อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

คนในร้านเสริมสวยกลางตลาดแตกฮือเมื่อผู้ช่วยของเสี่ยธีร์เดินเข้ามา รายนั้นสอบถามชาวบ้านจนรู้ว่าช้องนางมาทำเล็บที่นี่ เจ้าของร้านเสริมสวยหน้าเจื่อน เพราะหล่อนก็เป็นลูกหนี้เสี่ยเหมือนกัน ช้องนางแทบอยากจะเอาตัวมุดลงไปในกะละมังแช่เท้าตอนชายคนดังกล่าวกวักมือเรียกให้ออกมา

“อะไรกันพี่ นี่ยังไม่ทันจะสิ้นเดือนเลย ให้ฉันมีโอกาสได้หาเงินบ้างสิ” หญิงหุ่นนาฬิกาทรายโวยวาย

คนรับหน้าที่มาเป็นธุระแทนเจ้าหนี้ถึงย่นหน้าบอกให้ใจเย็น อุตส่าห์ลดเสียงลงแต่ก็ไม่แคล้วมีคนมาแอบฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เด็กในร้านเสริมสวยถึงกับตะลีตะลาน เบียดตัวออกจากซอกตึกเข้าไปด้านหลังเพื่อรายงานเจ๊ติ๋มเจ้าของร้านตามนิสัยคันปากชอบนินทา

“เสี่ยเขาชอบใจลูกสาวเธอ ถ้าไม่ติดอะไรก็อยากให้มาดองกัน แล้วหนี้ที่ติดค้างกันไว้เสี่ยเขาจะเคลียร์ให้หมดเลย” ทันทีที่เขาเฉลย ช้องนางก็สวนขึ้นทันที

“คนไหน?” นางโพล่งเสียงดังจนอีกฝ่ายต้องปรามให้หรี่เสียงลง

“ก็ไอ้คนเล็กที่สวยๆ แต่งตัวเก่งๆ นั่นไง ได้ข่าวว่าไปประกวดได้ตำแหน่งมานี่ ลงสื่อหลายสื่อเลย เสี่ยน่ะเขาไปเห็นจากนิตยสาร เขาถูกใจ” ชายร่างผอมเอ่ยอย่างชัดเจน หน้าตากร้านโลกบ่งบอกว่าเป็นคนค่อนข้างจะเอาเรื่อง

ช้องนางหน้าเจื่อนเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงฉัตรพระอินทร์ สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้ใบหน้าผุดผาดคร่ำเคร่งขึ้นทันใด เสี่ยธีร์เป็นใครอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ ก่อนหน้าหรือปัจจุบันมีเมียมาแล้วกี่คนก็ไม่เคยทราบข่าว แล้วมีอย่างหรือจู่ๆ ก็ให้ผู้ช่วยมาทาบทามขอบุตรสาวตนไปเป็นเมีย จะได้ตบแต่งออกหน้าออกตาหรือเปล่าก็ไม่รู้ เผลอๆ จะเอาไปเป็นแค่เมียเก็บเสียกระมัง

“แต่ฉัตรมันยังเด็กอยู่เลยนะพี่” นางท้วง ไม่วายแสดงท่าทีอิดออดอ้อมค้อมจนเห็นได้ชัด แต่ชายผู้ช่วยรีบชิงตอบเลยว่า ‘ไม่เป็นไร’ ถ้านางกลัวอับอายเดี๋ยวเขาจะเป็นธุระปกปิดข่าวเรื่องนี้เอง ระดับเสี่ยธีร์ไม่มีใครกล้าเสี่ยงไปโพนทะนา

“แต่มันไม่แค่นั้นนะพี่ นี่ลูกสาวฉันทั้งคนนะ” ช้องนางคัดค้าน นางสู้อุตส่าห์ปูอนาคตไว้ให้อย่างดิบดี ทั้งเสียเงินเสียทองไปเท่าไหร่ต่อมิเท่าไหร่ แล้วจู่ๆ จะให้ลูกสาวไปเป็นเมียน้อยเมียเก็บไอ้เสี่ยที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้น่ะหรือ

“ก็คิดดูดีๆ แล้วกัน ถ้าห่วงเรื่องว่าจะไปเป็นเมียน้อยล่ะก็ เมียเสี่ยแกเพิ่งจะตาย ลูกเต้าอะไรก็ไม่มีหรอก” เขาแย้มเหมือนรู้ทันความคิด แต่ถึงกระนั้นอีกฝ่ายก็ยังไม่วางใจ ครั้นจะถามมากเข้าคนเป็นผู้ช่วยก็เริ่มออกอาการรำคาญ

