อินพรรดิ / สวาตี
facebook-icon

ขอบคุณที่สนับสนุนนักเขียนตัวแบนๆ นะคะ เหรียญทุกเหรียญ กุญแจทุกดอก และดาวทุกดวงมีค่าต่อปากท้องคร่า ^_^ (คอมเม้้นต์เราก็อยากได้นะ มาคุยกันๆ)

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2562 15:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

บรรยากาศในร้านอาหารไทยย่านศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ ที่ตกเย็นก็เริ่มคลาคล่ำไปด้วยผู้คน วันนี้เป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ลูกค้าจึงค่อนข้างจะหนาตา กว่าทุกวัน ความวุ่นวายด้านนอกสังเกตได้จากเสียงจ้อกแจ้กที่แทรกเข้ามาเวลาเปิดประตู พนักงานในร้านนับสิบชีวิตต่างก็ขะมักเขม้นกับหน้าที่ หนึ่งในนั้นคือ สาวร่างเล็กที่กำลังรีบร้อนใส่ชุดยูนิฟอร์มพนักงาน

ลำตัวแบบบางยืนเอียงเข้าหากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำ และผูกผ้ากันเปื้อนอย่างรวดเร็ว แม้นี่จะยังไม่ถึงเวลาเข้างาน แต่พอดีมีน้องคนหนึ่งลาป่วยจึงถูกวิชุดาเจ้าของร้านโทรตาม เจ้าตัวผินกลับมาส่องสำรวจความเรียบร้อย ก่อนรีบยัดเสื้อผ้าที่ถอดเปลี่ยนไว้เข้ากระเป๋าใบย่อม แล้วรีบรุดออกไปยังห้องล็อกเกอร์เพื่อเก็บสัมภาระ

“ช่อๆ ไปช่วยเช็กออเดอร์แทนพี่หน่อย พี่ขอเข้าห้องน้ำแป๊บ” สาวใหญ่ผมซอยวิ่งสวนมาแล้วเลยผ่านไป หล่อนคือคนที่ควบตำแหน่งผู้จัดการและเจ้าของร้านในคราวเดียว ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคยจึงไม่ต้องอธิบายกันยาวยืด

“ค่ะพี่วิ ช่อกำลังจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” คนรู้งานเตรียมหมุนตัวกลับ ก่อนคิดได้ว่าลืมติดป้ายชื่อ จึงเปิดตู้คว้าเข็มกลัดแทงเสื้อเชิ้ตสีขาวด้วยความรีบร้อน ส่องกระจกบานเล็กเช็กดูความเรียบร้อยอีกรอบ ป้ายชื่อสีเงินที่ติดหราอยู่เหนือหน้าอกเขียนด้วยตัวอักษรสีดำว่า ช่ออัญชัน ชลัมพู

คนได้รับถ่ายทอดคำสั่งวิ่งปรู๊ดเดียวถึงเคาน์เตอร์หน้าห้องครัว เกือบชนกันเองกับเด็กในร้านก็หลายครั้ง แต่นั่นเป็นเรื่องปกติของช่วงเวลาเร่งด่วนของที่นี่

บรรยากาศดูวุ่นวายอยู่หลายชั่วโมง ตกดึกลูกค้าถึงค่อยบางตาลง นั่นเป็นสัญญาณว่าพวกพนักงานจะได้เวลานั่งพักเหนื่อยหลังจากที่เดินกันขาแทบขวิด ช่ออัญชันเองก็เช่นกัน หลังหมดหน้าที่ก็เตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมานั่งตากแอร์อยู่ในห้องพักเช่นเดียวกับพวกน้องๆ แต่สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้ จนเสมือนกลายเป็นหน้าที่ไปแล้ว คือการต้องเอานมไปให้ลูกๆ ที่อยู่ด้านหลังร้าน

“มานี่มา เร็ว...” เสียงเคาะขอบชามเคร้งๆ เรียกบรรดาลูกสุนัขวัยเดือนเศษให้วิ่งตุปัดตุเป๋กันมารุม

ทุกคืนช่ออัญชันจะต้องเทนมใส่ชาม แล้วเอามาตั้งไว้ริมรั้วตาข่ายเหล็กแบบนี้เสมอ เพื่อเรียกให้เจ้าตัวซนที่ชอบแอบมุดออกไปเล่นในลานจอดรถมากิน ส่วนตัวแม่ที่วิ่งตามหลังมาด้วยนั้นอิ่มแปล้ตั้งแต่เย็น เพราะถึงเวลาพ่อครัวก็จะเอาอาหารมาใส่ไว้ทุกวัน เลิกงานก็หิ้วเศษอาหารเหลือไปใส่ถังเลี้ยงสุนัขจรจัดในซอย

