกว้างสานๆ สไตล์แร็กเก้ขับรถจี๊ปเก๋ๆเข้ามาจอดที่หน้าโรงเรียนอย่างเท่ พิมพรรณเดินยิ้มมีความสุขออกมาจากโรงเรียน ห้าวถอดแว่นออกมามองด้วยความแปลกใจ
       พิมพรรณขึ้นมานั่งบนรถ
       “เป็นอะไร”
       “ใครเป็นอะไร” พิมพรรณถาม
       “ก็พิมนั่นแหละเป็นอะไร ทำไมเดินยิ้มอยู่คนเดียวแปลกๆ”
       “เอ๊ะพี่ห้าวนี่ยังไง คนเขายิ้มนี่มันแปลกด้วยเหรอหะ”
       “ก็ปกติเห็นมารับกลับบ้านทีไร หน้าหงิก หน้างอ บ่นเหนื่อย บ่นเบื่อ เป็นยายแก่ แต่วันนี้เดินยิ้มแถมไม่บ่นสักคำ หรือว่า...”
       ห้าวทำท่าจะเดาด้วยความตื่นเต้น พิมพรรณแอบเขิน กลัวโดนจับได้
       “หรือว่าอาราย...”
       ห้าวยิ้มแล้วบอก
       “หรือว่า...รสจะมาระยอง”
       พิมพรรณแอบเสียอารมณ์เล็กน้อย ห้าวไม่รู้ตัวยังพูดต่อด้วยความกระตือรือร้น
       “ดีเลย..พี่ห้าวเพิ่งได้หมึกมาสดๆเลย จะได้ย่างเตรียมไว้ รสจะต้องชอบแน่ๆ”
       “อ้าวๆ ไปใหญ่แล้วพี่ห้าว รสไม่ได้จะมาสักหน่อย เดาก็ผิด”
       “อ้าว...รสไม่มา แล้วตกลงเรายิ้มทำไมวะเนี่ย”
       “ไม่บอก”
       ห้าวหลิ่วตาด้วยความอยากรู้ พิมพรรณนั่งอมยิ้มคนเดียว ไม่รู้เลยว่า ชีวิตอันเรียบง่ายกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันกลับคืน
       
       ภายในบริษัทลงหลักปักฐานในเวลากลางคืน กระเป๋าเสื้อผ้าของรสาถูกวางไว้บนโต๊ะ ชีวินหันมาบอกรสาที่กำลังทำงานง่วนอยู่
       “เสื้อผ้าของใช้ส่วนตัว ป้าภรณ์จัดมาให้ตามที่รสบอก”
       “ขอบใจมากจ้ะ”
       รสาพูดจบก็หันกลับไปทำงานต่ออย่างตั้งใจ ชีวินเดินมาดูที่คอมพิวเตอร์เห็นรสากำลังทำภาพสามมิติจำลองห้องที่ซ่อมแซมใหม่ทับห้องเดิม ชีวินยืนดูแล้วก็พูดขึ้น
       “คืนนี้วินอยู่ค้างเป็นเพื่อนรสนะ”
       “ไม่เป็นไรหรอก วินกลับไปเถอะ รสอยู่ได้ อีกอย่างพรุ่งนี้นัดคุยงานกับลูกค้าแถวบ้านไม่ใช่เหรอ ขับรถวนไปวนมา วุ่นวายเปล่าๆ”
       “แต่วินไม่อยากให้รสอยู่คนเดียว”
       ทันใดนั้น คัพเค้กก็เดินเข้ามาในชุดนอนสไตล์เกาหลีพร้อมกับถุงอาหารมากมาย
       “มาแล้วค่า...”
       คัพเค้กหอบของพะรุงพะรังเดินเข้ามาวางไว้บนโต๊ะ
       “อาหารเพียบ พี่รสทำงานโดยไม่ออกไปไหนได้เป็นเดือนไม่ต้องกลัวอดตาย”
       รสายิ้มๆส่ายหน้าแล้วหันมาทางชีวิน
       “คัพเค้กอยู่เป็นเพื่อนรสแล้ว วินกลับไปเถอะ แล้วก็..ขอบใจมากที่แวะไปเอาของมาให้”
       ชีวินพยักหน้ารับบอก
       “ไม่เป็นไร อยากได้อะไรเพิ่มเติมก็บอกแล้วกัน”
       ชีวินหันไปบอกคัพเค้กที่กำลังเตรียมตัวนอนอ่านหนังสือดาราพอดี
       “อยู่ดูแลรสดีๆนะ ไม่ใช่เอาแต่อ่านหนังสือดารา รู้หรือเปล่า”
       คัพเค้กวางหนังสือดาราลง
       “ไม่อ่านหนังสือดารา อ่านหนังสือไฮโซก็ได้”
       คัพเค้กหันไปหยิบหนังสือแมกกาซีนไฮโซมาอ่านแทน ชีวินส่ายหน้าแล้วก็หันมาทางรสาอีกทีด้วยความเป็นห่วง รสาทำงานหน้าตาเคร่งเครียด
       
       ข้างๆ รสามีรูป ‘เรือนหลังเล็ก’ ที่พรินท์สีออกมาติดอยู่ข้างๆ 

 
 
       ภคพงษ์เดินเข้ามาหยุดยืนมองเรือนหลังเล็กในเวลากลางคืนที่เงียบเหงาและเศร้าประหลาดก่อนจะก้าวเข้าบ้านเหมือนอยากจะทบทวนอะไรบางอย่าง
       
       ภายในห้องโถงเห็นเปียโนตั้งอยู่ในความมืด ภคพงษ์เดินเข้ามากดเปิดไฟ ไฟระย้าสวยหรูแม้จะมีฝุ่นจับ แต่ยังดูสวยส่องแสงสว่างกระจ่างไปทั้งห้อง ภคพงษ์มองมาที่เปียโนและเดินเข้ามา มองนิ่งนานหนึ่งอึดใจ แล้วค่อยๆนั่งลง พรมนิ้วลงไปบนเปียโนอย่างพริ้ว เสียงเปียโนดังกังวานไปทั่ว เสียงเปียโนแฝงไว้ด้วยความเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
       
       เปียโนหลังเดิมเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เรือนหลังเล็กยังอยู่ในสภาพดี สะอาด สวยงาม ภคพงษ์อายุ 5 ขวบกำลังพรมนิ้วอยู่บนคีย์บอร์ดแม้จะยังไม่ชำนาญนัก เสียงเปียโนดังใสกังวาน ห่างออกไปสายใจยืนฟังอย่างมีความสุข
       ทันใดนั้นเสียง “พรต เถลิงยศ” ก็ดังมาจากอีกห้อง
       “รัช...รัช...รัชจะไปไหน”
       เสียงเปียโนหยุดลง ภคพงษ์หันไปตามเสียง เสียงของพรตยังดังมาจากห้องข้างๆ
       “รัช....อย่าไปเลยนะ รัช ผมขอร้อง”
       สายใจชะเง้อมองด้วยความแปลกใจ เสียงของ “รัชนี” ดังเข้ามา
       “อย่าห้ามเลยค่ะ ไม่ว่ายังไง รัชก็ต้องไป รัชทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”
       เสียงของรัชนีทำให้ภคพงษ์ทนไม่ได้ รีบกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปที่ต้นเสียงทันที สายใจตกใจ
       “คุณหนู”
       กระเป๋าเสื้อผ้าของรัชนีถูกวางไว้ที่หน้าบ้านก่อนหันมาสั่งลุงแก่ที่เป็นคนขับรถ
       “ถนอมเอากระเป๋าไปไว้บนรถ”
       ถนอมรีบยกกระเป๋าไป
       “ครับ”
       พรตรีบพุ่งเข้ามาและจับแขนรัชนีไว้
       “รัชอย่าไปเลยนะ มีอะไรเราค่อยๆพูดกันก็ได้ ถ้าผมทำอะไรไม่ดีกับคุณ ผมขอโทษ อย่าทิ้งผมไปเลยนะ รัช..ผมขอร้อง”
       พรตอ้อนวอนรัชนี ภคพงษ์วิ่งมาแอบเกาะอยู่ที่ประตู มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สายใจคุกเข่าอยู่ข้างๆเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง รัชนีหันมาทางพรตและพูดอย่างไม่ใยดี
       “อย่าพยายามอีกเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นกันใหม่อีกกี่ครั้ง เราก็ไปด้วยกันไม่ได้อยู่ดี รัชเบื่อ ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว รัชอยากจะออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง เชิญคุณอยู่ทำงานของคุณต่อไปเถอะค่ะ”
       รัชนีสะบัดแขนจะเดินออกไป ภคพงษ์จะวิ่งออกไป
       “คุณแม่”
       สายใจรีบคว้าจับตัวไว้
       “คุณหนู คุณหนู”
       รัชนีชะงักหยุดเดิน แต่ยังไม่หันกลับมามองภคพงษ์ที่ถามซื่อๆ
       “คุณแม่จะไปไหนครับ”
       รัชนีนิ่งอึ้ง กัดริมฝีปากแน่นไม่กล้าตอบ
       พรตหันมาทางภคพงษ์แล้วก็น้ำตาร่วงด้วยความสงสารลูก พรตหันไปทางรัชนี อ้อนวอนอีกครั้ง
       “รัช...อย่าไปเลยนะ ผมขอร้อง ถ้าคุณไม่เห็นแก่ผม ขอให้คุณเห็นแก่ลูกของเรา”
       รัชนีชะงักค่อยๆหันกลับมา...พรตอ้อนวอนต่อ
       “ภัคยังเด็ก เค้าต้องการคุณ เค้าต้องการแม่นะรัช อย่าไปจากพวกเราเลยนะ ผมขอร้อง”
       พรตค่อยๆคุกเข่าลงที่พื้นอย่างหมดศักดิ์ศรี ภคพงษ์มองดูพรตที่คุกเข่าต่อหน้ารัชนี สายใจถึงกับน้ำตาไหล
       รัชนีมองพรตที่คุกเข่าตรงหน้าแล้วค่อยๆหันไปมองภคพงษ์ที่ยืนเกาะประตูมองมาด้วยความสับสน สงสัย และ
       ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
       รัชนีมองหน้าภคพงษ์อยู่หนึ่งอึดใจแล้วก็ตัดสินใจเชิดหน้าขึ้นและไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว รัชนีหันหลังให้กับภคพงษ์อย่างตัดใจ
       ภคพงษ์ตะโกนออกมาด้วยสัญชาตญาณ ถึงไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขารู้ว่าแม่กำลังจะทอดทิ้งเขาไป
       “คุณแม่ !”
       รัชนีรีบก้าวเท้าเดินออกไปอย่างเร็ว พรตถึงกับทรุดนั่งลงที่พื้นอย่างหมดสภาพ สายใจน้ำตาไหลด้วยความสงสาร
       ภคพงษ์สะบัดตัวออกจากมือของสายใจและวิ่งตามรัชนีออกไปตามประสาเด็ก
       “คุณแม่ !”
       สายใจรีบเรียกไว้ด้วยความตกใจ
       “คุณหนู ! คุณหนูกลับมาค่ะ คุณหนู”
       สายใจร้องเสียงหลง และรีบวิ่งตามไป พรตยังนั่งสิ้นหวังอยู่ที่เดิม
       รถของรัชนีแล่นออกไป ภายในรถรัชนีนั่งเชิดพยายามจะไม่สนใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ภคพงษ์วิ่งออกมาจากเรือนหลังเล็กด้วยความเสียใจ วิ่งไป เรียกไป ร้องไห้ไป
       “คุณแม่ คุณแม่จะไปไหน คุณแม่ คุณแม่รอผมด้วย คุณแม่ คุณแม่คร้าบ คุณแม่”
       รถของรัชนีแล่นห่างออกไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
       “คุณแม่ คุณแม่ค้าบ คุณแม่”
       สายใจรีบวิ่งตามภคพงษ์ด้วยความเป็นห่วง วิ่งไปก็ร้องไห้ไป
       “คุณหนู คุณหนู กลับมาเถอะค่ะ คุณหนู”
       ภคพงษ์วิ่งมาสะดุดก้อนหินแล้วก็ล้มลงอย่างน่าสงสาร
       “โอ้ย !”
       สายใจตกใจร้องเสียงดัง
       “คุณหนู !”
       สายใจรีบวิ่งไปหาภคพงษ์ที่นั่งน้ำตาไหลพราก มองดูรถของรัชนีที่แล่นห่างออกไปทุกที สายใจรีบวิ่งเข้ามากอดภคพงษ์ด้วยความรักและสงสารจับใจ
       “โธ่คุณหนู คุณหนูของป้า”
       ภคพงษ์นั่งร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของสายใจ แววตาของภคพงษ์เต็มไปด้วยเสียใจ และไม่เข้าใจ
       
       เสียงเปียโนแสนเศร้าดังเข้ามา และตบท้ายด้วยเสียงกระแทกมือลงบนเปียโนดังกระหึ่ม ตึ่ง !
       
       ภคพงษ์ดึงตัวเองกลับมา ไม่มีวี่แววของความไร้เดียงสา แววตามีความเศร้าลึกๆ แฝงไว้ด้วยความเกลียดชังบางอย่าง บางคราวแววตาแข็งกร้าวเมื่อคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ความชิงชังทำให้เขาไม่อยากจะคิดถึงมัน ภคพงษ์ลุกขึ้นจากเปียโน ก่อนจะเดินไปปิดไฟและเดินออกไป ทิ้งอดีตทุกอย่างไว้ในห้องนี้
       
       เปียโนตั้งอยู่กลางห้องอย่างเงียบเหงา

 
 
       ภาพถ่ายเปียโนที่รสาถ่ายมาจากบ้านหลังเล็กปรากฏในจอคอมพิวเตอร์ รสายังคงวุ่นวายกับการออกแบบบ้านของภคพงษ์
       
       รสาทำงานอย่างตั้งใจ ข้างๆเห็นคัพเค้กนอนหลับอย่างสบายใจ รสายังคงทำงานจนฟ้าเริ่มสว่าง แสงแดดส่องเข้ามา รสายังทำงานอยู่ จนได้เวลาทำงาน พนักงานคนอื่นเดินไปมา ชีวินเดินเข้ามาดู รสาก็ไม่คุยด้วย ยังคงทำงานต่อไป รสาทำ..ทำ..ทำ จนฟ้าเริ่มมืดอีกครั้ง รสาก็ยังทำงานเหมือนเดิม คัพเค้กก็ยังคงนอนอยู่เป็นเพื่อน
       รสามุ่งมั่นกับการทำงานอย่างมาก หน้าจอคอมพ์ แบบบ้านใหม่ของภคพงษ์เริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด รสายังคงทำงานต่อ
       ท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น...
       