“กลับไปทบทวนดู ไว้อาทิตย์หน้าฉันจะกลับมาเอาคำตอบ อ่อ แล้วก็ไม่ต้องคิดจะชิ่งหนีล่ะ เพราะยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว เสี่ยน่ะเขาไม่ปล่อยเธอไว้แน่ ต่อให้ผัวเธอเป็นนายตำรวจใหญ่ก็เหอะ” รายนี้ข่มขู่ ช้องนางถึงกลืนน้ำลายฝืดคอ ยืนทื่อเป็นรูปปั้นที่หายใจได้ไม่กล้าขยับเขยื้อน

ถึงตอนนี้คงต้องผงกศีรษะรับอย่างขอไปที อย่างน้อยก็แค่ให้พ้นจากจุดนี้ไปได้ก่อน ส่วนปัญหาใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าคงไม่พ้นต้องบากหน้าไปสารภาพผิดกับสามี ต่อให้รายนั้นจะดุด่าว่ากล่าวอย่างไรก็ต้องทนเพราะไม่มีทางเลือกอื่น

กลับมาเย็นวันนั้นช้องนางนั่งเครียดกุมขมับอยู่ที่ชานบ้านไม้สองชั้น รอบๆ เป็นรั้วกั้นระหว่างบ้านเรือนที่อยู่ห่างออกไป ใต้ถุนบ้านเป็นลูกรังปูยาวไปจนเสมอกับขอบรั้วที่มีลานกว้างพอจอดรถได้สามคัน บรรยากาศเข้าหน้าหนาวทำให้ท้องฟ้ามืดครื้มเร็วกว่าปกติ หลังคิดตรึกตรองอยู่นานก็ยังลังเลว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับสามียังไงดี แค่ประเด็นหนี้สินยังเกรงว่าจะบ้านแตก ถ้าดันพ่วงประเด็นที่เสี่ยมาขอฉัตรพระอินทร์ไปเป็นเมียด้วย มีหวังสาแหรกได้ขาดไปพร้อมกันแน่

ระหว่างนี้นางทำได้แค่รอให้สามีกลับมาจากปฏิบัติหน้าที่ หัวใจมันระส่ำระส่ายทำให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า การรอคอยมันทรมานอย่างนี้เอง พอฟ้าเริ่มหลัวถึงเห็นรถกระบะสีเลือดหมูของสามีเลี้ยวเข้ามาจอดยังลานลูกรัง

“พี่ๆ ฉันมีเรื่องจะปรึกษา” คนร้อนใจโพล่งขึ้นตั้งแต่สามียังเดินมาไม่ถึงหน้าบันได หากตงิดใจนิดๆ ด้วยสีหน้าคนเพิ่งมาถึงนั้นถมึงทึงราวมีเรื่องกับโจรมา พอได้ยินภรรยาร้องเรียกก็ยืนหน้าเคร่งอยู่ตรงเชิงบันได

“ฉันสิมีเรื่องจะต้องถามเธอ คนที่ตลาดเขาลือกันให้แซดว่าเธอไปติดหนี้ไว้เป็นล้าน” พูดแล้วก็ฉุน มองหน้าภรรยาตัวดีอย่างหงุดหงิด คนถูกจ้องยืนหน้าซีดตัวเย็นวาบ สารภาพเสียงอ่อยว่าเรื่องที่ตนจะบอกกับเขาก็คือเรื่องนี้เอง

“ไปกู้เงินมาทำไมไม่บอกฉันสักคำ มีอย่างหรือผัวเป็นตำรวจเมียไปกู้หนี้นอกระบบ” เสียงขรมติเตียนอย่างขุ่นเคือง

ช้องนางหน้าสร้อยเข้ามาเกาะแขนขอโทษขอโพยสามี ขอร้องให้เขาใจเย็นและดึงมือมานั่งที่ม้าหินหน้าบ้าน คนโมโหพยายามข่มสติจนต้องกระดกแก้วน้ำดื่มที่ช้องนางกระวีกระวาดหามาให้อย่างขัดเคือง สักพักถึงค่อยเริ่มดีขึ้น

“เอาล่ะ ไหนเล่ามาสิ ว่าที่ไปกู้หนี้เขามานี่น่ะเพราะไอ้ธุรกิจเครื่องสำอางอะไรของเธอรึเปล่า?”

“เอ่อ...” เจ้าตัวอ้ำอึ้ง พันตำรวจเอกแสนเล่นยิงคำถามเข้าประเด็นเสียอย่างกับตอนสอบสวนผู้ต้องหา นางพยายามนิ่งเหมือนเรียบเรียงคำพูด แต่แล้วก็อึกอักติดขัดดั่งมีอะไรมาขวางที่ลำคอ

