อาราญา

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามงานเขียนของ อาราญา มาโดยตลอดนะคะหากมีข้อผิดพลาดอยากจะติหรือท้วงติงขอให้นักอ่านโปรดวิจารย์ได้เลยนะคะ จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่อๆไปค่ะ ขอบคุณค่ะ ><"

ตอนที่ 14 หัวใจเปลี่ยนแปลง 50%

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 หัวใจเปลี่ยนแปลง 50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2559 14:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 หัวใจเปลี่ยนแปลง 50%
แบบอักษร

ตอนที่ 14 หัวใจเปลี่ยนแปลง

 

                “ทำไมมองหน้าอัญอย่างนั้นละนนท์ มีอะไรรึเปล่า?”อัญญาดาถามขึ้นเมื่อทั้งเธอและนนท์นทีกำลังนั่งทานข้าวเช้าด้วยกันภายในห้องอาหารของโรงแรม ท่ามกลางคณะทีมงานคนอื่นๆต่างชาติต่างภาษา

                “นนท์ต่างหากที่ต้องถามว่าอัญมีอะไรรึเปล่า สีหน้าไม่ค่อยดีเลยทานข้าวไปก็นั่งเหม่อไป” น้ำเสียงห่วงใยที่เอ่ยถามทำให้คนถูกถามฝืนยิ้มน้อยๆ เธอไม่อยากโกหกแต่ก็ไม่อยากพูดให้เขาต้องเป็นห่วง หญิงสาวจึงเลี่ยงที่จะบอก

                “อัญไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

                “แต่หน้าอัญดูซีดๆนะ” นนท์นทีไม่ยอมลดละยังคงยิงคำถามใส่เธอเรื่อยๆ

                “สงสัยเพราะอัญแต่งหน้าอ่อนเกินไปละมั้ง”

                “แล้วข้อเท้าอัญละ หายแล้วเหรอ?”

                “เอ่อ...” หญิงสาวสะดุดกับคำถามพลางชักเท้าเข้าหาตัวเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มก้มลงไปมอง

                “ยังบวมอยู่เลยนิ

                “ไม่เป็นไรแล้วละ มันไม่เจ็บสักหน่อยคงจะบวมเฉยๆ”

                “อัญ...!” นนท์นทีเสียงแข็งเป็นเชิงดุให้กับความดื้อดึงของหญิงสาวตรงหน้า แต่เธอกับเปลี่ยนเรื่องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

                “อาหารที่โรงแรมของนนท์นี่ อร่อยทุกอย่างเลยเนอะ”

                “อย่ามาทำเฉไฉเลยนะอัญ...” นนท์นทีวางช้อนส้อมลง ก่อนจะนั่งมองหน้าอัญญาดานิ่งเพื่อสร้างความกดดัน จนหญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ แต่ยังคงปากแข็งไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ทำคับข้องใจ

                “อัญรู้ว่านนท์เป็นห่วง...แต่อัญไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ” อัญญาดาพูดบอกพลางทำทีก้มหน้าก้มตากินข้าวในจานต่ออย่างเอร็ดดร่อย แต่คำถามต่อมาของชายหนุ่มกลับทำให้ฝืดเคืองและกลืนลำบากด้วยความจุกอก เมื่อนนท์นทียิงคำถามมาได้ตรงประเด็น

                “เกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นใช่ไหม คนที่นนท์เจอเมื่อคืน...เขาทำให้อัญเป็นแบบนี้ใช่ไหม?” ทำไมเขาถึงมีอิทธิต่อเธอมากจนทำให้รอยยิ้มและความมั่นใจเหล่านั้นหายไป อัญญาดาที่เขารู้จักไม่ใช่คนแบบนี้...นนท์นทีครุ่นคิดในใจ

                “เปล่า! ไม่ใช่สักหน่อย” หญิงสาวปฏิเสธทันควันท่าทีลุกลี้ลุกลน หัวใจเต้นรัวและมือไม้เย็นอย่างคนถูกจับได้เวลาทำความผิด

                “แล้วที่เขาบอก ว่าอัญเป็นเมียเขาละ...จริงรึเปล่า? อัญแต่งานตอนไหนเหรอ?” นนท์นทีถามขึ้นด้วยความสงสัยใครรู้ แต่คำถามเหล่านั้นกลับจี้ใจดำต่อหัวใจคนฟังเมื่อจนต่อคำถามหญิงสาวจึงโผล่งออกมาอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

                “อัญไม่ใช่เมียเขา...เขาเป็นแค่เจ้านาย...”

