akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 20 ไม่เลือกที่

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 20 ไม่เลือกที่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 51.4k

ความคิดเห็น : 211

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2559 20:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 20 ไม่เลือกที่
แบบอักษร

20

ไม่เลือกที่

 

                สายตาที่จ้องมองคนที่อยู่ข้างกายของพอลด้วยความสงสัย ค่อนข้างที่จะทำให้

วิรุจน์รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาได้แต่ยิ้มจางๆส่งให้กับร่างที่นอนอยู่บนเตียง

                “อ่า...ข้างๆนาย”

                พอลปรายตามองวิรุจน์เพียงนิด แล้วเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงกว้าง ผมสีบอร์นทองนั้นเงางามรับกับใบหน้าสวยหวาน เธอมองวิรุจน์ด้วยความสงสัย ไม่อาจจะละความสนใจได้

                “เป็นยังไงบ้าง”

                “ทุกอย่างเรียบร้อยดี”          

                เธอกล่าวอย่างมีความสุข พลางก้มมองทารกตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของตัวเธอเอง วิรุจน์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอก เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะคุยอะไรกับเธอ ชายหนุ่มคิดว่าพอลคงจะเป็นคนแนะนำเขากับเธอเอง

                “นายไม่บอกฉันเลย ว่าพาใครมาด้วย”

                ว่าพลางลูบไล้แก้มนิ่มของเด็กตัวน้อยที่เธอโอบกอดอยู่

                “ก็ไม่ได้สำคัญอะไรนี่”

                วิรุจน์ถึงกลับสะอึกกับสิ่งที่พอลพูดเหมือนว่าเขาไม่มีตัวตน คิ้วทั้งสองของเขาเริ่มกระตุกอย่างไม่พอใจ กล้ามากที่มาพูดแบบนี้กับเขา ชายหนุ่มแทบจะกัดฟันกรอดๆ แต่เขาก็ได้แต่ปั้นหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งนั้น

                “ฉันชื่อวิคตอเรียนะคะ เป็นลูกพี่ลูกน้องของพอล ฉันอายุมากกว่าเขา จะเรียกว่าเป็นพี่สาวก็ได้ค่ะ”

                ใบหน้าสวยงามดังเจ้าหญิงระบายยิ้มสวย วิรุจน์รู้สึกดีขึ้นมา ที่เธอทักทายเขา เขาอยากจะเข้าไปบีบคอพอลให้ขาดใจตายเสียจริงที่ช่างไร้มารยาท ลากเขาให้มาด้วยแล้วยังไม่แนะนำเขากับเธออีก

                “ผมชื่อวิรุจน์ครับ เป็นลูกชายเพื่อนของพ่อเขา”

                ดวงตาคู่สวยเสมองพอลเล็กน้อยอย่างตำหนิ แต่พอลก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ วิคตอเรียเลิกคิ้วเล็กน้อย

                “เอ๊ะ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อของคุณเลยค่ะ”

                “นั่นก็แสดงว่าผมกับเขาไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่น่ะครับ”

                เขาเองก็ไม่ได้หวังให้พอลพูดถึงเขากับคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่มันก็พาลให้รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก ที่เจ้าตัวไม่เคยคิดจะแนะนำเขากับเธอเลย อย่างน้อยจะพามาให้พบ ก็ควรจะบอกกล่าวให้รู้ว่าเขาคือใคร วิรุจน์ได้แต่ตำหนิพอลอยู่ในใจ

                “ฉันล้อเล่นน่ะค่ะ”

                วิรุจน์เลิกคิ้วทันที ใบหน้าที่เผลอแสดงความหงุดหงิด ทำให้วิคตอเรียได้แต่ยิ้มจางๆ

                “ฉันหมายถึง ฉันคิดอยู่แล้วล่ะค่ะ ว่าคุณน่าจะเป็นคุณวิรุจน์”

                รอยยิ้มสวยของเธอ พร้อมกับสายตาที่มองเหมือนเอ็นดูเขาและพอล ทำให้วิรุจน์ค่อนข้างจะแปลกใจ

                “รู้ได้ยังไงครับ”

                “พอลเคยเล่าให้ฉันฟังค่ะ ว่าไปที่ไทยก็เพื่อไปหาคุณ”

                คำตอบของเธอทำให้เขาวิรุจน์อึ้งไปครู่หนึ่ง ยิ่งเห็นเธอยิ้ม เขาก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ สายตาที่เธอมองเขาและพอล เหมือนว่ารู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพอล วิรุจน์เองก็ไม่รู้ว่าพอลไปพูดอะไรเกี่ยวกับตัวเขากับพอลให้เธอฟังบ้าง

                “เอ่อ ผมคงโดนเขาเม้าซะเยอะเลยสินะครับ”

                ชายหนุ่มแกล้งถามออกไป วิคตอเรียหัวเราะเบาๆ ยกมือป้องปากเหมือนคนอารมณ์ดี

                “ค่ะ ก็เยอะเหมือนกัน เขาบอกว่าคุณ

                “เงียบไปเลย!