“คะคืออย่างนี้นะพี่ ทีแรกน่ะฉันก็แค่ยืมเขามาโปะหนี้ที่ขาดทุน ก็มันมีค่าสินค้าที่ต้องจ่ายฉันก็เลยไปกู้เงินมาหมุนก่อน แต่พอดีหลังๆ ค่าใช้จ่ายของยัยฉัตรมันก็สูงขึ้น แล้วฉันเองก็ยังมีปัญหาเรื่องเงินอยู่ก็เลยต้องไปกู้มาอีก ทีแรกไอ้เสี่ยอะไรนั่นมันก็ทำเป็นดีนะพี่ ให้ผู้ช่วยมาถามไถ่ฉันตลอดเลย บอกจะช่วยๆ ถึงกำหนดเล่นตามจิกซะยิ่งกว่าอีแร้งอีก” พูดแล้วก็โมโห

พันตำรวจเอกแสนตวัดหางตามองนางอย่างตำหนิ จริงอยู่ที่อีกฝ่ายเป็นถึงภรรยาเขา แต่ลองทำตัวแบบนี้ก็คงให้ท้ายกันไม่ไหว สุดท้ายสองผัวเมียก็ต้องมานั่งถอนใจร่วมกัน ครุ่นคิดหาทางต่อว่าทำยังไงถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ทันท่วงที

“ตอนแรกที่มีปัญหาเธอก็น่าจะบอกฉัน เงินเก็บก็พอมีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้”

ช้องนางนั่งหน้าละห้อย แสดงสีหน้าสำนึกผิดจนอีกฝ่ายอดสงสารไม่ได้ พันตำรวจเอกแสนถอนใจอีกคำรบ อย่างไรเสียตนก็ได้ชื่อว่าเป็นสามี เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลรับผิดชอบปัญหาที่เกิดกับสมาชิกในครอบครัว

“แล้วไอ้พวกเจ้าหนี้นี่เป็นใคร เผื่อเป็นพวกที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำจะได้จัดการซะทีเดียว”

คนฟังกลืนน้ำลายเอือก กล้อมแกล้มตอบออกไปว่าคือเสี่ยธีร์ เป็นเจ้าหนี้ที่คนในตลาดนิยมไปกู้กันเพราะได้เงินเร็ว แต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าค่าตา คนทั้งอำเภอรู้จักเสี่ยธีร์แค่ในนามว่าเป็นผู้มีอิทธิพลและปล่อยเงินกู้ทีละมากๆ

“ให้ตายสิ!” เขาสบถเสียงดัง เผลอฉายแววตาดุออกมาด้วยความเคยชิน ดีที่ถอดเครื่องแบบออกแล้ว ไม่เช่นนั้นใครผ่านไปผ่านมาอาจเข้าใจได้ว่าตำรวจข่มขู่ประชาชน

พันตำรวจเอกแสนกำลังวิเคราะห์ หรือเสี่ยธีร์ที่ช้องนางพูดถึงนี้จะเป็นคนเดียวกับเสี่ยธีร์ที่พัวพันคดียาเสพติด ประเด็นนี้ชักเริ่มน่าสนใจ เวลานั้นคนมีชนักติดหลังเอาแต่นั่งหน้าละห้อยไม่กล้าสบตาคนเป็นสามี นัยน์ตาที่เคยมีเสน่ห์แพรวพราวกลอกกลิ้งไปด้วยน้ำใสๆ สารภาพเสียงเครือว่าถูกเจ้าหนี้ข่มขู่ ถ้าสิ้นเดือนนี้หาเงินไปใช้หนี้ไม่ได้มีหวังคงโดนอุ้มฆ่า

“พี่ต้องช่วยฉันนะ ฉันกลัวจริงๆ นะพี่” มือไม้เริ่มลนลานเกาะแกะ คนเป็นสามีรู้สึกได้ถึงเหงื่อชื้นภายใต้ฝ่ามือที่โอบรัดรอบแขนของเขา ไม่เพียงแต่ช้องนางที่กลัว เขาเองในฐานะหัวหน้าครอบครัวและสามีก็เกรงจะเกิดอันตรายเช่นกัน

“ฉันเป็นถึงผู้กำกับ ใครหน้าไหนมันจะมาล้วงคอได้ง่ายๆ...แต่ยังไงก็จะลองหาทางดูแล้วกัน” สีหน้าเคร่งเครียดผ่อนลงเล็กน้อย พยายามสูดลมหายใจที่ขุ่นข้องอย่างเรียกสติ

พันตำรวจเอกแสนรับทราบแล้วถึงปัญหา แต่ก็อดข้องใจไม่ได้ว่าค่าใช้จ่ายอะไรมากมายนักหนาถึงขนาดต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาบ่อยๆ แบบนี้ฉัตรพระอินทร์ก็ยิ่งได้ใจใหญ่ไม่รู้จักประมาณตน

“ดูรึ ขนาดช่อมันเรียนจนจบปริญญาตรีแล้วมันยังไม่เคยแบมือขอเงินฉันสักบาท มีแต่ฉันยัดเยียดให้”

