อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว ในขณะที่ช้องนางกำลังเครียดกับเรื่องเงินอีกหลายแสนที่จะหามาใช้หนี้ ปรากฏว่ามีโทรศัพท์จากผู้ช่วยเสี่ยธีร์โทรเข้ามา ต้นเหตุรู้ว่าต้องเป็นการทวงหนี้จึงไม่รับ ปรากฏช่วงบ่ายรายนั้นบุกมาถึงบ้าน แถมขู่ว่าหากอีกสามวันไม่ได้เงินครบตามจำนวน ทั้งช้องนางและบุตรสาวต้องตกที่นั่งลำบากแน่ เล่นเอาคนถูกขู่เสียวสันหลังวาบ

นางเดาว่าถ้าสามีรู้ต้องไม่ปล่อยเสี่ยธีร์อะไรนี่แน่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ดี แต่นางอาจจะโดนฆ่าตายก่อนที่ไอ้เสี่ยและพรรคพวกของมันจะเข้าคุก คนกลัดกลุ้มใช้เวลาคิดทั้งคืนจนหัวแทบหงอก จนแล้วจนรอดก็คิดอุบายบางอย่างขึ้นมาได้ ช่วงเวลาอีกสองวันที่เหลือ นางมีเงื่อนไขจะเสนอและต่อรองกับเจ้าหนี้เป็นครั้งสุดท้าย เชื่อว่ารายนั้นก็น่าจะพอใจกับข้อแลกเปลี่ยนนี้ แล้วก็จริง ทันทีที่ติดต่อผ่านผู้ช่วยไป ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเสี่ยธีร์ก็ให้ผู้ช่วยคนเดิมติดต่อกลับมาว่า ‘ตกลง’

คนเป็นแม่รีบนำความที่ได้มาเล่าให้บุตรสาวฟัง หากแต่พอฉัตรพระอินทร์รู้เรื่องรายนี้ถึงกับอึ้งระคนคับข้องใจ คิดไม่ถึงเลยว่ามารดาจะคิดแผนการนี้ขึ้นมา แน่นอนว่ามันเสี่ยงมากในความคิดของหล่อน แถมหลังจากนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้น ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

“มันจะเวิร์คเหรอแม่ เกิดผิดพลาดไปเราจะพลอยซวยเอานะ” ฉัตรพระอินทร์ทัก แต่ช้องนางก็ยืนยันว่าตัวเสี่ยธีร์รับปากแล้ว ตอนนี้แค่ต้องการให้บุตรสาวช่วยเล่นตามบทบาท อาจเสี่ยงบ้างแต่รับรองว่าคุ้มกว่าการที่ฉัตรพระอินทร์จะต้องเอาตัวเข้าแลก

“หรือแกมีหนทางดีกว่านี้ล่ะ เสกเงินมากองให้ฉันตอนนี้ได้มั้ย?” นางย้อนเสียงหงุดหงิด อีกฝ่ายถึงได้เงียบไม่โต้แย้ง

ฉัตรพระอินทร์ถ่ายทอดแผนการของผู้เป็นแม่ให้พี่สาวฟัง โดยแจ้งว่าตนจะยอมรับข้อเสนอของเสี่ยธีร์ แต่มีข้อแม้ว่าฝ่ายนั้นจะต้องรอกระทั่งเธอเรียนจบก่อน ซึ่งระหว่างนี้เขาต้องให้อิสระอีกทั้งต้องปกปิดเป็นความลับไม่ให้ใครรู้ หญิงสาวให้เหตุผลว่าตนไม่อยากเสียชื่อและถูกนินทาว่าเป็นเด็กเสี่ย

“แล้วฉัตรแน่ใจเหรอว่าหลังจากเรียนจบแล้วทุกอย่างมันจะดี แผนซื้อเวลาแบบนี้มันเสี่ยงนะ” ช่ออัญชันทัก ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกันพอรู้ว่าน้องสาวจะยอมแต่งงานกับเสี่ย แต่ฉัตรพระอินทร์บอกว่าเธอกับแม่คิดแผนไว้หมดแล้ว เวลาอีกตั้งปีกว่า อะไรๆ มันก็เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น

“เอาปัญหาเฉพาะหน้าตรงนี้ให้จบไปก่อนเหอะพี่ช่อ วันหน้าค่อยว่ากันใหม่” คนเป็นน้องตัดบท ถึงกระนั้นก็ยังเล่าอีกว่าเสี่ยธีร์อยากเจอและนัดเธอไปทานข้าวที่บ้านเขา ซึ่งรายนี้ก็รับปากไปแล้วว่าจะไปพบ แต่สถานที่นัดหมายเธอไม่อยากให้เป็นคอนโดของตนเอง เพราะเกรงว่ารายนั้นจะรู้ที่อยู่และมาดักดูความเคลื่อนไหว

“อีกอย่างฉัตรกลัวคนที่คอนโดจะรู้เรื่อง ฉัตรก็เลยนัดไว้ใต้ทางด่วนใกล้ๆ อะพาร์ตเมนต์พี่นี่ล่ะ ยังไงมะรืนนี้พี่ช่อไปเป็นเพื่อนฉัตรกับแม่หน่อยนะ”

“แต่ตรงนั้นกลางคืนมันเปลี่ยวนะฉัตร แล้วหากเกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง?”