แววตาเอ็นดูมองฝูงหมาน้อยที่ใช้ลิ้นเล็กๆ ตวัดนมเข้าปากจนเลอะเทอะ คอกไม้ปะผุจนดูเหมือนลังขยะพวกนี้ เกิดจากฝีมือเธอกับคนในร้านช่วยกันทำ เพื่อกั้นไม่ให้ลูกหมาพวกนี้มุดหนีออกไปเล่นที่ลานจอดรถ แต่ไม่วายเจ้าตัวเล็กก็เพียรพยายามหาช่องทางหนีออกไปซนกันได้ทุกวี่ทุกวัน

หน้าตายิ้มแย้มแลมีความสุขเวลาเจ้าสี่ขาต้วมเตี้ยมพันแข้งพันขา ตัวแม่ก็พลอยจะยื่นหน้ามาดมคล้ายจะหอมแก้มเธออยู่เรื่อย ที่ตรงนั้นมีเสาไฟสนามดวงใหญ่ให้แสงสว่าง ห่างออกไปจากรั้ว มีรถยนต์ของลูกค้าจอดอยู่เว้นช่วงกันสามสี่คัน

ระหว่างนั้นได้ยินเสียงลูกสุนัขตัวหนึ่งร้องออกมาแถวใต้ล้อ ร่างเล็กรีบลุกและเปิดรั้วออกไปดูใต้ท้องรถคันที่ติดฟิล์มดำ ปรากฏว่าเจ้าของติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ เธอกลัวว่าลูกหมาจะเป็นอันตรายจึงเคาะกระจกบอกคนที่นั่งอยู่ในห้องโดยสาร รายนั้นถึงเลื่อนกระจกลงมาเล็กน้อย

“ขอโทษนะคะ พอดีมีลูกหมาอยู่ใต้รถ คุณอย่าเพิ่งเขยื้อนรถนะคะ”

แววตาคมสีเหล็กไหลนั้นลอดออกมาระหว่างช่องว่าง จับจ้องคนเอ่ยทักด้วยความฉงนสนเท่ห์ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากพยายามก้มมุด และเอื้อมมือไปคว้าหมาน้อยที่ถูกเศษถุงพลาสติกครอบอยู่ออกมา ก่อนจะอุ้มเจ้าตัวซนลุกขึ้นและกล่าวขอบคุณเจ้าของรถคันนี้อีกครั้ง แต่เหมือนเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรนอกจากการพยักหน้ารับ

คนใจบุญกลับเข้ามาในห้องพักอีกครั้ง และเจอกับวิชุดาที่ยืนอยู่ระหว่างทางเชื่อมของห้องครัว สายตาคับข้องของหล่อนมองเลยผ่านร่างของเธอไปยังรถคันนั้น ขณะนี้คนในครัวกำลังทำความสะอาดเตาและเก็บข้าวของเตรียมปิดร้าน ช่ออัญชันก็กำลังจะเข้าไปช่วยน้องๆ เก็บโต๊ะแต่ถูกผู้จัดการคนสวยรั้งไว้

“ช่อรู้จักคนที่อยู่ในรถคันนั้นเหรอ?” วิชุดาบุ้ยหน้าไปยังรถยนต์ติดฟิล์มดำคันดังกล่าว

“ช่อไม่รู้จักหรอกค่ะพี่วิ เมื่อกี๊ที่เข้าไปคุยเพราะกลัวเขาจะถอยรถทับลูกหมา” พูดพลางมองไปยังรถคันนั้นด้วย ซึ่งถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน

“อ้าวเหรอ พี่เห็นเขามาจอดรถแช่กระทั่งดึกแบบนี้หลายวันแล้ว ยัยฝ้ายก็บอกว่าเขามากับผู้ชายหน้าตาสะอาดสะอ้านอีกคน เขาจะมากินข้าวที่ร้านเราตอนเย็น แล้วดึกๆ ก็จะนั่งรออยู่ในรถกระทั่งปิดร้านทุกวัน นี่ก็จะอาทิตย์นึงละ”

สาวผมซอยตั้งข้อสงสัยและรู้สึกเป็นกังวล ช่ออัญชันเริ่มคิดตาม จริงอยู่ที่เธอออกมาให้นมลูกสุนัขทุกวัน แต่ไม่เคยได้สังเกตเลย