       เช้าวันใหม่ รสานอนฟุบอยู่ที่โต๊ะ พิทยา ชีวิน และคัพเค้กยืนล้อมอยู่ด้วยความเป็นห่วง
       “พี่รสยังหายใจอยู่หรือเปล่าเนี่ย” คัพเค้กว่า
       ชีวินเขย่าตัวรสาเบาๆ
       “รส...รส...รสเป็นไงบ้าง”
       รสางัวเงียตื่นขึ้น ปรือตาไปรอบๆ
       “หือ...นี่มันกี่โมงแล้ว”
       ชีวินดูนาฬิกาแล้วบอก
       “เกือบสิบโมง”
       “เกือบสิบโมง” รสาเสียงงัวเงียก่อนหันไปทางคัพเค้กถาม
       “แล้วพี่พิทนัดคุณภคพงษ์ไว้กี่โมง”
       “สิบเอ็ดโมง”
       รสาตาสว่างโพลงร้องลั่นทันที
       “หะ !!! สิบเอ็ดโมงแย่แล้ว! รสไปอาบน้ำก่อนนะ”
       รสาพูดจบก็รีบวิ่งพุ่งออกไปอย่างเร็ว แล้วก็วิ่งกลับมาคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าที่วางไว้ติดไปด้วย รสาวิ่งฉิวไปที่
       ห้องน้ำทันที ชีวินมองตามนิดๆ แล้วก็หันกลับมาดูที่งานรสา ที่เปิดค้างไว้
       “รสทำเสร็จจริงๆด้วย...สุดยอดเลย”
       ชีวินยิ้มด้วยความชื่นชม
       
       พิทยาเดินเข้ามาในออฟฟิศแล้วมองไปรอบๆ
       “ยัยรสหายไปไหน อย่าบอกนะว่าทำงานไม่เสร็จ เลยหนีไป ไม่กล้าอยู่สู้หน้าฉัน”
       ชีวินนั่งทำงานอยู่ ไสเก้าอี้ล้อเลื่อนมาหาพิทยา
       “รสอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ครับ ส่วนงานเสร็จเรียบร้อยดี”
       “ประเสริฐที่สุดๆ ! เห็นมั้ยจริงๆแล้วเราทุกคนมีศักยภาพ แต่ไม่ยอมนำมาใช้ ดูสิ..ทำเป็นบ่นว่าไม่ทันๆๆ แล้วไง..สองวัน เสร็จ! เลิศ”
       ชีวินได้แต่ยิ้มแหะๆ ว่าไงว่าตามกัน พิทยานึกได้
       “คัพเค้ก” พิทยาร้องเรียก
       “ขา...”
       พิทยาหันไปเห็นคัพเค้กอยู่ในชุดจัดเต็มเหมือนเดิมแล้วส่ายหน้า
       “เฮ่อ..ฉันเห็นหน้าหล่อนทีไร รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับชื่อหล่อนทุกที”
       “หน้าคัพเค้กคงสวยเกินชื่อ..ต้องขอโทษด้วย ไม่ตั้งใจจริงๆ”
       พิทยากับชีวินถึงกับอึ้งไปกับความมั่นใจของคัพเค้ก
       “สรุปว่า..บอสเรียกคัพเค้กมีอะไรคะ”
       “ไปดูสิว่ายัยรสแต่งตัวเรียบร้อยหรือยัง จะได้รีบไป”
       “ค่ะ...”
       ทันใดนั้นเสียงรสาก็ดังขึ้น
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       รสาวิ่งออกมาในชุดทำงานทะมัดทะแมง ดูเท่ๆ เก๋ๆ แต่ก็แอบหวานนิดๆ ทุกคนหันมาทางรสา ชีวินเป็นคนแรกที่พูดขึ้น
       “แต่งตัวดูดีไปหรือเปล่า”
       รสาขมวดคิ้วแปลกใจ คัพเค้กมองเหล่ๆ พิทยาหันขวับมาตอกด้วยความปากไว
       “มันใช่เวลาจะมาหึงมาหวงมั้ยเนี่ย ไร้สาระจริงๆ ไปทำงานได้แล้ว รสจัดของ พี่จะไปรอที่รถ”
       พิทยาหันมาทางชีวินที่มองรสาตาละห้อยแล้วตลาดเสียงดัง
       “ไปทำงาน”
       รสารีบพุ่งไปจัดการเก็บของ ก่อนหันไปบอกชีวิน
       “วินรสไปก่อนนะ”
       “โชคดีนะรสขอให้ลูกค้าชอบงาน แต่ไม่ชอบรสนะ” ชีวินบอก
       รสาหัวเราะส่ายหน้าเบาๆ แล้วก็เดินตามพิทยาไป
        
       ชีวินมองตามอย่างเศร้าๆ แอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ

 
 

       ภายในเรือนหลังใหญ่ของบ้านเถลิงยศ รสานั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกกับพิทยา มีเผด็จนั่งอยู่ไม่ห่างออกไป รสาแอบบ่นๆ
       
       “จะสายอีกมั้ยเนี่ย”
       รสาพูดจบ เผด็จก็พูดขึ้น
       “คุณภัคมาแล้วครับ”
       รสาชะงักนิดๆ ภคพงษ์เดินเข้ามาอย่างเท่ พิทยายิ้มรับทันที
       “สวัสดีครับคุณภัค”
       “สวัสดีครับ งานเรียบร้อยมั้ยครับ” ภคพงษ์ตอบอย่างสุภาพ
       “เรียบร้อยครับ รสเค้าทำแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนะครับ”
       ภคพงษ์ปรายตามาทางรสา รสามองกลับ ต่างคนต่างไม่พูดจนเผด็จต้องพูดขึ้น
       “ผมว่าเราเริ่มดูแบบกันเลยดีมั้ยครับ”
       พิทยารีบสนับสนุนทันทีก่อนพูดเสียงเบากับรสา
       “ดีครับดี รส..ลุย”
       รสาพยักหน้ารับ ตัดไป
       
       ไอแพดของรสาถูกเปิดขึ้น ภาพบ้านสามมิติแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างและแบบบ้านเก่ากับแบบบ้านใหม่ รสาอธิบายแบบที่ทำขึ้น
       “จากที่ดิฉันได้ถามคุณภคพงษ์ถึงเหตุผลในการตกแต่งบ้านหลังนี้ เพราะต้องการจะทำให้บ้านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดิฉันจึงคงลักษณะบ้านแบบเดิมไว้ให้มากที่สุด เน้นไปที่การซ่อมแซม ทำนุบำรุง และจัดพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสม”
       รสาเปิดโชว์ภาพให้เห็นทีละห้อง
       “เริ่มจากห้องโถงกลางบ้านที่มีแกรนด์เปียโนวางอยู่ ... ดิฉันจะเปลี่ยนสีห้องให้ดูอบอุ่นและสบายตาขึ้น”
       ในไอแพด ภาพผนังห้องถูกเปลี่ยนเป็นสีใหม่
       “...เพิ่มหน้าต่าง และกระจก และติดม่านโปร่งเพื่อให้มองเห็นวิวจากสวนด้านนอก”
       รสาเปิดภาพไปอธิบายไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้บ่งบอกถึงความกระตือรือร้นใดๆทั้งสิ้น เผด็จตั้งใจฟังด้วยความสนใจ ภคพงษ์ฟังด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกใดๆ รสาปรายตามามองหน้าภคพงษ์แล้วก็เซ็ง ยิ่งอธิบายอย่างเบื่อๆ หนักขึ้นไปอีก
       “ส่วนทางเดินที่เป็นไม้เดิมผุเกือบหมดดิฉันจะเปลี่ยนเป็นวัสดุเลียนแบบไม้ ..อาจจะไม่สวยเท่าไม้แต่ทนทาน และราคาถูกกว่า”
       รสาพูดอธิบายไปเรื่อยๆ ภคพงษ์ฟังไปเรื่อยๆ ใบหน้านิ่งๆ เบื่อๆ พิทยาฟังรสาแล้วก็เห็นด้วย แต่พอหันมาดูหน้าภคพงษ์แล้วก็หวั่นใจ เผด็จฟังอย่างตั้งใจอย่างสุดๆมากกว่าภคพงษ์หลายเท่า รสายังคงพูดต่อไป ภาพในไอแพดก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ภคพงษ์ฟังแล้วก็หาว...
       รสาชะงักชักสีหน้า พิทยาหน้าเสียแล้วก็หันมาทางรสามองให้กำลังใจ รสาพยายามรวบรวมจิตใจและพูดต่อไป ภคพงษ์ฟังแล้วก็ไม่ค่อยสนใจ ทำหน้าเบื่อๆ ตลอดเวลา รสาพรีเซนต์ไปด้วยอาการสุดแสนเซ็ง
       
       รสาวางไอแพดที่เป็นภาพบางส่วนของบ้านที่ออกแบบใหม่แล้วไว้บนโต๊ะ
       “นี่เป็นภาพจำลองของบ้านหลังจากตกแต่งเสร็จแล้วค่ะ”
       เผด็จหยิบมาให้ภคพงษ์ดู
       “นี่ครับคุณภัค”
       ภคพงษ์ แค่ปรายตามาดูแต่ไม่รับแล้วบอก
       “ก็พอใช้ได้...แต่ดูเหมือนคนออกแบบไม่แยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว”
       รสาชะงักกึกทันทีแล้วถาม
       “คุณหมายความว่ายังไงคะ”
       พิทยาสะกิดเตือน “รส...”
       “เพราะคุณไม่อยากทำงานกับผม คุณเลยพูดเหมือนโดนบังคับให้พูด”
       “คุณก็ฟังเหมือนโดนบังคับให้ฟัง”
       “ก็เพราะคนพูดยังไม่ตั้งใจพูด แล้วทำไมผมจะต้องตั้งใจฟัง”
       รสากัดฟันกรอดแล้วก็ทนไม่ได้
       “ถ้าคุณคิดว่าการไม่แยกแยะของดิฉันจะเป็นปัญหา .. ดิฉันพร้อมจะพิจารณาตัวเอง และขอไม่รับงานนี้”
       “รส...” พิทยาเรียก สีหน้าวางตัวไม่ถูก
       ภคพงษ์มองหน้ารสาที่พูดต่ออย่างหนักแน่น
       “และถ้าคุณสามารถแยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวได้ กรุณาพิจารณาจากงานของดิฉัน และตัดสินว่าจะจ้างดิฉันทำงานต่อไปหรือเปล่า ดิฉันขอออกไปรอข้างนอกนะคะ ขอโทษค่ะ”
       รสาลุกขึ้นและเดินออกไป ภคพงษ์มองตาม.... คิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ช่างยะโส
       พิทยาหน้าเสีย เรียก
       “รส...”
       พิทยาหันมาทางภคพงษ์พร้อมกับยิ้มแห้งๆ
       “คุณภคพงษ์ก็ลองพิจารณางานดูก่อนนะครับ ส่วนเรื่องคน เดี๋ยวพิทไปจัดการเอง”
       พิทยาลุกขึ้นอย่างสุภาพและรีบเดินตามรสาไป เผด็จมองตามพิทยาไปแล้วก็หันมาถามภคพงษ์
       “คุณภัคลองดูอีกทีดีมั้ยครับ”
       
       เผด็จส่งไอแพดให้ภคพงษ์ดูอีกรอบ ภคพงษ์ปรายตามามอง..แล้วรับมาดู เผด็จมองลุ้นอยู่

 

 

 

 ตะวันทอแสง ตอนที่ 2 (ต่อ) 
       
       รสาเดินบ่นออกมาที่หน้าบ้าน
       
       “ทำงานไม่ได้หลับไม่ได้นอนสองวัน ยังไม่เหนื่อยเท่ากับมาคุยกับคนแบบนี้แค่ไม่กี่นาที”
       รสาถอนหายใจเฮือกใหญ่! ...เฮ่อ...
       พิทยาเดินตามมาเรียก “รส..ยัยรส”
       รสาหันมาแล้วก็ยกมือไหว้พิทยาที่บ้าจี้รับไหว้เหมือนกัน
       “ สวัสดีจ้ะ เฮ้ย... นี่เธอมายกมือไหว้ฉันทำไม”
       “รสขอโทษที่พูดแบบนั้นออกไป แต่..มันเหลือทนจริงๆค่ะ” รสาบอก
       “เฮ่อ..จริงๆ ก็โกรธอ่ะนะ แต่มันเป็นความโกรธบนความเข้าใจ ถ้าพี่เป็นคนพรีเซนต์เห็นลูกค้านั่งฟังไป หาวไป บางทีพี่อาจจะปรี๊สส! ยิ่งกว่ารสก็ได้”
       รสายิ้มนิดๆ .. พิทยาปลอบใจ
       “รสทำดีที่สุดแล้ว .. งานที่ออกแบบมาทั้งสวย ทั้งได้ประโยชน์ใช้สอย และที่สำคัญช่วยเค้าประหยัดไปตั้งเยอะ ก็อย่างที่รสว่า..ให้คุณภัคพิจารณาที่งานก็แล้วกัน ถ้าได้ก็ดี...แต่ถ้าไม่ได้....เราก็แค่หางานใหม่”
       รสาฟังแล้วก็แอบหวั่นๆใจบอกไม่ถูกว่าอยากจะให้เค้าชอบหรือไม่ชอบงานของตัวเอง ทั้งที่ไม่อยากได้งาน
       นี้ แต่รสาก็ยังแอบลุ้นๆอยู่ในใจ
       
       ภคพงษ์เปิดดูภาพแบบที่รสาทำไว้ในไอแพด เปิดดูอย่างพิจารณาทีละภาพ..ทีละภาพ เผด็จนั่งลุ้นอยู่ข้างๆ
       
       รสากับพิทยานั่งรอฟังผลอยู่ที่หน้าบ้านซึ่งเป็นมุมรับแขกเล็กๆ รสาลุ้นเงียบ แต่พิทยามีอาการลุ้นที่แสดงออกมากกว่า ทันใดนั้น...เผด็จเดินออกมาหาด้วยสีหน้าเครียด ในมือถือไอแพดออกมาด้วย
       พิทยาหันไปเห็นก่อน
       “คุณเผด็จมาแล้ว”
       รสาหันขวับไปดู ทั้งสองคนลุกขึ้น เผด็จสีหน้าเครียดมาหยุดยืนตรงหน้ารสาและส่งไอแพดคืนให้
       “ผมต้องขอบคุณคุณรสามากนะครับ ที่เสียเวลาทำงานแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอนจนได้งานชิ้นนี้ออกมา”
       รสารับไอแพดมา เผด็จพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสลดปนอึกอักเล็กน้อย
       “ผมต้องแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ที่คุณภัค...”
       รสากับพิทยาก้มหน้าพร้อมยอมรับความจริงที่งานนี้อาจจะไม่ผ่าน
       “ชอบงานคุณรสามาก !”
       รสาอึ้งยังก้มหน้าอยู่เหมือนเดิม แต่พิทยาเงยหน้าขวับ
       “บอกให้คุณรสาทำตามแบบที่เสนอมาโดยไม่มีการแก้ไขเลยครับ”
       รสาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาแบบอึ้งๆ
       “จริงเหรอครับ” พิทยาถามย้ำ
       “ครับ... เสียใจด้วยนะครับคุณรส ผมรู้ว่าคุณอาจจะไม่สบายใจที่ต้องทำงานกับคุณภัค แต่คุณคงจะหนีไปไม่ได้แล้วล่ะครับ” เผด็จยิ้มอย่างดีใจ
       “เอ่อ...ค่ะ”
       เผด็จยิ้มแสดงความยินดี ขณะที่พิทยายิ้มดีใจอย่างแรง
       “งั้นพิทจะรีบกลับไปร่างสัญญา และทำใบเสนอราคามาเลยนะครับ”
       รสายังอึ้งอยู่ สัฯชาติญาณรู้สึกว่ามีคนมองมา รสาค่อยๆหันไปที่หน้าต่างบานใหญ่จากอีกฝั่งของตัวบ้าน เห็นภคพงษ์ยืนมองอยู่ พิทยากับเผด็จยังคุยกันอยู่
       “ครับ..หลังจากสัญญาเรียบร้อย ผมจะจ่ายเงินก้อนแรกให้เลย”
       “ด้วยความยินดีมากๆครับ”
       รสากับภคพงษ์มองตากันหนึ่งอึดใจ ก่อนที่ภคพงษ์จะเดินเลี่ยงเข้าบ้านไป ปล่อยให้รสายืนมึนอยู่ที่เดิมด้วย
       ความคิดไม่ถึง
       
       ในเวลาเย็น พิทยา รสา ชีวิน คัพเค้ก และพนักงานอื่นๆ อีก 2-3 คนกำลังฉลองกันอยู่ในบริษัทลงหลักปักฐาน ขวดเชมเปญถูกเปิดออก ปรุ๊! ซ่า
       “ฉลองให้กับงานใหม่ของเรา ไชโยโห่” พิทยาเริ่ม...
       คัพเค้กและบรรดาเด็กๆลูกน้องรับหางเสียง “ฮิ้ววว...” กันอย่างสนุกสนาน
       พิทยารินเชมเปญแจกทุกคน รสายืนร่วมวงอยู่ด้วยใบหน้าครุ่นคิดจนชีวินหันมาทัก
       “รส..ไม่ดีใจเหรอ”
       “เฮ่อ..มันก็ดีใจ แต่มันดีใจแบบ..ไม่สุดไงไม่รู้”
       “คิดมาก...วินว่า การที่คุณภคพงษ์ยอมรับแบบของรสโดยไม่แก้แม้แต่นิดเดียว แสดงว่าเค้ายอมรับฝีมือรสในระดับหนึ่ง วินว่ามันน่าจะทำให้การทำงานง่ายขึ้น”
       “แต่เราคิดว่า...ไม่น่าจะง่าย”
       รสายังคงกังวลกับสิ่งที่ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าคืออะไร ?
       