“ก็จะได้ไม่มีคนเห็นไง อีกอย่างที่ให้พี่ช่อไป เพราะขากลับจะได้กลับเป็นเพื่อนแม่ด้วย แล้วถ้าเกิดท่าไม่ดีจะได้ช่วยกันดูทางหนีทีไล่” รายนี้ให้เหตุผล

ช่ออัญชันยังไม่วายห่วงเรื่องที่น้องสาวจะไปพบเสี่ยธีร์ แต่ฉัตรพระอินทร์ยืนยันว่าเธอเอาตัวรอดได้

“อ้อพี่ช่อ พี่ช่ออย่าบอกเรื่องนี้กับพ่อนะ ยังไงซะเรื่องนี้ฉัตรกับแม่จะจัดการเอง ส่วนเรื่องเงินน่ะบอกพ่อว่าไม่ต้องแล้ว แม่เขาคุยกับทางเสี่ยธีร์แล้วว่าจะขอผ่อนผันระยะเวลา ของพี่วิก็ด้วย” ถึงตอนนี้เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องง้อแล้ว

คนเป็นพี่น้ำท่วมปาก จำใจรับคำทั้งที่ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ รู้ดีว่าบิดาต้องไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้แน่ เผลอๆ เรื่องจะใหญ่โตบานปลายถ้าเกิดรายนั้นรู้เข้า

เสียงรถบนทางด่วนวิ่งฉิวราวกับโฉบ ทว่าตอนนี้คนที่ยืนอยู่ใต้ทางด่วนต่างใจเต้นตึก อีกไม่นานรถที่เสี่ยธีร์ส่งมารับจะถึงที่หมาย ฉัตรพระอินทร์กับแม่และพี่สาวยืนรอด้วยใจระทึก คิดกันไปต่างๆ นานาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

ช้องนางดูกระสับกระส่ายเป็นพิเศษ ฉัตรพระอินทร์แววตาคร่ำเคร่ง ก้มหน้าประสานมือที่ชื้นเหงื่อกุมไว้แน่น คืนนี้เธอแต่งตัวสวยด้วยชุดเดรสสั้นสีขาว หากภายใต้กรอบหน้าสวยที่แต่งแต้มสีสันซ่อนไว้ซึ่งความกังวล พอรถตู้ต้องสงสัยเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณดังกล่าว ฉัตรพระอินทร์รู้สึกว่าในใจมันตึกตักราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก

“เขามาแล้วอ่ะแม่ ทำไงดี?” คนเป็นกังวลหน้าตาตื่นตอนหันไปถาม

ช้องนางพยายามสงบสติและบอกให้ทำตามที่คุยกันไว้ อารามตื่นเต้นทำให้ร่างอรชรในชุดสวยมือไม้อ่อน ต้องวานให้พี่สาวช่วยถือกระเป๋าให้ รายนี้รับมาคล้องไว้ที่แขน ก่อนเหลือบมองกระเป๋าสีเขียวไข่กาใบแพงระยับที่ดูไม่ค่อยจะเข้ากับการแต่งตัวของเธอเท่าไหร่

“ใจเย็นๆ นะฉัตร ถ้าขึ้นไปแล้วเกิดมีอะไรไม่ชอบมาพากลกดโทรด่วนหาพี่ทันทีเลยนะ” เจ้าตัวกำชับพร้อมกับกุมมือน้องไว้ด้วยความเป็นห่วง อีกฝ่ายหันมาผงกศีรษะรับ ซึ่งตอนนั้นรถคันที่ว่าได้แล่นมาจอดนิ่งสนิทตรงหน้าแล้ว

ตอนผู้ช่วยร่างผอมของเสี่ยธีร์เดินลงมา ช้องนางพยักหน้าให้เขาอย่างรู้กัน รายนั้นยื่นเอกสารบางอย่างให้ ซึ่งหลังจากที่ช้องนางดูแล้วก็พับใส่กระเป๋าสะพาย ตอนนั้นเองที่ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่อีกสองคนตามลงมาประกบ ฉัตรพระอินทร์ก้าวถอยหลังอย่างหวาดระแวง แต่ปรากฏว่าคนพวกนั้นกลับคว้าแขนและดันตัวช่ออัญชันเข้าไปในรถตู้ติดฟิล์มดำแทน

ท่ามกลางความโกลาหลและตกอกตกใจของคนเป็นแม่เลี้ยงกับน้องสาว เสียงคนถูกจับกุมโวยวายลั่น ช่ออัญชันทั้งร้องเรียกทั้งตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่รถคันดังกล่าวรีบปิดประตูและเคลื่อนที่ออกไปอย่างรวดเร็ว เสี้ยวนาทีต่อมามีใครสักคนใช้สเปรย์พ่นใส่ใบหน้า หลังจากนั้นช่ออัญชันก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

หลายชั่วโมงต่อมาร่างแบบบางเริ่มขยับและได้สติ พอยาสลบหมดฤทธิ์อาการสะลืมสะลือก็ปรากฏแทนที่ ช่ออัญชันพยายามทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ช่วงเวลานี้หัวสมองคิดอะไรไม่ออกเลย หันดูรอบกายก็พบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนสักแห่ง ห้องไม้สี่เหลี่ยมดังกล่าวถูกปิดมิดชิดและเงียบเชียบ ที่สำคัญคือไม่พบใครเลยนอกจากความว่างเปล่าใต้แสงจากโคมไฟบนเพดาน