หลังปิดร้านและรอจนพนักงานแยกย้ายกันกลับ โดยปกติวิชุดาจะแวะไปส่งช่ออัญชันที่อะพาร์ตเมนต์ทุกครั้งหากวันไหนเธออยู่เวรดึก ซึ่งวันนี้ก็ด้วย

ระหว่างรอรุ่นน้องเข้าห้องน้ำก็เดินไปเก็บของในรถ สังเกตเห็นว่ารถยนต์ติดฟิล์มดำที่จอดใกล้รั้วคันนั้นก็ยังอยู่ แต่ที่สะดุดตาคือเวลานี้มีชายสองคนยืนคุยกัน โดยหนึ่งในนั้นหันหลังให้เธอ และผู้ชายที่ยืนหันหน้ามานั้นจำได้ว่าเป็นลูกค้าโต๊ะที่มาบ่อยๆ ทั้งคู่เหมือนกำลังปรึกษาอะไรกันเคร่งเครียด แต่พอเหลือบมาเห็นหล่อน ก็เอียงหลบและสะกิดอีกคนให้ขึ้นรถ วิชุดาจึงทำเป็นไม่ใส่ใจ รอกระทั่งช่ออัญชันเดินกลับออกมา

ผู้จัดการคนสวยสังเกตเห็นว่ารถคันนั้นขับตามหล่อน แต่พอเลี้ยวเข้า อะพาร์ตเมนต์ของช่ออัญชัน รถคันดังกล่าวก็ขับเลยไป ในใจรู้สึกว่ามันแปลกๆ เจ้าตัวจึงจอดรถดูเชิงอยู่สักพัก กระทั่งเห็นว่าไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วจึงขับรถออกไป

ป่านนี้ช่ออัญชันคงเข้าห้องไปแล้ว วิชุดาลังเลว่าจะเล่าให้รุ่นน้องฟังดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไม่เล่าเพราะเกรงว่ารุ่นน้องจะวิตกกังวล

“ฮัลโหล ว่าไงฉัตร ให้พี่โทรกลับมีเรื่องอะไรรึเปล่า?” ช่ออัญชันติดต่อหาน้องสาวทันทีหลังกลับขึ้นมาที่ห้อง อะพาร์ตเมนต์เจ็ดชั้นใกล้ถนนสายหลักยังพอมีผู้คนเข้าออก แม้เวลานี้จะเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้วก็ตาม

ทันที่ที่รับสายพี่สาวต่างมารดา ฉัตรพระอินทร์ก็รีบบ่นเรื่องของช้องนาง

“พี่ช่อ เสาร์นี้แม่จะไปคุยธุระกับหุ้นส่วนและจะให้ฉัตรไปคอยจดบันทึก แต่ฉัตรไม่อยากไปเดินแถวนั้นอ่ะ มีแต่พวกคนงานร้านตลาด อีกอย่างตอนเย็นฉัตรนัดเพื่อนไปติวหนังสือที่บ้าน พี่ช่อไปกับแม่แทนฉัตรหน่อยสิ”

หญิงสาวอายุยี่สิบต้นๆ กึ่งไหว้วานกึ่งบังคับ ด้วยความที่มารดาตามใจจึงค่อนข้างจะไม่เกรงกลัวใครแม้แต่พี่สาว ยังดีที่พันตำรวจเอกแสนผู้เป็นบิดาเป็นคนไม่ตามใจลูก รายนี้จึงไม่เหลิงไปมากกว่านี้

“เสาร์นี้พี่ทำงานน่ะฉัตร คงไปแทนไม่ได้หรอก” ช่ออัญชันให้เหตุผล คนเป็นน้องเลยทำน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก

“พี่ช่อก็ลางานสักวันสิ แค่นี้ร้านไม่เจ๊งหรอก อีกอย่างนี่ก็แค่งานพาร์ตไทม์ งานประจำก็เริ่มอีกตั้งเดือนหน้า พี่ช่อจะจริงจังอะไรนักหนา พี่ช่อเรียนจบแล้ว มีเวลาว่างกว่าฉัตรตั้งเยอะ แต่ฉัตรสิ ไหนจะต้องอ่านหนังสือ ไหนจะต้องทำงานส่งอาจารย์อีก ช่วยแค่นี้ไม่ได้เหรอไง”

“แต่เสาร์นี้พี่ต้องทำทั้งวันเพราะพี่วิลาช่วงเช้า ถ้าว่างพี่ก็ไปให้แล้วสิ ฉัตรโตแล้วนะอย่าทำตัวเป็นเด็กๆ สิ”