                จู่ๆพอลก็พูดขึ้นมา วิรุจน์เองก็ตกใจ เพราะพอลพูดขึ้นเหมือนไม่อยากให้วิคตอเรียพูดว่าเขาพูดอะไรไปบ้าง วิคตอเรียมองพอลอย่างตำหนิ

                “เบาๆหน่อยสิ ถ้าลูกสาวฉันตื่นขึ้นมา นายจะรับผิดชอบยังไง”

                เธอหันไปดุพอล แต่ก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก วิรุจน์ยังมองเห็นถึงความอ่อนโยนของเธอ พอลเองก็มองเธอเหมือนตำหนิ

                “เพราะเธอพูดอะไรไม่เข้าท่าน่ะสิ”

                “ฉันก็แค่จะพูดในสิ่งที่คุณวิรุจน์ถามเท่านั้นเอง”

                วิคตอเรียไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวต่อสายตาและท่าทางที่เหมือนคนใจร้ายและขี้หงุดหงิดของพอล

                “ช่างเถอะ ฉันก็แค่มาดูว่าเธอเป็นยังไงบ้าง”

                “ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะมาเลยนะ”

                “เพราะเธอเพิ่งคลอด ก่อนหน้านั้น ทำไมฉันต้องมา”

                วิรุจน์ยืนมองทั้งสองคนสนทนากันด้วยความสนิทสนม เขารับรู้ได้ ถึงแม้พอลจะใช้คำพูดที่ไม่ค่อยน่าฟังก็ตามที

                “แล้วเจ้านั่นไปไหน”

                “นี่อย่ามาเรียกสามีของฉันว่าเจ้านั่นนะ”เธอเริ่มเคือง

                “หึ”

                พอลทำเป็นไม่สนใจ เขาผละออกห่างแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา ก่อนจะยกขาตวัดไขว่ห้าง ยกแขนทั้งสองกอดอก

                “ทิ้งเมียกับลูกเอาไว้ แย่จริงๆ”

                “นี่นาย พูดให้มันดีๆหน่อยได้ไหมฮะ”

                วิรุจน์หันไปเอ็ดพอลเบาๆ ไม่อยากให้พอลพูดจาไม่ดีใส่ผู้หญิง แต่พอลก็ตวัดสายตามองวิรุจน์อย่างไม่พอใจ

                “หรือนายคิดว่าผู้ชายที่ทิ้งลูกทิ้งเมียไว้ มันเป็นคนดีงั้นสิ”

                เขาเถียงพอลไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่พอลพูดก็คือความจริงที่เขาไม่อาจจะโต้แย้งได้เลย วิคตอเรียเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พอลก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว คุณวิรุจน์ไม่ต้องคิดมากหรอกนะคะ”

                ไม่ใช่วิรุจน์ไม่รู้ว่าพอลมักพูดจาไม่ถนอมน้ำใจใคร เพียงแต่ว่าเขาไม่อยากจะคิดว่าชายหนุ่มจะทำพฤติกรรมแย่ๆแบบนี้กับผู้หญิงด้วย

                ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าผู้ชาย เมื่อเป็นผู้ชายก็ควรจะปกป้องและดูแลผู้หญิงไม่ใช่ทำตัวแย่ๆใส่แบบนี้

                ถึงแม้วิรุจน์อยากจะบอกกลับไปว่าพฤติกรรมของพอลไม่เหมาะสมอยู่ดี แต่ทว่าเขาก็ไม่อยากจะก้าวก่ายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคน เพราะเขาเองก็เหมือนเป็นคนนอก ไม่รู้หรอกว่าทั้งสองสนิทสนมกันมากแค่ไหน

                ผู้หญิงที่ทั้งสวยและดูอ่อนหวานอย่างวิคตอเรียดูไม่น่าจะทนฟังถ้อยคำไม่น่าฟังของพอลได้ แต่ทว่าเธอก็ดูเหมือนจะไม่ได้โมโห หรือต้องน้ำตาไหลเพราะได้ฟังคำที่แสนโหดร้ายจากพอล

                “เอ๊ะ ลูกสาวของคุณ”

                วิรุจน์เลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจ ถ้ามองไม่ผิด ลูกสาวของเธออยู่ในร่างมนุษย์ แต่ถึงกระนั้น เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีหูเสือโผล่ออกมาให้เห็นจากห่อผ้าที่เธอโอบกอดอยู่

วิรุจน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย

                “เสือโคร่งขาว”