       เวลากลางวัน วันต่อมา ที่หน้าเรือนหลังเล็ก ปลี่ยนกำลังคุมคนงานทยอยขนของบางส่วนออกจากบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้ใช้ บางส่วนถูกยกใส่รถกะบะเล็ก บรรยากาศของการก่อสร้างเริ่มขึ้น
       
       รสาอยู่ในชุดทะมัดทะแมงถือไอแพดและสมุดโน้ตหนึ่งเล่มเดินนั่ง วิศวกรวางงานระบบ 3 คนที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่
       เริ่มจากในห้องโถง รสาเปิดภาพในไอแพดพร้อมอธิบาย
       “ระบบไฟในบ้านต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เพราะชุดเดิมเก่ามาก รสขอเปลี่ยนเป็นระบบไฟหรี่ ปิดเปิดด้วยสวิตซ์สองทาง และมีแผงควบคุมกลางอยู่ที่หน้าบ้าน”
       รสาเดินไปพูดไปอยู่ในบริเวณทางเดินในบ้านกับวิศวกรทั้ง 3 คนที่เดินตามและจดรายละเอียด
       “ตอนที่ออกแบบระบบไฟ ลงสเปกเป็นหลอดประหยัดไฟทั้งหลังนะคะ”
       รสาเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา อธิบายพลางชี้
       “ระบบประปาต้องเดินท่อน้ำใหม่ ท่อเดิมอยู่ผนังด้านนี้ สกัดและเปลี่ยนท่อใหม่ ส่วนระบบน้ำทิ้งจากเครื่องสุขภัณฑ์อยู่ที่พื้นไม่ต้องเปลี่ยนใช้จุดเดิม แต่เครื่องสุขภัณฑ์เปลี่ยนใหม่หมด รสจะเป็นคนเลือกเอง”
       วิศวกรระบบประปาจดรายละเอียด
       ภายในห้องจัดเลี้ยงอีกห้องหนึ่ง รสายืนอยู่กับวิศวกรชุดเดิม
       “ส่วนระบบปรับอากาศต้องทำใหม่หมด รสเลือกใช้ระบบวีอาร์วีที่ทางบริษัทเสนอมาเพราะประหยัดไฟ แล้วก็ช่วยลดจำนวนคอนเดนซิง ไม่ทำลายความสวยงามของตัวบ้าน เดี๋ยวรสจะพาไปดูจุดที่จะวางคอนเด็นซิ่งนะคะ”
       
       รสาเดินนำไปด้วยความทะมัดทะแมง วิศวกรเดินตามไป 

 
 
       นอกเรือนหลังเล็ก เผด็จเดินมาเห็นเปลี่ยนกับคนงานช่วยกันยกเฟอร์นิเจอร์บางส่วนขึ้นรถกะบะ เปลี่ยนเดินมาถามเผด็จ
       
       “คุณเผด็จจะให้ผมเอาของพวกนี้ไปไว้ที่ไหนครับ”
       เผด็จคิดนิดนึงแล้วบอก
       “เอาไปไว้ที่โรงเก็บของบ้านใหญ่ก่อน แล้วฉันจะถามคุณภัคอีกทีว่าจะเอาไปไว้ไหน”
       “ครับ”
       เปลี่ยนรับคำและรีบเดินไปที่รถกะบะ ขึ้นรถ และขับออกไป ในขณะที่เผด็จเดินเข้าไปในบ้าน
       
       รสากำลังคุยกับวิศวกรที่ห้องโถง
       “รสขอดูแบบแปลนของงานระบบทั้งหมดภายในอาทิตย์นี้นะคะ เพราะเจ้าของบ้านเร่งมาก”
       “ครับ”
       วิศวกรรับคำแล้วก็เดินออกไป เผด็จเดินสวนเข้ามา
       “คุณรสาเริ่มงานวันแรกเป็นยังไงบ้างครับ”
       “ยังไม่มีอะไรมากค่ะ รสให้วิศวกรงานระบบมารับงานเพื่อนำไปออกแบบ”
       “เหนื่อยหน่อยนะครับ คุณรส”
       “เหนื่อยงานไม่กลัวหรอกค่ะ”
       “กลัวเหนื่อยคนใช่มั้ยครับ”
       รสายิ้มนิดๆ แทนคำตอบ
       
       ในเวลาต่อมา รถของพักตร์วิมลแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านเถลิงยศราวกับเป็นเจ้าของบ้าน ก่อนที่จะเดินลงมาจากรถและเดินเข้าบ้าน พักตร์วิมลเพ่งมองไปที่โรงเก็บของด้วยความอยากรู้
       รถกะบะกำลังขนของลงไปเก็บในห้องเก็บของ เปลี่ยนช่วยคนงานยก มีปุยนุ่นคอยยืนสาระแนอยู่ข้างๆ พักตร์วิมลเดินจิกเข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของบ้าน แต่พอเปิดปากพูด ก็ทำเป็นเสียงว้าน..หวาน ราวกับเป็นนางเอก
       “ทำอะไรกันเหรอจ๊ะ”
       ปุยนุ่น เปลี่ยน และคนงานหันไปตามเสียง ปุยนุ่นยิ้มกว้างแล้ว รีบเข้าไปสาระแน ประจบสอพลอ
       “คุณพักตร์วิมล ! คุณแพตมาถึงนานหรือยังคะ ดื่มน้ำอะไรดีคะ เดี๋ยวปุยนุ่นไปเอามาให้ค่ะ”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ แพตไม่อยากดื่ม แต่แพตอยากรู้ว่าทำอะไรกัน แล้วเฟอร์นิเจอร์พวกนี้มาจากไหน”
       พักตร์วิมลตีหน้าเป็นนางเอกแสนดีใส่อย่างแนบเนียน และนุ่มนวล
       
       รถของพักตร์วิมลมาจอดเทียบที่เรือนหลังเล็ก ก่อนลงจากรถ เชิดหน้าแสดงความเป็นเจ้าของ นางเอกสาวมองเข้าไปในบ้านด้วยความฮึกเหิมบางอย่าง
       
       สายใจกำลังยกผลไม้ลอยแก้วใส่โหลสวยหรูมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร เปลี่ยนกับปุยนุ่น วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาในบ้าน
       “ป้า...ป้า...เกิดเรื่องแล้ว”
       สายใจยกมือห้ามบอก
       “ยังไม่ต้องเล่า ชั้นกำลังเตรียมของว่างให้คุณหนู นังปุยนุ่นไปเรียนคุณหนูว่าของว่างเรียบร้อยแล้ว”
       “นังปุยอย่าเพิ่งไป เดี๋ยวสิป้า..ฟังฉันก่อน แป๊บเดียว”
       สายใจหันมาเอ็ด
       “ไอ้เปลี่ยน เอ็งเป็นอะไรของเอ็ง ไหนว่ามาสิ มีเรื่องอะไร ถ้าไม่สำคัญเอ็งโดนแน่”
       “ก็..นังปุยนุ่นน่ะสิดันไปบอกคุณแพตว่า คุณภัคกำลังซ่อมแซมเรือนหลังเล็ก เค้าก็เลยรีบขับรถไปดู ฉันก็กลัวว่าถ้าไปเจอคุณรสา แล้วเห็นว่า คนมาทำบ้านให้คุณภัคเป็นผู้หญิงแถมยังสวยอีก มีหวังอาละวาดเละแน่”
       “นังปุยนุ่น แล้วเอ็งไปบอกเค้าทำไมหะ”
       ปุยนุ่นหน้าจ๋อยๆ
       “ฉันลืมตัวอ่ะ..เห็นดาราแล้วมันหน้ามืด ใจสั่น เค้าถามอะไรก็บอกหมด แต่คุณเผด็จอยู่กับคุณรสาไม่ใช่เหรอคะ คุณเผด็จคงจะช่วยคุณรสาได้”
       ทันใดนั้นเสียงเผด็จก็ดังเข้ามา
       “นินทาอะไรฉันหะ”
       ทั้งสามคนหันไป เผด็จเดินยิ้มเข้ามา
       “คุณเผด็จ !” ทั้งสามคนร้องเรียกขึ้นพร้อมกัน
       
       พักตร์วิมลเดินเข้ามาในเรือนหลังเล็กพร้อมกับกวาดสายไปรอบๆบ้าน ด้วยความชอบ เก่าแต่ก็ยังสวย พักตร์
       วิมลเดินเข้ามาเรื่อยๆ จนมาถึงที่บริเวณโถง พักตร์วิมลได้ยินเสียงกึกกักๆ เหมือนมีคนเดิน หันขวับไปแล้วก็
       ขมวดคิ้ว
       พักตร์วิมลเห็นรสากำลังยืนสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม รสาดูสวย เก๋ ฉลาดกว่ามาก พักตร์วิมลเห็นแล้วก็ไม่พอใจ ตวาดเสียงดัง
       “เธอเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้ยังไง”
       รสาสะดุ้งนิดๆ เงยหน้าขึ้นเห็นพักตร์วิมลยืนสวยจิกอยู่ข้างหน้า สองคนมองหน้ากัน
       รสาจำได้ทันที ...พักตร์วิมลเคยนั่งกินข้าวกับภคพงษ์ ตอนที่เจอกันครั้งแรก
       
       เผด็จหน้าเครียดเล็กน้อยขึ้นมาทันทีแล้วถาม
       “แล้วนี่คุณพักตร์วิมลไปนานหรือยัง”
       ปุยนุ่นยืนอึกอักๆ สายใจตอบแทน
       “ไม่นานค่ะ อาจจะสวนกับคุณเผด็จเมื่อกี้ก็ได้ค่ะ”
       เผด็จคิด สายใจแสดงความเห็นอย่างสุภาพ
       “ป้าว่าคุณเผด็จไปดูสักหน่อยดีกว่านะคะ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่”
       ทันใดนั้นเสียงภคพงษ์ก็ดังขึ้น
       
       “เรื่องใหญ่อะไร” 

 
 
       ภายในเรือนหลังเล็ก พักตร์วิมลจิก วีนใส่รสา
       
       “ฉันถามว่าเธอเป็นใคร ไม่ได้ยินหรือไง”
       รสาตั้งหลักระงับอารมณ์เซ็ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
       “ฉันเป็นมัณฑนากร”
       “หน้าอย่างเธอเนี่ยนะ มัณฑนากร”
       “หน้าอย่างฉันนี่ล่ะค่ะ ถ้าคุณไม่เชื่อสอบถามไปที่บริษัทฉันได้ ฉันไปทำงานก่อนนะคะ”
       “เดี๋ยว ! ในเมื่อเธอเป็นมัณฑนากร ฉันขอดูแบบบ้านหลังนี้หน่อย หน้าตาเหมือนเพิ่งจบออกแบบมั่วหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       รสาชักสีหน้านิดๆด้วยความเอือม
       “ฉันคงให้คุณดูไม่ได้”
       “นี่เธอกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ” พักตร์วิมลส่งเสียงเข้มจิก
       “ฉันไม่ได้ขัด ฉันแค่ไม่ทำตาม”
       พักตร์วิมลจี๊ด...อ้าปากจะด่าต่อ รสาแย้งขึ้น
       “ฉันจะให้คุณดูได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากเจ้าของบ้านเท่านั้น”
       “แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร?”
       “ไม่ทราบค่ะ”
       พักตร์วิมลตาโตเป็นไข่ห่านด้วยความโกรธ จ้องรสาแบบอยากจะกินหัวมัน ว้าย...นังบ้านนอกไม่รู้จักฉัน !!
       เปลี่ยนขับรถกอล์ฟปราดเข้ามาจอดที่หน้าเรือนหลังเล็กด้วยความรวดเร็ว ภคพงษ์ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในบ้านอย่างไม่รีบร้อนจนเสียกริยา แต่ก็ดูออกมาว่าร้อนใจ เปลี่ยนกำลังจะลงรถตามไป ปุยนุ่นปั่นจักรยานมาจอดท้ายรถกอล์ฟ ปุยนุ่นหอบแฮ่ก แทบจะขาดใจตาย
       “ไอ้ปะ..เปลี่ยน..เปลี่ยน...ระ..รอด้วย”
       เปลี่ยนหันมาพูดด้วยความสมเพช
       “รอไม่ได้ ฉันต้องรีบตามคุณภัคเข้าไปก่อน”
       เปลี่ยนรีบวิ่งตามไป ปุยนุ่นยังเกาะรถอยู่ หอบแฮ่ก ภคพงษ์เดินนำเข้าไปในบ้าน
       
       รสายังยืนอยู่ที่เดิมด้วยความเบื่อหน่าย ในขณะที่พักตร์วิมลเชิดหนักกว่าเดิม
       “มองหน้าชั้นให้ดี แล้วใช้สมองที่อาจจะมีไม่มากนัก ทบทวนดูอีกทีสิ ว่าฉันเป็นใคร”
       รสาเบื่อหนักกว่าเดิม
       “ฉันมีเรื่องสำคัญมากกว่านี้ที่ต้องทำ..ขอโทษนะคะ”
       รสากำลังจะหันไป พักตร์วิมลปรี๊ดขึ้นมาทันที แผดเสียงลั่น!!!
       “ฉันชื่อพักตร์วิมลเป็นแฟนของภคพงษ์ !”
       ที่หน้าห้อง ภคพงษ์เดินมาได้ยินพอดีก็ชะงักหยุดเดินแล้วก็ยกมือขึ้นห้าม เปลี่ยนที่วิ่งตามมารีบหยุดทันที เปลี่ยนชะงักเท้าเบรกแทบไม่ทัน เปลี่ยนทรุดนั่งลงที่พื้นอยู่ห่างจากภคพงษ์เล็กน้อย
       รสาไม่ตื่นเต้น พักตร์วิมลยังแสดงอิทธิฤทธิ์ต่อไป
       “ภคพงษ์เป็นเจ้าของบ้านนี้ ฉันเป็นแฟนเค้าก็เท่ากับเป็นเจ้าของบ้านเหมือนกัน”
       พักตร์วิมลเดินกรีดมือเข้ามา
       “เอาแบบบ้านมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้ !”
       รสามองหน้าพักตร์วิมลด้วยความเอือมระอา แต่ไม่ยอมยื่นให้ ที่หน้าห้อง..ภคพงษ์รอฟังว่ารสาจะว่ายังไง
       ปุยนุ่นวิ่งหอบมา เปลี่ยนรีบหันมาจุ๊ปากให้หยุด ปุยนุ่นเบรกเอี๊ยดแล้วก็ทรุดนั่งที่พื้นแอบฟังอยู่ข้างๆเปลี่ยน
       รสามองหน้าพักตร์วิมลแล้วก็พูดเสียงเข้ม
       “ถึงคุณจะเป็นแฟนเจ้าของบ้าน ฉันก็ให้คุณดูไม่ได้ เพราะบริษัทของเราทำสัญญากับคุณภคพงษ์ ไม่ใช่คุณภคพงษ์และแฟนเพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องทำตามความต้องการของคุณ”
       พักตร์พิมลตาโตเป็นไข่ห่าน อ้าปากค้างอย่างอึ้ง พูดไม่ออก ภคพงษ์ที่ยืนฟังอยู่อย่างเงียบๆ แอบอมยิ้มนิดๆ
       รสาพูดต่ออย่างฉะฉาน ไม่กลัว
       “ที่ฉันทำแบบนี้เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ให้แฟนคุณ เพราะถ้าฉันยอมให้ผู้หญิงทุกคนที่อ้างว่าเป็นแฟนคุณภคพงษ์ดูแบบหรือแก้แบบ มันคงจะวุ่นวายมาก”
       ภคพงษ์ยิ้มมากขึ้นนิดนึง..พอใจกับคำตอบ เปลี่ยนกับปุยนุ่นค่อยๆหันมามองภคพงษ์ด้วยความแปลกใจ
       