สิ่งแรกที่นึกได้และลงมือทำคือควานหาโทรศัพท์มือถือ แต่ปรากฏว่ามันไม่อยู่กับตัวเสียแล้ว บนเตียงหรือที่พื้นก็ไม่มี ทีนี้คนถูกกุมขังเริ่มประหวั่น ตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จู่ๆ คนพวกนั้นก็ฉุดกระชากเธอขึ้นรถ ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย

‘แล้วแม่กับฉัตรล่ะ?’ คำถามที่ผุดขึ้นในหัวพร้อมนึกถึงหน้าช้องนางกับน้องสาว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั้น มันต้องมีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น หรือไม่เสี่ยธีร์อะไรนั่นต้องมีแผนการชั่วอะไรสักอย่าง แต่ก่อนอื่นเธอต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน แล้วจะทำอย่างไรเล่าในเมื่อประตูหน้าต่างทุกบานถูกปิดล็อกแน่น

“เปิดหน่อย! ใครอยู่ข้างนอกบ้าง!” ร่างเล็กเอาเสียงนำไปก่อนจะทุบรัวๆ บนแผ่นไม้หนักของบานประตู ปรากฏว่าก็ยังเงียบเชียบไม่มีเสียงตอบกลับ คนใจคอไม่ดีเริ่มวิตกจริต มือเล็กกำแน่นแล้วทุบอีกหลายครั้งจนดังสนั่นไปทั้งห้อง

“เงียบก่อน ใจเย็นๆ” เสียงปริศนาดังขึ้นอีกฝั่งของบานประตูที่ปิดแน่น

ช่ออัญชันสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือค้าง ปล่อยให้อีกฝ่ายไขกุญแจและเปิดเข้ามา ชายแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้านิ่งเรียบแลเยือกเย็น เขาสูงราว 170 เซนติเมตร บุคลิกและท่าทางดี ผิดคาดจากที่คิดว่าต้องเป็นคนตัวใหญ่หน้าตาเหี้ยมเกรียมเหมือนคนที่ฉุดเธอขึ้นรถมาในตอนแรก

“เสี่ยจับฉันมาทำไม ฉันไม่ใช่ฉัตร เสี่ยเข้าใจผิดแล้ว” ร่างเล็กรีบชี้แจง

หนุ่มผิวขาวหน้าตาสะอาดสะอ้านยืนขวางประตูนิ่ง ก่อนปฏิเสธเสียงเรียบ

“ฉันไม่ใช่เสี่ยธีร์ และก็รู้แล้วว่าเธอไม่ใช่ฉัตรพระอินทร์”

“อ้าว! งั้นคุณเป็นใคร รู้แล้วยังจะจับฉันไว้ทำไมอีก?” คนอาละวาดงงงัน

“ฉันเป็นคนพาเธอมาที่นี่และก็มีหน้าที่ดูแลเธอ ตอนนี้เธออยู่ที่บ้านของฉัน และก็อยู่ในพื้นที่ของคนที่สั่งให้ฉันพาตัวเธอมา”

หญิงสาวมองหน้าคนที่พูดจากำกวมอย่างฉงนสงสัย หากในใจก็ยังมีคำถามมากมายที่อยากรู้

“งั้นช่วยไปตามเสี่ยธีร์มาหน่อยได้มั้ยคะ ก็ในเมื่อฉันไม่ใช่ฉัตรแล้วจะมาจับฉันไว้ทำไม?...แล้วตอนนี้แม่กับน้องฉันล่ะอยู่ไหน หรือที่พวกคุณจับฉันมาเพราะมีแผน นี่พวกคุณจะทำอะไรกันแน่?” เจ้าตัวรัวคำถามเป็นชุดจนอีกฝ่ายถอนใจตาม

“ถามทีละคำถามไม่เป็นหรือยังไงนะ” เขาเอ็ด ถ้าดูจากบุคลิกท่าทางแล้วชายหนุ่มน่าจะแก่กว่าเธอหลายปีนัก

หนุ่มผู้ช่วยหน้าตาหมดจดรายนี้แนะนำตัวว่าชื่อชายชาญ เขาพาเธอมาก็เพราะข้อตกลงของหญิงสาวที่จะยอมเป็นภรรยาของเสี่ยธีร์เพื่อแลกกับหนี้สินของช้องนาง ซึ่งพอได้ยินดังนั้นช่ออัญชันทำหน้าอึ้ง ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ใช่ คนที่เขากำลังหมายถึงเป็นน้องสาวไม่ใช่ตัวเธอ

“แต่ในข้อตกลงมันเป็นเธอ ช่ออัญชัน” เขาย้ำ เอ่ยชื่อจริงเธอได้ตรงเผง เป็นเหตุให้เจ้าของชื่อยิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่

“ไม่จริงหรอก คุณเข้าใจอะไรผิดแล้ว ก็ในเมื่อเสี่ยเขาถูกใจฉัตรแล้วจะมาเป็นฉันได้ยังไงล่ะ” หญิงสาวเถียงใจขาด หน้าเรียวเล็กเป็นรูปไข่ส่ายเร่าๆ เพื่อยืนยันว่าที่เขาพูดมามันไม่จริง ทั้งหมดคุณผู้ช่วยกำลังเข้าใจผิด