                เขาทวนชื่อสิ่งมีชีวิตนี้เบาๆในลำคอ วิคตอเรียพอจะได้ยิน เธอจึงเอ่ยขึ้น

                “แปลกใจหรือเปล่าคะ ว่าทำไมลูกสาวของฉันถึงออกมาเป็นครึ่งมนุษย์ ครึ่งเสือตั้งแต่แรกเกิดแบบนี้”

                “อ่า

                ดูเหมือนเธอจะอ่านความคิดของวิรุจน์ออก ชายหนุ่มเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองแสดงความสงสัย จนทำให้เธอต้องถามแบบนี้

                “ครับ พี่ชายผมเอง ก็มีลูกเหมือนกันครับ แต่ว่า หลานผมออกมาเป็นลูกเสือเลย ผมก็เลยค่อนข้างจะแปลกใจ”

                “อ๋อ แบบนั้นนี่เอง”

                วิคตอเรียพยักหน้าเล็กน้อย เหมือนเข้าใจ ใบหน้าที่สวยงามของเธอไร้การแต่งแต้มเครื่องสำอาง แต่ก็งดงามมากพอจนไม่จำเป็นจะต้องสนใจสิ่งเหล่านั้น

                “คุณเป็นเสือโคร่งขาว เหมือนเขาใช่ไหมครับ”

                วิรุจน์หมายถึงพอล พอลนั่งเงียบ เขาได้แต่มองทั้งสองสนทนากัน ไม่ได้เข้าไปแทรกแต่อย่างใด

                “ค่ะ ฉันกับพอล เป็นสายเลือดบริสุทธิ์เหมือนกันค่ะ”

                “แล้วทำไม”

                นั่นคือสิ่งที่วิรุจน์สงสัยมากที่สุด เพราะลูกสาวของเธอ ไม่ออกมาเป็นตัว แต่กลับออกมาเป็นครึ่งคน ครึ่งเสือ

                “สามีของฉันเป็นเลือดผสมน่ะค่ะ”

                “เอ๊ะ”

                วิรุจน์เลิกคิ้ว เขาหันไปมองพอล

                “มองฉันทำไม”

                “ถ้ามีลูกกับเลือดผสม แล้วจะออกลูกมาเป็นครึ่งคนครึ่งเสือเหรอ”

                ความสงสัยเกิดขึ้น พร้อมกับหน้าตาที่แสดงความงุนงงเต็มที่ ราวกับต้องการคำตอบจากพอลที่พอจะช่วยไขความสงสัยให้กับเขาได้

                “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”

                “นี่นายไม่รู้ได้ยังไงเนี่ย”

                เขาไม่คิดว่าพอลจะไม่รู้ แต่พอลก็ยังทำไม่สนใจ ไม่คิดจะตอบคำถามของวิรุจน์เลยสักนิดเดียว

                “แล้วตกลง เจ้านั่นจะกลับมาเมื่อไหร่”

                “เดี๋ยวอีกสักพักก็กลับมาล่ะ ฉันบอกให้เขาลงไปซื้อขนมมาให้กินก็แค่นั้นเอง”

                วิรุจน์นึกตำหนิพอลในใจ ที่ตอนแรกต่อว่าสามีของวิคตอเรียเสียยกใหญ่ พอลยันกายลุกขึ้นยืน

                “แล้วเด็กคนนี้ชื่ออะไร”

                เขาเดินไปหาเด็กตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอ  แตะเพียงปลายนิ้วที่แก้มนิ่มนั้นเท่านั้น ตอนแรกวิรุจน์หวั่นใจว่าพอลอาจจะใช้แรงมากเกินไปที่จะสัมผัสตัวเด็ก แต่กลายเป็นว่าเขากลับดูอ่อนโยน จนวิรุจน์เองก็แปลกใจ

                หรือว่าจริงๆแล้ว พอลก็ไม่ใช่คนเกลียดเด็ก เพียงแต่รู้สึกหงุดหงิดใจเวลาเห็นเด็กเท่านั้น

                “เรเชล”

                นั่นคือชื่อของเด็กสาวตัวน้อย วิรุจน์เป็นคนรักเด็กก็จริง แต่เขาค่อนข้างที่จะคลั่งหลานชายของตัวเองมากกว่าเด็กคนอื่น เพราะเขาทั้งรักและเอ็นดูไทกะและโทระมากๆ เนื่องจากทั้งสองเป็นลูกของพี่ชายเขา          

                “งั้นเหรอ”

                พอลผละออกมาจากเด็กตัวน้อย แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

                “นอกจากจะชื่อเพราะกว่าแล้ว เด็กคนนี้ยังดูน่ารักกว่าเธอเสียอีก”               

                “บางทีนายก็ควรจะกลับไปได้แล้วนะพอล”

                วิคตอเรียเอ่ยยิ้มๆ แต่ดวงตาของเธอไม่ได้ยิ้มตาม เหมือนว่ากำลังหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก วิรุจน์เองก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ทำไมพอลถึงได้พูดจาไม่น่าฟังมากขนาดนี้ บอกว่าเด็กตัวน้อยนั้นน่ารักก็น่าจะพอแล้ว ไม่เห็นจะต้องเหน็บแนมวิคตอเรียเลย