       รสายังยืนอยู่ที่เดิมด้วยความเบื่อหน่าย พักตร์วิมลกรี๊ดลั่น ตัวสั่นเป็นผีเข้า
       “นี่หล่อนหาว่าฉันแอบอ้างเป็นแฟนภัคหรือไงหะ”
       “ฉันแค่พูดตามความเป็นจริง ถ้าคุณอยากจะดูแบบจริงๆ ก็กรุณาไปขอดูจากแฟนคุณ เพราะเค้าเองก็มีอีกหนึ่งชุด แต่ถ้ามาขอจากฉัน..ฉันคงให้ไม่ได้.. ขอตัวก่อนนะคะ ฉันเสียเวลามากแล้ว”
       รสาหันหลังให้พักตร์วิมล พักตร์วิมลปรี๊ส! ขึ้นทันที
       “เธอไม่มีสิทธิ์หันหลังให้ฉัน”
       รสาส่ายหน้าไม่สนใจ เดินไปทำงานต่อ
       “ส่งแบบมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ !”
       พักตร์วิมลกัดฟันกรอดแล้วก็พุ่งเข้ามากระชากไอแพดออกไปจากมือรสา
       “ฉันบอกให้ส่งมาให้ฉัน เอามานี่”
       รสาตกใจรีบกอดไอแพดไว้แน่น พักตร์วิมลดึงมาอย่างรุนแรงและไร้มารยาท
       “นี่คุณจะทำอะไร”
       “เอามาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้นะ เอามาสิ”
       ทันใดนั้นเสียงภคพงษ์ก็ดังขึ้น
       “พอได้แล้ว !”
       พักตร์วิมลตกใจชะงักกึก ภคพงษ์เดินเข้ามาหน้าเคร่งขรึม
       “ผมไม่ชอบความวุ่นวาย!”
       รสาชะงักนิดๆ พักตร์วิมลหน้าเสียแล้วก็รีบปรับอารมณ์แสดงละครอย่างมืออาชีพ
       “ภัคคะ.. คุณกำลังเข้าใจผิดนะคะ แพตไม่ได้สร้างความวุ่นวาย แต่แพตทำไปด้วยความหวังดี แพตอยากจะช่วยคุณนะคะ”
       รสาปรายตามามองพักตร์วิมล แววตาไม่วางใจ พักตร์วิมลบีบเสียงให้ดูเป็นคนดี
       “คือว่า..แพตพอจะมีความรู้เรื่องการออกแบบอยู่บ้าง อาจจะไม่ได้เรียนมาโดยตรง แต่ตอนเรียนการแสดง ก็ต้องเรียนการออกแบบฉากละครด้วย”
       รสาหันมามองหน้าพักตร์วิมลมากกว่าเดิม ตาโตขึ้นเล็กน้อย...ออกแบบฉากละครเนี่ยนะ
       “แพตก็เลยคิดว่า.. ถ้าได้ดูแบบบ้านอาจจะช่วยคุณได้ ที่จริงถ้ามัณฑนากรของคุณให้แพตดูแบบดีๆ เรื่องมันก็ไม่วุ่นวายแบบนี้”
       รสาเลิกคิ้ว...
       “เป็นความผิดของฉันเหรอเนี่ย”
       พักตร์วิมลทำหน้านางเอ๊ก..นางเอก
       “เธออาจจะไม่อยากยอมรับ แต่ ใช่จ้ะ เธอผิด!” พักตร์วิมลจงใจตอกย้ำด้วยการกดน้ำเสียง
       รสาหันมาทางภคพงษ์ที่ยืนเฉยไม่พูดอะไร พร้อมกับเลิกคิ้วนิดๆ เหมือนอยากจะรู้ว่ารสาจะทำยังไง .. รสายิ่งแค้นหันมาทางพักตร์วิมล
       “ได้ค่ะ ในเมื่อคุณโยนความผิดมาให้ฉัน และเจ้าของบ้านก็เหมือนจะเห็นด้วย งั้นก็เอาไปเลย” รสาพูดพลางส่งไอแพดให้แล้วพูดต่อ
       “ถ้าอยากจะแก้ไขอะไรก็เชิญ เพราะคุณเองก็มีความรู้การออกแบบฉากละครซะด้วย คงไม่จำเป็นต้องจ้างฉัน!”
       ภคพงษ์ปรายตามามองหน้ารสา พักตร์วิมลเบ้ปากนิดๆ ยิ้มเยาะ รับชัยชนะ รสายืนยันกับภัคพงษ์ตามที่พูด
       “ตอนนี้คุณมีมัณฑนากรใหม่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันขอถอนตัว”
       รสาประกาศชัด แววตาแข็งกร้าว ภคพงษ์มองหน้ารสา..ท้าทายกันทางสายตา
       
       เปลี่ยนกับปุยนุ่นเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่หน้าห้อง พอได้ยินว่ารสาจะถอนตัว ทั้งสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก 

 
 

       รสากับภคพงษ์ยังประสานสายตาแบบไม่มีใครยอมใคร พักตร์วิมลแทรกขึ้นมาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
       
       “ถอนตัวก็ดี คนหัวแข็งอย่างเธอทำงานด้วยก็เหนื่อยเปล่า ว่านิดว่าหน่อยก็ไม่ได้ เพิ่งจบแล้วยังจะมาอวดเก่ง ฉันกับภัคไม่ง้อ เชอะ! ”
       รสาสะท้านในใจเล็กๆ อารมณ์พุ่ง แต่พยายามระงับไว้ก่อนคุมเสียงไม่ให้สั่นเพราะความโกรธ
       “หมดธุระแล้ว..ดิฉันกลับล่ะ”
       รสากำลังจะหันไปหยิบกระเป๋าเพื่อกลับบ้าน พักตร์วิมลยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ
       “เดี๋ยว ! ยังไปไม่ได้” ภคพงษ์พูดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
       รสาชะงั กรอกตาด้วยความเซ็ง ภคพงษ์หันมาดึงไอแพดไปจากมือพักตร์วิมลทันทีเดินเอาไปให้รสา
       “ทำงานของคุณให้จบ ผมถึงจะยอมให้คุณไป”
       ภคพงษ์ยิ้มนิดๆที่มุมปาก รสาแปลกใจ พักตร์วิมลแทบกรี๊ดแล้วพูดเสียงแข็ง
       “ภัคคะ !”
       ภคพงษ์ หันมาทางพักตร์วิมลแล้วบอก
       “แพต ! ต่อไปนี้ ถ้าผมไม่อนุญาต ห้ามคุณมาที่นี่”
       พักตร์วิมลผงะหน้าเสีย
       “ภัค”
       ภคพงษ์ ส่งเสียงดังเรียก “เปลี่ยน !”
       เปลี่ยนสะดุ้ง
       “คะ..ค้าบ”
       เปลี่ยนรีบวิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้อง ปุยนุ่นชะเง้อมองอย่างอยากรู้
       “คุณภัคเรียกผมมีอะไรครับ”
       ภคพงษ์หันมาสั่ง
       “พาคุณแพตไปที่เรือนใหญ่”
       “ครับ !”
       พักตร์วิมลช็อกกัดฟันกรอด แล้วก็พูดออกมาด้วยความแค้นและไม่เข้าใจ
       “ไม่ต้องค่ะ แพตไปเองได้ !”
       พูดจบแล้วพักตร์วิมลก็เดินย่างสามขุมเข้ามารสาแล้วก็พูดเบาๆแบบได้ยินกันสองคน
       “ฉันไม่ยอมจบแค่นี้แน่”
       พักตร์วิมลมองหน้ารสาเหยียดๆ แล้วก็สะบัดหน้าใส่ เดินจิกส้นสูงออกไป รสามองตามนิดๆ ไม่หวั่นไหว แต่เพลียใจ เปลี่ยนมองเลิ่กลั่กๆ ภคพงษ์โบกมือไล่ให้ออกไป เปลี่ยนก้มหน้ารับแล้วก็รีบเดินตามพักตร์วิมลออกไป ในห้องเหลือรสาและภคพงษ์สองคน
       
       พักตร์วิมลเดินจิกส้นออกมาจากห้องด้วยความหงุดหงิดอย่างแรง ปุยนุ่นมองตามด้วยความเกรงๆ ก้มหน้าไม่กล้าสู้ตา เปลี่ยนรีบเดินพรวดพราดตามมาเรียกและรีบลากปุยนุ่นให้ตามพักตร์วิมล
       “ไปได้แล้ว..เร็ว”
       
       ภายในเรือน รสาเบือนหน้าหนีจากภคพงษ์ไม่พูดไม่จา หันหลังจะกลับไปทำงานต่อ
       “ต่อไปอย่าทำเหมือนเด็กๆแบบนี้อีก” ภคพงษ์พูดขึ้น
       รสาชะงักกึกหันขวับมาด้วยหน้าตาไม่พอใจ
       “ทำตัวเหมือนเด็ก”
       “ใช่ เอะอะ ไม่พอใจ ก็ขอถอนตัว ขอลาออก ทำตัวไม่สมกับเป็นมืออาชีพ”
       รสาโกรธจนหน้าแดง
       “ถ้าคุณคิดว่า ดิฉันไม่เป็นมืออาชีพ คุณไม่จำเป็นต้องจ้างดิฉันก็ได้นะคะ”
       “นิสัยชอบท้าทาย ข่มขู่แบบนี้ ... ก็เลิกได้แล้ว”
       รสาสะอึก
       “เพราะไม่ว่าคุณจะท้าทายยังไง ... ผมก็ไม่เลิกจ้างคุณ !”
       ภคพงษ์ยิ้มนิดๆ โชว์เหนือ แล้วก็เดินออกไป รสามองตามด้วยความหงุดหงิด
       
       บริเวณมุมสายใจ เผด็จพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
       “แล้วคุณพักตร์วิมลเธอก็ยอมแพ้เนี่ยนะ”
       ปุยนุ่นกับเปลี่ยนรีบรายงานด้วยความสาระแน เผด็จและสายใจฟังด้วยความสนใจ
       “ใช่ครับ ผมเองก็แปลกใจ แต่ผมว่า..คุณพักตร์วิมลแกคงเกรงๆ เพราะคุณภัคเธอพูดแบบจริงจังมากๆเลยนะครับ” เปลี่ยนว่า
       “ถึงว่า..ตอนคุณพักตร์วิมลเดินออกมา หน้าเงี้ยะคว่ำเป็นกาละมังบุบเลยค่ะ” ปุยนุ่นบอก
       “นี่นังปุย ไม่ต้องมาแจ๋นออกความเห็น ที่เรื่องมันบานปลายแบบนี้ก็เพราะหล่อน ถ้าไม่ปากมากพูดจาไม่มีหูรูด เรื่องมันก็ไม่เป็นแบบนี้” สายใจว่า
       ปุยนุ่นหน้าจ๋อย
       “ปุยนุ่นขอโทษ ปุยนุ่นผิดไปแล้ว”
       “ไม่ต้องเลย สำนึกได้แป๊บเดียว เดี๋ยวก็ปากมากอีกตามเคย”
       ปุยนุ่นก้มหน้างุดอย่างรู้ตัว พร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ
       “แหะๆ”
       สายใจส่ายหน้าไม่ได้ดั่งใจ เผด็จคิดๆแล้วก็พูดออกมา
       “แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เราเห็นว่า คุณรสารับมือกับเรื่องแบบนี้ได้ ฉันเองก็จะได้สบายใจ เพราะ..กว่าจะจบงานนี้เห็นทีจะต้องเจออีกเยอะ !”
       เผด็จทำนายอย่างมั่นใจ สายใจพยักหน้านิดๆอย่างเห็นด้วย และรู้สึกเห็นใจรสา
       
       พักตร์วิมลยืนรออยู่ในห้องนั่งเล่น สีหน้าตาบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะรีบลบหน้าทำหน้าทันทีเมื่อภคพงษ์เดินเข้ามา
       “ภัคคะ...”
       “ผมเปลี่ยนใจแล้ว วันนี้คุณคงต้องไปชอปปิ้งคนเดียว ขอโทษด้วย”
       ภคพงษ์พูดอย่างสุภาพแล้วก็เดินเลี่ยงขึ้นบ้านไปอย่างเฉยชา พักตร์วิมลแทบคลั่ง
       “ภัคคะ ภัค ภัค”
       ภคพงษ์เดินจากไปอย่างไม่ไยดี พักตร์วิมลแทบอยากจะร้องกรี๊ดออกมาเหมือนในละคร แต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ยืนปากสั่นด้วยความโกรธ
       “ภัคเป็นอะไร เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้”
       พักตร์วิมลคิดแล้วก็เอะใจ ...
       “เดี๋ยว ! ยังไปไม่ได้”
       ภคพงษ์หันมาดึงไอแพดไปจากมือพักตร์วิมลมายื่นให้รสา
       “ทำงานของคุณให้จบ ผมถึงจะยอมให้คุณไป”
       ภคพงษ์อมยิ้มนิดๆ
       พักตร์วิมลกัดฟันด้วยความแค้น หึงและหวงทันที
       “หรือว่า...จะเป็นเพราะมัน อีนังติสท์แตก!”
       