พอได้ยินแบบนี้ช้องนางถึงค้อนขวับ ปากบางรูปกระจับคว่ำลงเล็กน้อย หาว่าฝ่ายชายดีแต่เข้าข้างลูกรักของตัวเอง

“ที่ฉันทำทั้งหมดก็เพื่อให้ฉัตรมันมีอนาคตที่สดใส มีหน้ามีตาในสังคมนะพี่ ฉันอยากให้มันมีคุณภาพชีวิตที่ดีทัดเทียมคนอื่น ไม่ต้องมาปากกัดตีนถีบดิ้นรนเหมือนพี่สาว”

“เอ้ อย่างช่อสิมันถึงจะไม่อดตาย” อีกฝ่ายเถียงด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีอารมณ์โมโห

กลายเป็นทั้งคู่หันมาถกเถียงกันเรื่องลูก ช้องนางถึงแม้มปากแน่นอย่างเคืองแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บีบน้ำตาหาว่าสามีลำเอียง

“ใช่สิ! เพราะพี่รักพี่จันทร์มากกว่าฉันนี่พี่ถึงได้ไม่รักฉัตรมัน อะไรๆ ก็ช่อ แตะต้องไม่ได้เลยนะ”

“โอ้ยไปกันใหญ่แล้ว ก็เห็นอยู่ว่าฉัตรมันทำตัวยังไง” ฝ่ายชายเริ่มเสียงดัง เห็นท่าจะคุยไม่รู้เรื่องจึงลุกหนีขึ้นบ้าน ไม่พูดต่อถึงหนทางที่จะช่วยใช้หนี้ ทำให้คนนั่งบีบน้ำตาหน้าแดงกร่ำ โกรธเคืองพาลโทษว่าเป็นเพราะช่ออัญชันที่เป็นต้นเหตุ

“คอยดูนะพี่แสน ฉันจะทำให้พี่เห็นว่าที่ฉันทุ่มเทให้ลูกน่ะฉันทำถูก ฉัตรมันจะต้องได้ดิบได้ดีเป็นเมียเศรษฐี ไม่ต้องมาลำบากลำบนเหมือนยัยช่อลูกพี่หรอก” นางทิ้งท้ายอย่างแค้นใจ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไม่เล่าเรื่องที่เสี่ยธีร์มาทาบทามขอฉัตรพระอินทร์ เพราะกำลังโกรธและคิดว่าสามีคงดูดายไม่ช่วยเหลือ

คืนนั้นพันตำรวจเอกแสนออกจากบ้านไปตอนดึกหลังได้รับโทรศัพท์จากผู้เป็นนาย ช้องนางคิดอยู่นานถึงเรื่องที่จะหาเงินมาใช้หนี้ แต่ใจหนึ่งก็อยากจะเอาชนะสามีด้วยเช่นกัน หากฉัตรพระอินทร์ได้เป็นภรรยาผู้มีอิทธิพลคงสบายไปทั้งชาติ ว่าแล้วก็เสี่ยงโทรไปหาบุตรสาวเพื่อเกริ่นเรื่องนี้ ทว่าคำแรกที่ฉัตรพระอินทร์ได้ยินก็สวนมาทันทีว่า ‘ไม่มีทาง’

“แม่จะให้ฉัตรไปเป็นเมียไอ้แก่ที่ไหนก็ไม่รู้เนี่ยนะ ฉัตรเรียนตั้งสูงนะแม่ เกิดมันเอาไปเป็นเมียเก็บเป็นนางบำเรอล่ะจะว่าไง ชีวิตฉัตรทั้งชีวิตเลยนะ” เจ้าตัวโวยวาย ไม่หนีจากที่ช้องนางคิดเอาไว้แต่แรก ว่ารายนี้ต้องไม่ยอม

“ไม่มีวันล่ะแม่ ฉัตรต้องได้ดีกว่านั้น จะมีสามีทั้งทีก็ต้องลูกเศรษฐีไฮโซ ไม่ใช่ไอ้เสี่ยแก่ๆ ดูบ้ากามที่ไหนก็ไม่รู้”

“แกเคยเห็นแล้วรึไงถึงรู้ว่าแก่ ขนาดฉันยังไม่เคยเจอหน้าเขาเลย”

“ก็นั่นไง แล้วมันน่าสงสัยมั้ยล่ะ มีอย่างที่ไหนคนดีๆ เขาจะมาหาเมียด้วยวิธีนี้ แล้วนี่กับเด็กมหาลัยยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ถ้าไม่เรียกว่าตัณหากลับแล้วจะเรียกว่าอะไร” เจ้าตัวเถียงคอเป็นเอ็น หากช้องนางก็ได้แต่พยายามสงบสติอารมณ์

“แต่เขาก็บอกว่ารอแกได้ คิดดูสิว่าขนาดยอมเสียเงินเป็นล้าน นี่แสดงว่าเขาต้องถูกใจแกเอามากๆ เลยนะ”

“โอ๊ย! นั่นแหละที่น่ากลัว แม่ไม่คิดว่ามันดูโรคจิตไปหน่อยเหรอ นี่ไม่ต้องมายุฉัตรเลย เกิดมันไม่พอใจฆ่าปาดคอฉัตรขึ้นมาจะว่าไง แม่ไม่กลัวเหรอ?”