“พี่ช่อไม่ต้องมาสอนฉัตรเลย ไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วย” เสียงแข็งตัดพ้อ ก่อนวางสายฉับ เล่นเอาคนเป็นพี่ถึงกับส่ายหัว

แต่ช่ออัญชันไม่ค่อยถือสาเท่าไหร่ เพราะนิสัยเอาแต่ใจของฉัตรพระอินทร์เธอเห็นจนชินเสียแล้ว

ชิดจันทร์ มารดาของช่ออัญชันเสียไปตั้งแต่หญิงสาวอายุได้ขวบเศษ หลังจากนั้นไม่นานบิดาซึ่งก็คือ พันตำรวจเอกแสน ชลัมพู ที่ดำรงยศร้อยตำรวจตรีในเวลานั้นก็แต่งงานกับช้องนาง ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของชิดจันทร์

ทั้งคู่พบกันในงานศพของชิดจันทร์ เพราะญาติผู้น้องรายนี้อาสาเข้ามาช่วยดูแลช่ออัญชันให้ในระหว่างที่เขายุ่งอยู่กับพิธีศพของภรรยา หลังจากนั้นก็ติดต่อกันเรื่อยมาจนพัฒนาเป็นความรัก

จนที่สุดพันตำรวจเอกแสนก็ตัดสินใจแต่งงานใหม่ และหวังให้ช้องนางมาทำหน้าที่แม่ดูแลช่ออัญชัน เพราะอาชีพอย่างเขาต้องอุทิศเวลาเพื่อความสุขของประชาชน จึงไม่อยากให้บุตรสาวรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง แต่แทนที่ช่ออัญชันจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาอย่างที่เขากลัว กลับกลายเป็นบุตรสาวคนเล็กอย่างฉัตรพระอินทร์ต่างหากที่ซึมซับเอาความเหงาและว้าเหว่ไว้ในใจ

หลังช้องนางให้กำเนิดฉัตรพระอินทร์ นางก็รักดั่งแก้วตาดวงใจ สองแม่ลูกสนิทสนมกันมาก ต่างจากคนเป็นพ่อที่นับวันจะห่างเหินเพราะหน้าที่การงาน ภาพที่หญิงสาวจำได้คือพ่อไม่เคยอยู่ติดบ้าน เมื่อเกิดปัญหาก็มีแต่แม่เท่านั้นที่จัดการทุกอย่างให้ เลยฝังหัวแต่เล็กว่าช้องนางคือทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นคนเดียวที่รักเธอ

การถูกตามใจมาตั้งแต่เล็กทำให้ฉัตรพระอินทร์กลายเป็นคนเอาแต่ใจ เพราะชีวิตไม่เคยพบกับความผิดหวังหรือลำบาก ด้วยคนเป็นแม่สรรหามาสนองให้ทุกอย่างที่อยากได้ ต่างจากช่ออัญชันที่ดิ้นรนขวนขวายเองทุกอย่างตั้งแต่เด็ก แม้แต่ตอนเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ที่ต้องย้ายมาอยู่หอพักก็ทำงานหาเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคนทางบ้าน

ณ ปัจจุบันนี้ภารกิจที่สำคัญของพันตำรวจเอกแสนคือการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติด มีการรวมกำลังและร่วมมือกับอีกหลายฝ่ายในการดำเนินแผนการนี้ และจากการรวบรวมข้อมูลไปจนถึงคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ มีการขยายผลสืบสวนจนทราบว่าเบื้องหลังหรือตัวการสำคัญนั้นมีฉายาหรือชื่อที่เรียกกันในวงการว่า ‘เสี่ยธีร์’

สุดท้ายฉัตรพระอินทร์ก็ต้องมาเป็นธุระจดบันทึกให้ช้องนาง ขัดเคืองกับพี่สาวไปแล้วจึงไม่อยากจะขัดใจมารดาอีกคน คนรักสบายอย่างเธอไม่ชอบอะไรแบบนี้ สไตล์ของเธอคือห้างสรรพสินค้าหรูหรากลางเมืองหลวง

หญิงสาวมุ่งมั่นที่จะยกระดับตัวเองให้ทัดเทียมกับสังคมในหมู่เพื่อนฝูง ซึ่งพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นลูกเต้าของพวกเศรษฐีมีเงินถุงเงินถัง ความใฝ่ฝันที่อยากจะใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าในแบบที่ไม่ต้องกลัวลำบาก