ชายชาญถอนใจดังเฮือก ทำหน้าเหนื่อยหน่ายคล้ายจะพูดแต่ไม่พูดอะไร ตกลงไม่รู้ว่าใครเข้าใจผิดกันแน่ระหว่างเขากับเธอ สุดท้ายแจ้งเพียงว่าช้องนางและฉัตรพระอินทร์ปลอดภัยดี สองคนนั้นกลับถึงที่พักเรียบร้อยพร้อมหลักฐานการยกหนี้ให้ตามที่เสี่ยธีร์ตกลงไว้กับนาง

“ไม่จริง จะเรียบร้อยได้ยังไงในเมื่อแม่กับน้องรู้ว่าฉันถูกจับตัวมา ฉันไม่เชื่อหรอก คุณโกหก” หญิงสาวย้อนพร้อมกับถลึงตาใส่ นอกจากเสียงถอนหายใจของชายชาญ ก็เห็นแต่สีหน้าเอือมระอาของเขาที่ส่งมายังเธอ

“ตามใจ ฉันว่าเธอนอนพักผ่อนและทำใจให้สบายดีกว่า” หนุ่มร่างสันทัดไม่ต่อล้อต่อเถียง พูดจบทำท่าจะเดินกลับแต่ร่างเล็กพุ่งพรวดจะหนีออกนอกประตู คนแข็งแรงกว่าถึงต้องคว้าแขนไว้และดึงกลับมาที่เก่า ชี้นิ้วมาที่ร่างเล็กแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงปรามพร้อมกับยืนขวางทางออก

“อย่าทำแบบนี้ดีกว่า สงบสติอารมณ์ซะ วันรุ่งขึ้นจะให้คนเอาข้าวมาให้ แล้วตอนสายๆ ฉันจะเข้ามาดู”

“ไม่ต้องมาดู ฉันไม่ใช่หมาใช่แมวนะ” คนหงุดหงิดสวนทันควัน มีอย่างหรือมาทำอย่างกับว่าเธอเป็นสัตว์เลี้ยง

คนถูกยอกย้อนกลับทำสีหน้าคล้ายกับจะอมยิ้ม ส่ายหน้าเหมือนเอ็นดูแล้วถอยห่างออกมา ชายชาญรีบเก็บอารมณ์ ไม่ถือสาคนที่มีวุฒิภาวะน้อยกว่าตัว

“ฉันต้องการพบเสี่ยธีร์” ช่ออัญชันโพล่งออกมาอีก ถึงจะโดนริดรอนอิสรภาพแต่รายนี้ก็ยังไม่วายมุ่งมั่น

“เขาไม่อยู่ที่นี่หรอก” ชายหนุ่มแจงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวถอยหลังออกนอกประตูไปตอนฝ่ายหญิงกำลังเผลอ เป็นเหตุให้ช่ออัญชันโวยวายลั่นตอนรู้ตัว จนเขาต้องรีบล็อกกลอนเพราะเกรงสาวเจ้าจะพังมันออกมา

“ท่าทางเอาเรื่องเหมือนกันครับ” ตอนนั้นชายชาญคุยโทรศัพท์กับคนเป็นนาย ปลายสายหัวเราะฮึๆ ก่อนจะเปรยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่าน่าสนใจ อยากรู้เหมือนกันว่ารายนั้นจะดื้อแพ่งไปได้สักกี่น้ำ พูดจบก็กำชับให้ผู้ช่วยแวะเข้าไปดู ไม่รู้ว่าป่านนี้คนพยศจะได้กินข้าวกินปลาบ้างหรือยัง

เมื่อคนสนิทเข้ามาปรากฏว่าสำรับยังวางอยู่ที่เดิม ไม่มีอะไรแหว่งหรือพร่องไปสักนิด พอเห็นหน้าผู้ช่วยก็ดีดผึงขึ้นจากเตียงนอน ปรี่เข้ามาถามเซ้าซี๊ไม่ยอมเลิกรา

“เมื่อไหร่จะปล่อยตัวฉันไปสักที นี่พ่อฉันเป็นถึงผู้กำกับนะ คอยดูเถอะฉันจะแจ้งความโทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว” เจ้าตัวขู่ทั้งยังทำหน้าขึงขังใส่ หากไม่ได้ผลเพราะคนถูกข่มขู่คล้ายกับจะไม่อินังขังขอบ

“ฉันรู้หรอกว่าพ่อเธอเป็นใคร” ชายชาญย้อน สีหน้าไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลย เป็นเหตุให้คนเสียหน้าไม่พอใจ ยิ่งพยายามจะฟาดงวงฟาดงาใส่เขาอีกทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีทักษะความร้ายกาจสักเท่าไหร่ แทบไม่ได้ครึ่งของน้องสาวเลยด้วยซ้ำ

“ไปตามเสี่ยธีร์มาเดี๋ยวนี้! ฉันต้องการพบเขา!” ร่างเล็กตะเบ็งเสียงใส่ แต่พอเห็นคู่สนทนาทำหน้าดุกลับค่อยๆ สลด

“เสี่ยเขาไม่อยู่หรอก ฉะนั้นเลิกโวยวายแล้วก็เลิกฟุ้งซ่านได้แล้ว”

“ฉันน่ะนะฟุ้งซ่าน คุณสิบ้า จับฉันขังไว้เหมือนเป็นนักโทษ ฉันเคยไปเผาบ้านคุณรึไงหา?” ช่ออัญชันทำหน้ามุ่ย หากอีกฝ่ายเริ่มสะกดยิ้มไม่ไหว