                “แล้วถ้าเจ้านายอย่างฉันจะขอนั่งด้วย เธอจะว่าอะไรไหม?” เสียงเข้มที่ดังขึ้นทำให้หัวใจดวงน้อยแทบร่วงหล่น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่กำยำจะนั่งลงตรงเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ข้างๆเธอพร้อมกับจานข้าวในมือโดยไม่รอให้ใครได้อนุญาต

                “สวัสดีครับผมกฤตยชญ์ เราเคยเจอกันแล้ว” ชายหนุ่มแนะนำตัวเองเสร็จสรรพพร้อมทั้งยื่นมือไปตรงหน้าที่นนท์นทีนั่งอยู่

                “อ่อ...ครับผมนนท์นที รองประธานบริหารของโรงแรมนี้และรับหน้าที่ดูแลพวกคุณและทีมงานทุกคนในงานสานสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนในครั้งนี้ ขาดเหลืออะไรก็บอกได้นะครับ” พูดจบก็ยื่นมือไปจับกับมือหนาที่ยื่นมารออยู่ตรงหน้าก่อนแล้ว แม้แรงบีบหนักๆจะทำให้คิ้วเข้มขมวดเป็นปม แต่นนท์นทียังคงทำใจดีสู้เสือด้วยการคลี่ยิ้มเหยียดที่มุมปากส่งกลับไปให้เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเขาเป็นแขกคนหนึ่งของโรงแรม...ผู้ชายคนนี้ คิดจะเปิดศึกกับเขาหรืออย่างไร?

                “ต้องนับถือเลยนะครับว่าคุณนนท์นทีเนี่ย ดูแล แขกได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยจริงๆ” คำว่า แขกที่กฤตยชญ์เน้นย้ำทำให้อัญญาดาสะดุ้งน้อยๆเมื่ออยู่ก็มีมือหนามาบีบที่ต้นขาของเธอ คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร...ก่อนที่แรงบีบนั้นจะเพิ่มขึ้นมาอีกเมื่อได้ฟังคำพูดต่อมาของนนท์นที

                “ไม่ได้สิครับ แขกพิเศษก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ”

                “อย่างนั้นเหรอครับ”

                “พอเถอะนนท์...” อัญญาดารีบพูดห้ามก่อนที่นนท์นทีจะพูดอะไรออกมาเพื่อต่อล้อต่อเถี่ยงกันอีก ซ้ำแล้วกฤตยชญ์ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครง่ายๆคงได้นั่งแขวะกันทั้งวันไม่จบไม่สิ้น แค่นี้เธอก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว...ปวดหัว? ใช่ตอนนี้เธอปวดหัวมากจริงๆ ไม่ใช่ที่พวกเขาเถียงกัน แต่ปวดหนึบเหมือนมันจะระเบิด!

               

                อาหารมื้อเช้าผ่านไปด้วยบรรยากาศอึมครึมราวกับมีกลุ่มเมฆดำลอยปกครุมเหนือศีรษะของแต่ละคนตลอดเวลา อัญญาดาทอดถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะก้มลงนวดข้อเท้าของตัวเองเบาๆเมื่ออยู่ตามลำพังไร้ผู้คนที่ริมระเบียงด้านข้างของห้องอาหาร จริงอย่างที่นนท์นทีสงสัยข้อเท้าของเธอทั้งบวมและเจ็บมากแต่เหตุที่ทำให้เธอต้องตื่นมาตั้งแต่เช้าทำทีเป็นเดินเล่นสูดดมอากาศบริสุทธิ์นั่นก็เพียงเพราะต้องการจะหลบหน้าใครบางคนเท่านั้น

                เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นอีกคืนที่เธอเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากทำนองรสสวาทที่กฤตยชญ์เป็นผู้ขับขาน แม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ได้อ่อนโยนหรือนุ่มนวลกับเธอมากนักแต่ก็ไม่ได้ดิบเถื่อนรุนแรงอย่างในคราแรกที่ได้ประสบพบเจอ เธอยอมรับว่ารสสวาทของเขาทำให้เธอหลงใหลและหวั่นไหวในความใกล้ชิดความอบอุ่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนร่างเปลือยเปล่า ยามที่เขาร้องเรียกชื่อของเธอราวจะขาดใจ ทั้งที่รู้ว่านั่นเป็นเพียงบทบาทของนางบำเรอที่ทำให้เธอทั้งสุขและทุกข์ระทมในเวลาเดียวกันการเลี่ยงที่เจอกับกฤตยชญ์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับอัญญาดา เธอไม่รู้ว่าจะต้องพูดจากับเขาอย่างไรเมื่อต้องตื่นขึ้นมาพบหน้า

                “มาหลบอยู่นี่เอง ปล่อยให้ตามหาซะตั้งนาน...” เสียงเข้มดังขึ้นด้านหลัง ทำให้อัญญาดารีบชักมือที่กำลังนวดข้อเท้ากลับมาก่อนจะยืดตัวตรง และลุกขึ้นยืนพลางหันหน้าไปเผชิญ

                “กำลังจะกลับเข้าไปพอดีค่ะ” หญิงสาวตอบพลางเดินสวนเขาเข้าไป แต่กลับถูกมือสากของกฤตยชญ์คว้าต้นแขนเอาไว้เสียก่อน

                “ทำไม! พอเห็นว่าเป็นฉันไม่ใช่ไอ้ท่านรองน่าจืดถึงต้องกลับต้องเดินหนีกันเลยเหรอ!

                “ส่วนหนึ่งก็อาจจะใช่...แต่อีกส่วนได้เวลาทำงานของเราแล้วค่ะ ไม่เห็นเหรอว่าทีมงานคนอื่นเริ่มไปดูสถานที่กันแล้ว ขืนคุณมัวชักช้าอยู่แบบนี้ถ้าได้ที่ทำเลไม่สวยอย่ามาว่าฉันก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดบอกอย่างใจเย็นก่อนจะยกเอาทำเลที่ตั้งของซุ้มสำหรับจัดโชว์ขึ้นมาอ้าง ซึ่งก็ทำให้ชายหนุ่มยอมลงให้อยู่บ้าง

                “ถ้าไม่ติดเรื่องงาน เธอกับฉันได้เคลียร์กันยาวแน่”

                “ถ้าไม่ติดเรื่องงาน ฉันก็ไม่มีอะไรต้องเคลียร์กับคุณ!

                “อัญญาดา!”        

                หญิงสาวเดินเลี่ยงออกไปโดยไม่สนใจเสียงเข้มที่ร้องเรียกอยู่ด้านหลัง พยามข่มความเจ็บที่ข้อเท้าจนน้ำตาแทบเล็ด ในหัวปวดหนึบขึ้นมาจนหน้ามืดไปชั่วขณะหนึ่งแต่โชคยังดีที่ยังทรงตัวเอาไว้ได้และไม่มีใครเห็น

 

                ท่ามกลางสวนหย่อมขนาดใหญ่ของโรงแรมที่เป็นลานโล่งแจ้งแต่ประดับพุ่มไม้เป็นพุ่มๆและยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยที่พอให้ร่มเงาอยู่โดยรอบ ทีมงานจากสิบประเทศกำลังจัดแจงแบ่งสันปันส่วนเรื่องอณาบริเวณสำหรับจัดแสดงซุ้มผ้าของตนเอง ในส่วนของแพรพรรณดีไซน์กรุ๊ปซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยนั้นได้ทำเลเหมาะพอสมควร คืออยู่ตรงกลางส่วนที่เป็นตัวยูพอดี เพราะการจัดซุ้มจะจัดเป็นรูปตัวยูและมีเวทีใหญ่ปิดอยู่ด้านบนของตัวยูอีกที