                “ฉันจะกลับล่ะ”

                “ทำไมถึงรีบกลับ”

                คุณแม่วัยสาวเอ่ยถามญาติผู้น้องด้วยความแปลกใจ พอลที่กำลังจะเดินกลับนั้นหยุดชะงักเพียงนิด ก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “เห็นว่าไม่เป็นอะไรก็น่าจะพอแล้ว”

                วิรุจน์ได้แต่มองตามพอลไปอย่างอึ้งๆ ประตูห้องปิดลงหลังจากพอลออกไปแล้ว เขาหันมามองวิคตอเรีย คิดว่าเธอคงจะหน้าเสีย แต่ทว่าเธอกลับระบายยิ้มจางๆอย่างเอ็นดูน้องชายตัวสูงใหญ่ที่ออกจากห้องไป

                “เอ่อ ผมต้องขอโทษแทนเขาด้วยนะครับ ที่เขาพูดจาแบบนั้นกับคุณ”

                ถึงแม้เขากับพอลจะไม่ได้เป็นอะไรกัน นอกจากความสัมพันธ์ที่เรียกว่าเซ็กส์ แต่เขาก็ไม่ชอบให้พอลพูดทำร้ายความรู้สึกของผู้หญิง

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะว่าฉันชินแล้ว”

                “ไม่ได้หรอกครับ พอลเป็นผู้ชาย ไม่ควรพูดจาแบบนั้นกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่ทั้งสวยและดีแบบคุณ”

                วิรุจน์ค่อนข้างที่จะให้เกียรติผู้หญิง เขาไม่อยากให้เธอเคยชินกับนิสัยเสียของพอล แต่วิคตอเรียกลับยิ้มอย่างอารมณ์ดี

                “ดีจังเลยนะคะ ที่ข้างๆเด็กนั่น มีคุณอยู่ใกล้ๆแบบนี้”

                “เอ๊ะ”

                เพราะคำพูดของเธอ ทำให้วิรุจน์แปลกใจจนต้องขมวดคิ้ว เพราะเขาไม่รู้ว่าวิคตอเรียกำลังต้องการจะพูดอะไร

                “คุณน่ะเป็นคนสำคัญของเขานะคะ  ถึงเขาจะดื้อไปสักหน่อย แต่จริงๆแล้ว พอลเป็นคนน่ารักนะคะ”

                น่ารัก

                วิรุจน์เบิกตาแทบจะถลนออกมา มันจะเป็นไปได้ยังไง ที่มีคนกล้าพูดออกมาว่าพอลน่ารัก เขาอยากจะร้องเสียให้ดังๆว่ามันเป็นไปไม่ได้แน่นอน

                “ดูแลเขาด้วยนะคะ ถึงน้องชายคนนี้ของฉันจะดูดื้อไปสักหน่อย แต่ฉันเชื่อว่า คุณจะต้องมีความสุขที่ได้อยู่กับเขาแน่ค่ะ”

                ยิ่งได้ฟัง เขาก็ยิ่งพูดไม่ออก นั่นเป็นเพราะว่าหญิงสาวตรงหน้าพูดเหมือนกับว่าเขากับพอลเป็นคนรักกัน ทั้งที่ความจริงแล้ว เขากับพอลไม่ใช่คนรักกันเสียหน่อย เพียงแต่ว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพันธะวิญญาณทำให้เขาและพอลต้องอยู่เคียงข้างกัน

                “เอ่อ ผมไปก่อนนะครับ แล้วเจอกันไหมนะ เรเชล”

                วิรุจน์ก้มลงมาพูดกับเด็กตัวน้อยที่หลับตาพริ้ม วิคตอเรียได้แต่มองตามชายร่างสูงโปร่งที่เดินออกจากห้องไปจนลับตา

 

        -------+++++-------

 

        “นึกว่านายจะกลับไปแล้วซะอีก”

                วิรุจน์คิดว่าออกมาจากห้องแล้ว พอลจะไม่อยู่ แต่ทว่าพอลกลับยืนรอเขาอยู่ที่หน้าห้อง

                “ยัยนั่นชอบพูดอะไรไร้สาระ อย่าไปใส่ใจนักเลย”

                เขาพูดมาเรียบๆ แล้วก้าวเดิน วิรุจน์เลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วรีบเดินตามพอลไป เขายกมือจับไหล่ของพอล เมื่อชายหนุ่มไม่คิดจะหยุดเดินรอเขาเลยสักนิด

                “จะรีบไปไหนคุณชาย หิวข้าวหรือไง”

                การหยอกเย้าของร่างสูงโปร่งไม่ได้ทำให้พอลคิดจะสนใจ เขายังก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ จนวิรุจน์เริ่มเคือง รีบวิ่งไปดักหน้า