เมื่อไหร่ก็ตามที่จบการศึกษาและได้งานทำดีๆ วันนั้นเป็นวันที่พ่อจะต้องหันมาสนใจและชื่นชมในตัวเธอ ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับและได้รับความสนใจจากผู้เป็นพ่อ เธอจะต้องทำให้ได้ดีกว่าและเหนือกว่าช่ออัญชัน จะไม่ยอมอยู่ใต้ล่างหรือเบื้องหลังเพื่อให้คนอื่นมองว่าเธอเป็นเงาของพี่สาวเด็ดขาด

หญิงสาวร่างอรชรวัยสะพรั่งที่ปกติไม่อยากเหยียบย่างมาในตลาดสดเพราะมองว่ามันทั้งสกปรกทั้งเหม็นและไม่เจริญหูเจริญตา แต่การปรากฏตัวของเธอในวันนี้ช่างเป็นที่ฮือฮาของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่รู้จักกับช้องนาง เป็นเหตุให้แม่ที่ชอบอวดลูกสาวอย่างนางหน้าบานเป็นจานรับสัญญาณเคเบิลทีวี เพราะใครเห็นฉัตรพระอินทร์ก็ต้องชมว่าสวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้ ทั้งผิวพรรณก็ขาวละเอียดผุดผ่องไม่ต่างจากคนเป็นแม่ที่ดูแลตัวเองอย่างดี ต่างก็ตรงคนที่ถูกชมกลับหน้าคว่ำชนิดบอกบุญไม่รับ แถมพอถึงช่วงแผงขายอาหารสดกลิ่นคาวนั้นก็แรงจนอยากจะอาเจียน มารดาก็ยังเดินๆ หยุดๆ แวะคุยโน่นนี่อยู่ได้ไม่ถึงที่หมายสักที แอบหงุดหงิดอยู่หลายตลบที่นางเอาแต่หน้าระรื่นมีความสุขอยู่คนเดียว

ระหว่างเดินหน้าง้ำตามช้องนางต้อยๆ จู่ๆ ก็เห็นมารดาหยุดชะงัก และดึงมือเธอเข้าไปหลบในซอยเล็กๆ ข้างร้านบะหมี่ ฉัตรพระอินทร์เห็นผู้ชายร่างผอมผิวคล้ำเดินมาพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันสองคน ระยะห่างเกือบสิบเมตรยังได้ยินเสียงคนพวกนั้นขู่กรรโชกแม่ค้าสักร้านในตลาดเรื่องทวงเงิน บางคนที่เดินมาเห็นถึงกับรีบหลบกันงุดเหมือนมารดานางก็มี

“อย่าบอกนะว่าเจ้าหนี้แม่?” เธอสงสัย มารดายกนิ้วจ่อปากทำนองให้เงียบแล้วดึงร่างบุตรสาวถอยเข้ามาอีก ก่อนพยักหน้ารับโดยดุษฎี ฉัตรพระอินทร์ถึงถอนใจเฮือกใหญ่

“โอ้ยแม่! แม่คิดได้ไงเนี่ยไปกู้เงินไอ้พวกเนี้ยะ ดูก็ยังกับกุ๊ย ไม่น่าจะมีปัญญาปล่อยกู้ใครได้เลย” หญิงสาวเบ้ปากดูแคลน

“นี่มันแค่ผู้ช่วยกับลูกน้อง ไอ้เสี่ยที่ปล่อยกู้น่ะมันไม่โผล่มาให้เห็นหรอก ไอ้พวกนี้น่ะคราวก่อนก็โผล่ไปดักรอแม่หน้าปากซอย แหม หลอกหลอนซะยิ่งกว่าผีอีกตอนจะทวงเงินเนี่ย นี่ก็ต้องคืนสิ้นเดือนนี้แล้วด้วยยังไม่รู้จะหามาจากไหนเลยตั้งเป็นล้าน แถมยังจะดอกลอยที่ต้องจ่ายวันละตั้งพันนึง”

“หา! นี่แม่เป็นหนี้ตั้งล้านเลยเหรอ?” ฉัตรพระอินทร์โพล่งเสียงดัง วินาทีนั้นคนเป็นแม่ตกใจ เกรงเจ้าหนี้จะได้ยินจึงต้องเอามือปิดปากลูกสาวตัว

“ก็แล้วแกจะให้ฉันทำยังไงฮะ ค่าเทอมแกมันถูกๆ ซะที่ไหน เทอมละเกือบแสน แล้วแถมยังอีตอนที่ไปประกวดมิสบ้ามิสบออะไรนั่นอีก หมดไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่กว่าจะได้ตำแหน่งมาเนี่ย แล้วไหนจะเสื้อผ้า เครื่องสำอาง กระเป๋าแบรนด์เนมบ้าบออะไรของแกนั่นอีก อยากหรูนักแล้วเป็นไงล่ะ มันพ้นฉันที่ไหน อย่างพ่อแกมีรึจะหามาประเคนให้” นางบ่นจนเกือบเป็นตวาด หากยั้งเสียงไม่ให้ดังแหวขึ้นมา