“ก็เพราะกลัวน่ะสิฉันถึงชั่งใจอยู่นี่ไงว่าจะทำยังไงดี” นางย้อนพลางถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไหนจะลูกไหนจะปัญหา

“เพราะแม่คนเดียวเลยเชียว ไปหลงกลยืมมันมาได้ยังไงตั้งเยอะแยะ เกิดสุดท้ายมันไม่ได้ตัวฉัตรมันไม่ฆ่าเรายกบ้านรึยังไง” เสียงเล็กบ่นระงม ขัดหูคนเป็นแม่จนถึงขั้นโวยวายให้บ้างเพราะความสุดจะทน

“หนอย แล้วแกคิดเหรอว่าฉันไม่กลัว ก็ละที่ต้องมาเป็นหนี้นี่ไม่ใช่เพราะแกหรอกเหรอนังลูกหัวสูง” ช้องนางย้อน ขึ้นเสียงใส่บุตรสาวด้วยความโมโหระคนน้อยอกน้อยใจ

คนเป็นลูกนิ่งเงียบ แต่ยังไงก็ไม่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อใช้หนี้เป็นอันขาด สุดท้ายคนเป็นแม่ก็ได้แต่ถอนใจ เพราะลึกๆ แล้วนางเองก็ใช่จะอยากให้ลูกสาวสุดที่รักต้องมามีชะตากรรมอันน่าอดสูแบบนั้น แต่ด้วยโทสะจึงเผลอเหน็บออกไปตามประสา

“คอยดูเถอะ สักวันเกิดยัยช่อมันได้ดีกว่าแกขึ้นมาจะหมาหัวเน่า ก็รู้อยู่นี่ว่าพ่อแกน่ะเชิดชูมันซะอย่างกับอะไร”

“ไม่มีทางหรอกแม่ อย่างพี่ช่อเนี่ยเหรอจะได้ดีกว่าฉัตร เดี๋ยวฉัตรเรียนจบก็งานทำที่ดีๆ เงินเดือนสูงๆ สังคมที่ฉัตรอยู่น่ะมันคนละระดับกันนะแม่ พี่ช่อมีอะไร ทำงานบริษัทเล็กๆ เงินเดือนกระติ๊ดนึง ทำให้ตายก็ไม่รวยหรอก” เจ้าตัวสบประมาท ได้ยินเสียงคนเป็นแม่ถอนใจพรืด นี่ถ้าเกิดฝ่ายโน้นมาทาบทามขอช่ออัญชัน นางคงไม่ลำบากใจขนาดนี้ อย่างไรเสียก็ยังยินดีจะเกลี้ยกล่อมให้

สุดท้ายนางก็ได้แต่ทำใจว่าคงต้องดิ้นรนหาเงินก้อนใหญ่ไปใช้หนี้ ฉัตรพระอินทร์ในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้สินที่กู้มาจึงต้องช่วยคิดหาวิธี ว่าจะจัดการกับปัญหานี้ยังไง ลำพังเงินเก็บของเธอก็แทบจะไม่พอจ่ายค่าเทอม ที่ผ่านมาไม่เคยประสบปัญหาเรื่องเงินขาดมือจึงไม่เคยคิดเรื่องออมเงิน ในหัวไม่เคยมีคำนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาลำบากลำบน

หลายวันมานี้ช่ออัญชันรู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตาม กระทั่งกลางดึกมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องนอน คนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ สะดุ้งตกใจ ปรากฏว่าเป็นฉัตรพระอินทร์โทรมาบอกให้หญิงสาวลงมารับ

ช่ออัญชันนึกแปลกใจ ที่จู่ๆ คนเป็นน้องก็มาหาตนในเวลานี้ ซ้ำยังไม่มีบอกกล่าวล่วงหน้า

ตลอดทางที่เดินตามพี่สาวขึ้นไปที่ห้องเช่า สีหน้าคนตามหลังก็อดสมเพชชีวิตความเป็นอยู่ของคนข้างหน้าไม่ได้ ถ้าเทียบกับคอนโดที่เธอเช่าอยู่ ที่นี่ดูโกโรโกโสกว่าเห็นๆ

“จู่ๆ ทำไมถึงมาหาพี่กลางดึก ทะเลาะกับแม่เหรอ?” ช่ออัญชันถามเข้าประเด็น พลางเปิดประตูให้น้องสาวเข้ามาในห้อง

