อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

ขณะที่ฝั่งของบุตรสาวเกิดเรื่องเกิดราวกันอยู่นั้น ทางฟากของพันตำรวจเอกแสนก็กำลังสาละวนอยู่กับแผนการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่

ตอนนี้คนของเขาได้เบาะแสใหม่เพิ่มเติมเข้ามา สายรายงานว่าสัปดาห์หน้าจะมีการลักลอบขนยาบ้าเข้าประเทศผ่านช่องทางรอยต่อระหว่างชายแดนไทย-พม่า เวลานี้เส้นทางลำเลียงเข้าไทยเริ่มย้ายลงมาจากแม่ฮ่องสอน ด้วยเหตุผลที่ว่าแหล่งเดิมถูกกวาดล้างบ่อยและไม่ปลอดภัย

ไม่นานมานี้เพิ่งจะจับสมาชิกในกลุ่มที่คอยคุ้มกันโรงงานได้คนหนึ่ง อีกไม่ช้าคงได้รู้กันว่าใครเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมการขนย้าย ส่วนนายทุนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังจะใช่เสี่ยธีร์ตามข้อมูลที่ได้รับมาหรือไม่ หรืองานนี้มีบุคคลอื่นนอกเหนือจากเขาคอยหนุนหลังอยู่

เวลานี้ช้องนางกับฉัตรพระอินทร์กำลังหวั่นใจในสวัสดิภาพของช่ออัญชัน หลังจากสองแม่ลูกกลับมาถึงบ้าน ช้องนางพยายามติดต่อหาผู้ช่วยของเสี่ยธีร์ แต่ปรากฏว่าสัญญาณขาดหาย รายนี้ถึงเริ่มวิตกและเกรงจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ประกอบกับถ้าคนเป็นสามีทราบเข้าคงเป็นเรื่องใหญ่

“ทีนี้เราจะบอกพ่อเรื่องพี่ช่อยังไงล่ะแม่?” ฉัตรพระอินทร์ทักขณะที่นั่งคุยอยู่กับช้องนางที่บ้าน ซึ่งถึงตอนนี้บิดาก็ยังไม่กลับมา ยังคงค้างอยู่ที่บ้านพักข้าราชการของเพื่อนสนิท

“เรื่องนี้แม่จัดการเอง ก็ให้พ่อแกเข้าใจไปว่าลูกสาวทำงานอยู่กรุงเทพฯ กว่าจะรู้ความจริงอีกทีทุกอย่างก็คงจะเรียบร้อยไปแล้ว ทีนี้เงินก็ไม่ต้องเสีย แกก็ไม่ต้องไปเป็นนางบำเรอใคร” คนเป็นแม่วางแผนไว้เสร็จสรรพ

“ป่านนี้พี่ช่อจะว่าไงที่รู้ว่าถูกหลอก ต้องโกรธพวกเรามากแน่ๆ น่าสงสารพี่ช่อนะแม่” รายนี้อดไม่ได้ ช้องนางถึงกำชับว่าไม่ต้องห่วง นางหาวิธีแก้ตัวเอาไว้แล้ว ความจริงก็ใช่จะอยากทำ แต่ก็ดีกว่าถ้าจะต้องเสียลูกสาวสุดสวาทคนนี้ไป

“หรือแกจะยอมไปเป็นเมียเขาซะเองล่ะ” ช้องนางทัก ฉัตรพระอินทร์รีบสวนทันควันว่า ‘ไม่’

“อนาคตฉัตรยังอยู่อีกไกลนะ แม่คอยดูเถอะ ฉัตรต้องได้ดีกว่าพี่ช่อ แล้วจะทำให้พ่อเห็นว่าฉัตรก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร” รายนี้ยังมุ่งมั่น เหมือนเป็นปมในใจที่บิดาไม่เคยเห็นความสำคัญ ทุกสิ่งที่ช่ออัญชันทำคนเป็นพ่อจะต้องเห็นดีเห็นงามด้วยเสมอ ผิดกับเธอที่ทำอะไรก็ไม่เคยเข้าท่าในสายตาเขา