                “นี่คิดจะกวนประสาทกันไปถึงไหน นายลากฉันที่โรงพยาบาล แถมยังไม่แนะนำฉันกับคุณวิคตอเรียอีก ไร้มารยาทชะมัด”

                “ถอย”

                นอกจากจะไม่ตอบคำถาม พอลยังมองวิรุจน์เหมือนสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญ และนั่นทำให้วิรุจน์แทบจะปรี๊ดแตกขึ้นมาแทบจะทันที ชายหนุ่มพรูลมหายใจเล็กน้อย

                “นายจะเอายังไงกับฉันกันแน่ฮะ แบบนี้มันน่าหงุดหงิดนะเฟ้ย”

                วิรุจน์สุดจะทนกับพฤติกรรมของพอล  ยกมือเท้าเอว เอียงคอมองราวกับต้องการรอคำตอบ แต่แทนที่พอลจะสนใจ เขากลับเดินตรงไปที่ลิฟต์ จะกดปิดลิฟต์ทั้งที่วิรุจน์ยังไม่ได้เขามา แต่ทว่าวิรุจน์ก็ไวพอที่จะวิ่งตามเข้าไป

                “ฉันไม่อยากจะคุยกับนายแล้วนะ”

                แต่พอลก็ยังเงียบ นั่นทำให้วิรุจน์สุดจะทน เอ่ยสิ่งที่ตัวเองคิดจะทำออกไปทันที แต่ผลตอบรับก็ดูเหมือนว่าจะไม่ดีนัก

                “ฉันจะไม่อยู่บ้านของนาย ฉันจะไปอยู่โรง อื้อ

                ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค ร่างเขาก็ถูกกระชากเข้ามาใกล้ พร้อมกับใบหน้าหล่อที่ก้มต่ำลงมากดจูบปิดปากคำพูดของวิรุจน์ สัมผัสร้อนผ่าวส่งถ่ายมาถึง จนวิรุจน์รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือด เพราะเจ้าตัวใช้ฟันขบเม้มจนทำให้เกิดแผล

                “อึก”

                วิรุจน์ยกมือพยายามจะดันตัวพอลออก เพราะตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในลิฟต์ในโรงพยาบาล ถ้าลิฟต์เปิดแล้วเกิดมีใครมาเห็นเข้าจะทำอย่างไร

                เขาสะดุ้งเพียงเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงฝ่ามือร้อนที่โอบเอวเขาเอาไว้ วิรุจน์สูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึก พยายามไม่ให้สติตัวเองเตลิดออกไปไกล รีบออกแรงผลักพอลให้ออกห่าง จนกระทั่งสำเร็จ

                “แฮกๆๆ ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย”

                วิรุจน์ยกมือเช็ดริมฝีปากของตัวเอง เขาจ้องมองพอลอย่างไม่พอใจ ในขณะที่ประตูลิฟต์เปิดออก มีพยาบาลยืนอยู่ วิรุจน์ชะงักไปเล็กน้อย โชคดีที่เขากับพอลผละออกจากกันก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงได้ขายหน้าต่อหน้าหญิงสาวเป็นแน่

                “เชิญครับ”

                ชายหนุ่มขยับกายให้พยาบาลสาวเข็นรถอุปกรณ์เข้ามาในลิฟต์ เขาขยับกายไปเบียดตัวกับพอลอย่างไม่ได้ตั้งใจ  ในขณะที่ชายตัวสูงกดยิ้มเพียงนิดที่มุมปากที่แผ่นหลังของวิรุจน์แนบชิดไปกับอกของเขา

                ความรู้สึกหงุดหงิดเกิดขึ้น เมื่อมือของพอลเริ่มอยู่ไม่สุข เพราะเจ้าตัววางมือลูบไล้ไปมาที่ก้นของเขา วิรุจน์หันไปมองพอลตาขวาง

                ถึงแม้เขาจะเป็นหนุ่มอารมณ์ดี เหมือนมองโลกในแง่บวกยังไง แต่ทว่าเขาก็ยังไม่อารมณ์ดีมากพอที่จะทนให้พอลทำเรื่องเสียๆหายๆกับเขาในลิฟต์ ในขณะที่อยู่ต่อหน้าผู้หญิง

                เพราะหงุดหงิดเป็นทุนเดิมตั้งแต่ในห้องพยาบาลมาอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอพอลทำเรื่องไร้มารยาทกับเขาในลิฟต์อีก เขาก็ยิ่งเคืองหนัก

                “เอามือนายออกไปให้ห่างๆเลย”       

                วิรุจน์แทบจะกัดฟันพูดใส่พอล แต่ทว่าพอลกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะต้องใส่ใจอะไรมากมายนัก ในเมื่อมันคือสิ่งที่เขาเริ่มกระทำเอง ทำไมเขาจะต้องไปคิดมากกับท่าทางที่โวยวายของวิรุจน์