ชายชาญเห็นรายนี้เพียรจะหาทางวิ่งสวนออกมาก็รีบขวาง แต่ไม่วายคนตัวเล็กกว่าก็มุดลอดใต้วงแขนเขาไปได้ ยังดีที่ชายหนุ่มว่องไวจึงชิงหนีออกไปก่อน ร่างเล็กเกือบหน้าหงายตอนที่อีกฝ่ายปิดประตูใส่หน้าดังปัง

วันๆ ผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย ทั้งอึดอัด สับสน และเคลือบแคลงใจไปหมด ความหวังที่จะได้พบเสี่ยธีร์ก็เลือนลางลงทุกที ใจหนึ่งก็คับข้องใคร่รู้ในสาเหตุ หรือเพราะเห็นว่าเธอไม่ใช่ฉัตรพระอินทร์จึงได้ทิ้งขว้างเหมือนสิ่งไม่มีชีวิต แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเธอต้องแห้งตายอยู่ที่นี่หรอกหรือ นึกแล้วก็พาลเคียดแค้นเสี่ยธีร์อะไรนี่นัก อยากเห็นหน้าเหลือเกินว่าคนที่ใจร้ายกับคนอื่นได้ขนาดนี้จะหน้าตาเป็นยังไง

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกปล่อยเกาะก็ครุ่นคิดหาทางรอด ร่างแบบบางเดินไปเดินมาอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใจคิดว่าป่านนี้แม่กับน้องสาวคงหาทางช่วยเธออยู่ หรือไม่แน่ว่าฉัตรพระอินทร์ก็อาจตกอยู่ในอันตรายด้วย ถ้าเสี่ยธีร์ต้องการตัวหล่อนจริงเขาต้องไม่หยุดแค่นี้แน่ หรือที่หายเงียบไปนี่เพราะเสี่ยธีร์กำลังหาทางจัดการกับน้องเธออยู่ คนเป็นพี่เริ่มพะวักพะวง ณ ตอนนี้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าสถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง

รุ่งอีกวัน นวลน้อยนำสำรับเข้ามาให้ตามปกติ สาวชาวอุดรธานีอายุมากกว่าช่ออัญชันสองปี ด้วยความที่เป็นคนช่างพูดจึงทำให้รายนี้อึดอัดเวลาเจอหน้าช่ออัญชัน นึกอยากจะถามแต่เจ้านายสั่งไว้ไม่ให้พูดมาก เลยได้แต่สอดส่ายสายตาด้วยความอยากรู้อยากเห็น รีบทำหน้าที่แล้วก็รีบกลับออกไป แต่ช่ออัญชันที่จ้องอยู่ก่อนแล้วไม่เปิดโอกาสให้พลาด รีบถามหล่อนถึงเสี่ยธีร์ทันที แต่ปรากฏรายนี้ทำหน้างง บอกไม่รู้จักคนที่หญิงสาวถามถึง ซึ่งบังเอิญชายชาญดันเข้ามาจังหวะนั้นพอดี

“เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้เองล่ะน่า” เขาชิงบอก ยกมือสะบัดเป็นสัญญาณให้นวลน้อยออกไปข้างนอก คนถูกสกัดกั้นทำหน้านิ่วไม่สบอารมณ์ ทั้งยังเคืองสายตาที่จับจองเหมือนเธอเป็นนักโทษถูกกักบริเวณ

ช่วงสายชายชาญมาไขกุญแจและอนุญาตให้ออกไปนอกห้องได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้หญิงสาวฟุ้งซ่านจนคิดฆ่าตัวตายที่นี่ ช่ออัญชันมองค้อนเมื่อถูกเตือนว่าอย่าวู่วามหรือผลีผลามทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง และอย่าคิดหนีเพราะที่นี่ค่อนข้างเปลี่ยว ถ้าไม่อยากเป็นอันตรายให้อยู่แต่ในพื้นที่

สั่งเสร็จแล้วก็เดินฉับลงจากบ้านไป ขับรถเลยมาหน่อยค่อยเงยดูกระจกมองหลัง เพราะคาดว่ารายนั้นต้องแอบยืนสังเกตการณ์อยู่แน่ๆ แล้วมันก็จริง

ช่ออัญชันกำลังจดจำว่าชายชาญเลี้ยวรถไปทางไหน ตั้งใจแล้วว่ายังไงก็ต้องหนีแน่นอน หากใจหนึ่งมันคัดค้านเพราะสังหรณ์ว่านี่อาจเป็นแผน จะง่ายเกินไปหรือเปล่า เขากักเธอไว้ในห้อง แล้วจู่ๆ ก็อนุญาตให้ออกมา แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล พลันนึกถึงคำเตือนของผู้ช่วยก่อนจากไป ฉะนั้นเธอจะไม่วู่วามหรือผลีผลามทำอะไรจนกว่าจะแน่ใจว่ามีทางรอด

พอฉุดให้สติกลับมาสู่ตัวได้ สภาพแวดล้อมที่ผ่านเข้ามาในสายตานั้นก็สร้างความตะลึงไปชั่วขณะ ภูมิประเทศที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่แผ่ครึ้มให้ความร่มรื่นราวกับวนอุทยาน นอกจากลมหนาวและเสียงนกร้องก็แลจะสงบเงียบ