“เออนี่ฉัตร วันก่อนแม่เจอคุณเขต รู้จักใช่มั้ยอดีตส.ส. อาเขตน่ะ” นางเปิดประเด็น ความจริงฉัตรพระอินทร์ไม่สนหรอกว่ารายนั้นเป็นใครแม้จะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง แต่ด้วยไม่อยากขัดใจแม่จึงพยักหน้าเออออ ฝ่ายมารดาเห็นลูกจำได้ก็ยิ้มอย่างเข้าทาง

“แม่ว่าคุณเขตเขาดูหน่วยก้านดีเชียวนะ หน้าตาก็หล่อเหลา การศึกษาก็ดี นี่เห็นว่ากำลังจะจบด็อกเตอร์ปีหน้า ไว้แม่จะแนะนำให้รู้จัก” สีหน้าและแววตานางเป็นประกาย แต่บุตรสาวกลับทำหน้าเบื่อหน่าย รีบปฏิเสธพร้อมเอ่ยดักคอ

“เมื่อไหร่แม่จะเลิกหาคู่ให้ฉัตรสักทีเนี่ย”

“เอ๊ะ! ฉันก็หวังดีอยากให้แกมีผัวรวยๆ เป็นคุณนายนั่งเชิดหน้าชูคอ ไม่ดีรึไง” คนเชียร์ชักยัวะ

“ไม่เอาหรอกแม่ อย่ามายุ่งกับฉัตรเลย ฉัตรหาของฉัตรเองได้” เจ้าตัวส่ายหน้าหงุดหงิด

“เออ แล้วไอ้ที่หามาได้นี่มันโอเคสักคนรึเปล่า เห็นกี่คนๆ ก็เลิกหมด”

“แหม ไม่ถูกใจก็จะไปทนคบทำไมล่ะแม่ อย่างตอนนี้ก็มีลูกเจ้าของบริษัทนำเข้ารถยนต์มาตามจีบฉัตรอยู่ นามสกุลดังเลยนะแม่ แต่ฉัตรยังไม่โอหรอก ดูงกๆ ไม่ค่อยทุ่มเท่าไหร่” รายนี้คุย ช้องนางได้ยินแล้วก็ถอนใจอย่างเพลียๆ ทีคนที่นางสนับสนุนกลับไม่ยอมเห็นดีเห็นงามด้วย ชอบนักกับที่ต้องไปนั่งเฟ้นหาเอง

ภายในบ้านหลังที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าหมดจดของหญิงสาวผู้อาศัยปรากฏเหงื่อชื้นประพรม ถึงตอนนี้ยังตกใจไม่หาย ช่ออัญชันทะลึ่งพรวดจากเตียงหลังฝันเห็นหญิงสาวนางหนึ่งยืนนิ่งอยู่หน้าประตู แววตาเศร้าส่งประสานมาที่เธอ ชายกระโปรงสีเหลืองอ่อนทิ้งดิ่งไม่สะบัด จวบกระทั่งมองไปที่ปลายเท้าไม่เห็นอะไรนอกจากกองเลือดแดงฉาน เจ้าของเตียงกรีดร้องลั่นพร้อมสะดุ้งสุดตัว มันช่างเป็นความฝันที่น่าหลอน ยิ่งตอนเธอต้องอยู่ลำพังในบ้านหลังเงียบสงบนี้

ไม่ทราบสาเหตุว่าเพราะอะไรถึงฝันร้ายแปลกประหลาด เหตุการณ์ที่เหมือนจริง กระทั่งตอนเดินออกจากประตูบานดังกล่าวยังชวนขนลุก ภายนอกที่โอ่โถงปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเธอ พอเปิดหน้าต่างก็ได้รับความเย็นปะทะใบหน้าเต็มๆ

ในแต่ละวันช่ออัญชันรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ไม่เจอผู้ช่วยใจร้ายอย่างชายชาญ ไม่เห็นกระทั่งเงาของเสี่ยธีร์ มีแต่นวลน้อยที่คอยส่งข้าวส่งน้ำและนำเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน

จากตรงนี้มองออกไปด้านนอกเห็นแต่ป่าเขาเป็นเงาทะมึนซับซ้อน อุตส่าห์เจอคนที่หวังจะพึ่งพาได้ก็ใจจืดใจดำ ร่างเล็กนึกพ้อ ตัดสินใจเดินไปที่บ้านหลังใหญ่นั้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็พบเจ้าของบ้านนั่งอยู่ตำแหน่งเดิมกับคราวที่แล้ว

ตรัยวินท์ไม่ได้สวมเสื้อคลุมสีดำ แต่ใส่แจ็กเก็ตสีน้ำตาลเข้มคอปกแทน

“นั่งก่อนสิ เมื่อคืนหลับสบายไหม?” เขาถามเสียงนุ่ม ยืดหลังตรงพิงพนักม้านั่งอย่างมีมาด

การรู้ว่าเธอถูกจับมาไม่ได้ทำให้ชายผู้นี้กระตือรือร้นจะช่วยเหลือ ท่าทางเหมือนไม่ยินดียินร้ายในชีวิต ถึงขนาดเห็นเพื่อนมนุษย์ตกที่นั่งลำบาก ยังไม่มีแก่ใจจะดูดำดูดี คนแบบนี้หรือจะหวังพึ่งพา ช่ออัญชันคิดพานละเหี่ยใจจะตอบคำถาม

“ไม่ค่ะ เพิ่งจะฝันว่าโดนผีหลอก” เสียงเรียบตอบกลับอย่างไม่มีจังหวะ แต่แทนที่คนฟังจะสะดุดกลับมองเหมือนเป็นเรื่องตลก สุดวิสัยคนเล่าจึงได้แต่ถอนใจ ประชดโดยการนั่งลงเงียบๆ ตามคำชวนเจ้าของบ้าน

“ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งนานไม่ยักเคยถูกผีหลอก” ชายหนุ่มแย้งเสียงนิ่ง นัยน์ตาสีนิลมองสบด้วย

ช่ออัญชันรู้ว่าเขาคงไม่เชื่อ ต่อให้เล่าไปก็เท่านั้น เพราะแบบนี้จึงเลือกที่จะไม่พูดต่อ สถานการณ์กลับกลายเป็นนิ่งเงียบเมื่อต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตของตัวเองไป

ระหว่างที่เขาเบนความสนใจกลับไปที่หน้าจอโน้ตบุ๊ก ช่ออัญชันก็นั่งนิ่งสอดส่ายสายตาหาทางหนีทีไล่ แล้วจู่ๆ ก็ลุกพรวดระหว่างที่ฝ่ายชายกำลังนั่งใช้ความคิด กล่าวลาปุบปับและหมุนตัวกลับด้วยท่าทางเร่งรีบ ตรัยวินท์ก็ไม่ได้ทักท้วงตอนหญิงสาวผลุนผลันเดินจากไป

สถานการณ์ต่อจากนั้นปกติเรียบร้อยดีทุกอย่าง กระทั่งครึ่งชั่วโมงต่อมา ธีระคนดูแลไร่อายุกว่าห้าสิบปีเดินเข้ามาแจ้งข่าว ตรัยวินท์ทำหน้าเคร่งเครียด ถอนหายใจดังพรืดหลังฟังที่อีกฝ่ายพูดจบ

“หาเรื่องจนได้” ชายหนุ่มบ่นเบาๆ นึกตำหนิคนก่อเรื่อง ร่างหนาวางมือจากงานที่ค้างไว้แล้วมุ่งไปยังโรงจอดรถ ไม่กี่นาทีก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดีเซลดังขึ้นและขับมุ่งไปตามทางลูกรัง ระยะห่างจากบ้านร่วมสี่กิโลเมตร เบื้องหน้าปรากฏร่างเล็กของคนดื้อด้านในสภาพอ่อนระโหยโรยแรง

“คิดจะทำอะไรของเธอ ขึ้นรถ!” เสียงดังออกมาจากกระบะสีขาวคันที่ขับชะลอ ก่อนค่อยๆ เคลื่อนมาเทียบข้างคนที่ทำสีหน้าตกใจอยากจะวิ่งหนีแต่หมดแรง

“ไม่! ฉันจะไปจากที่นี่”