                ทุกคนต่างขยันขันแข็งร่างแบบคราวๆของรูปแบบงานของตน อัญญาดาก็เช่นกันหญิงสาวยืนร่างแบบโดยคำนวณจากพื้นที่อย่างคราวๆอยู่เพียงลำพังในขณะที่กฤตยชญ์กลับไปยืนฉอเลาะอยู่กับพิมพ์มายาผู้ช่วยนักดีไซน์จากสิงคโปร์ ไม่คิดจะมาช่วยเหลืออะไรเธอเลยสักนิด

                ด้วยอากาศที่ร้อนจัดทำให้หญิงสาวรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจไม่ทั่วถึงท้องอาจสืบเนื่องมาจากการที่เธอพักผ่อนไม่เพียงพอทั้งยังอาการระบมที่ข้อเท้า อัญญาดาจึงพาตัวเองเดินไปที่ร่มไม้ใหญ่ก่อนจะหลับตาพิงต้นไม้สักครู่เมื่อเกิดหน้ามืดขึ้นมาอีก หญิงสาวหายใจเข้าออกลึกๆช้าๆเพื่อช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ทุเลาลงแต่เสียงเข้มที่ดังขัดขึ้นทำให้เธอต้องลืมตาตื่นอย่างช่วยไม่ได้

                “อย่าคิดว่ามีเงินห้าแสนใช้ฟรีๆทุกเดือนแล้วจะมาอู้งานได้นะแม่คุณ”

                “ไม่ได้อู้ค่ะ...แค่ขอพักหน่อยเดียวเท่านั้น” อัญญาดาบอกก่อนจะเดินเลี่ยงไปไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเขาให้มากความ แต่กฤตยชญ์ไม่หยุดยังตามมารังควาน

                “อย่ามาเดินหนี ฉันยังพูดไม่จบ!

                “แต่ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณแล้ว...”

                กฤตยชญ์ขบกรามแน่น เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่สนใจก่อนจะเดินไปกระชากแขนเรียวหวังให้ร่างบางหันมาคุยกันให้รู้เรื่อง กล้าดีอย่างไรถึงเดินหนีเขาแบบนี้ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดกับเกิดขึ้นเมื่อทันทีที่มือหนาคว้าแขนเรียวและออกแรงดึงเข้ามาหาตัวร่างบางกลับเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อหน้า กฤตยชญ์รีบรับร่างแน่งน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอย่างตื่นตระหนก

                “อัญญาดา อัญ!อุณหภูมิจากร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นของคนในอ้อมแขนทำให้รับรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวกำลังเป็นไข้ ชายหนุ่มตบใบหน้างามเบาๆเพื่อเรียกสติเธอแต่ก็ไร้การตอบรรับจากหญิงสาว เหงื่อเม็ดน้อยใหญ่ที่ผุดขึ้นมาเต็มหน้าเนียนที่ซีดเผือดทำให้ร่างสูงเริ่มใจคอไม่ดี            

                “อย่าเป็นอะไรนะอัญ...” ราวกับพึมพำบอกตัวเอง กฤตยชญ์ไม่สนสายตาของใครๆที่เฝ้ามองมาแม้แต่เสียงเรียกร้องจากพิมพ์มายาที่พยายามบอกให้คนอื่นเข้ามาช่วยแทน ชายหนุ่มจัดการอุ้มร่างบางขึ้นมา กระชับอ้อมแขนให้แน่นและเดินตรงกลับเข้าไปในโรงแรมทันที ในตอนนี้ร่างที่ไร้สติของเธอมีอิทธิพลต่อส่วนนึกคิดของเขามากเหลือเกิน

 

                กระวนกระวาย? ร้อนรน? เป็นห่วง? ความรู้สึกที่มีต่อหญิงสาวในอ้อมแขนนี้เขาไม่อาจปฏิเสธมันได้อีกต่อไปแล้วจริงๆ แค่เห็นเธอล้มลงตรงหน้าหัวใจของเขาก็หล่นวูบราวกับมันกำลังร่วงหล่นตามเธอไปเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าเธอเป็นเจ้าของใจดวงนี้...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น