                “อยากให้คนอื่นรู้หรือไง”

                มีเพียงน้ำเสียงทุ้มที่น่าหงุดหงิดใจส่งมาให้กับวิรุจน์ได้รับรู้ ชายหนุ่มได้แต่กัดปากตัวเองเอาไว้แน่น เขารู้สึกเคืองพอลเป็นอย่างมาก  แทบจะหยุดหายใจ เพราะการกระทำที่ไม่สนใจเวลาและไม่เลือกที่ของพอล        

                ถึงแม้จะดูเหมือนว่าพอลเป็นคนเย็นชา แต่วิรุจน์ก็พอที่รับรู้ได้ขึ้นมาอย่างแน่ใจแล้วว่า พอลน่าจะเป็นผู้ชายที่กวนประสาทเสียมากกว่า โดยเฉพาะกับเขาเสียด้วย

                ตึง!

                จะเรียกว่าโชคดี หรือโชคช่วยก็คงจะเป็นได้ ที่เพียงไม่นานก็ถึงชั้นที่นางพยาบาลจะต้องออกจากลิฟต์ วิรุจน์รีบเปิดลิฟต์ค้างให้เธอเดินออกไป แล้วรีบกดลิฟต์ปิดอย่างรวดเร็ว เขาปัดมือพอลให้ออกห่าง แล้วถอยกายหนี

                “นายทำฉันหงุดหงิดมากเกินไปแล้วนะพอล”

                ทั้งๆที่ปกติ วิรุจน์มักจะเป็นคนอารมณ์ดี แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิดเดียว ชายหนุ่มแทบจะแยกเขี้ยวกัดคอของพอล แต่พอลกลับดูเหมือนขบขันท่าทางที่จะขู่เข้ามาทำร้ายเขา

                “ถึงแล้ว”

                แทนการตอบคำถาม เขากลับเลือกที่พูดอย่างอื่นแทน ประตูลิฟต์เปิดออก เมื่อมาถึงชั้นล่าง วิรุจน์ขมวดคิ้วฉับ ความโมโหเริ่มเพิ่มเป็นทวีคูณ

                “...”

                ชายหนุ่มตรงเข้าไปจะตำหนิพอล แต่ทว่าก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นพอลหยุดเดินกะทันหันอย่างที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรกันแน่

                “มาเยี่ยมวิคตอเรียสินะ”

                เสียงนุ่มทุ้มดังออกมาจากปากของชายร่างสูงใหญ่ แต่ถึงกระนั้น คนตรงหน้าของพอลก็ยังตัวเล็กกว่าอยู่ดี

                พอลไม่ตอบคำถามนั้น แต่เมินหน้าไปทางอื่นแทนเหมือนว่ากำลังหงุดหงิด

                “ฉันจะกลับแล้ว”

                พูดจบ เจ้าตัวก็เดินไป โดยที่ไม่คิดจะสนทนากับชายตรงหน้า วิรุจน์ได้แต่มองตามพอลไปอย่างอึ้งๆ ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะไร้มารยาทถึงเพียงนี้

                “เอ่อ ผมต้องขอโทษแทนเขาด้วยนะครับ”

                ชายตัวใหญ่ที่มีผมสีน้ำตาลอ่อน ก้มลงมาเพียงเล็กน้อย เพื่อมองคู่สนทนา เขาระบายยิ้มจางๆ

                “คุณรู้จักกับเขาเหรอครับ”

                “ครับ เขาเป็นเพื่อนผม”

                ในตอนนี้ วิรุจน์ไม่อยากจะคิดคำแนะนำตัวให้วุ่นวายมากนัก สำหรับเขา พอลก็เทียบได้กับเพื่อนคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะคิดว่าเป็นเพื่อนหรือเปล่านั้น นั่นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

                “อย่างนั้นเหรอครับ ถ้าคุณรู้จักวิคตอเรีย เธอคือภรรยาผม ผมเจมส์ครับ”

                วิรุจน์พยักหน้ารับรู้

                “ถ้าอย่างนั้น คุณเองก็คงจะรู้จักเขาอยู่แล้ว เพราะเขาเองก็ดูเหมือนจะสนิทกับคุณวิคตอเรียมาก”

                “ก็ประมาณหนึ่งครับ แต่คุณอย่าใส่ใจเลย พอลไม่ค่อยถูกชะตากับผมอยู่แล้วล่ะครับ”

                “ทำไมล่ะครับ พวกคุณมีปัญหาอะไรกันเหรอครับ”         

                เจมส์เงียบไปเพียงครู่ แล้วมองหน้าวิรุจน์ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “คุณเองก็เหมือนกับผม”

                “เอ๊ะ”