สัมผัสถึงอากาศสดชื่นปราศจากมลพิษเวลาสูดลมหายใจเข้าไป ไม่อยากเชื่อว่าเสี่ยธีร์จะใช้ที่นี่เป็นที่คุมขังเธอ ถ้าไม่ติดว่าถูกจับตัวมา ที่นี่ก็ช่างน่าอยู่และบ้านไม้หลังนี้ก็สะอาดสะอ้านสวยงามไม่เลว

ระหว่างพรึงเพริดอยู่ตรงระเบียงนั้นเริ่มรู้สึกถึงไอเย็น ร่างเล็กหันหลังให้กับความเขียวครึ้มกลับเข้าสู่ตัวบ้านไม้ยกสูงชั้นเดียว ติดกับห้องที่เธอนอนมีอีกห้องหนึ่งคั่นระหว่างส่วนที่เป็นครัว ตรงกลางบ้านเป็นโถงกว้างตั้งชุดรับแขกไว้เป็นสัดส่วน รอบๆ เป็นหน้าต่างเปิดรับความเย็นจากด้านนอกจึงไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ

จิตใต้สำนึกมันบอกว่าที่นี่คือ ‘ป่า’ แต่มันคือส่วนไหนของประเทศไทยกัน เสี่ยธีร์คงไม่ใจป้ำพอขนาดลักพาตัวเธอข้ามเขตข้ามแดนมาไกลถึงต่างประเทศกระมัง เจ้าตัวคิด พลันชะโงกจากหน้าต่างด้านหลังมองเทือกเขารำไรท่ามกลางสายหมอกที่เริ่มจาง อีกด้านเป็นแนวสนทอดยาวเอนไหวตามแรงลม อากาศเย็นจนรู้สึกตึงตามใบหน้า มัวพิรี้พิไรจนลืมไปว่าต้องหาทางออกไปจากที่นี่

ระหว่างที่สมองกำลังประมวลผลและวิเคราะห์เส้นทางที่ชายชาญขับรถไป แสดงว่ามันต้องมีหนทางพาเธอออกไปจากบริเวณบ้านหลังนี้ได้ ร่างเล็กตัดสินใจเดินไปตามทางดินที่ยังมีรอยล้อรถประทับอยู่ ที่นี่คงมีคนเข้าออกประจำ สังเกตจากเนื้อดินที่แน่นจนไม่มีหญ้าขึ้นตลอดแนวยาว จากเดิมที่รู้สึกหนาว พอเดินไปสักพักเริ่มอุ่นขึ้นจนสัมผัสว่าแผ่นหลังเริ่มชื้นเหงื่อ

เส้นทางดังกล่าวทอดยาวค่อนข้างไกล สองข้างทางปลอดโปร่งด้วยต้นไม้ขึ้นห่างไม่แน่นหนาเหมือนช่วงแรก ในที่สุดก็ไปบรรจบกับทางลูกรังกว้างขนาดรถสิบล้อแล่นสวนกันได้ ฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านหลังใหญ่โอ่อ่า อาณาบริเวณกว้างขวางมีต้นไม้และสนามหญ้าเป็นสัดส่วน ภายนอกล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กผสมลวดถักอย่างแน่นหนา ตัวบ้านไม้กึ่งคันทรี่ดูเงียบเชียบ แม้สีของไม้จะเก่าแต่ก็ไม่ได้ทำให้บ้านหลังดังกล่าวดูโทรม ตรงกันข้ามกลับยิ่งมีเสน่ห์น่าพักอาศัย

ด้านประตูรั้วเปิดอ้าคล้ายกับคอยต้อนรับผู้มาเยือน มัวแต่ด้อมๆ มองๆ ไม่กล้าย่างกรายเข้าไปในพื้นที่นั้น ร่างเล็กชูคอชะเง้อมองเข้าไปด้านใน ยังไม่เห็นบ้านหลังอื่นเลยนอกจากหลังนี้หลังเดียว ความรู้สึกเย็นเยียบคืบคลานเข้ามาอีกครั้งเมื่อหยุดเดิน เสียงนกร้องบนต้นจามจุรีผสมสายลมเย็นชวนเชิญให้เคลิบเคลิ้มจนอยากนั่งพัก

แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์แว่วแทรกสายลมมา ทอดมองสุดสายตาเห็นท้ายรถกระบะสีขาวสี่ประตูขับออกไปไกล เผลอก้าวตามจนไม่ทันดูว่าตัวเองเหยียบย่างเข้ามาในเขตบ้านหลังนี้ รู้ตัวอีกทีก็ผ่านประตูรั้วเข้ามาแล้วหลายก้าว

ตามมารยาทเธอไม่ควรบุกรุกบ้านคนอื่น แต่ที่นี่อาจมีใครสักคนที่พึ่งพาได้ ช่ออัญชันตัดสินใจเสี่ยงอ้อมมาอีกฝั่งซึ่งเป็นสนามหญ้า และจุดนั้นเธอได้พบเห็นชายหนุ่มใส่เสื้อคลุมสีดำนั่งอยู่ตรงโต๊ะสนามที่เป็นไม้ สีหน้าเขานิ่งเรียบคล้ายไม่มีชีวิตชีวา แววตาคร่ำเคร่งกำลังมองเหม่อเหนือโน้ตบุ๊กที่เปิดทิ้งไว้