ห้องที่เธอพักอยู่มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างแค่ 28 ตร.ม. ข้าวของเครื่องใช้ไม่มีอะไรมากนอกจากโทรทัศน์ พัดลมและตู้เย็น ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบแต่พื้นที่จำกัดทำให้สภาพดูแออัดคับแคบ

“แม่จะให้ฉัตรแต่งงานกับใครที่ไหนก็ไม่รู้” พอเริ่มเรื่องก็ทำเสียงเศร้า นาทีนั้นพี่สาวออกอาการงง กระทั่งฉัตรพระอินทร์เท้าความเรื่องที่มารดาเป็นหนี้ ช่ออัญชันถึงกับอึ้งเพราะไม่เคยรู้มาก่อน และที่สำคัญเงินเป็นล้าน เธอก็ไม่รู้จะช่วยเหลือยังไง

“พี่ช่อไปช่วยพูดกับพี่วิให้หน่อยสิ รายนั้นต้องมีให้ยืมบ้างสักห้าหกแสน” คนเป็นน้องตีหน้าเศร้าอ้อนวอน แต่ช่ออัญชันอึกอักเพราะไม่กล้าแบกหน้าไปรบกวน แล้วเงินก็ไม่ใช่น้อยๆ เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดกับวิชุดาว่ายังไง แต่พอเห็นหน้าละห้อยของน้องสาวก็อดที่จะสงสารไม่ได้ ดูก็รู้แล้วว่าฉัตรพระอินทร์คงไม่ยินยอมกับข้อเสนอบ้าๆ นั่นแน่ ไม่งั้นคงไม่วิ่งโร่มาขอความช่วยเหลือเธอกลางดึกกลางดื่นแบบนี้

“เอาเป็นว่าพี่จะลองไปขอร้องพี่วิดูแล้วกัน แต่ก็ไม่รับปากหรอกนะ” ช่ออัญชันผ่อนลมหายใจ สุดวิสัยแล้วก็คงต้องเสี่ยงดู หากรายนี้ก็ยังไม่วายครุ่นคิดหาวิธีอื่น เสนอว่าให้ช้องนางไปแจ้งความหรือร้องเรียนปัญหาหนี้นอกระบบ เพราะบิดาก็เป็นถึงตำรวจมียศมีตำแหน่งน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

ฉัตรพระอินทร์ก็เห็นด้วย แต่คิดว่าคงจะไม่สำเร็จง่ายๆ เพราะรายนั้นเป็นถึงผู้มีอิทธิพล เส้นสายคงไม่น้อยแน่ ดีไม่ดีเธอกับแม่จะพลอยอยู่ไม่ได้หากพวกนั้นมันคิดเล่นงานและกะเอาถึงตายขึ้นมา

“จะทำไงได้บ้างเนี่ย แล้วเงินตั้งเยอะขนาดนี้เราจะไปหาทันได้ยังไงภายในอาทิตย์หน้า” ช่ออัญชันเริ่มคิดหนัก ลำพังตัวเองก็ยังไม่ได้เริ่มทำงานที่บริษัท แถมทุกวันนี้งานเด็กเสิร์ฟก็มีรายได้แค่พอใช้ ฉัตรพระอินทร์ก็คิดไม่ออกเลยขอให้พี่สาวช่วยคิดหาทางให้

“ระหว่างรอพี่คุยกับพี่วิ ฉัตรให้แม่โทรไปเจรจากับเสี่ยขอผ่อนผันระยะเวลาไปอีกหน่อยได้ไหม ยังไงเงินเป็นล้านเราคงไม่มีทางหามาได้ภายในคราวเดียวหรอก เงินเก็บพี่ก็มีไม่มาก ถึงรวมกับของพ่อแล้วก็ยังไม่น่าถึงล้านอยู่ดี”

“ฉัตรจะโทรบอกแม่ดู จริงๆ ก็ไม่ได้อยากจะรบกวนเงินพี่หรอกนะ แต่เนี่ย ฉัตรก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ก็มีพี่ช่อคนเดียวเนี่ยแหละที่คิดว่าพึ่งได้” แม้น้ำเสียงจะอ่อยลงแต่ก็ยังมีแววของความเย่อหยิ่งเจอปน เหมือนครั้งที่หญิงสาวหกล้มตอนเด็กๆ แล้ววิ่งมาให้พี่สาวใส่ยาให้ แม้ตอนปกติจะเล่นซนยังไงก็ไม่เคยฟังเสียงห้ามปรามของพี่สาวเลยก็ตาม และกระทั่งโตมาก็ยังเป็นเช่นนั้นเสมอ

“พี่รู้ พี่เองก็พยายามหาทางช่วย เพราะแม่ช้องก็เหมือนแม่แท้ๆ ของพี่” ช่ออัญชันสำนึกบุญคุณมาตลอด และก็ตั้งใจไว้แต่แรกอยู่แล้วว่าชาตินี้จะต้องทดแทนบุญคุณของช้องนางที่เลี้ยงดูเธอมา