       พักตร์วิมลจิกหางตาอย่างน่ากลัว

 

 

       
  ตะวันทอแสง ตอนที่ 2 (ต่อ) 
       
       วอลล์เปเปอร์หน้าจอคอมพ์เป็นรูปพิมพรรณคู่กับรสา ในอิริยาบถยิ้มสดใสกอดคอกัน วาริชเดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าใส่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์มองซ้ายมองขวาหาพิมพรรณ
       
       พิมพรรณเดินหอบหนังสือเข้ามาชุดใหญ่ วาริชหันไปเห็นพอดีก็ทำเป็นกุลีกุจอเข้าไปช่วย
       “ผมช่วยครับ!”
       พิมพรรณมองผ่านกองหนังสือมาด้วยความแปลกใจ
       “อ้าว...คุณวาริช”
       วาริชรีบเข้ามารับหนังสือ เอามือจับมือพิมพรรณแบบเต็มๆ
       “จะวางไว้ไหนครับ เดี๋ยวผมยกไปให้เอง”
       พิมพรรณตกใจเขิน อุทาน “อุ้ย !”
       “ขอโทษครับ! “
       พิมพรรณปล่อยมือจากกองหนังสือ เอามือมาไพล่หลังด้วยความเขิน วาริชยิ้มเขินๆ แล้วรีบยกหนังสือไป พอเดินไปสามสี่ก้าวก็หันมาถาม
       “ตกลงจะให้ผมวางไว้ตรงไหนดีครับ”
       “เอ่อ..ตรงโต๊ะนั้นก็ได้ค่ะ .ขอบคุณค่ะ”
       วาริชยิ้มรับแล้วยกหนังสือไปวางอย่างเรียบร้อยแล้วหันกลับมายิ้มให้ พิมพรรณยิ้มรับนิดๆ เขินๆ ต่างคนต่างยิ้มจนพิมพรรณต้องถามขึ้น
       “เอ่อ แล้วคุณวาริชจะเริ่มงานเลยหรือเปล่าคะ”
       “ใช่ครับ..เริ่มเลยครับ”
       “งั้นก็เชิญค่ะ นี่เป็นคอมพ์หลักของห้องสมุดนะคะ แล้วก็มีอีก 2 ตัวอยู่ด้านนอกค่ะ”
       “ครับ งั้นผมเริ่มจากตัวนี้ก่อนนะครับ”
       “เชิญค่ะ”
       วาริชเดินมาที่คอมพ์ด้วยความกุลีกุจอ และลงมือเชกฐานข้อมูลต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว พิมพรรณยืนมอ
       ด้วยความชื่นชม
       
       เวลาเย็น กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนทยอยเดินออกมาจากห้อง และเดินออกจากโรงเรียนไป บริเวณทางเดินหน้าห้องสมุด วาริชเดินออกมากับพิมพรรณ
       “วันนี้ คุณพิมกลับบ้านยังไงครับ หรือว่ามีแฟนมารับ” วาริชตั้งใจแอบถาม
       “พิมยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ มีแต่พี่ชายมารับ พี่ห้าวเป็นลูกของลุงทำหน้าที่รับส่งพิม แล้วก็ช่วยงานรีสอร์ตของที่บ้านค่ะ”
       วาริชตาโตทันที
       “ รีสอร์ต !! บ้านคุณพิมทำรีสอร์ตเหรอครับ”
       “ค่ะ ทำไมต้องตกใจด้วยคะ”
       “คือผมมีความฝันอยากทำรีสอร์ต ที่ผมย้ายมาระยองเพราะอยากจะมาหาซื้อที่ทำรีสอร์ตเล็กๆน่ะครับ พอรู้ว่าคุณพิมทำผมก็เลยดีใจ จะได้มีที่ปรึกษา”
       “ด้วยความยินดีเลยค่ะ มีอะไรที่พิมจะช่วยคุณวาริชได้ บอกเลยนะคะ พิมช่วยเต็มที่” พิมพรรณตอบยิ้มอย่างจริงใจ
       “งั้นอย่างแรกที่คุณพิมช่วยผมได้ ช่วยเลิกเรียกผมว่าคุณได้มั้ยครับ เรียกวาริชเฉยๆดูเป็นกันเองกว่าเยอะเลย”
       “ถ้าอย่างนั้น..คุณ..เอ่อ..วาริชก็ต้องเลิกเรียกพิมว่าคุณพิมเหมือนกันนะคะ เรียกพิมเฉยๆ”
       “ได้ครับ..พิม”
       สองคนยิ้มให้กันในบรรยากาศสดใสเต็มไปด้วยสิ่งที่เหมือนจะเป็นความรัก
       
       ห้าวขับรถมาจอดเทียบที่หน้าโรงเรียนแล้วก็มองซ้ายมองขวาก็สะดุดตาเข้ากับพิมพรรณและวาริชที่เดินคุยหนุงหนิงกันมา ห้าวแปลกใจ
       “ใครวะ”
       พิมพรรณยกมือโบกทักทายห้าว ห้าวพยักหน้ารับเป็นเชิงรับรู้ แล้วก็มองทั้งคู่อย่างไม่วางตา
       
       พิมพรรณหันมาทางวาริช
       “พิมกลับก่อนนะคะ ถ้าวาริชอยากไปดูรีสอร์ตที่บ้านพิมเมื่อไหร่ก็บอกนะคะ พิมจะเป็นไกด์พาชมเองค่ะ”
       “ขอบคุณครับ”
       “ไปก่อนนะคะ” พิมยิ้มแล้วหันหลังจะไป วาริชเรียกไว้
       “พิมครับ ถ้าคนที่มารับไม่ใช่แฟน แล้ว..พิม..มีแฟนหรือยังครับ”
       พิมพรรณเขินแล้วก็ส่ายหน้าอย่างอายๆ
       “ไม่มีค่ะ”
       วาริชยิ้มกว้างดีใจ พิมก้มหน้าอายๆ
       “ไปก่อนนะคะ”
       พิมพรรณพูดจบก็รีบหันหลังแล้วก็เดินไปเลยด้วยความเขินสุดขีด
       
       ห้าวเห็นอาการของพิมพรรณแล้วขมวดคิ้วคิดหนัก พิมพรรณ เปิดประตูขึ้นมานั่งแต่ยังยิ้มหน้าแดง ห้าวถาม
       “ใคร”
       “เพื่อนใหม่น่ะ”
       “แน่ใจ”
       พิมพรรณทำเสียงแข็งข่มความเขิน
       “แน่ใจสิ พี่ห้าวรีบๆไปเถอะน่า พิมหิวข้าวแล้ว”
       ห้าวจำใจต้องพยักหน้ารับแล้วก็ออกรถไป แต่ก็อดจะปรายตามามองวาริชนิดๆ ด้วยความหวงน้องสาวไม่ได้
       
       วาริชมองตามพิมพรรณไปด้วยแววตาอ่อนโยนแสนดี 

 
 
       ในเวลาต่อมา รสากำลังวัดห้องไป จดบันทึกไป และคุยโทรศัพท์กับห้าวไปด้วย 
       
       “เพื่อนใหม่เหรอ พิมไม่เห็นเล่าให้รสฟังเลย พี่ห้าวถามทำไมเหรอ มีอะไรหรือเปล่า”
       ห้าวยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ริมทะเล ด้านหลังเป็นรีสอร์ตสวยเก๋ ห้าวคุยไปก็มองซ้าย มองขวาอย่างระวังเพราะกลัวว่าพิมพรรณจะมาได้ยิน
       “พี่เห็นพิมเค้าคุยกับผู้ชายที่โรงเรียน ดูจะสนิทสนมเกิ๊น ก็เลยลองถามดูเผื่อรสจะรู้จัก”
       รสาหันหลังให้งานแล้วก็ตั้งใจคุยโทรศัพท์มากขึ้น
       “พิมยังไม่ได้บอกอะไรเลยค่ะ เค้าไม่ค่อยชอบเล่าทางโทรศัพท์ ไปคุยกับพิมดีมั้ย เอางี้..วันศุกร์พอเลิกงาน รสจะรีบไประยองเลย”
       ห้าวยิ้มกว้างเสียงดีใจเว่อร์
       “ ดีจ้ะ ! ดีมากๆ”
       รสาชะงักนิดๆ เหมือนสงสัย ห้าวรีบอธิบาย
       “ก็..พี่ก็ดีใจไง อยากให้รสมา...เราจะได้รู้ว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร”
       รสาพยักหน้ารับ ห้าวยิ้มตื่นเต้นที่รสาจะมา
       “ค่ะ รสก็อยากรู้เหมือนกัน ถ้าผู้ชายคนนั้นเป็นคนพิเศษจริงๆ พิมต้องเล่าให้รสฟังแน่ๆ ...เอ่อ..พี่ห้าว รสขอตัวทำงานก่อนนะคะ”
       ห้าวรีบรับคำแล้วยิ้มอาย
       “จ้ะๆ งั้น...วันศุกร์เจอกันจ้ะ อ้อ...รักษาสุขภาพด้วยนะรส อย่าทำงานหนักมาก .. พี่กับทุกคนที่นี่ เป็นห่วง”
       รสายิ้มรับบอก
       “ขอบคุณมากค่ะ แล้วเจอกันค่ะ”
       รสายิ้มแล้วก็วางสายไป ห้าวยิ้มกว้างกว่ามากแล้วก็วางสายไปอย่างมีความสุขแบบหน่วงๆ
       
       ในเวลาเย็น ภคพงษ์แต่งตัวอย่างเท่เดินลงมาจากบ้านเถลิงยศอันใหญ่โต เพื่อเตรียมออกไปข้างนอก สายใจเดินนำปุยนุ่นที่ถือถาดผลไม้ตามมาที่โต๊ะอาหาร ภคพงษ์เห็นพอดี
       “ป้าใจครับ”
       “คะ”
       “เย็นนี้ป้าทำอาหารให้คุณรสาด้วยนะครับ บอกเธอว่าให้ทานอาหารเย็นที่นี่ก่อนแล้วค่อยกลับ”
       “ได้ค่ะ “
       ภคพงษ์พูดจบแล้วก็เดินออกไป สายใจมองตามด้วยความแปลกใจ
       “อ้าว...เอ่อ..แล้วคุณหนูไม่อยู่ทานด้วยเหรอคะ”
       ภคพงษ์เดินออกไป ปุยนุ่นมองแล้วก็ตอบแทน
       “ดูจากการแต่งตัวแล้ว คิดว่าคงจะนัดสาวทานข้าวน่ะค่ะ คงไม่อยู่ทานที่บ้านแน่ๆ”
       สายใจปรายตามาตำหนิ
       “ฉันไม่ได้ถามหล่อน ไม่ต้องสาระแนตอบ”
       สายใจพูดจบแล้วก็เดินเข้าบ้านไป ปุยนุ่นหน้าเหวอ
       
       รถของชีวินมาจอดเทียบที่ประตูรั้วบ้านเถลิงยศที่ปิดอยู่ ชีวินกดโทรศัพท์หารสา
       “รส...วินมาถึงแล้ว”
       “เดี๋ยวรสบอกให้คนในบ้านเปิดประตูให้ รอแป๊บนะ”
       ทันใดนั้นประตูบ้านก็เปิดออก
       ชีวินรีบบอก
       “ไม่ต้องแล้วรส ประตูเปิดแล้วจ้ะ เดี๋ยววินขับเข้าไปเลยนะ เจอกันจ้ะ”
       ชีวินวางสายแล้วก็รีบออกรถจะพุ่งเข้าไปในรั้วทันที รถภคพงษ์พุ่งสวนออกมาอย่างเร็ว ชีวินตกใจเบรกตัวโก่ง
       “เฮ้ย”
       ภคพงษ์ปรายตามามองรถของชีวินเล็กน้อย เหมือนจะตำหนิว่าพุ่งเข้ามาได้อย่างไร ชีวินสงสัยมองเพ่งให้แน่ใจว่าว่าใครเป็นคนขับ ภคพงษ์ยังปรายตามองมาที่ชีวินด้วยความสงสัย ภคพงษ์เห็นชีวินเช่นเดียวกับชีวินที่เห็นภคพงษ์
       ชีวินหน้าเสียนิดๆบ่น
       “เกือบไปแล้ว”
       ภคพงษ์มองหน้าแล้วคิดถึงตอนรสาและชีวินยืนอยู่ด้วยกันที่ลานจอดรถ เมื่อนึกออกว่าเป็นใครก็แอบไม่พอใจอย่างไม่รู้ตัวขึ้นมา
       
       ภายในรถ ภคพงษ์โทรศัพท์หารสา
       “คุณถามว่าอะไรนะคะ”
       “แฟนคุณมาทำไม”
       รสาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
       “แฟนดิฉัน คุณหมายถึงใครคะ”
       ชีวินเดินเข้ามาทางด้านหลังพร้อมส่งเสียงทักทาย
       “รส”
       รสาหันไปเห็นชีวินก็พอจะเดาออก
       “อ๋อ”
       ภคพงษ์หน้าตาไม่พอใจยิ้มเหยียดเล็กๆ
       “ สงสัยว่าจะมีแฟนหลายคน จนไม่รู้ว่าหมายถึงคนไหน”
       รสาชักสีหน้าไม่พอใจ
       “ตกลงที่คุณโทร.มา มีธุระเรื่องงานหรืออะไรไม่ทราบ”
       ภคพงษ์พูดเสียงเข้ม
       “ผมแค่อยากเตือนว่าตอนนี้ยังไม่หมดเวลางาน หวังว่าจะไม่แอบกลับบ้านไปก่อน”
       รสาทำหน้าเบื่อ
       “ถ้าคุณโทร.มาเพราะเรื่องนี้ ดิฉันขออนุญาตวางนะคะ เพราะมีงานต้องทำงานอีกมาก ส่วนเรื่องแฟน คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ เพราะดิฉัน... ยังไม่มีแฟน”
       รสาวางไปด้วยความเซ็ง ภคพงษ์ไม่พอใจที่โดนวางหูใส่
       
       แต่เมื่อหวนนึกถึงประโยคสุดท้ายที่รสาบอกว่ายังไม่มีแฟน ก็อมยิ้มนิดๆ โดยไม่รู้ตัว 

 
 
       ชีวินพร่ำบ่นโอดครวญเมื่อได้ยิน
       
       “รสไม่เห็นต้องไปบอกว่าไม่มีแฟนเลย ก็ปล่อยให้เค้าเข้าใจแบบนั้นก็ดีแล้ว เนียนๆไป เค้าจะไม่มายุ่งกับรสไง “
       รสาหันมาตอบสีหน้าจริงจัง
       “ไม่ได้หรอก รสไม่อยากให้วินเดือดร้อนไปด้วย”
       “เดือดร้อนยังไง”
       “ถ้าเค้าคิดว่าวินเป็นแฟนรส ตอนวินมาออกแบบสวน เค้าจะพาลไม่พอใจ เกลียดวินไปอีกคน วินจะทำงานลำบาก”
       “ลำบาก แต่ได้เป็นแฟนรส วินยอม” ชีวินพูดทีเล่นทีจริง
       รสาเลิกคิ้ว
       “อื้อ... ว่าไปนั่น”
       “จริงนะ..แฟนปลอมก็ยังดี” ชีวินพูดแล้วยิ้มแฉ่ง
       รสาขำๆ ไม่คิดมาก
       “รสว่า เรารีบไปดูสวนกันดีกว่า .. มัวแต่พูดเล่นกันไปมา เดี๋ยวก็มืดพอดี”
       รสาหันไปหยิบกระเป๋าแล้วก็เดินนำไป ชีวินมองตามตาละห้อย
       “พูดจริง ก็หาว่าพูดเล่นซะงั้น ... เฮ่อ”
       ชีวินถอนใจแต่ไม่ท้อ ขอแอบชอบรสาต่อไป
       
       สายใจยกหม้อต้มจืดลงจากเตา เตรียมจะตักใส่ถ้วย พร้อมกับหันมาสั่งปุยนุ่น
       “ปุยนุ่น เชิญคุณรสามาทานข้าวได้แล้ว ไป”
       ปุยนุ่นวางมือจากการจัดจานมาขานรับ
       “จ้ะ”
       ปุยนุ่นรีบเดินออกไปตามคำสั่ง ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น ปุยนุ่นตกใจนิดๆ
       “ป้าใจ มีคนโทรมา !”
       “หล่อนก็ไปรับสิ บอกชั้นทำไม หะ”
       ปุยนุ่นยิ้มแหยๆ สายใจส่ายหน้าแล้วก็รีบสั่ง
       “เอ้า รีบไปรับ ยืนยิ้มอยู่ได้ รับแล้วก็ไปเชิญคุณรสา”
       “จ้ะ งั้นฉันไปเลยนะ”
       “เออ!” สายใจน้ำเสียงรำคาญมาก
       