ดูเหมือนเสียงฝีเท้าเธอจะขัดจังหวะความคิดของเขา ช่ออัญชันยืนทื่อไม่กล้าขยับ แทนคำถาม ชายผู้นั้นมองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยแววตาสงสัย ช่ออัญชันรีบออกตัวก่อนเลยว่าเธอไม่ได้เป็นขโมย

“คะคือฉันมาจากบ้านที่อยู่ในป่าฟากโน้นน่ะค่ะ” มือเรียวชี้ไปไกล เสียงพูดตะกุกตะกักไม่สม่ำเสมอ สีหน้าจับจ้องอีกฝ่ายคล้ายระแวดระวังตัว ทว่าชายคนนี้พยักหน้านิ่งเงียบ ไม่มีท่าทีสงสัยหรือคับข้องใจ

หนุ่มปริศนายังคงมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ คนมาใหม่ก็กำลังสังเกตท่าทีเขาเช่นกัน สังหรณ์บางอย่างบอกว่าเขาไม่น่าจะใช่คนร้าย เพราะนอกจากใบหน้าหล่อเหลาคมคายแล้ว เขายังมีท่าทางที่สงบนิ่ง การแต่งตัวก็ดูพิถีพิถันต่างจากชาวบ้านทั่วไป แม้จะไม่ได้ดูสำอางอย่างมาดผู้บริหารก็ตามที

ทว่าเมื่อจับจ้องไปที่แววตาคมคู่นั้นกลับทำให้รู้สึกประหม่า แค่เขาจ้องกลับมาก็ราวกับว่าสะกดเธอไว้ได้ ชายคนดังกล่าวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่เหนือมาตรฐานเล็กน้อย เผยให้เห็นรูปร่างสง่าผ่าเผยสมส่วน เพราะเสื้อคลุมดีไซน์เรียบตัวนี้ทำให้เขาดูเท่ห์มีเสน่ห์ จู่ๆ มือใหญ่ก็พับฝาโน้ตบุ๊กก่อนเดินตรงมาที่คนร่างเล็ก

“มีอะไรให้ช่วยมั้ย?” เสียงเขาทุ้ม นุ่มและแน่วนิ่ง ลักษณะแบบนี้ทำให้นึกไปถึงชายชาญ ต่างกันที่รายนี้มีมาดและสุขุมกว่า ท่าทางเป็นผู้ใหญ่

หญิงสาวยิ่งประหม่ากว่าเดิม พยายามรวบรวมความกล้าแล้วสนทนากับเขาอย่างสำรวม

“ฉะฉันหลงทางค่ะ” ช่ออัญชันอ้าง ฝ่ายชายพยักหน้ารับรู้

“คุณเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้หรือคะ?”

“ใช่ นั่งก่อนสิ” เขาผายมือเชื้อเชิญอย่างให้เกียรติทีเดียว คนถูกเรียกมีเหลียวซ้ายแลขวาเล็กน้อยเหมือนลังเล

“เอ่อ คุณรู้จักเสี่ยธีร์มั้ยคะ? คือฉันถูกเขาจับมาขังไว้ที่บ้านหลังนั้น คุณช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ได้มั้ย...คือฉันไม่รู้ว่าที่นี่มันคือที่ไหนน่ะค่ะ” น้ำเสียงหดหู่น่าเห็นใจ แต่คนฟังกลับไม่ได้มีทีท่าตื่นตระหนกสักนิดเดียว หรือจริงๆ แล้วพื้นฐานเขาเป็นคนแบบนี้เอง

“ที่นี่สวนผึ้ง เห็นนั่นมั้ย น่ะเทือกเขาตะนาวศรี” เขาชี้มือไปยังทิศที่มีเทือกเขาทะมึนทอดตัวยาวเหยียด บ่งบอกให้รู้ว่าพื้นที่ตรงนี้อยู่ไม่ไกลจากเขตชายแดนเท่าไหร่นัก เห็นฝ่ายหญิงนิ่งเงียบไปจึงพูดต่อ

“เสี่ยธีร์น่ะฉันรู้จัก แต่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก แทบจะไม่เคยมาด้วยซ้ำมั้ง” เขาตอบด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย คำบอกเล่าที่ตรงกับชายชาญทำให้ช่ออัญชันเริ่มวิตก

“แล้วเสี่ยธีร์ที่ว่าเขาจับเธอมาด้วยเรื่องอะไรล่ะ?” พอเขาถาม หญิงสาวส่ายหน้า นัยน์ตาของเธอแลหดหู่เล็กน้อย

“ผู้ช่วยของเสี่ยที่ชื่อชายชาญบอกว่าฉันตกลงยอมเป็นภรรยาของเสี่ยเขา แต่ฉันไม่รู้เรื่อง” เจ้าตัวอธิบาย คู่สนทนาเลิกหน้าทำนองสงสัย จนช่ออัญชันพยักหน้ายืนยันว่าเป็นความจริง แต่พอเห็นฝ่ายชายนิ่งก็เริ่มคิดได้ นึกตำหนิตัวเองที่เล่าเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าฟังทั้งที่เพิ่งเคยพบกันครั้งแรก แต่เขาไม่ว่าอะไร กลับแปลกใจที่เห็นเธอนิ่งเงียบ

“ถ้าอึดอัดใจก็เล่ามาเถอะ ฉันคงไม่เอาเรื่องของเธอไปโพนทะนาที่ไหนหรอก” เขาออกปาก แต่หญิงสาวก็ยังลังเล

“ขอโทษนะคะ ที่คุณบอกว่ารู้จักเสี่ยธีร์ ไม่ทราบว่ารู้จักดีแค่ไหนคะ แล้วเขาเป็นคนยังไง?”