ช้องนางเหลือกตาเอือมระอา อดค่อนขอดสามีไม่ได้ว่าเงินเดือนตำรวจหรือจะพอยาไส้ แถมนับวันฉัตรพระอินทร์ก็ชักจะมักใหญ่ใฝ่สูงขึ้นเรื่อยๆ

“แหม ก็ถ้าอยากให้ฉัตรมีสังคมดีๆ มีหน้ามีตาฉัตรก็ต้องทำตัวให้มันโดดเด่นสิ รึอยากจะให้เป็นแบบพี่ช่อล่ะ จบมาก็เป็นได้แค่พนักงานบริษัทกระจอกๆ”

“แต่อย่าลืมสิว่าพี่แกน่ะมันไม่เคยแบมือขอเงินใช้เลยนะ ตอนเรียนมันก็ได้ทุน พ่อแกถึงได้รักใคร่เทิดทูนนักหนาไง”

“โอ๊ยแม่ ไม่ต้องมาสรรเสริญพี่ช่อให้ฉัตรฟังอีกคนหรอก น่ารำคาญ” พูดพลางเดินออกจากมุมกำแพงอย่างหงุดหงิด โชคดีที่จังหวะนั้นพวกทวงหนี้เดินผ่านไปกันหมดแล้วจึงไม่มีใครได้ยินเสียง

หลังจากเหตุการณ์นั้นฉัตรพระอินทร์แนะให้มารดาไปขอเงินบิดามาใช้หนี้ แต่ช้องนางปฏิเสธเพราะเรื่องนี้สามีเองก็ไม่ทราบ นางหรือจะกล้าบอกว่ากู้เงินมาใช้จ่ายมากมายขนาดนี้ คิดๆ แล้วก็ปวดหัวจะระเบิด

ที่ผ่านมาต้องเหนื่อยหมุนเงินเพราะดอกที่นับวันจะทบไปเรื่อยๆ แถมธุรกิจขายตรงที่ลงทุนกับพรรคพวกภรรยาตำรวจก็เจ๊งไม่เป็นท่า เป็นหนี้เป็นสินอีกถึงต้องกู้เงินมาโปะค่าสินค้า

ฝ่ายไอ้เสี่ยเงินกู้ก็ทำท่าใจดีเสียเหลือหลาย ให้ผู้ช่วยมาถามไถ่ทำเป็นห่วง พอตอนใกล้ครบกำหนดนี่เล่นตามรังควานเสียยังกับนางไปฆ่าใครตาย ถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาจากไหนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง...

ชายกลางคนร่างสันทัดในชุดสีกากีประดับยศพันตำรวจเอกเดินออกมาจากห้องทำงานด้วยสีหน้าแน่วนิ่งสุขุม สร้างความน่าศรัทธาให้แก่ประชนชนผู้พบเห็น ซึ่งบางคนที่รู้จักก็จะยกมือไหว้และทักทายด้วยความเคารพ

นายตำรวจตำแหน่งผู้กำกับการหยุดพูดคุยกับเจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่เดินผ่าน เที่ยงวันนี้มีประชาชนมาแจ้งความน้อยกว่าวันก่อนๆ นั่นเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบกำลังปลอดโจรผู้ร้ายและปราศจากคดีความ หัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะมีอะไรน่าภูมิใจไปกว่าการเห็นบ้านเมืองสงบสุข

พันตำรวจเอกแสนกำลังจะลงไปทานมื้อเที่ยงที่ร้านข้างทางขาประจำ สังหรณ์ใจแปลกๆ ตั้งแต่เช้าว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ตอนบ่ายมีประชุมกับท่านรองผู้บังคับการเกี่ยวกับความคืบหน้าของปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด

ไม่กี่วันมานี้เพิ่งมีแถลงการณ์จับกุมเอเย่นต์ในอำเภอเมืองได้ จากการสอบสวนขยายผลได้ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับขบวนการของเสี่ยธีร์ แต่จากการสอบถามผู้ต้องหาไม่มีใครทราบหรือเคยเห็นตัวจริงของเขา นั่นเองเป็นที่สิ่งทางการตำรวจกำลังเร่งสืบหาอยู่

ขากลับจากทานข้าว บังเอิญพบกับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่เป็นถึงอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองหนุ่มไฟแรง เนื่องจากที่ทำการฯ ดังกล่าวอยู่เยื้องกับสถานีตำรวจ