                วิรุจน์ได้แต่เลือกคิ้วด้วยความงุนงง เพราะไม่เข้าใจคำกล่าวของเจมส์

                “เราไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์ แค่นั้นก็เป็นเหตุผลมากพอ คุณก็น่าจะรู้”

                เจมส์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะบอกลา แล้วเดินเข้าลิฟต์ไป วิรุจน์ได้แต่ยืนงงกับสิ่งที่ได้ยิน เรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นโรคประสาท เขาไม่เข้าใจคำพูดของวิคตอเรียและคำพูดของเจมส์

                เจมส์น่าจะมีอายุมากกว่าพอล เพราะชายหนุ่มดูเป็นผู้ใหญ่ ทั้งหน้าตาและท่าทางต่างกับพอลโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มดูเป็นผู้ชายอบอุ่น เหมือนคุณพ่อที่แสนใจดี เด็กหญิงเรเชลคงเป็นเด็กที่โชคดีที่สุดในโลกคนหนึ่งที่มีเกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่มีบิดาและมารดาที่ดูรักและเอ็นดูเธอมากถึงเพียงนั้น

                เขาหลุดออกมาจากความคิดที่ฟุ้งซ่าน นี่เขาคงจะ คิดมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องของพอล เขาไม่จำเป็นจะต้องไปคิดมากมายขนาดนั้นก็ได้

                วิรุจน์รีบเดินไปยังโรงจอดรถ ตอนแรกเขาคิดว่าพอลจะขับรถกลับไปแล้ว แต่อย่างน้อยชายหนุ่มก็ยังมีความรับผิดชอบ ที่พาเขามา แล้วจะพากลับไปด้วย

                “ฉันนึกว่านายจะทิ้งฉันไปแล้วซะอีก”

                เขาแอบค่อนขอดชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ ในวันนี้พอลเลือกที่ขับรถมาเอง แทนที่จะให้คนขับรถขับมา วิรุจน์ก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะบางทีเจ้าตัวอาจจะต้องการแค่ความเป็นส่วนตัว

                “มัวแต่พูดมากอยู่ได้ ขึ้นรถสักที”

                ท่าทางรำคาญของพอล ทำให้วิรุจน์ได้แต่จิ๊ปากอย่างหมั่นไส้ แต่สุดท้ายก็เปิดประตูเข้าไปในรถข้างๆคนขับ

                พอลขับรถออกสู่ถนนใหญ่ วิรุจน์มองไปเบื้องหน้า วันนี้เขาไม่ค่อยเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง

                “นายพาฉันมาที่โรงพยาบาลทำไม”

                “ก็เห็นอยู่แล้วนี่”

                “จะบอกว่า พาฉันมาเยี่ยมพี่สาวของนาย น่ะเหรอ”

                วิรุจน์แทบจะเหวี่ยงใส่พอล เพราะพอลชอบทำอะไรโดยที่ไม่มีการบอกกล่าวว่าทำไปทำไม แล้วยังลากเขามาโดยที่ไม่ถามความเต็มใจสักคำ

                “น่ารำคาญ”

                “ฮะ!

                เสียงทุ้มที่ออกมาจากลำคอของพอล ทำให้วิรุจน์ถึงกลับอึ้ง หากเป็นในเวลาปกติ เขาคงไม่หงุดหงิดมากขนาดนี้ การที่พอลทำอะไรไม่มีเหตุผล มันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกที่วิรุจน์ได้พบเจอ แต่ในครั้งนี้เขาก็สุดจะทนเหมือนกัน

                “นายเป็นบ้าอะไรฮะ! คิดว่าตัวเองรำคาญเป็นคนเดียวหรือไง ฉันเองก็รำคาญนายจะแย่แล้ว นายเป็นบ้าไปแล้วเหรอ คิดอยากจะทำอะไรก็ทำน่ะฮะ!

                วิรุจน์ตะโกนใส่พอล เขากำลังเลือดขึ้นหน้า ถ้าไม่กลัวว่ารถจะชน เขาคงได้กระชากพอลเข้ามาต่อยให้เลือดกบปากไปแล้ว

                เอี๊ยด!!!

                รถยนต์เลี้ยวจอดข้างทางแทบจะทันที วิรุจน์ได้แต่รู้สึกงุนงง สมองเหมือนไม่ประมวลผลไปชั่วขณะ แต่ก็รู้สึกหน้าชาขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงของพอล

                “ถ้าวุ่นวายนัก ก็ลงไป”

                “นายว่าอะไรนะ

                เขาหันไปถาม ใบหน้าไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน เขาไม่เข้าใจพอล ว่าผีเข้าผีออก แล้วกำลังหงุดหงิดอะไรอยู่กันแน่

                “นายจะบ้าหรือไง ไล่ฉันลงตรงนี้เนี่ยนะ”

                “งั้นก็เงียบซะ”

                วิรุจน์ได้แต่อ้าปากอย่างอึ้งๆ ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ เจ้าตัวกำมือแน่น แล้วเปิดประตูลงจากรถ

                “อยากไปตายที่ไหนก็ไปเลยไป! ฉันไม่อยากจะยุ่งกับนายแล้ว!