       โทรศัพท์บ้านยังดังต่อเนื่อง ปุยนุ่นรีบวิ่งมารับ
       “สวัสดีค่ะ บ้านเถลิงยศค่ะ”
       ภายในคอมมิวนิตี้มอลล์สวยเก๋แห่งหนึ่ง ยูโฮะเดินคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่หน้าร้านอาหาร
       “ปุยนุ่นเหรอจ้ะ นี่ยูโฮะเองนะ”
       ปุยนุ่นตาวาวตื่นเต้น ยิ้มหน้าแทบปริเพราะชอบคนดัง
       “สวัสดีค่ะ คุณยูโฮะจำเสียงปุยนุ่นได้ด้วย ดีใจอ่ะ”
       ยูโฮะแลบลิ้นใส่แบร้!! แล้วคิดว่า นังคนใช้นี่ประเลาะง่ายจริงๆ ก่อนจะพูดต่อ
       “พี่ภัคออกจากบ้านมาหรือยัง”
       “ออกไปได้สักพักแล้วค่ะ”
       ยูโฮะยิ้มพอใจก่อนหลิ่วตาแอบเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
       “โอเคขอบใจจ้ะ อ้อ...นี่ แล้ววันนี้ มีใครมาหาพี่ภัคที่บ้านบ้างหรือเปล่า”
       ปุยนุ่นคิดแล้วตอบประสาซื่อๆ
       “ก็..นอกจากคุณพักตร์วิมลแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาเลยนะคะ”
       ยูโฮะหน้าหงิกทันที
       “แล้วมัน ... เค้าอยู่นานหรือเปล่า แล้วทำอะไรกันบ้าง”
       “ไม่นานค่ะ คุณพักตร์วิมลเธอแวะมาแป๊บเดียว เธอเข้าไปดูเรือนหลังเล็กที่คุณภัคกำลังตกแต่ง เสร็จแล้วก็กลับไปเลยค่ะ”
       ยูโฮะบชะงัก กึก !
       “พี่ภัคตกแต่งเรือนหลังเล็กเหรอ ตกแต่งทำไม รู้หรือเปล่า”
       ปุยนุ่นคิดๆ แล้วก็ตอบตรงๆ
       “ปุยนุ่นก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
       ยูโฮะเริ่มร้อนใจ
       “แหม..แค่นี้ทำไมไม่รู้อ่ะ โอเคๆ ไว้ยูโฮะถามพี่ภัคเองก็ได้”
       ยูโฮะวางสายด้วยสีหน้าอยากรู้มาก
       
       สายใจเดินมาพร้อมกับถ้วยแกงจืดเตรียมไปตั้งโต๊ะ พอเห็นปุยนุ่นกำลังวางโทรศัพท์ก็ถามขึ้น
       “ปุยนุ่นใครโทร.มา”
       “คุณยูโฮะค่ะ”
       สายใจเริ่มสังหรณ์ใจ
       “แล้วหล่อนคุยอะไรกับเค้าซะเป็นวรรคเป็นเวรหะ จะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้คุณหนูอีกหรือเปล่าเนี่ย”
       “เปล่านะ ฉันก็พูดไปตามความจริง ไม่ได้เม้าท์ ไม่ได้นินทาใครเลยนะ ปุยนุ่นไปตามคุณรสาก่อนนะป้า” สายใจทำหน้าไม่เชื่อ มองตามปุยนุ่นที่เดินไปแล้วก็ส่ายหน้าด้วยความไม่สบายใจ
       
       ยูโฮะยืนอยู่หน้าร้านอาหารแล้วก็ครุ่นคิดเครียด
       “พี่ภัคจะซ่อมแซมบ้านทำไม แล้วนังแพตมันสาระแนไปดูทำไม”
       ทันใดนั้นก็มีนักข่าวชื่อ “โอม” ก็สะพายกระเป๋ากล้องเดินมาหายูโฮะ
       “ยูโฮะพร้อมยัง ตกลงจะให้พี่แอบถ่ายจากตรงไหน”
       ยูโฮะหันมาแล้วก็ตกใจ
       “พี่โอม ทำไมพรวดพราดออกมาแบบนี้ ยูโฮะบอกให้โทร.มาก่อนไง”
       “ก็พี่เห็นยูโฮะยืนอยู่คนเดียว”
       “แต่พี่ภัคกำลังจะมาแล้ว พี่รีบไปแอบเลยนะ พอพี่ภัคมายูโฮะจะพาเดินชอปปิ้งก่อน พี่ก็แอบถ่ายตอนเดินซื้อของไปชุดนึง แล้วยูโฮะก็จะพามากินข้าวที่ร้านนี้ ที่โต๊ะริมหน้าต่าง พี่ไปแอบตรงมุมโน้นก็ได้ จะได้ถ่ายรูปถนัดๆ” โอมพยักหน้ารับ ยูโฮะชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามหน้าต่างร้านอาหาร
       “อย่าลืมจัดชอตสวีตๆ เดี๋ยวพี่ลงปกให้เลย รับรองขายกระจาย” โอมบอก
       ยูโฮะยิ้มๆ ก่อนชะงัก เพราะภคพงษ์เดินเข้ามาพอดี แต่ยังมองไม่เห็นยูโฮะ
       “พี่ภัคมาแล้ว รีบหลบไปเร็ว” ยูโฮะรีบบอก
       
       โอมตกใจรีบหลบไปตามสั่งทันที ยูโฮะรีบปั้นหน้าทำเป็นแบ๊วปกติ...สวย ไม่มีพิรุธแล้วก็ยืนรอแบบให้เป็นปกติที่สุด 

 
 

       ภคพงษ์เดินเข้ามาเห็นยูโฮะยืนอยู่ที่หน้าร้านก็เดินมาหา ยูโฮะทำเป็นเพิ่งหันมาเห็นพลางโบกไม้โบกมือทักทาย
       
       “พี่ภัค ทางนี้ค่ะ”
       ภคพงษ์ยิ้มนิดๆแล้วก็เดินเข้ามาหา ยูโฮะเข้าจู่โจมโถมเข้ากอดอย่างสนิทสนมทักทายราวกับฝรั่ง
       “พี่ภัค” ยูโฮะเรียกพลางลากเสียงยาว
       ภคพงษ์แปลกใจเล็กน้อย ช่างภาพกดชัตเตอร์รัวหนึ่งชุด
       ภคพงษ์ค่อยๆดันยูโฮะออกอย่างมีมารยาท ยูโฮะจำต้องคลายกอดออกอย่างเสียดาย
       “มานานหรือยังครับ”
       ยูโฮะยิ้มอ้อนแล้วบอก
       “ไม่นานค่ะ เอ่อ..พี่ภัคคะ ก่อนทานข้าว เราไปเดินชอปปิ้งกันก่อนได้มั้ยคะ พอดียูโฮะต้องหาชุดใส่ไปงานประกาศรางวัลอาทิตย์หน้าน่ะค่ะ พี่ภัคไปเดินเป็นเพื่อนหน่อยได้มั้ยคะ”
       ภคพงษ์พยักหน้ายิ้มอย่างสุภาพ ยูโฮะรีบเข้ามาควงแขนอ้อน
       “พี่ภัคใจดีที่สุดเลย ขอบคุณนะคะ”
       ช่างภาพรัวอีกชุด
       ภคพงษ์ค่อยๆแกะมือยูโฮะออกอย่างสุภาพ พร้อมกับชี้ไปที่มุมหนึ่งของตึก
       “เราเดินไปทางโน้นดีมั้ยครับ ผมเห็นมีร้านขายเสื้อผ้าอยู่หลายร้าน”
       “ดีค่ะ”
       “เชิญครับ”
       “ค่ะ”
       ภคพงษ์เดินตามไปแบบทิ้งระยะห่างแบบกำลังดี ไม่ใกล้เกินไป และไม่ไกลเกินไป รู้ว่ามาด้วยกัน แต่อาจจะ
       เป็น และไม่เป็นแฟนกันก็ได้ ระหว่างเดินมีคนมองไปตามทาง บางคนมองแล้วก็สะกิดเพื่อนให้ดูด้วย ยูโฮะยิ้ม
       แก้มปริด้วยความภูมิใจ
       ช่างภาพเดินตามถ่ายรูปแบบไม่ให้ภคพงษ์สงสัย...แชะๆๆๆ
       
       ชีวินยกกล้องลงหลังจากถ่ายรูปสวนโดยรอบเรียบร้อยแล้ว
       “เจ้าของบ้านเค้าอยากได้สวนแบบอังกฤษจะได้เข้ากับบ้าน” รสาบอก
       ชีวินพยักหน้ารับ
       “แล้วเค้าต้องการแบบเมื่อไหร่”
       “ไม่แน่ใจ ต้องเชกกับพี่พิทตี้อีกที ถ้ารู้แล้วจะบอกนะ”
       “จ้ะ แล้วนี่รสหิวยัง”
       รสาพยักหน้าบอก
       “เริ่มแหละ”
       “งั้นวันนี้วินเลี้ยงข้าวนะฉลองที่รสได้งานนี้”
       “แน่ใจเหรอว่าจะเลี้ยง”
       “แน่ใจสิ … วันนี้จะพาไปร้านหรูด้วยนะ ป๋าป่ะ”
       รสาขำ
       “อ่ะจ้ะ ป๋ามาก งั้นรสกินเต็มที่ ไม่เกรงใจป๋านะ”
       “ได้เลย ป๋าจัดเต็ม เราไปกันเลยนะ “
       รสาพยักหน้า
       “หมดเวลางานพอดี ไปตอนนี้จะได้ไม่มีใครว่า” 
       เสียงปุยนุ่นดังขึ้น
       “คุณรสาคะ...คุณรสา”
       ปุยนุ่นวิ่งมาหยุดหอบแฮ่กๆที่หน้ารสากับชีวิน
       “ป้าใจให้มาเชิญคุณรสาไปทานอาหารค่ะ”
       รสาแปลกใจชะงักนิดๆ ชีวินหันมามองหน้ารสา
       “ป้าใจเป็นใคร”
       
       สายใจนั่งยิ้มอยู่ที่ประจำ ชีวินยกมือไหว้สายใจอย่างนอบน้อม
       “สวัสดีครับ”
       สายใจรับไหว้ ปุยนุ่นยืนแอบมองอยู่ข้าง แววตาชื่นชมในความหล่อ... รสาแนะนำ
       “ชีวินเป็นภูมิสถาปนิกจะมาออกแบบสวนของที่นี่ค่ะ”
       สายใจพยักหน้ารับบอก
       “อ๋อ.. งั้นเราก็คงจะต้องเจอกันอีกสินะ”
       “ครับ รับรองว่าคุณป้าจะได้เห็นหน้าผมจนเบื่อเลย”
       ปุยนุ่นสาระแนทันที
       “หล่อๆแบบนี้ เห็นกี่ทีก็ไม่มีเบื่อหรอกค่ะ”
       ชีวินหัวเราะนิดๆด้วยความเขิน รสายิ้มนิดๆมองชีวิน สายใจหันมาปรามปุยนุ่นด้วยความหมั่นไส้
       “นี่..น้อยๆหน่อย ไหนๆก็จะต้องทำงานที่นี่แล้ว ป้าเชิญทั้งคุณรสากับคุณชีวินทานข้าวเย็นที่นี่เลยนะคะ คุณภัคสั่งให้ป้าจัดเตรียมอาหารไว้แล้ว”
       ชีวินกับรสาอึกๆอัก ๆ มองหน้ากัน รสาหันมาบอกสายใจ
       “ป้าใจค่ะ..วันนี้รสาต้องขอตัวก่อนนะคะ เพราะว่านัดกับชีวินไว้ว่าจะไปทานข้าวเย็นด้วยกันน่ะค่ะ”
       “อ้าวเหรอคะ..แหม..น่าเสียดาย”
       ชีวินยกมือไหว้สายใจแล้วบอก
       “ผมขอบคุณคุณป้าที่ชวนนะครับ แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่อยู่ทานไม่ได้ คือ..ผมอยากจะพารสไปฉลองที่เค้าได้งานใหม่น่ะครับ”
       สายใจมองอย่างเอ็นดู ปุยนุ่นมองแล้วก็ยิ้มตาม
       “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญตามสบายค่ะ”
       ชีวินกับรสายิ้มรับแล้วก็หันมามองหน้ากัน
       “รสขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
       “สวัสดีครับ”
       สายใจรับไหว้บอก “สวัสดีจ้ะ”
       รสากับชีวินเดินออกไปด้วยกันอย่างสนิทสนม สายใจมองตามแล้วอมยิ้มนิดๆ อย่างเอ็นดูทั้งคู่ ปุยนุ่นพูดด้วยความสาระแน
       “คุณรสากับคุณชีวินนี่ดูเหมาะสมกันดีนะป้า ไม่รู้ว่าเป็นแฟนกันหรือเปล่า”
       “ขอให้ไม่ใช่เถอะ”
       “อ้าว..ทำไมล่ะป้า”
       สายใจปรายตาเอ็ด
       “เรื่องของชั้น ไม่จำเป็นต้องบอกหล่อน”
       
       ปุยนุ่นชะงักร้อง...อ้าว

 

ในเวลาต่อมา ยูโฮะและภคพงษ์เดินเข้ามาในร้านอาหาร ภคพงษ์ช่วยถือถุงเสื้อผ้ามาสองสามถุง 
       
       “นั่งโต๊ะริมหน้าต่างนะคะ ยูโฮะจองไว้แล้ว วิวสวยมากค่ะ”
       ภคพงษ์ยิ้มนิดๆแทนคำตอบ ยูโฮะเดินนำไปทันที
       ยูโฮะยิ้มร่าเริงแล้วก็ค่อยๆปรายตามองออกมานอกหน้าต่าง ที่นอกร้าน ช่างภาพเดินมาหลบในมุมปลอดภัยเตรียมเก็บภาพสุดฤทธิ์ ยูโฮะเห็นแล้วก็ยิ้มนิดๆด้วยความพอใจ
       ภคพงษ์หันมาเห็นพอดีก็มองด้วยความแปลกใจ ยูโฮะรีบเฉไฉแก้ตัว
       “พอดีมีแฟนเพลงยิ้มให้น่ะค่ะ ยูโฮะก็เลยต้องยิ้มตอบไป ยูโฮะไม่ได้บ้านั่งยิ้มคนเดียวหรอกค่ะ พี่ภัคไม่ต้องห่วง”
       ภคพงษ์ยิ้มรับนิดๆก่อนก้มดูรายการอาหาร ยูโฮะหันไปยิ้มให้ช่างภาพอีกทีเป็นอันรู้กัน
       
       บริเวณลานจอดรถในคอมมูนนิตี้มอลล์ รสากับชีวินเดินมาด้วยกัน รสาถามด้วยความแปลกใจ
       “แน่ใจนะว่าอยากจะเลี้ยงรสจริงๆ ดูท่าทางร้านในนี้ราคาไม่ใช่ถูกๆ” รสาว่า
       “เอาเถอะน่า บอกแล้วไงว่าป๋าเลี้ยงเอง”
       “ปกติไม่เห็นวินกินหรูๆแบบนี้ มีอะไรหรือเปล่าเนี่ย”
       ชีวินหันมาทำหน้าตาจริงจังแล้วบอก
       “มี !”
       “มีอะไร” รสาหยุดเดินรอฟังอยู่
       ชีวินทำหน้าทะเล้นแล้วบอก
       “ก็มีบัตรส่วนลดไง พอดีลูกค้าวินเค้าให้บัตรส่วนลดร้านอาหารในนี้มาหนึ่งใบ ลดตั้งห้าสิบเปอร์เซนต์นะ จ่ายแค่ครึ่งนึง วินก็เลยมีปัญญาชวนรสมากินไง ถ้าต้องจ่ายเต็ม วินก็ไม่มีตังค์เหมือนกันแหละ”
       รสาส่ายหน้าอย่างขำๆ
       “โอเค..เข้าใจแล้วค่ะ คุณป๋าห้าสิบเปอร์เซนต์ งั้นรสจะได้กินให้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ”
       ชีวินยิ้มรับ
       “จัดหนักมาเลยน้อง ป๋าจ่ายเอง”
       ชีวินและรสาเดินเข้าไปด้านในมอลล์ด้วยจิตใจเบิกบาน สนุกสนาน
       