“เป็นคนไม่ดีเท่าไหร่” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะเสริมว่ารายนั้นเป็นญาติห่างๆ ของเขา แต่ถึงจะรู้จักก็ไม่คิดจะไปมาหาสู่

“เอ่อ...” จากเฉลยของชายหนุ่มทำให้ช่ออัญชันไปต่อไม่ถูก เริ่มรู้สึกแปลกทั้งกับเสี่ยธีร์และชายหนุ่มรายนี้

เธอขอเบอร์ติดต่อเสี่ยธีร์แต่คนที่อ้างตนเป็นญาติกลับปฏิเสธบอกว่าไม่มี นี่ก็อีกเรื่องที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกไม่ชอบมาพากล

“งั้นช่วยบอกหน่อยได้มั้ยคะว่าฉันจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง”

“หืม จากนี่ถึงถนนคอนกรีตก็ร่วมสิบกิโลนะ แต่เธอออกไปไม่ได้หรอกถ้าไม่มีคนพาไป”

“ก็คุณไง...”

“ฉันไม่ว่างหรอก ต้องทำงาน อีกอย่างรถก็ไม่อยู่แล้ว” เขาอ้าง เจตนาเหมือนจะบ่ายเบี่ยง ถึงตอนนี้คนมีหวังเริ่มห่อเหี่ยว แต่ก็ยังฟังฝ่ายชายพูดต่อ

“ฉันไม่อยากมีปัญหากับใคร เธอก็ด้วย ถ้าเสี่ยของเธอรู้เข้าจะลำบากนะ” ชายหนุ่มเตือนด้วยความหวังดี แววตาคมดำขลับจดจ้องเหมือนรอคำพูด

“ฉันไม่กลัวค่ะ คุณไม่มาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับฉันคุณไม่รู้หรอก” น้ำเสียงปนหงุดหงิด นัยน์ตากลมโตเริ่มแดงรื้น เสียความรู้สึกตอนถูกปฏิเสธ แต่เธอก็พยายามจะเข้าใจ เพราะถ้าเสี่ยธีร์มีอิทธิพลมากขนาดนั้นคงไม่มีใครอยากยุ่งด้วย

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร” จากเสียงนุ่มเริ่มตึง ล้มเลิกความคิดที่จะพึ่งพาอาศัย ปรากฏว่าเธอได้ยินเสียงชายหนุ่มถอนใจดัง คงรู้ว่าตัวเองกลายเป็นคนใจจืดใจดำไปแล้วในสายตาฝ่ายหญิง

“ถ้าฉันเป็นเธอจะอยู่ที่นี่ไปก่อน เพื่อความปลอดภัย” เขาแนะ ช่ออัญชันถึงปรายตามองคนหวังดีอย่างค่อนแคะ อดไม่ได้ที่จะประชด

“อ่อค่ะ ขอบคุณ”

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจเบาๆ ยอมถูกมองว่าเป็นคนแล้งน้ำใจดีกว่าให้เธอไปเสี่ยง

ตอนนั้นสายตาของช่ออัญชันเพียรเมียงมองไปทางด้านหลังของบ้าน จนเขาต้องกำชับให้เลิกล้มความคิดที่จะหนี เพราะดีไม่ดีอาจหลงทางหรือข้ามไปโผล่แถวชายแดนพม่าได้ คนถูกรู้ทันเลยไม่ค่อยจะพอใจนัก

“งั้นฉันกลับล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับความช่วยเหลือ” หญิงสาวเอ่ยด้วยหางเสียงกระแทกกระทั้นเล็กน้อย ก่อนเดินจากไปนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อ ร่างบอบบางถึงหมุนตัวกลับมาอีกครั้งยังคนที่นั่งอยู่ตำแหน่งเดิม

“อ้อ ว่าแต่พอจะบอกได้มั้ยคะว่าคุณชื่ออะไร คุณ...”

“ตรัยวินท์...ตรัยวินท์ ไตรภควัต...คุ้นไหม?”

ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะท้อนเงาแดดจนเห็นเหลี่ยมคางคมชัด เขาพยายามเงยหน้าให้มองชัดๆ แต่ถูกอีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด

คนเสียหน้าหยักมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างขัดใจ งั้นคงไม่แปลกที่หญิงสาวจะไม่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกไม้แปรรูปรายใหญ่ที่สุดในจังหวัด แถมยังมีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้อีกด้วย ที่สำคัญ เขาเคยมีบุญคุณกับเธอมาก่อน แต่รายนี้อาจจะจำไม่ได้

“ลานะคะ คุณตรัยวินท์” สิ้นประโยคก็เดินฉับไม่เหลียวหลัง ด้านฝ่ายชายได้ยินแล้วถึงกับส่ายหน้า

“เรียกฉันว่าตรัยเฉยๆ ก็พอ!” เขาตะโกนไล่หลัง หากช่ออัญชันได้ยินแต่ไม่ใส่ใจ ท่าทางอวดเก่งทะนงตนของหญิงสาวทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้

“ฮึ่!” ตรัยวินท์ทำเสียงขึ้นจมูก สักวันเธอจะรู้เองว่าเขาเป็นใคร ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่อยากรู้ ก็จำเป็นจะต้องรู้

ความคิดเห็น