                ปัง!

                เขาปิดประตูรถอย่างแรง วันนี้ไม่คิดจะหยุดโทสะตัวเองที่เกิดขึ้น เขาปวดประสาทกับพอลมามากพอแล้ว เขาไม่อยากจะยุ่งกับพอลแล้ว

                วิรุจน์รีบเดิน เพราะเขาคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไรต่อไป รู้แค่ว่า ต้องเดินเพื่อหยุดความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น

                “เจ้าบ้าเอ้ย!

                คนที่หลุดออกมาจากความเย็นชา กำพวงมาลัยรถแน่น ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงมา แล้วเดินตามวิรุจน์

                “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!

                “อย่ามายุ่งกับฉัน เชิญนายบ้าไปคนเดียวเลย ไอ้คุณชายนิสัยเสีย ฉันจะไม่ยุ่งกับนายแล้ว ไม่พักบ้านนายด้วย!

                วิรุจน์เดินไปก็ตะโกนไปตามริมถนน ในขณะที่พอลรีบก้าวขายาวแข็งแรงของตัวเองให้เร็วขึ้น

                “ฉันบอกให้นายหยุด!

                “ไม่หยุด!

                เขาโกรธจัด แล้วตะโกนกลับไปเสียงดัง  พอลหรี่ตามองเพียงครู่

                “ไม่หยุดใช่ไหม”

                กายสูงเพิ่มความเร็วมากขึ้น จนไปประชิดตัวกับวิรุจน์  เขากระชากร่างสูงโปร่งที่เดินไม่สนใจให้หันกลับมา แล้วบดขยี้จูบลงไปที่ปากคนตรงหน้าอย่างรุนแรง  วิรุจน์เบิกตากว้างเพราะตกใจ ไม่คิดว่าพอลจะทำเรื่องอุกอาจกลางสาธารณะแบบนี้ แม้จูบที่รับจะไม่นานมากนัก แต่ก็ทำให้วิรุจน์นิ่งไปราวกับถูกสาป ไม่ได้ยินเสียงรถยนต์ที่วิ่งแทบจะประชิดตัว ชายหนุ่มมองหน้าพอล

                “จะหยุดได้หรือยัง”

                “นาย

                สมองเหมือนไม่ประมวลผล เขาไม่เข้าใจพอลเลยจริงๆ แต่นั่นก็ไม่เท่ากับสิ่งที่พอลทำในวันนี้ ทั้งจูบเขาตอนที่อยู่ในลิฟต์ มันก็ไร้มารยาทมากพอแล้ว แต่นั่นคงไม่เท่ากับการที่มาจูบเขาที่ถนนซึ่งมีรถยนต์วิ่งพลุกพล่าน

                “ยืนบื้ออยู่ทำไม ตามมาสิ”

                เหมือนสติของวิรุจน์จะกลับมา เมื่อพอลออกแรงกระชากเขาให้เดินตามไปได้สักพักหนึ่ง เจ้าตัวก็เริ่มโวยวาย

                “นายบ้าไปแล้วเหรอ เรื่องเมื่อกี้!

                “คนอย่างนาย ใส่ใจด้วยหรือไง”

                ถึงวิรุจน์จะเป็นคนประเภทเหมือนไม่แคร์โลก แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เขาหน้าด้านหน้าทนต่อทุกสถานการณ์เสียหน่อย อย่างน้อยการที่ไปยืนจูบกับผู้ชายด้วยกันที่ริมถนน มันก็คงไม่ใช่สถานการณ์ปกติแน่นอน             

                “ไอ้คุณชายพอล! นายทำให้ฉันโมโหแล้วนะ!

                “จะให้ทำอีกรอบไหมล่ะ”

                พอลหันมาถามหน้าตายแล้วปล่อยมือจากวิรุจน์ เขาเดินกลับไปที่รถยนต์

                “จะขึ้นรถไหม ถ้าไม่ขึ้น ฉันจะไปแล้วนะ”

                ได้แต่กัดฟันกรอดๆ เขาโดนทำให้อายไปขนาดนั้นแล้ว คงไม่อยากจะอยู่ในที่ที่ตัวเองเพิ่งได้รับเรื่องชวนให้นึกถึงเรื่องแย่ๆอีก  สายตาคู่สวยตวัดมองพอลอย่างเคืองๆ

                “จะไปไหม”

                “ไป!!

               

 

100%

งานฟิควันที่ 1 ตุลา ไปเจออากิได้น้า

ที่บูท C8

เอาคุณเสือกับน้องปัณไปด้วยจ้า

แล้วก็มีplay กับ สะใภ้ขายาว

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}