       หลังจากสั่งอาหารเรียนบร้อย ยูโฮะดื่มน้ำผลไม้ก่อนจะถามภคพงษ์
       “ยูโฮะได้ข่าวว่าพี่ภัคกำลังซ่อมแซมบ้าน ที่เรือนหลังเล็กน่ะค่ะ พี่ภัคจะซ่อมไปทำไมเหรอคะ”
       ภคพงษ์ชะงักนิดๆ แอบอมยิ้ม
       “รู้ข่าวมาจากไหน”
       “แหม..ยูโฮะก็ต้องมีสายข่าวของตัวเองบ้างสิคะ”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปถามสายข่าวดูว่า ผมซ่อมไปเพื่ออะไร ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าสายข่าวเชื่อถือได้หรือเปล่า”
       ภคพงษ์ยิ้มกริ่ม ไม่ยอมบอก ยูโฮะอึ้งไปแล้วยิ้มเจื่อน -“แหะๆ”
       ยูโฮะหันไปดูดน้ำอีกทีอย่างอารมณ์เสีย
       
       ภคพงษ์เหลือบไปเห็นชีวินกับรสาที่บริเวณหน้าร้านพอดีก็ชะงัก ก่อนจะห็นทั้งคู่เดินเข้ามาในร้านด้วยใบหน้าสดใสเบิกบาน ทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะกลางร้าน ห่างจากโต๊ะริมหน้าต่างเล็กน้อย ภคพงษ์ยังมองด้วยความแปลกใจพลางแอบคิดถึงอาหารเย็นที่ให้สายใจเตรียมไว้ให้รสา ยูโฮะถามด้วยความสงสัย
       “พี่ภัคมองอะไรคะ”
       “คนรู้จักน่ะ”
       ยูโฮะชักสีหน้าทันทีแล้วถาม
       “ผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย”
       “ผู้หญิง” ภคพงษ์ตอบนิ่งๆ
       “ใครคะ”
       “บอกไปก็ไม่รู้จัก”
       ภคพงษ์ไม่ขยายความต่อ ยูโฮะหน้าหงิกหน้างอ ไม่ได้ดั่งใจด้วยความอยากรู้ แล้วก็พาลเหลือบไป
       เห็นช่างภาพเตรียมถ่ายรูปอยู่ ก็นึกได้..รีบปั้นหน้ากลับมามีความสุข ยิ้ม...เหมือนเดิม
       “ในเมื่อไม่รู้จัก ยูโฮะก็จะไม่สนใจ เค้าหรือเธอหรือมันจะเป็นใครก็ช่าง ขอให้พี่ภัคนั่งอยู่ตรงนี้กับยูโฮะคนเดียวก็พอ”
       ภคพงษ์ยิ้มตามนิดๆ พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟพอดี ยูโฮะทำตื่นเต้น
       “อาหารน่าทานมากเลย...พี่ภัคชิมมั้ยคะ เดี๋ยวยูโฮะป้อนให้”
       ยูโฮะพูดแล้วไม่รอคำตอบ กุลีกุจอหั่นอาหารในจานเตรียมป้อนทันที
       
       ฝ่ายชีวินยื่นรายการให้พนักงานหลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว
       “ขอบคุณครับ”
       ชีวินเหลือบไปเห็นภคพงษ์นั่งอยู่กับยูโฮะก็ตกใจนิดๆ ค่อยๆเอียงตัวมากระซิบเสียงตื่นเต้นบอกรสา
       “รส...”
       รสาเอียงตัวมาฟังแล้วกระซิบถามเสียงตื่นเต้นไปด้วย
       “อะไร”
       ภคพงษ์เหลือบมาเห็นตอนที่รสากับชีวินกำลังเอียงมากระซิบกระซาบกันดูสวีต ภคพงษ์ถึงกับ
       เบือนหน้าหนี นั่งหลังตรง แอบเหยียดในสายตา หมั่นไส้หรือหวงบอกไม่ถูก
       ชีวินกระซิบบอกรสา
       “วินว่า...เราเจอแจ็กพอต”
       รสาขมวดคิ้วถาม
       “แจ็กพอตอะไร”
       “ก็ผู้ชายที่นั่งอยู่โต๊ะริมหน้าต่างน่ะ หน้าเหมือนคุณภคพงษ์ นายจ้างรสเป๊ะเลย”
       รสาหน้าเสียนิดๆ แล้วค่อยหันไปมองโต๊ะริมหน้าต่างด้วยสัญชาตญาณ รสาเห็นยูโฮะกำลังป้อนอาหารให้ภคพงษ์อย่างหวานแหวว รสาเบือนหน้าหนี พร้อมกับเบ้หน้าอย่างดูถูก
       “เช้าคน เย็นคน ...หล่อเลือกได้จริง..จริ๊ง”
       ชีวินเลิกคิ้ว
       “เช้าคนเย็นคนจริงอ่ะ”
       “จริง เมื่อเช้าก็คุณนางเอกมาอาละวาดถึงที่เรือนหลังเล็ก พอตกเย็นมากินข้าวกับนักร้อง คิวทองจริงๆ”
       “โห... ไม่หล่อ ไม่รวย ทำแบบนี้ไม่ได้นะเนี่ย”
       “ถ้าจิตใจไม่โหดเหี้ยมก็ทำแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน”
       “ขนาดนั้นเลย”
       “จริงนี่..ทำเหมือนผู้หญิงไม่มีความรู้สึก ควงคนโน้นที คนนี้ที ตัวเองมีความสุข คนอื่นจะทุกข์แค่ไหนก็ไม่สนใจ”
       “มันก็ไม่แน่..ผู้หญิงพวกนั้นเค้าอาจจะมีความสุขก็ได้”
       รสาส่ายหน้า
       “ใครจะสุขก็สุขไปเถอะ รสไม่สุขด้วยหรอก”
       
       ชีวินฟังแล้วก็อมยิ้มนิดๆ ท่าทีสบายใจ รสาเชิดใส่ภคพงษ์ไม่ยอมมองและไม่ยอมทัก 

 
 
       ยูโฮะถามภคพงษ์หลังจากป้อนแล้ว 
       
       “อร่อยมั้ยคะ”
       ภคพงษ์ ใช้ได้ครับ
       “งั้นอีกคำนะคะ”
       ไม่ทันรอคำตอบ ยูโฮะป้อนเลย ภคพงษ์จำใจต้องกินอีกหนึ่งคำ ช่างภาพที่ซ่อนอยู่ รีบรัวชัตเตอร์อย่างเร็ว แชะ ๆๆๆๆ ภคพงษ์ชะงักนิดๆ รู้สึกตัวเหมือนโดนแอบมอง ภคพงษ์หันไปตามสัญชาติญาณ เห็นช่างภาพแอบถ่ายรูป แชะๆๆ พอดี ช่างภาพตกใจรีบลดกล้องลงแล้วก็หลบวูบไป
       ภคพงษ์ชมวดคิ้วนิดๆ เริ่มเอะใจ ก่อนหันขวับมาทางยูโฮะที่หน้าเสียเล็กน้อย
       ภคพงษ์มองยูโฮะ แววตาซ่อนความดุพร้อมกับพูดขึ้นเสียงนิ่งๆ
       “ช่างภาพจากหนังสืออะไร”
       “เอ่อ..ยูโฮะไม่รู้ค่ะ จากไหนก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะ ตอนนี้พวกปาปาราซซีเยอะแยะเต็มไปหมด ยูโฮะจำไม่ได้หรอกค่ะ” ยูโฮะพูดอึกกัก
       ภคพงษ์เขม่นตามองอย่างไม่เชื่อ
       “อ้อ บางทีเค้าก็ให้พวกคนธรรมดาถ่ายแล้วส่งไปให้ก็มีนะคะ คนเมื่อกี้อาจจะเป็นคนที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดีก็ได้ ยูโฮะว่าไม่มีอะไรหรอก พี่ภัคอย่าคิดมากเลยค่ะ” ยูโฮะพูดพลางยิ้มกลบเกลื่อน
       “ผมไม่คิดมาก แต่ไม่สบายใจ..ถ้ามีภาพแอบถ่ายของผมกับคุณหลุดออกไป ผมคงไม่สะดวกใจที่จะไปไหนมาไหนกับคุณอีก”
       ยูโฮะหุบยิ้มทันที ภคพงษ์ เสียงอ่อนลงเล็กน้อยเหมือนจะสุภาพแต่แอบออกคำสั่ง
       “ถ้ายังอยากเจอกันอีก อย่าให้รูปหลุดออกไปเป็นอันขาด ฝากเคลียร์ด้วย”
       ภคพงษ์ขยับวางผ้าเช็ดปากไว้บนโต๊ะและพูดลาอย่างผู้ดี
       “ผมอิ่มแล้ว ถ้าคุณอยากทานต่อก็เชิญตามสบาย ผมขอเสียมารยาทกลับก่อน”
       ภคพงษ์พูดจบก็วางเงินไว้ประมาณห้าพันก่อนจะลุกขึ้น ท่ามกลางอาการเหวอของยูโฮะ
       “เอ่อ...พี่ภัคคะ พี่ภัค”
       ยูโฮะได้แต่นั่งเลิ่กลั่กแล้วก็ตัดสินใจลุกพรวดตามภคพงษ์ไปทันที
       “รอด้วยค่ะ...รอยูโฮะด้วย”
       
       ชีวินกับรสากำลังเริ่มกินอาหาร ชีวินเหลือบไปเห็นว่าภคพงษ์เดินมาก็กระซิบรายงาน
       “รส..มาแล้ว !”
       รสาปรายตาไปเห็นภคพงษ์กำลังเดินมา รสารีบปั้นหน้านิ่งเหมือนมองไม่เห็น ภคพงษ์เดินผ่านมาที่โต๊ะของรสาที่นั่งกินอาหารอย่างต่อเนื่อง ไม่สนใจ ไม่มอง ไม่ทัก
       ภคพงษ์หยุดข้างๆโต๊ะหนึ่งอึดใจพลางปรายตามามอง เหมือนจะให้รู้ว่าฉันเห็น และฉันก็ไม่ทักเหมือนกัน แล้วก็เดินต่อไป ยูโฮะวิ่งตามมา
       “พี่ภัครอด้วยค่ะ...พี่ภัค”
       ยูโฮะเดินมาแล้วก็หยุดปรายตามามองรสานิดๆ งงๆ ว่า ทำไมภคพงษ์ต้องมาหยุดตรงนี้ บรรยากาศชวนอึดอัด
       มากๆ และแล้วภคพงษ์ก็เดินออกไปจากร้าน
       “อ้าว...พี่ภัคคะ ยูโฮะไปด้วยค่ะ”
       ยูโฮะรีบเดินตามไปด้วยความร้อนใจ รสาปรายตามองตามทั้งสองคนแล้วก็ส่ายหน้า
       ชีวินมองรสาแล้วก็ถามขึ้น
       “รสไม่ทักเค้าแบบนี้ เค้าจะโกรธหรือเปล่า”
       “คงโกรธ”
       “อ้าว...แล้วทำไมไม่ทัก”
       “ก็ตอนนี้หมดเวลางานแล้ว มันเป็นเวลาส่วนตัว”
       “ระวังนะ ทำตัวหยิ่งแบบนี้ เค้าจะมาชอบ”
       รสาเลิกคิ้วถาม
       “ทฤษฎีตำราไหนไม่ทราบคะ”
       “ก็วินเห็นตามละครไง นางเอกหยิ่งๆ พระเอกชอบ”
       “แต่รสไม่ใช่นางเอกละคร แล้วคุณภคพงษ์เค้าก็ไม่ใช่พระเอกในสายตารส อีกอย่างเค้าชอบผู้หญิงขาวๆ อวบๆ เอ็กซ์ๆ ไอ้เก้งก้างอย่างรสเค้าไม่สนใจหรอก” รสาพูดขำด้วยความมั่นใจ
       “ขอให้จริงเหอะ”
       ชีวินพูดดักคอ รสายักไหล่เหมือนจะบอกว่า..จริงอยู่แล้ว
       
       เวลากลางคืน รถภคพงษ์แล่นมาจอดที่หน้าบ้าน เปลี่ยนรีบวิ่งมาเปิดประตู ภคพงษ์ลงจากรถ เปลี่ยนขับรถไปเก็บ ภคพงษ์เดินเข้าไปในบ้าน สายใจและปุยนุ่นรีบเดินมาต้อนรับ
       “คุณหนูคะ..เมื่อตอนเย็น คุณรสาเธอไม่ได้ทานอาหารที่ป้าเตรียมไว้นะคะ”
       “ผมทราบแล้ว”
       สายใจแปลกใจนิดๆร้อง “อ้าว...”
       “สำหรับพรุ่งนี้ฝากป้าใจเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้คุณรสาด้วย บอกเค้าว่าผมเชิญมาทานด้วยกัน”
       “ค่ะ”
       ภคพงษ์เดินขึ้นบ้านไป สายใจมองตามนิดๆ ปุยนุ่นถามขึ้นด้วยความงง
       “ทำไมคุณภัคทราบว่าคุณรสาไม่ได้ทานข้าวเย็นที่นี่ล่ะป้า”
       สายใจไม่ตอบ..แต่ก็คิดด้วยความอยากรู้เหมือนกัน
       
       เช้าวันต่อมา รสาสะพายเป้หอบงานอยู่ในมือ รสาคุยกับสายใจอยู่หน้าบ้าน มีปุยนุ่นยืนเป็นสมุนอยู่ด้านหลัง
       “พอดีไปเจอกันโดยบังเอิญที่ร้านอาหารน่ะค่ะ”
       สายใจกับปุยนุ่นพยักหน้า
       “แหม..ช่างบังเอิญจังเลยนะคะ ถึงว่าตอนคุณภัคกลับมา ป้ายังไม่ทันจะรายงาน คุณหนูก็ชิงตอบซะก่อน อ้อ... แล้วกลางวันนี้คุณรสามีนัดกับใครหรือเปล่าคะ”
       “ไม่มีค่ะ”
       “ดีเลยค่ะ เพราะคุณภัคเธอให้ป้าทำอาหารไว้ให้ แล้วก็เชิญคุณมาทานด้วยกัน”
       รสาขมวดคิ้ว
       “ทานด้วยกัน”
       “ค่ะ ทานกับคุณหนูน่ะค่ะ”
       “เอ่อ.. แต่รสเกรงใจคุณป้า ไม่อยากทำให้ต้องวุ่นวายเตรียมอาหาร”
       “ถ้าเกรงใจก็ต้องทานเยอะๆ ป้าจะได้ดีใจ แต่ถ้าคุณทานนิดๆหน่อยๆ หรือปฎิเสธไม่มาร่วมทานอาหารกับคุณหนู ป้าเสียใจคิดว่าคุณรสาไม่อยากทานอาหารฝีมือป้า”
       “เปล่านะคะ ป้าใจทำอาหารอร่อยมากค่ะ” รสารีบบอก
       “ถ้าอร่อย..กลางวันนี้มาทานกับคุณหนูนะคะ”
       รสาชะงักไม่สามารถปฎิเสธได้
       “ถ้าอาหารจัดเรียบร้อยแล้ว จะให้ปุยนุ่นไปเชิญนะคะ ป้าขอตัวไปทำครัวก่อนนะคะ”
       สายใจพูดพร้อมรอยยิ้มเมตตาอย่างเป็นมิตรแล้วก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับปุยนุ่น
       “เจ้าเล่ห์เหมือนกันนะป้า” ปุยนุ่นพูดเบาๆ
       สายใจเอ็ดเบาๆ แต่หนักๆ
       “นังปุย หุบปาก!”
       