“ตามใจ!” ตรัยวินท์ตัดบทเสียงเข้ม เขาไม่ง้อ แถมยังเขม่นมองอย่างหมั่นไส้อีกต่างหาก

งานนี้ชายหนุ่มจอดรถและนั่งมองคนอวดเก่งลากสังขารเดินต่อไปเรื่อยๆ พ้นสายตาก็เขยื้อนรถตามไปดู จนแล้วจนรอดก็เห็นนั่งกองลงไปข้างทางอย่างหมดสภาพ ด้านหน้ามีทางแยก ชายหนุ่มจอดรถและลงมายืนมองอย่างสมเพชเวทนา

“ไงล่ะ หมดแรงแล้วสิ รู้หรือว่าต้องไปทางไหน” เขาว่า ช่ออัญชันตวัดหางตามอง ทำตาขวางใส่เขาทันทีที่ฝ่ายชายพูดจบ

ชายหนุ่มพยายามจะหิ้วปีกเธอขึ้นมา หากคนแรงน้อยก็ดื้อดึง ทำพยศมากเข้า ตรัยวินท์จึงแกล้งปล่อยมือให้ร่างเล็กหงายหลังตกลงไปในกอหญ้าข้างทาง

“ไอ้!...” ช่ออัญชันอ้าปากจะด่าแต่ถูกเขาชี้หน้าดัก ร่างเล็กที่กำลังโมโหได้แต่กำหมัดแน่น มองตรัยวินท์อย่างเข่นเขี้ยว ก่อนจะยอมส่งมือให้เขาดึงขึ้นไปอย่างสุดวิสัย เห็นแล้วว่าชายหนุ่มแอบขำ แน่นอนว่าเธอโกรธแต่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ กระทั่งถูกมือใหญ่ดันเข้าไปนั่งในรถเหมือนตุ๊กตาที่จับโยนไว้บนเบาะ

ตรัยวินท์เดินอ้อมมานั่งประจำที่ ขับรถต่อไปอย่างนิ่งเงียบไม่พูดอะไรสักคำ เขาชำนาญทาง รู้ว่าต้องเลี้ยวไปเส้นไหน บรรยากาศเลยยิ่งชวนให้ตึงเครียด คนข้างๆ อึดอัดเลยระบายออกด้วยการใช้นิ้วเรียวจิ้มย้ำไปที่ปุ่มเล็กๆ บนเครื่องเสียง แน่นอนว่าสีหน้ามันบอกถึงความสะใจ ตรัยวินท์ไม่ว่าอะไร หากแต่หันมาตีมือเล็กดังเพียะ คนก่อกวนจึงสะดุ้ง ชักมือกลับพร้อมนั่งหน้าง้ำทำริมฝีปากยื่นอย่างขุ่นเคือง

“ไม่ต้องมาค้อน!” เขาดุเสียงขุ่น ดูหรือทำลายข้าวของแล้วยังจะมีหน้ามางอนใส่ คนโดนกำราบไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งข่มความหงุดหงิด กระทั่งชายหนุ่มขับเลยไปกลับรถเพื่อย้อนกลับทางเก่า

ตลอดเวลาช่ออัญชันทำหน้าไม่พอใจ พลางคิดว่าหมอนี่เป็นใคร มาจากไหนถึงกล้ามาลงไม้ลงมือกับเธอ ทำยังกับเธอเป็นเด็กที่นึกจะตีก็ตี ตั้งแต่ตอนแรกที่เจอก็ไม่ค่อยประทับใจแล้ว มาตอนนี้ยิ่งรู้สึกไม่ชอบหน้าเข้าไปใหญ่

“ฉันอยากกลับบ้าน” ร่างเล็กโวยวายเหมือนเด็กงอแงจะเอาของเล่น แต่ตรัยวินท์นั้นไม่ใช่ผู้ใหญ่ใจดีที่จะคอยตามใจ

“รู้แล้ว” เขาสวนอย่างรำคาญ หันมามองกำราบคนวุ่นวายอีกรอบให้สงบ แต่นั่นไม่ช่วยอะไรเลย

“รู้แล้วทำไมไม่ช่วยล่ะ?” ช่ออัญชันแย้งทันควัน ทีนี้ชายหนุ่มถึงถอนใจอย่างเอือมระอา

“เธอคิดว่าการที่ฉันพาเธอไปส่งถนนใหญ่แล้วมันจะทำให้เธอกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยงั้นเหรอ ในเมื่อเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่มันที่ไหน สุ่มสี่สุ่มห้าเกิดมีใครจับขึ้นรถไปจะว่ายังไง”

“แต่...”