อดีตนักการเมืองท้องถิ่นรายนี้ยังหนุ่มแน่น วัยสามสิบปลายๆ รูปร่างสะโอดสะองเหมือนตัวพระในวรรณคดี หน้าตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านแลสำอาง ทั้งรูปหล่อและการศึกษาดีจนเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วทั้งจังหวัด

ทั้งคู่รู้จักกันมานานและค่อนข้างจะพบเจอกันบ่อย ชายหนุ่มเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยดี มีมนุษย์สัมพันธ์และอ่อนน้อมถ่อมตน

อาเขต ทะนงพิทักษ์ บุตรชายอดีตรัฐมนตรีรายนี้ยกมือไหว้ทักทายนายตำรวจใหญ่อย่างมีสัมมาคารวะ ด้านคนอาวุโสกว่าก็รับไหว้ด้วยสีหน้าสุขุม

พันตำรวจเอกแสนนั้นยกย่องในความสามารถและความทุ่มเทของข้าราชการรายนี้ ดูได้จากผลงานที่ผ่านมาในการบริหารและพัฒนาพื้นที่ ผลงานจากอดีตของพรรคที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือกับภาคตำรวจในการกวาดล้างยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากชุมชน

และไม่เพียงแค่คนในพื้นที่ อาเขตยังเป็นที่รู้จักของคนทั่วทั้งประเทศ เพราะเคยเป็นพรีเซนเตอร์ประชาสัมพันธ์โครงการต่อต้านยาเสพติดให้กับรัฐบาล

“วันก่อนผมเห็นข่าวที่ท่านนำกำลังไปจับกุมกลุ่มเอเย่นต์ที่มาปิดรีสอร์ต กินเลี้ยงกันนอกเมือง เห็นว่าปะทะกันด้วย ผมล่ะเป็นห่วงจริงๆ เลยครับ นับวันจะยิ่งระบาดหนัก แถมเข้ามาในพื้นที่เราด้วย”

อดีตนักการเมืองหนุ่มเอ่ยอย่างชวนคุย รอยยิ้มหยักที่เผยถึงความจริงใจบ่งชัดบนใบหน้า ด้านพันตำรวจเอกแสนเองก็อยากคุยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ใบหน้าเข้มมีริ้วรอยตามวัยและประสบการณ์เครียดลงเมื่อเอ่ยถึงประเด็นดังกล่าว

“อืม ผมก็กังวลอยู่ พวกนี้ต้องจัดการขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก ตอนนี้ก็ทราบแต่ว่าเป็นขบวนการของเสี่ยธีร์ นี่ก็พยายามเร่งหาเบาะแสอยู่ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน” พันตำรวจเอกแสนบอกกล่าวไปตามที่เคยให้ข่าวกับสื่อ สังเกตว่าอาเขตสะดุดเล็กน้อยหลังได้ยินเขาเอ่ยถึงชื่อตัวการ

“คุณเขตรู้จักมั้ย เสี่ยธีร์อะไรนี่?” ที่ถามเพราะรู้ว่าเขาก็ติดตามความเคลื่อนไหวของขบวนการพวกนี้อยู่ หากรองนายกอบจ. หนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่รู้หรอกครับ แค่กำลังนึกอยู่ว่าเคยได้ยินชื่อที่ไหนมาก่อนรึเปล่า แต่เหมือนจะไม่เคยนะครับ...เอาเป็นว่าถ้าผมได้ข่าวหรือมีความคืบหน้ายังไงจะรีบแจ้งให้ทราบ และถ้าท่านมีอะไรจะให้ช่วยก็บอกผมได้เลยนะครับ ทางผมยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่” อาเขตยิ้มกว้างแสดงความมีน้ำใจ

ด้านพันตำรวจเอกแสนเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็เอ่ยขอบคุณ ทราบดีอยู่แล้วเพราะเขาให้การสนับสนุนเรื่องนี้มาโดยตลอด

พอจบจากประเด็นดังกล่าว อาเขตก็ไม่ลืมถามไถ่ถึงทุกข์สุขของคนในครอบครัวท่านผู้กำกับฯ ตามประสาคนมีอัธยาศัย โดยเฉพาะกับช้องนางที่เคยเจอกันหลายครั้ง จากการพูดคุยกันในครั้งก่อนทำให้ทราบว่านางกำลังทำธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนกับบรรดากลุ่มสมาคมภรรยาตำรวจอยู่

“คุณช้องสบายดีนะครับ?”