       ปุยนุ่นหุบปากเงียบ ทั้งสองคนเดินเข้าบ้านไป รสาได้แต่ยืนครุ่นคิดด้วยความอึดอัด

 
 
       ภายในเรือนหลังเล็ก รสาเดินสำรวจห้องต่างๆ ของบ้าน หลังจากที่คนงานขนของออกไปตามคำสั่ง รสาเช็คอย่างละเอียด จนมาถึงที่ห้องนอนของภคพงษ์
       
       รสามองไปรอบๆห้องแล้วก็เดินไปที่ตู้เก็บของ รสาเคาะฝาตู้เชกสภาพความแข็งแรงของไม้และที่ประตูเปิดปิด
       เชกความแข็งแรงของบานพับ ระหว่างที่ปิดเปิดๆอยู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นว่ามีกล่องใส่ของวางอยู่ในตู้
       รสาหยุดแล้วก็หยิบกล่องมาดู เป็นกล่องไม้ขนาดฟุต คูณฟุต
       รสามองกล่องที่อยู่ในมืออยากรู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่กล้าเปิดกลัวเสียมารยาท รสามองแล้วก็คิดว่าจะเปิดไม่
       เปิดหรือไม่เปิดดี ทันใดนั้นก็มีเสียงคนงานดังขึ้น
       “คุณรสาครับ”
       รสาตกใจร้องขึ้นสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ รสาปล่อยกล่องตกลงพื้น รูปภาพที่อยู่ในกล่องตกกระจาย
       “อ้าว น้าปู มีอะไรคะ”
       “ช่างที่จะมาทุบกำแพงในห้องนั่งเล่นมาแล้วจะให้เริ่มเลยมั้ยครับ”
       “เริ่มเลยจ้ะ เดี๋ยวรสตามลงไปดู”
       “ครับ”
       คนงานรีบเดินออกไป รสาหันกลับมาที่กล่องไม้ที่ตกอยู่แล้วก็ค่อยๆก้มลงเก็บรูปภาพประมาณเกือบยี่สิบรูป ที่ตกเกลื่อนอยู่บนพื้น รสาค่อยๆหยิบมาดู ทีละใบ
       ภาพของภคพงษ์ตอนเด็ก น่ารักน่าชัง ทั้งตอนเล่นเปียโน วิ่งเล่น รสาดูแล้วก็อมยิ้มนิดๆ ในความน่ารัก
       “ตอนเด็กๆก็ดูน่ารักดี โตขึ้นเป็นแบบนี้ได้ไงไม่รู้”
       รสาดูรูปอื่นๆไปเรื่อย แล้วก็มาสะดุดที่รูปหนึ่ง รสาเขม่นตามองด้วยความสงสัย ภาพใบนั้น... ภคพงษ์ถ่ายคู่กับพ่อที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือ ภคพงษ์อยู่ตรงกลาง แต่ด้านขวามือมีรอยร่องโดนตัด ทิ้งไว้แต่ชายกระโปรงที่เหลืออยู่เล็กน้อยในภาพ
       รสาแปลกใจ ดูรูปที่เหลือก็ยิ่งแปลกใจเพราะภาพในลักษณะนี้มีอยู่ถึง 4-5 รูป รสาคิด...
       “ใคร! ตัดทิ้งทำไม”
       ทันใดนั้นก็มีเสียงยูโฮะดังมาจากข้างล่าง
       “ใครเป็นคนออกแบบเรียกมาคุยกับฉันหน่อยสิ !”
       รสาสะดุดกึกทันที
       
       กลางห้องนั่งเล่น ยูโฮะยืนเกาหลีอยู่อย่างไม่เข้าพวก
       “ฉันบอกให้ไปตามอินทีเรียที่คุมงานมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ยินหรือไงหะ”
       พวกคนงานไม่ค่อยมีใครสนใจ ยังก้มหน้าก้มตาทำงานกันไป ยูโฮะยิ่งแค้นใจ
       “นี่ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไงหะ ฟังภาษาไทยรู้เรื่องหรือเปล่าเนี่ย”
       เสียงรสาดังมาจากด้านหลัง
       “คุณต้องการคุยอะไรกับฉันเหรอคะ”
       ยูโฮะหันขวับมาที่รสา
       “ดิฉันเป็นคนออกแบบและคุมงานค่ะ”
       ยูโฮะมองรสาตั้งแต่หัวจรดเท้า และย้อนขวับกลับมาที่หน้าอีกทีก่อนใช้ความคิด … ก็นึกได้ว่า รสาเป็นคนเดียวกับที่ในร้านอาหาร
       “เธอคือคนที่อยู่ในร้านอาหารเมื่อคืนนี้นี่”
       “ใช่ค่ะ ...”
       “แล้วทำไมเธอถึงไม่ทักทายพี่ภัค ทำเหมือนไม่รู้จัก ไม่มีมารยาท”
       “ที่ดิฉันไม่ทักเพราะเห็นว่า คุณสองคนกำลังใช้เวลาส่วนตัวกันอยู่ ฉันไม่อยากรบกวน” รสาตอบประชด
       ยูโฮะยิ้มกว้างอย่างพอใจ
       “โอเค...เหตุผลดี น่าให้อภัย”
       รสาแอบยิ้มเยาะนิดๆ ยูโฮะพูดพลางปราดสายตามองไปรอบๆบ้าน ก่อนจะพูดขึ้นในมาดของเจ้าของ
       “แล้วนี่เธอออกแบบไว้ยังไงบ้าง รายงานมาสิ”
       “ดิฉันคิดว่า ถ้าคุณอยากรู้ไปถามคุณภัคเองดีกว่านะคะ”
       “ฉันสั่งเธอต้องทำ รายงานมาเดี๋ยวนี้”
       ยูโฮะขึ้นเสียงดังแสดงอำนาจอีกตามเคย รสาสุดแสนจะเบื่อหน่าย
       
       ภายในห้องทำงานของภคพงษ์ที่ดูเก๋ไก๋ดูดีมีรสวนิยม มีภาพถ่ายอัญมณีและเครื่องเพชรในตำนานติดอยู่อย่างสวยงาม เผด็จส่งแฟ้มเอกสารให้ภคพงษ์
       “นี่เป็นแบบเครื่องเพชรชุดใหม่ที่จะส่งไปฝรั่งเศสมีทั้งหมด 10 แบบ ถ้าคุณภัคอนุมัติแบบแล้วจะได้เริ่มผลิตเลย”
       “ครับ ผมจะรีบพิจารณาภายในวันนี้”
       “เดี๋ยวอาไปบอกให้ทางทีมผลิตเค้าเตรียมตัว เพราะทางโน้นเค้าเร่งมาก อยากได้เครื่องเพชรของเราไปแสดงในงานเดินแฟชั่นเดือนหน้า ถ้าคุณภัคพิจารณาเรียบร้อยแล้วจะได้ลงมือกันได้เลย”
       ภคพงษ์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เผด็จเดินออกไป
       ภคพงษ์เปิดแฟ้มดูแบบร่างของเครื่องเพชรชุดใหญ่ที่หรูหราอลังการ แต่แฝงกลิ่นไอเอเชีย ผสมผสานกับยุโรปได้อย่างลงตัว
       
       ภายในเรือนหลังเล็ก ยูโฮะยังคาดคั้นรสาไม่เลิก
       “ยืนเงียบอยู่ทำไมหะ ฉันบอกให้รายงานมาว่าเธอจะทำอะไรกับบ้านหลังนี้บ้าง ก็บอกมาสิ ยืนเป็นใบ้อยู่ได้ น่ารำคาญ”
       รสาหน้าเบื่ออย่างแรง
       “ดิฉันคงรายงานให้คุณฟังไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคุณไม่ได้เป็นนายจ้างของดิฉัน”
       ยูโฮะเชิดหน้าแล้วบอก
       “แต่ฉันเป็นแฟนของนายจ้าง”
       รสากรอกตาด้วยความเซ็ง
       “แฟนมาอีกคนแล้ว”
       “อีกคน หมายความว่ายังไง”
       “เมื่อวานก็มีผู้หญิงมาบอกว่าเป็นแฟนคุณภคพงษ์ วันนี้คุณก็มาบอกว่าเป็นแฟนอีก นี่ถ้าฉันจะต้องรายงาน ต้องแก้ทุกอย่างตามที่แฟนคุณภคพงษ์ต้องการ ฉันคงจะต้องขอเงินเพิ่ม” รสาพูดประชด
       “นังนั่นมันเป็นแฟนตัวปลอม ฉันเป็นแฟนตัวจริง ต้องฟังฉันเท่านั้น” ยูโฮะพูดเสียงแจ๋น
       รสามองหน้ายูโฮะด้วยความเอือมระอาใจ แล้วก็คิดอะไรบางอย่างได้ รสาค่อยๆหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ในขณะที่ถามยูโฮะไปด้วย
       “ได้ค่ะ ฉันจะฟัง คุณบอกความต้องการของคุณมาได้เลยค่ะ ฉันจะได้ใส่ลงไปในแบบ”
       ยูโฮะยิ้มด้วยความพอใจแล้วบอก
       “ดีมาก...เธอทำถูกต้องแล้ว”
       รสายิ้มรับนิดๆ ก่อนกดโทร.ออกไปหาภคพงษ์ ในขณะที่ตามองมาที่ยูโฮะเพื่อไม่ให้ยูโฮะรู้ตัว
       
       จอโทรศัพท์ขึ้นว่า กำลังโทร.ออกไปหา ภคพงษ์ 

 
 

       ภคพงษ์กำลังตรวจแบบเครื่องเพชรอย่างตั้งใจ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ภคพงษ์หันไปหยิบมาดู ที่หน้าจอขึ้นว่า ”รสา” ภคพงษ์แปลกใจแล้วก็กดรับ
       
       “ฮัลโหล...”
       ปลายสายภคพงษ์ได้ยินเสียงยูโฮะเข้ามา
       “ฉันต้องการห้องนอนแบบอลังการๆ เตียงนอนต้องใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง”
       ภคพงษ์ชักสีหน้า แปลกใจอย่างแรง
       ยูโฮะยังร่ายยาวอย่างเยอะโดยไม่รู้ตัว
       “ผนังเป็นสีทองหลุยส์ๆ เริ่ดๆ ล้ำๆ นอนแล้วเหมือนฉันเป็นเจ้าหญิงอยู่ในพระราชวัง ห้องน้ำก็ต้องแอบเซ็กซี่ๆหน่อย ฉันกับพี่ภัคจะได้มีกิจกรรมทำในห้องน้ำ”
       รสาทำหน้าเอือมแล้วมองไปที่โทรศัพท์มือถือของรสา แสดงว่าภคพงษ์ยังอยู่ในสาย
       ภคพงษ์ฟังแล้วก็ส่ายหน้า..ระอาใจ
       “ส่วนห้องจัดเลี้ยงก็ต้องเปิดโล่งๆ กว้างๆ มีเวทีสำหรับให้ฉันกับเพื่อนๆ จัดคอนเสิร์ต ซ้อมเต้น แล้วก็ใช้แถลงข่าวเปิดอัลบั้มด้วย”
       ภคพงษ์ฟังแล้วก็อึ้งๆ สีหน้าเริ่มไม่พอใจ
       “ อ้อๆ แล้วก็ต้องมีโรงหนังในบ้านด้วยนะ เพราะฉันไม่ชอบไปดูหนังข้างนอก มันไม่มีความเป็นส่วนตัว”
       
       รสายิ้มๆแล้วก็ถามขึ้น
       “มีอะไรอีกมั้ยคะ”
       ยูโฮะคิดแล้วก็ตอบ
       “ตอนนี้คิดได้แค่นี้ เอาไว้ ถ้านึกอะไรออก ฉันจะบอกอีกที”
       “ได้ค่ะ”
       รสารับคำแล้วก็วางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับเปิดลำโพงสปีกเกอร์โฟน
       “คุณได้ยินความต้องการทั้งหมดของแฟนคุณแล้วนะคะ”
       ยูโฮะตกใจ หน้าเหลอหลา
       
       ภคพงษ์ฟังนิ่ง รสาพูดต่อ
       “ถ้าคุณต้องการให้ดิฉันแก้แบบตามที่แฟนของคุณสั่งก็บอกมานะคะ ดิฉันจะรีบทำให้ แต่คงต้องขอคิดเงินเพิ่มอีกเท่าตัว”
       ภคพงษ์ฟังนิ่งแล้วก็คิด รสาวางสายไป ยูโฮะยังงงๆอยู่
       “นี่เธอคุยกับใคร”
       “คุณภคพงษ์ค่ะ” รสาบอก
       ยูโฮะถึงกับหน้าเสียในทันที
       “กะ...แก นี่แกแอบโทร.หาพี่ภัคเหรอ หะ”
       “ค่ะ .. ตอนนี้แฟนคุณรับทราบความต้องการของคุณแล้ว ที่เหลือก็เคลียร์กันเอาเองนะคะ ว่าต้องการจะแก้แบบอะไรบ้าง ดิฉันจะได้แก้ไขทีเดียว”
       รสาพูดจบก็เดินออกไปทำงานต่อ ยูโฮะไม่ยอมจบ
       “แกตั้งใจจะแกล้งฉันใช่มั้ยหะ นี่หยุดนะ”
       โทรศัพท์มือถือยูโฮะดังขึ้น ยูโฮะหันมาหยิบดู เห็นเป็นชื่อภคพงษ์
       “พี่ภัค”
       ยูโฮะลังเลว่าจะเอายังไงดี หันมามองรสาที่เดินออกจากห้องไปแล้ว ยูโฮะกดรับเสียงอ่อน
       “พี่ภัคคะ”
       ภคพงษ์ออกคำสั่งเสียงเข้ม
       “ออกมาจากเรือนหลังเล็กเดี๋ยวนี้ !”
       ยูโฮะได้ยินก็หน้าเสียทันที
       “แต่พี่ภัคคะ...ฟังยูโฮะก่อนนะคะ”
       ภคพงษ์ไม่ฟัง ย้ำอีกครั้ง
       “ออกมาและห้ามเข้าไปอีกถ้าผมไม่อนุญาต”
       ยูโฮะหน้าจ๋อย...เอ่อ
       ภคพงษ์โหดอย่างผู้ดี
       “กรุณาอย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ เป็นครั้งที่ 3”
       “เอ่อค่ะๆ ไปแล้วค่ะ”
       ยูโฮะสะบัดหน้าแล้วก็เดินกระแทกส้นออกไปด้วยความไม่พอใจ แต่ยังคุยโทรศัพท์เสียงออดอ้อน แต่ภคพงษ์วางสายไปแล้ว
       “พี่ภัคฟังยูโฮะก่อนนะคะ ที่ยูทำไป เพราะอยากช่วยพี่ภัคนะคะ พี่ภัคคะ พี่ภัค พี่ภัค”
       ยูโฮะหันมามองบ้านด้วยความแค้นใจ แล้วก็สบัดหน้าใส่ พร้อมกับเดินออกไปด้วยความเคือง รสาค่อยๆโผล่หน้าออกมามองด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ
       ภคพงษ์วางมือถือไว้บนแฟ้มเครื่องเพชร แล้วก็คิด “แสบไม่ใช่เล่น...รสา”
       ภคพงษ์ นึกถึงรสากับการแก้ปัญหาของวันนี้แล้วก็ยิ้มนิดๆ ด้วยความพอใจ
        
       ภคพงษ์เริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของผู้หญิงที่ชื่อรสาโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ละครออนไลน์


ความคิดเห็น

Guest
ชื่อ :