คนเป็นพี่ยิ้มปลอบใจน้องสาวก่อนจะชวนให้อีกฝ่ายค้างที่นี่ ฉัตรพระอินทร์ยิ้มตอบ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธเพราะตนมีสอบตอนเช้า คนพี่จึงลงมาส่งที่รถพร้อมกับกำชับให้ขับกลับคอนโดฯ อย่างระมัดระวัง

เรื่องของฉัตรพระอินทร์ทำให้คนเป็นพี่เครียดพอสมควร วันรุ่งขึ้นจึงโทรไปปรึกษาวิชุดาแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากยืมเงินเนื่องจากละอายใจ รายนี้อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นานจนคนเป็นหัวหน้ารู้สึกผิดสังเกต คาดคั้นถึงได้รู้ว่ากำลังประสบปัญหาเรื่องเงิน

ความจริงหล่อนเองก็ไม่ค่อยชอบนิสัยฟุ้งเฟ้อของฉัตรพระอินทร์สักเท่าไหร่ แต่ติดที่ตัวเองนั้นเอ็นดูช่ออัญชันเพราะเห็นว่าเป็นเด็กนิสัยดีมีมานะ ซึ่งต่างกับน้องสาวราวฟ้ากับเหว ด้วยความสงสารและเห็นใจ วิชุดาจึงรับปากว่าจะช่วยเท่าที่สามารถช่วยได้ ช่ออัญชันจึงได้แต่อึ้งจนน้ำตาไหลเพราะซาบซึ้งในความเมตตาของหญิงสาวเจ้าของร้านอาหาร

ตั้งแต่เกิดเรื่องพันตำรวจเอกแสนก็ไม่กลับไปนอนที่บ้านเลย หอบเสื้อผ้าและเครื่องแบบมานอนค้างที่บ้านพักข้าราชการของเพื่อนสนิท บ้านที่นานๆ ทีเจ้าของจะกลับมาพักสักครั้ง จนช้องนางเริ่มระแวง คิดว่าเขาคงจะตัดหางปล่อยวัดนางแน่ ทว่าเริ่มมีความหวังเมื่อฉัตรพระอินทร์โทรมาแจ้งว่าช่ออัญชันจะช่วย แต่รายนี้ต้องทำตามที่ขอคือโทรไปเจรจากับผู้ช่วยเสี่ยธีร์เพื่อผ่อนผันระยะเวลาเนื่องจากติดปัญหาการรวบรวมเงิน

ก่อนวางสาย คนเป็นแม่ขอให้ฉัตรพระอินทร์คุยกับช่ออัญชันให้เกลี้ยกล่อมบิดาเรื่องกลับบ้าน เพราะรายนั้นตั้งแต่บอกว่าจะช่วยก็เงียบหายและไม่กลับมาให้นางเห็นหน้าอีกเลย จนทุกวันนี้นางต้องอยู่โดดเดี่ยวลำพัง ไหนจะกลัวสารพัดกลัว กลัวถูกทอดทิ้งก็กลัว กลัวว่าเจ้าหนี้จะตามล่าก็กลัวอีก

เป็นอันว่าช้องนางตัดสินใจไม่รับข้อเสนอของเสี่ยธีร์ ตอนนางบอกผู้ช่วยของเสี่ยไปวันนั้น เขาเองก็ดูเหมือนจะอึ้งที่นางกล้าปฏิเสธ ทว่าเมื่อโทรแจ้งผู้เป็นนาย กลับได้คำตอบว่าเขาต้องการเจรจากับช้องนางเป็นการส่วนตัว

วันนี้แล้วที่เขานัดให้นางมาพบยังโรงแรมในเมือง หญิงกลางคนใคร่รู้นักว่าเสี่ยธีร์จะรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง ครั้งนี้ช่ออัญชันถูกขอร้องให้มาด้วย เพราะฉัตรพระอินทร์ไม่อยากมาเจอหน้าคนพวกนี้ อีกทั้งช้องนางกลัวว่าคนของเสี่ยจะตุกติกวางแผนจับตัวฉัตรพระอินทร์ไปจึงให้อยู่รอฟังข่าวที่บ้าน เดือดร้อนพี่สาวต้องลางานมาเป็นเพื่อนแม่เลี้ยง เพราะไม่อยากให้นางมาคนเดียว

แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ กลับเป็นผู้ช่วยหุ่นผอมแห้งคนเดิมที่ออกมาเจรจาแทน จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้าเสี่ยธีร์ เหมือนเขาจงใจจะกลั่นแกล้ง เจตนาทำให้เสียเวลาเสียความรู้สึก ลูกหนี้อย่างช้องนางชักหงุดหงิด เพราะสุดท้ายฝ่ายนั้นก็ไม่ได้เลื่อนระยะเวลาใช้หนี้ให้ แถมยังประชดประชันฝากผู้ช่วยมาอีก ว่านางมีเวลาเหลือตั้งหนึ่งอาทิตย์กว่าจะถึงกำหนดใช้หนี้