“ไม่ต้องมาเถียง เชื่อเถอะ มีหนทางอื่นที่ปลอดภัยกว่าการบุ่มบ่ามทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลังตั้งเยอะ เธอเองก็ยังไม่รู้เลยไม่ใช่หรือว่าเขาจับเธอมาที่นี่ทำไม” ตรัยวินท์โต้ ไม่เปิดโอกาสให้ได้พูด ฝ่ายหญิงนึกหงุดหงิดแต่ก็ทำได้เพียงสงบสติอารมณ์

จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่เขาว่า ร่างเล็กยังหน้ามุ่ยหลังถูกอีกฝ่ายเทศนา เปรยเสียงสั่นเรื่องที่ไม่อยากอยู่ที่นี่ หลายวันแล้วที่ต้องอยู่ลำพังในบ้านหลังที่เงียบอย่างกับป่าช้า ชายชาญก็ไม่แวะมาหาเหมือนช่วงแรก ด้านเสี่ยธีร์ไม่ต้องพูดถึง รายนั้นไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นเลย แล้วถ้าคืนนี้เธอต้องกลับไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นอีก ช่ออัญชันเกรงว่าเธอจะฝันร้ายอย่างเมื่อคืน

“กลัวเหรอ?”

“ก็ลองคุณมาอยู่คนเดียวแบบฉันบ้างสิ” เธอย้อน น้ำเสียงสลดลงจากเมื่อครู่เล็กน้อย ตรัยวินท์พอจะเดาออกว่าเธอกลัว แต่ด้วยนิสัยหรืออย่างไรไม่ทราบ ถึงทำให้คนข้างๆ ดูไม่ค่อยจะลดราวาศอก

“พูดจาไม่น่าเอ็นดูเหมือนหน้าตาเลย” เขาติ

ช่ออัญชันขบริมฝีปากล่างเล็กน้อย ก็รู้ตัวจึงไม่เอ่ยหรือแก้ตัวอะไร ความจริงอยากขอโทษเขาด้วยซ้ำที่บางครั้งเผลอก้าวร้าว แต่มานึกถึงตอนถูกเขาปฏิเสธไม่ช่วยเหลือทีไรเป็นต้องเคืองใจทุกที

“คุณไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง เวลานี้ที่บ้านฉันคงกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว ที่บริษัทฉันก็ขาดงานตั้งแต่วันแรก ไหนจะงานพาทไทม์ที่ร้านอาหาร ป่านนี้ทุกคนต้องเป็นห่วงที่ฉันหายเงียบไปแบบนี้”

“อืม น่าเห็นใจ”

ตอนเขาพูดออกมาแบบนี้ช่ออัญชันรู้สึกมีหวัง แต่ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นเสียงที่ได้ยินกลับแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเงียบจนน่าสงสัย และนั่นเริ่มทำให้ความหวังของหญิงสาวเข้าใกล้คำว่า ‘เลือนลาง’

“ช่างเถอะค่ะ ฉันจะไม่ขอร้องให้คุณช่วยอะไรอีกแล้ว เพราะฉันรู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ ก็ถ้าคุณคิดจะช่วยคงช่วยไปนานแล้ว” ถ้อยคำตัดพ้อระคนแดกดัน ตรัยวินท์รู้ดีว่าถูกประชด แต่การที่จะให้เขาติดต่อเสี่ยธีร์ให้มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ

สุดท้ายแล้วร่างเล็กก็ต้องกลับมาอยู่ใต้ชายคาบ้านหลังนี้อีกจนได้ จริงอยู่ที่มันไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ความรู้สึกของคนที่ต้องอยู่ลำพังมันช่างกว้างขวางและเงียบเหงาหัวใจ

หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็หยิบผ้าห่มมาคลุมทับ เพราะอากาศคืนนี้หนาวเย็นกว่าคืนก่อน หลังพระอาทิตย์ตกดินอุณหภูมิก็ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว แว่วเสียงรถมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านไปทางหลังบ้าน กระทั่งวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่านวลน้อยพำนักอยู่ที่ใด รู้แต่ว่าทุกวันเธอจะต้องมีสำรับมาให้ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง

ความมืดเข้าปกคลุมเร็วกว่าปกติ แสงไฟอัตโนมัติจากโคมหน้าบ้านก็ส่องสว่างขึ้น ไม่นานบรรยากาศรอบกายก็เข้าสู่ห้วงรัตติกาล ยินเสียงและเห็นแสงไฟจากหน้ารถมุ่งหน้ามาทางนี้ ร่างเล็กใต้ผ้าห่มขยับลุกขึ้นจากตรงหัวบันได ชะเง้อมองฝ่าแสงไฟสีนวลจนกระทั่งแน่ใจว่าเป็นชายชาญ เธอรอจนร่างสันทัดนั้นเดินขึ้นมาด้านบน

“อีกเดี๋ยวคนที่เธออยากพบเขาจะมา” ผู้ช่วยรายงาน ใบหน้าสะอาดสะอ้านยังเรี่ยมเร้เหมือนเดิมแม้หายไปหลายวัน

“เสี่ยธีร์เหรอคะ?” นัยน์ตากลมเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น แต่ความโมโหก็แวบขึ้นมา พอนึกได้ว่าเขาเป็นคนสั่งให้จับตัวเธอมาไว้ที่นี่

หญิงสาวจดจ่อที่จะนั่งรอเขาอยู่ตรงนอกระเบียง แต่ชายชาญเดินเข้าไปด้านในแล้วก็หายเงียบไปเลย กระทั่งทุ่มกว่าแล้ว บุคคลที่ว่าก็ยังไม่ปรากฏตัว ร่างเล็กเริ่มหนาวจนหน้าชาจึงได้กลับเข้ามานั่งคอยในห้องรับแขก

ขณะจะเดินไปรินน้ำอุ่นในห้องครัว ก็ได้ยินเสียงชายชาญคุยกับใครสักคน เดาว่าคงเป็นการสนทนาทางโทรศัพท์ หญิงสาวหยุดยืนอยู่ตรงนั้นไม่กล้าเข้าไป แต่จากการพูดคุย เธอจับใจความได้ว่าผู้ช่วยหนุ่มกำลังหงุดหงิดเรื่องงานที่ผิดพลาด

“หมดกัน คนของเราถูกจับได้ได้ยังไง แล้วไอ้พวกที่คุ้มกันโรงงานล่ะ...สงสัยต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นแผนพังหมด...พรุ่งนี้ส่งคนไปเจรจากับคนของท่านผู้กำกับฯ ทางนั้นว่ายังไงค่อยโทรมาอีกที...แต่เดี๋ยวนะ แล้วเรื่องที่ให้คนไปคอยจับตา...”

ดูเหมือนการสนทนาจะยังไม่จบ แต่ต้องสะดุดเพราะได้ยินเสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด ชายชาญยุติการสนทนาทันที

ตอนเห็นหลังช่ออัญชันไวๆ สันนิษฐานว่าเธอน่าจะได้ยินที่เขาคุยกับลูกน้อง ชายชาญเดินตาม กระทั่งต้อนอีกฝ่ายไปจนมุมที่โต๊ะไม้ตัวยาว

“อย่าไปพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง ถ้าไม่อยากให้คนที่บ้านเดือดร้อน โดยเฉพาะพ่อของเธอ” เขาเตือน ย้ำว่าตนไม่ได้ขู่แต่ ‘หวังดี’

และเพราะแบบนี้ ช่ออัญชันจึงค่อนข้างมั่นใจว่านายตำรวจที่อยู่ในบทสนทนานั้นคือบิดาของเธอเอง

“พวกคุณทำงานผิดกฏหมายเหรอ? พวกคุณทำอะไร?” หญิงสาวละลาบละล้วงถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“อย่ารู้อย่าเห็นอะไรเลยจะดีกว่า งานนี้มันเสี่ยงและก็อันตรายมาก” ชายชาญเปรยแค่นี้แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ

ขณะที่บรรยากาศกำลังอึมครึมนั้น ด้านล่างมีเสียงรถขับมาจอด พร้อมฝีเท้าหนักเดินขึ้นบันไดในเวลาต่อมา ร่างเล็กหันมองแหล่งเสียงอย่างลุ้นระทึก รู้ว่านั่นจะต้องเป็นคนที่เธออยากพบ แต่แล้วผู้มาใหม่ก็ทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักงัน

“มีปัญหาอะไรกัน?” เสียงทุ้มฟังดูมีอำนาจ

ชายชาญถึงเดินเลี่ยงมายืนข้างเจ้าของคำพูด พร้อมเอ่ยบอกกับช่ออัญชัน

“คนที่อยากเจอมานี่แล้วไง มีอะไรก็ไว้ถามเจ้าตัวเอาแล้วกัน”

ผู้ช่วยยกหน้าที่ที่เหลือให้ผู้เป็นนายจัดการต่อ ซึ่งตอนนั้นร่างเล็กยังยืนนิ่งเหมือนถูกสาป นัยน์ตากลมวาวจ้องจนแทบจะไม่กะพริบ

“นี่มัน...อะไรกัน” คำถามกระท่อนกระแท่นพอกับน้ำเสียง เม้มปากแน่นจนบางเหยียดเป็นเส้นตรง แววตาฉงนเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง มือเล็กกำแน่นโดยปริยาย ด้านผู้ช่วยไหวตัวด้วยการเผ่นหนีกลับไปก่อน

“ที่แท้คุณก็คือเสี่ยธีร์” ถึงตอนนี้ยิ่งรู้สึกโมโหที่ถูกหลอก ตรัยวินท์ยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน ไม่แก้ตัวหรือปฏิเสธกับสิ่งที่หญิงสาวพูด

“ฉันอยากจะฆ่าคุณจริงๆ” ช่ออัญชันกำมือแน่น คิดถึงตอนที่ขอความช่วยเหลือแล้วถูกชายหนุ่มปฏิเสธ นั่นคงเพราะมีเจตนาจะขัดขวาง เขารู้แต่แรกแล้วว่าเธอคิดจะหนี นี่คงหัวเราะเยาะจนหนำใจแล้วสิท่าถึงได้ยอมเปิดเผยตัวตน

“ถ้ารู้ว่าเป็นคุณแต่แรก ฉันไม่อยู่รอให้เสียเวลาหรอก ฉันเลือกที่จะเสี่ยงไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า” แววตาโกรธขึ้งช้อนมองอย่างถือดี

“แต่เธอไม่มีทางเลือก และจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

“แต่ฉันไม่ใช่คนที่คุณต้องการตัว คุณจับมาผิดคนแล้ว”

“ไม่ผิดหรอก เธอนั่นแหละ” เขายืนยัน หากอีกฝ่ายก็สวนขึ้นมาอย่างมั่นใจ

“ไม่จริง คุณเข้าใจผิด ฉันอธิบายเรื่องนี้ได้” ช่ออัญชันค้านเสียงหนัก ตรัยวินท์มองอย่างชั่งใจ แต่แล้วก็ยืนกรานตามเดิม

“ไม่จำเป็น เวลานี้เธอเป็นกรรมสิทธิ์ของฉัน ฉะนั้นอย่าทำตัวมีปัญหา ฉันไม่ชอบคนเรื่องมาก...มานี่” พูดพลางดึงมือคนร่างเล็กเข้าไปด้านใน

พอเห็นเขาเริ่มออกแรงก็สะบัดมือออก นั่นทำให้ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด

“หยุดนะ! จะพาฉันไปไหน! ก็บอกแล้วไงว่าคุณจับผิดตัว ฉันไม่ใช่คนที่จะมาเป็นภรรยาคุณ”