“ก็สบายดีครับ ตามเรื่องตามราวของเขานั่นล่ะ” พันตำรวจเอกแสนลงท้ายห้วนๆ ตามบุคลิกที่ทราบกันดีว่าเป็นคนโผงผางตรงไปตรงมา อาเขตได้ยินดังนั้นก็เผยยิ้ม พยักหน้ารับพร้อมกับเอ่ยสนทนาต่อ

“ครับ พอดีคราวก่อนผมเจอคุณช้องตอนยืนรอลูกสาวอยู่หน้าร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามเลยแวะคุยกัน เห็นบอกว่าคนเล็กนี่จะเรียนจบปีหน้าแล้ว แถมล่าสุดยังไปคว้าตำแหน่งจากเวทีระดับภาคมาอีก ดูท่าคุณช้องเธอจะภูมิใจน่าดูเลยนะครับ”

“ก็ธรรมดาของคนชอบอวดลูกน่ะ อย่างว่า ฉัตรกับแม่เขาสนิทกัน ตัวผมน่ะไม่ค่อยจะอะไรหรอก แค่อยากให้เรียนจบมามีงานมีการที่มั่นคงทำก็พอ”

คนเป็นพ่อเปรยตามอุปนิสัยเรียบง่าย หากอาเขตเห็นแล้วก็ขำนิดๆ ดูแล้วสองสามีภรรยาช่างมีความคิดและการแสดงออกต่างกันเหลือเกิน

“น้องฉัตรเขาทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้อนาคตไกลแน่นอนครับ เสียดายผมไม่เคยได้เจอตัวจริงสักที ตอนนั้นคุณช้องชวนให้อยู่รอแต่พอดีผมมีธุระต่อเลยได้เห็นแต่รูปในมือถือ จะว่าไปนี่ก็สวยเหมือนคุณช้องเลยนะครับ” อาเขตเอ่ยชม ฝ่ายคนเป็นพ่อแทนที่ได้ยินคนอื่นเอ่ยชมบุตรสาวจะยิ้มรื่น กลับทำหน้าเหมือนหนักใจแทน

“รายนั้นผมไม่ห่วงหรอกเรื่องเรียน แต่ห่วงไอ้เรื่องนิสัยเอาแต่ใจมากกว่า ถูกแม่เขาตามใจจนเคยตัว” พูดพลางถอนใจพรืด จังหวะนั้นเห็นมีเจ้าหน้าที่เดินขึ้นลงโรงพักเป็นระยะ หากท่านผู้กำกับฯ ก็ยังคงให้ความสนใจกับคู่สนทนาต่อ

อาเขตได้ยินก็เผยยิ้มนิดๆ อย่างเห็นใจ แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าคงเป็นธรรมดาของหญิงสาววัยนี้ที่มักจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ชายหนุ่มมองสีหน้าหนักใจของคนอาวุโสแล้วเห็นว่าสมควรจะเปลี่ยนเรื่องพูด

“เอ่อ แล้วน้องช่อล่ะครับ เห็นคราวก่อนว่าได้งานทำแล้ว เอ บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแถวอโศกที่ท่านพูดถึงนี่ใช่บริษัท เอ็น วาย อิเล็กทริกรึเปล่าครับ?”

“อ่า เหมือนคุ้นๆ ว่าจะใช่นะ ช่อเขาเคยบอกผมอยู่ ทำไมรึคุณเขต?”

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็บังเอิญน่ะครับ บริษัทนั้นเป็นของเพื่อนผมเอง แบบนี้ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจ” ชายหนุ่มออกปาก

ตลอดเวลาที่สนทนานั้น เขายิ้มไปด้วยพร้อมกับแววตาที่เป็นประกายเหมือนเด็กหนุ่มมากกว่าจะเหมือนผู้ชายวัยสามสิบปลายๆ

ท่านผู้กำกับฯ ยิ้มอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ด้วยลำพังตนนั้นไม่ปลื้มนโยบายเส้นสายสักเท่าไหร่ ซึ่งนิสัยดังกล่าวเห็นทีช่ออัญชันจะได้รับจากพ่อไปเต็มๆ ผิดกับคนน้องที่ได้ไปเฉพาะความหยิ่งทะนงและมุ่งมั่น จะไปเสียก็ตรงที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจ จึงทำให้กลายเป็นคนทะเยอทะยานและชอบเอาชนะ ยังดีที่คนเป็นพี่ไม่ค่อยจะสู้รบปรบมือด้วย ถึงได้ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันจนกลายเป็นปัญหาเหมือนครอบครัวอื่น

ความคิดเห็น