“เหมือนเขาตั้งใจจะบีบเรายังไงยังงั้นเลยนะคะ” ช่ออัญชันออกความเห็น ช้องนางเองก็รู้สึก นางหอบเอาสีหน้างอง้ำเดินออกจากโรงแรม

ระหว่างนั้นมีกลุ่มคนเดินสวนเข้ามาสี่ห้าคน ซึ่งคนท้ายนางจำได้ว่าคืออาเขต สีหน้าบึ้งตึงเมื่อครู่มลายหายไปทันที อีกฝ่ายก็คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอช้องนางที่นี่

ทั้งคู่หยุดทักทายกันเล็กน้อยตามประสาคนรู้จัก ก่อนรองนายกอบจ. หนุ่มจะมองเลยมายังหญิงสาวที่ยืนทำหน้าตาสงสัยอยู่ข้างคู่สนทนา คนเป็นแม่เลี้ยงรีบแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน อดีตนักการเมืองหนุ่มรีบยกมือรับไหว้ตอนฝ่ายหญิงกล่าวทักทายตน

“สวัสดีครับ วันก่อนตอนคุยกับท่านผู้กำกับฯ ยังพูดถึงอยู่เลย พอดีบริษัทที่น้องช่อทำงานด้วยน่ะเป็นบริษัทของเพื่อนพี่เอง” เขาเปิดบทสนทนาด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง น้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟังและไม่มีท่าทีขัดเขิน

ดูจากภายนอกอาเขตเป็นหนุ่มที่มีหน้าตาและรูปพรรณสัณฐานดี แต่งกายในชุดข้าราชการสีกากีแลภูมิฐานและโดดเด่นกว่าสมาชิกคนอื่นที่เดินผ่านไป ช่ออัญชันยิ้มระคนแปลกใจที่เขาทำเหมือนรู้จักเธอมาก่อน ผิดกับเธอที่ยังประหม่าเพราะเพิ่งเคยเจอตัวจริงของเขาเป็นครั้งแรก

“ระเหรอคะ...” เจ้าตัวละล่ำละลักตอบแล้วเงียบไป เป็นเหตุให้รองนายกอบจ. หนุ่มรู้สึกขำและเอ็นดูอยู่ในที

“ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะครับ เอ่อ ขออนุญาตเรียกแทนตัวเองว่าพี่นะครับจะได้แลเป็นกันเองหน่อย” อาเขตหัวเราะเสียงเบา สายตาสบประสานกับคู่สนทนาตลอดเวลา พูดจบเขาหันมองหน้าช้องนางเชิงขออนุญาต ทว่าคนเป็นแม่ก็ไม่ติดขัดอะไร กลับดูจะปลาบปลื้มด้วยซ้ำที่เห็นชายหนุ่มให้ความสนิทสนมด้วย

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปประชุมก่อนนะ ผมไปก่อนนะครับคุณช้อง ไว้เราคงได้เจอกันอีก” พูดพลางยกมือไหว้ล่ำลา ไม่ลืมที่จะหันมายิ้มกับช่ออัญชันที่ยืนเยื้องไปด้านหลังอีกครั้ง หากคราวนี้สังเกตว่าฝ่ายหญิงดูจะผ่อนคลายขึ้น

ช่ออัญชันยกมือไหว้ลาเขาอย่างมีมารยาท พร้อมยิ้มให้น้อยๆ อย่างมีอัชฌาสัยไมตรี

คล้อยหลังชายคนดังกล่าว ช้องนางยังยิ้มไม่หุบเพราะดูเหมือนจะยิ่งปลาบปลื้มอดีตนักการเมืองหนุ่มรายนี้ขึ้นไปอีก

“นี่ถ้าเกิดคนที่มาขอยัยฉัตรเป็นคุณเขตนี่ล่ะก็นะ แม่จะไม่หนักใจเลย เผลอๆ จะรีบหาฤกษ์แต่งให้ด้วยซ้ำ” นางบ่นลอยๆ ซึ่งช่ออัญชันได้ยินแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะคิดว่านางน่าจะพูดเล่น แต่ที่ไหนได้ ช้องนางไม่ได้คิดแค่นั้น

ระหว่างเดินลงมาตามทางลาดด้านหน้าของโรงแรม นางเริ่มมีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฉัตรพระอินทร์ได้มีโอกาสรู้จักกับรองนายกอบจ. หนุ่มรายนี้ เผื่อว่าทั้งคู่เกิดถูกอกถูกใจกันขึ้นมา เพราะถ้าเป็นแบบนั้นได้ อนาคตนางก็จะได้หมดห่วง

ความคิดเห็น