“เมื่อไหร่จะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรสักที คนที่แม่เธอรับปากไว้คือเธอไม่ใช่ฉัตรพระอินทร์” เขาย้ำ พลางดึงแขนคนดื้อรั้นเข้าไปด้านในเพื่อไม่ให้ชาวบ้านแตกตื่น ทว่าร่างเล็กก็เหลือเกิน ทั้งดิ้นทั้งขัดขืนจนน่าโมโห

“ไม่นะ! ไม่เอา! ปล่อยฉัน...ปล่อยสิ! คุณจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ” คนถูกบังคับโวยวายลั่น พลางทิ้งตัวลงเพื่อถ่วงน้ำหนักจนแทบจะติดพื้น เดือดร้อนคนแรงเยอะต้องงัดลำตัวบอบบางให้ยืนขึ้นมา แต่รายนี้ก็ยังดื้อแพ่ง สุดท้ายจึงล้มแผละไปกับพื้นจนต้องออกแรงลาก

“อย่าให้ฉันหมดความอดทนกับเธอนะ จะลุกขึ้นมาดีๆ มั้ย?” ตรัยวินท์เสียงดุ เห็นแล้วว่าช่ออัญชันไม่ยอมง่ายๆ ทั้งปัดทั้งตีมือเขาจนแสบไปหมด

“พูดไม่รู้เรื่องใช่มั้ย?” ชายหนุ่มชักโมโห ผละร่างเล็กออกไปปล่อยให้เธอนั่งกองกับพื้นทั้งสภาพแบบนั้น ช่ออัญชันเจ็บจึงมองย้อนด้วยสายตาอาฆาต

“ออกไป! ฉันไม่มีวันยอมเป็นนางบำเรอใครหรอก ไอ้คนจิตใจสกปรก! น่าสมเพช! คนชั่ว!” เจ้าตัวเน้นทุกคำพูด สายตามุ่งมาดเอาเป็นเอาตาย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดูไม่จืด ลูบข้อมือที่ถูกกระชากจนแดงเห่อเป็นรอยไปมา

“ปากดี! ตอนแรกก็คิดจะปรานีอยู่หรอกนะ แต่เปลี่ยนใจละ ด่าฉันว่าชั่วใช่ไหม ได้” คนถูกด่ามองเข่นเขี้ยว มุ่งเข้ามาฉุดกระชากลากถูคนปากเก่งอีกครั้ง

คราวนี้หญิงสาวรู้สึกได้ว่าตัวเธอลอยละลิ่ว ลำตัวเบากระแทกแผ่นอกแน่นของเขาจนแทบจุก สายตาคมมองเธออย่างกำราบ ทีนี้คนถูกกระทำเริ่มน้ำตาคลอเบ้า เสียงสั่นเครือตอนตะโกนบอกให้เขาปล่อยตัวเธอ

“อย่ามาถูกตัวฉันนะ! ปล่อยสิ! ฉันไม่ยอมเป็นเมียนายหรอก ต่อให้ต้องตายกันไปข้าง” ช่ออัญชันฮึดสู้ เรียกได้ว่าตาต่อตาฟันต่อฟัง จนตรัยวินท์หมดความอดทน สายตาคมประดุจคมมีดของเขาโต้ตอบคืนบ้าง รู้แต่ว่าต้องเอาชนะคนอวดดีให้ได้

“ฮึ่! งั้นก็มาสู้กันสักตั้ง” เขารับคำท้า ว่าแล้วก็ช้อนร่างเบาแบกขึ้นบ่า

ด้วยความตกใจ คิดว่าตัวเองคงไม่รอดเงื้อมมือเขาแน่จึงพยายามดิ้นรนทุบทึ้งตามแผ่นหลังของเขา ท่ามกลางเสียงร้องโวยวาย เธอถูกเขาอุ้มเข้าห้องนอน และไม่ว่าจะออกแรงขัดขืนแค่ไหนก็ไม่เป็นผล รังแต่จะทำให้คนเดือดดาลฉุนเฉียว

ตรัยวินท์จับเธอโยนลงบนเตียงแล้วขึ้นคร่อม กดแขนกดขาแนบไว้กับที่นอนอย่างไม่ปรานี คนสูญเสียอิสรภาพได้แต่ร้องไห้ฟูมฟายน้ำหูน้ำตาไหลพราก

ความคิดเห็น